ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
สวัสดีค่ะ จักรกรดขอแจ้งงดอัพเดตนิยายไปก่อนนะคะ เนื่องจากช่วงนี้มีปัญหาด้านสุขภาพประกอบกับต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบกลางภาคจึงไม่อาจจะสร้างสรรค์เนื้อหาให้เพียงพอได้ ดังนั้นจักกรดจึงของดอัพเดตนิยายไปสักพักนะคะ แล้วจะกลับมาอัพเดตตอนต่อไปในวันอาทิตย์ที่14สิงหาคมเวลา21.30น.ค่ะ  ขออภัยท่านผู้ท่านทุกท่านด้วยนะคะ
2
“เสด็จพ่ออยากให้หม่อมฉันกับน้องชิงเอาดวงตาของหญิงที่ชื่อสไบทองเหรอพระเจ้าค่ะ” จันทลักษณ์ทวนสิ่งที่ได้ยินอีกครั้ง
“ถูกต้อง พ่อจะใช้ดวงตานางมาทำเนตรสะกดใจให้เจ้าสองพี่น้อง และทำให้พวกนั้นบาดหมางกันด้วย”
“แต่ว่า….” ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปราวกับว่าจะไม่กล้าทำเรื่องเช่นนี้เลย
“แต่ว่าอะไร” ท้าวนาคาได้ยินคำว่าแต่ก็เริ่มไม่พอใจ
“แต่ว่าเรื่องแค่นี้ทำไมต้องให้ลูกทำด้วยล่ะพระเจ้าค่ะ” ที่แท้ก็แค่อิดออดไม่อยากทำ ไม่ได้เกิดความกลัวไม่กล้าแต่อย่างใดเลย
“ก็แค่มนุษย์ผู้หญิงธรรมดาคนนึงไม่เห็นจะต้องให้ถึงมือของพวกหม่อมฉันเลยนี่เพคะ พวกลิ่วล้อก็ทำให้ได้สบายๆอยู่แล้ว” ปัทมาสน์ที่เข้ามาสมทบพอที่จะได้ยินที่ทั้งสองคุยกันเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็น
“ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงให้พวกลิ่วล้อจัดการอยู่หรอก แต่เรื่องนี้มันสำคัญมาก เพราะผู้ที่จะใช้เนตรสะกดใจต้องเป็นผู้ที่ช่วงชิงดวงตาด้วยมือตนเองน่ะสิ หรือว่าพวกเจ้าเกียจคร้านจนยอมให้ผู้อื่นได้ใช้เนตรวิเศษแทนกันล่ะ”
“แล้วทำไมเนตรสะกดใจจะต้องชิงมาจากผู้หญิงคนนั้นด้วยล่ะพระเจ้าค่ะ”
“พ่อบอกเจ้าไปแล้วว่าจะทำให้พวกนั้นบาดหมางกัน ถ้าเอาดวงตาผู้อื่นแล้วพวกนั้นจะแตกสามัคคีได้ยังไง พวกเจ้าสองพี่น้องแฝงตัวไปอยู่กับพวกมันตั้งนานก็ย่อมเกิดความผูกพัน ทีนี้ล่ะทางนั้นจะแบ่งเป็นสองฝ่าย แน่นอนว่าฝ่ายหนึ่งจะแก้ต่างหาเหตุผลการกระทำให้พวกเจ้า” เขาเล่าสิ่งที่คาดการณ์เอาไว้ มันไม่น่าผิดคาดเท่าไหร่นักหรอกถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา
“เสด็จพ่อทรงปรีชาสามารถมากเลยเพคะ พรุ่งนี้ไปชิงดวงตามาเลยดีมั้ยเพคะ จะได้ทำเนตรสะกดใจให้เร็วขึ้น” ธิดายักษ์ยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่บิดานาคาพูด เห็นทีจะต้องรีบไปนำมาเสียแล้ว
“ถ้าทำสำเร็จพวกเราก็จะมีเนตรสะกดใจสี่ดวงเลย หม่อมฉันดวงนึง ปัทมาสน์ดวงนึงและเสด็จพ่ออีกสองดวง” โอรสมนุษย์คิดถึงเรื่องนี้แล้วจึงกล่าว ยิ่งมีจำนวนดวงตาเพิ่มขึ้น การสะกดใจก็สามารถสะกดได้หลายคนขึ้นน่ะสิ
“ไม่ถูกเสียทีเดียวหรอก พ่อก็มีเพียงหนึ่งเหมือนพวกเจ้า”
“แต่ปกติเสด็จพ่อมีถึงสองดวงนี่เพคะ” เธอก็ว่าไปตามความจำที่ตนมีอยู่ มิได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร
“แต่ก่อนน่ะใช่ แต่เพราะมีครั้งหนึ่งพ่อได้สู้กับพวกครุฑ มันจิกเอาดวงตาพ่อออกไป ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ป่าไหนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ”
“ป่านนี้ไม่เป็นหินอัญมณีอยู่ที่ไหนแล้วหรือพระเจ้าค่ะ”
“พ่อก็ไม่แน่ใจ แต่เชื่อได้ว่าอยู่ดีแน่นอน….. นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกเจ้าต้องรู้ไว้ อย่าให้ใครทำลายเนจรสะกดใจของพวกเจ้าได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นตาเจ้าจะบอดและเรื่องที่ไปสะกดผู้อื่นจะเข้าตัวจนสติวิปลาสได้” วัศพลนาราชพูดข้อนี้ให้ฟังเป็นสำคัญเพราะคนไม่อยากเสียกำลังพลไป ถึงแม้จะเป็นจุดอ่อนตนแต่ก็ไม่คิดจะปิดบังพวกที่ตนสะกดเอาไว้หรอก เพราะผู้ที่ถูกสะกดจะไม่มีวันทำร้ายผู้ที่สะกดแน่นอน หากเว้นว่างจากเรื่องสงครามตนก็กะจะตามหาสิ่งสำคัญของตนดูบ้างเหมือนกัน
“พระเจ้าค่ะ พวกหม่อมฉันจะระวังดวงตาให้ดี”
“เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ก่อนตะวันตกดินพวกหม่อมฉันจะไปชิงดวงตาของสไบทองได้เพคะ เสด็จพ่อวางพระทัยได้เลย”
………………………………………………..
“ไม่นะ!!” แสงสุรีย์สะดุ้งตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางด้วยความตกใจสิ่งที่เกิดในความฝัน
“เป็นอะไรไปน่ะแสงสุรีย์” เมธาวีได้ยินเสียงร้องก็รีบเข้ามาดูและประคองผู้ที่เพิ่งฟื้นจากนิทราด้วยความเป็นห่วง
“เราฝันร้าย ฝันว่าจันลักษณ์กับปัทมาสน์ควักเอาดวงตาของตัวเองมาคนละข้างแล้วเอาใส่ในกองเพลิง จากนั้นทุกอย่างก็ดับลงราวกับว่าดวงตาของเราบอดไปแล้ว  เรากลัวเหลือเกินว่าสองคนนั้นจะเกิดอันตราย”
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก บางทีที่เจ้าฝันแบบนี้อาจเป็นเพราะเจ้าอาจจะคิดสับสนที่สองคนนั้นไปอยู่กับพวกศัตรูก็ได้” เพชราหูกล่าวเช่นนี้เพราะไม่อยากผู้ที่ตื่นนิทราจากฝันร้ายคิดมากจนเกินไป
“เราก็หวังว่ามันจะเป็นแค่ความฝัน อย่าให้มันเป็นลางร้ายอะไรเลย” จินดาที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่สบายใจเท่าไหร่นักเพราะนี่อาจเป็นลางบอกเหตุก็ได้ แต่ยังไงก็อยากให้เป็นแค่ฝันไม่สลักสำคัญอะไร
“ฝันร้ายก็แค่ฝันอย่าคิดมากเลยนะ”ศุภลักษณ์เข้ามาจับมือพี่สาวคนโตเพื่อให้กำลังใจ ตัวเองเชื่อว่ายังไงเรื่องร้ายๆจะต้องผ่านไปได้แน่ แค่ต้องรอเวลา
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ มีใครเป็นอะไรรึเปล่า” อันติมะเข้ามาดูสหายที่พักอยู่อีกกระโจมเพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากพวกคิดไม่ซื่อก็เป็นได้
“ไม่มีอะไรหรอก เราแค่ฝันร้ายน่ะ”
“ฝันร้ายเดี๋ยวก็กลายเป็นดี ช่างมันเถอะนะ พวกเราเตรียมตัวกันให้เรียบร้อยดีกว่า พอฟ้าเริ่มสางก็ต้องเตรียมรบอีก”
“หวังว่าจะจบลงไวๆนะ”โอรสวันศุกร์กล่าว
“เราก็อยากให้จบแต่ว่าเทพวิษุวัตไม่ยอมเข้าร่วมให้เร็วน่ะสิ ไม่อย่างนั้นก็คงจะสามารถเอาความสนใจรวมกำลังแรงมุ่งไปต่อกรกับพระองค์พอ”ชายหนุ่มร่างแปลงหนักใจไม่น้อย นี่ก็หลายวันแล้วที่เทพต้นเรื่องบำเพ็ญเพียรเพิ่มกำลังให้ตนแล้วไหนจะถ่วงเวลาเพื่อรอให้สหายตนอ่อนกำลังลงอีก หรือว่าตนควรจะต้องทำอะไรที่สั่นคลอนจิตใจให้สมาธิของเทพวิษุวัตไขว้เขวกัน ถึงจะทำให้เรื่องมันจบสักที

“พระธิดา พระโอรส!!” จั๊กแหล่นมาถึงก็เข้ากอดทักทายทุกคนอย่างดีใจ เมื่อวานอยู่ซ้อมวิชาเพิ่มอีกสักหน่อยจึงได้ตามมาสมทบภายหลัง
“จั๊กแหล่นมาแล้วเหรอ พี่ศุเนี่ยคิดถึ๊งคิดถึง” ศุภลักษณ์เห็นสหายรักก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งจึงได้เข้ากอดราวกับว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นน้องสาวของตนอีกหนึ่ง
“พี่ศุเนี่ยคิดถึ๊งคิดถึง” ประกายพรึกพึมพำถึงประโยคก่อนหน้าด้วยความหมั่นไส้ ดูท่าเจ้าของประโยคจะชอบทำนิสัยเจ้าชู้จนเป็นนิสัยไปแล้ว จึงไม่เขอะเขินเลยที่จะสวมกอดผู้หญิงแบบนั้น
“แล้วพระโอรสจันทลักษณ์กับพระธิดาปัทมาสน์อยู่ที่ไหนกันพระเจ้าค่ะ”ผีตาหวานถามด้วยความสงสัย เพราะมันจะได้เวลาออกรบแล้วน่าจะมารวมกันครบได้แล้วนี่
“คงไปอู้อยู่ที่ไหนสักที่ล่ะมั้ง” สุดหล่อว่าไปตามความเห็น นี่ถ้าไม่ใช่ว่าเพิ่งมาถึงล่ะก็ ตนก็จะแอบอู้ไม่ไปช่วยให้เหนื่อยจนเกินตัวหรอก
“ทั้งสองน่ะเปลี่ยนฝั่งไปอยู่กับพวกนั้นแล้วล่ะพี่ตาหวาน” อังคาสตอบความสงสัยให้ทราบ ถึงจะอนุมานได้ว่าถูกมนตราแต่มันก็น่าโมโหอยู่เหมือนกันที่ไม่ระวังตัวให้ดี จนเรื่องมันวุ่นไปใหญ่
“หมายความว่ายังไงกันพระเจ้าค่ะ อยู่ดีๆจะเปลี่ยนฝั่งไปได้อย่างไรกัน” หิ่งห้อยฟังความก็เกิดความสับสนขึ้นมา แค่ไม่อยู่ด้วยวันเดียวมันเกิดเรื่องอะไรกัน
“พวกเขาเปลี่ยนฝั่งก่อนจะเริ่มสงครามและเรียกวัศพลนาคราชว่าเสด็จพ่อน่ะจ้ะพี่หิ่งห้อย”  จันทราภาช่วยตอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับผู้สมทบได้ฟังความก่อนหน้า
“พวกเขาน่าจะต้องมนตราถึงได้ทำเช่นนั้นลงไปน่ะจ้ะพี่หิ่งห้อย” สุริยะช่วยเสริม อย่างไรเสียสหายทั้งสองก็ไม่มีทางไปเป็นพวกเดียวกับพวกนั้นเด็ดขาดถ้าไม่มีเรื่องของเล่ห์กลมนตราของอีกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง

“สงครามวันที่สองเริ่มต้นขึ้นแล้ว ขอให้ทุกท่านต่อสู้กันอย่างเต็มกำลังและปฏิบัติตนตามข้อตกลงอันเป็นกฎของสงครามอย่างเคร่งครัดด้วย” เสียงประกาศจากพระพุธซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สังเกตุการณ์เป็นสัญญาณให้เริ่มทำการต่อสู้ในวันที่สองอย่างเป็นทางการ

“ใช้ร่มสู้นี่นะ เจ้าจะดูถูกสติปัญญาข้ามากไปแล้วนะ!!” อัคนินกล่าวอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นแสงสุรีย์ที่เพิ่งจะเผชิญหน้ากับตนก็ใช้เพียงร่มมาประลองเสียอย่างนั้น
“เจ้านี่ยังไงกัน ต้องคิดเสมอเลยเหรอว่าคนอื่นเขาจะดูถูกตัวเองตลอดเวลา หรือว่าเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ”
"ข้าไม่ใช่คนไร้สติปัญญาสักหน่อย"
"ถ้าไม่ใช่ก็มาประลองเลยดีกว่า อย่ามัวแต่โวยวาย"
"แล้วจะให้ข้าใช้ร่มมาสู้กับเจ้าเนี่ยนะ"
"ท่านผู้เจริญปัญญา ถ้ามีฝีมือจริงแค่ใช้ร่มก็เพียงพอแล้วล่ะ"
"ก็ได้ๆ ...เข้ามาเลย" ถึงจะขัดใจแต่ก็คงปฏิเสธมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงถูกหัวเราะเยาะแน่ที่ไม่ยอมสู้กับของง่ายๆอย่างร่มนี่
"ตั้งรับไว้ให้ดี" เธอว่าแล้วก็ใช้ร่มแทงพุ่งไปยังใบหน้าของอีกฝ่าย ดีที่อีกฝ่ายหลบทันไม่อย่างนั้นคงต้องถูกจิ้มเข้าให้ที่ลูกตาแน่ เมื่อหลบได้แล้วเขาก็ไม่รีรอที่จะตอบโต้ จึงใช้มือฟันไปยังต้นคอของอีกฝ่าย แต่แล้วศัตรูผู้นั้นก็ดันหลบทันได้เสียก่อน
ทั้งคู่ใช้ร่มปะทะกันราวกับว่ามันเป็นดาบ เมื่อพลัดกันโจมตีอยู่สักพักทั้งสองคนนี้ก็ได้ประจันหน้ากันโดยมีร่มขั้นกลางไขว้ทับกันเป็นกากบาท
"สู้ไม่รู้จักบันยะบันยังเลยนะ เจ้าไม่กลัวว่าตัวข้าจะไม่พอใจจนไปลงกับเสด็จพ่อแทนหรอกเหรอ"
"ถ้าจะขี้แพ้จนไปพาลกับคนไม่มีทางสู้แบบนั้น ก็เชิญทำตามความภูมิใจอันน้อยนิดของเจ้าเถอะ" เธอก็ไม่ได้กังวลในคำพูดของพี่ต่างแม่เท่าไหร่นักหรอก
เพราะเธอรู้ดีว่าในร่างบิดาก็มีวิญญาณมารดาของอีกฝ่ายอยู่ในนั้นเหมือนกัน ถ้ากล้าทำทั้งพ่อทั้งแม่ตัวเองก็ทำไป
"พูดมากนัก!"เขาได้ยินวาจาเช่นนั้นจึงบันดาลโทสะใช้หน้าผากของตนโขกเข้ากับของอีกฝ่ายจนเลือดไหล
"แผลเก่ายังไม่ทันหายอยากได้แผลใหม่เพิ่มแล้วอย่างนั้นเหรอ"ธิดาวันอาทิตย์เช็ดเลือดที่หน้าผากตนมาดูแต่ก็ไม่มีทีท่ากังวลต่อบาดแผลตนแต่อย่างใด กลับเห็นแต่อีกฝั่งที่มีแผลเป็นบนแก้มขวาแล้วยังไม่พอ ดันหาเรื่ิองจะสร้างแผลเพิ่มอีก
"แล้วจะทำไม เราทำให้เจ้าเจ็บตัวได้ก็พอแล้ว"ดูท่าจะไม่สนวิธีการเอาเสียเลยซะด้วยสิ
"เราเจ็บตัวเจ้าก็เจ็บตัวมันคุ้มค่าพอแล้วเหรอ" 
"คุ้มไม่คุ้มเดี๋ยวก็รู้กัน"ว่าแล้วเขาใช้พลังจากสังวาลย์ส่งไปยังร่ม จากร่มธรรมดาที่ประกอบด้วยผ้ากับไม้ไผ่กลายเป็นร่มโครงเหล็กที่ปูด้วยคมมีดแทนผ้าทั่วไปเสียแล้ว เมื่อทำเช่นนั้นเสร็จก็มุ่งหน้าเข้าทำร้ายอีกฝ่ายโดยการหมุนร่มเป็นวงกลมพร้อมกับฟาดเข้าไปที่ศัตรู โชคยังดีตรงจุดที่เขาฟาดลงไปนั้นตรงกับตำแหน่งของสังวาลย์ของแสงสุรีย์จึงพอจะต้านความรุนแรงไม่ให้เลือดตกยางออกได้ แต่ก็ได้รับความเจ็บช้ำที่ภายในอยู่พอสมควร
"ทำไมล่ะ เงียบไปเลยล่ะสิ เจ้าบอกให้ใช้ร่มก็จริงแต่ไม่ใช่แค่ร่มธรรมดานี่   ร่มเจ้าก็พังแล้วจะเอายังไงต่อไปดีล่ะ"เขามองไปยังร่มของอีกฝ่าย ด้วยความเร็วของเขาทำให้อีกฝ่ายตั้งรับแทบไม่ทัน ร่มก็พังไปเพราะตั้งรับนั่นเอง แต่มันน่าเสียดายที่เอาเลือดเอาเนื้อส่วนลำตัวไม่ได้อย่างที่ใจนึก
"ในเมื่อเจ้าไม่คิดใช้ร่มธรรมดามีหรือว่าเราจะทนใช้แบบธรรมดาต่อไปได้อีก" เธอทนเก็บความเจ็บปวดภายในไว้ก่อน เอาสถานการณ์ตรงหน้าให้ผ่านพ้นไปได้ดีกว่า
"มีอะไรก็ใช้มาเลยสิ" สิ้นคำของอริร้ายร่มของธิดาแห่งคีรีมาศก็ได้กลายเป็นเหล็กเช่นเดียวกันกับของอีกฝั่งไม่ผิดเพี้ยนจากกันมากนัก แต่อย่างไรเสียมันก็ต้องมีข้อแตกต่างอยู่แน่
"นี่ผู้เจริญด้วยสติปัญญา กับแค่เปลี่ยนร่มเนี่ยยังจงใจลอกเอาของคนอื่นไปใช้เอง ช่างเป็นคนที่เลิศล้ำฉลาดสุดสมกับเป็นพี่คนโตของบรรดลูกนอกไส้จริงๆ"
"มันช่วยไม่ได้นี่ กฎก็บอกอยู่ว่าต้องใช้อาวุธประเภทเดียวกัน การที่เราใช้ของแบบเจ้าก็ไม่ได้ผิดอะไร"
"เอาเถอะๆ ดูสิว่าเปลี่ยนของมาเหมือนเราแล้วเนี่ยจะมีปัญญาพอมาสู้กับเรารึเปล่า" ว่าแล้วเขาก็เหวี่ยงร่มไปปะทะกับอีกฝ่าย แต่หารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายนั้นคิดหาวิธีที่จะรับมือตนได้ตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบอาวุธแล้ว
"เกรงว่าจะไม่เหมือนเท่าไหร่นะ"ระหว่างที่ใช้อาวุธฟาดฟันกันอยู่เธอก็ใช้พลังจากสังวาลย์มณีส่งไปยังร่มเหล็กของตน ด้วยความร้อนของพลังที่ราวกับเตโชทำให้ร่มเหล็กนั้นแดงเหมือนดาบที่กำลังถูกตีขึ้นรูป นั่นส่งผลให้ร่มของอีกฝ่ายได้รับความร้อนนี้ไปเช่นกัน แต่ในเมื่อยังดึงดันจะใช้ร่มตีปะทะซึ่งกันต่อไปแบบนี้ก็ไม่มีใครห้ามได้หรอก จนสุดท้ายที่ฟาดร่มใส่กันร่มที่ใช้ก็ได้แตกออกจากกัน จนทั้งสะเก็ดไฟและเศษที่แตกของเหล็กกระเด็นใส่ทั้งสองฝ่ายจนต้องล่าถอยออกจากกัน ยังดีที่ไม่ได้เข้าตาใครจนบอดแต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้ทั้งคู่ไม่น้อยจนกระทั่งทั้งคู่ได้สงบไป
  ธงน้ำเงินถูกชูขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเรียกแพทย์อาสาให้เข้ามาช่วยเหลือทั้งสองคนที่สลบไปจากอาการบาดเจ็บ เมื่อเหล่าหมอมาถึงก็แบ่งกันพากลับไปกระโจมตามฝั่งของผู้สลบก่อน เพราะในท้องสนามที่รบรากันหลายชีวิตอาจไม่ทันสังเกตจนเผลอไปขวางการรักษาโดยที่ไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้
"แสงสุรีย์บาดเจ็บงั้นเหรอ" ติณกฤตสังเกตเห็นเหล่าแพทย์อาสามาพาตัวศิษย์ร่วมสำนักกลับไปยังที่พำนัก ตนก็อดที่จะสนใจไม่ได้ แต่มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขานี่

"ได้เวลาแล้วจันทลักษณ์" สองพี่น้องที่หลีกเลี่ยงปะทะกับฝั่งศัตรูระดับฝีมือเดียวกันมาทั้งวัน เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่ต้องแอบเดินทางไปยังป่าหิมพานต์บริเวณอาศรมของฤษีอนุชิต จึงเรียกคุยกันผ่านการสื่อสารทางใจ
“ไปกันเลย” เมื่อตกลงได้ดังนั้นทั้งคู่จึงทำเป็นกลับไปในกระโจมเพื่อดูอาการของอัคนิน แต่ที่จริงก็จะเข้าไปจัดการกับคนที่ไม่มีทางสู้ก็เพียงแต่เท่านั้น

“แปลก วันนี้จันทลักษณ์ไม่มาสู้ตามคำท้าของเรา เมื่อวานสู้กันได้แต่เสมออยู่เลย”
“เมื่อวานเขาดูเลือดร้อนอยากจะสู้กับเจ้าด้วยสังวาลย์ให้รู้แล้วรู้รอดขนาดนั้นแท้ๆ” พุทธรัตน์เข้ามาเพื่อจะดูพวกพี่น้องปะทะฝีมือกันเหมือนที่ฟังจากเพชราหูสักหน่อย วันนี้กลับไม่ได้เห็นเสียแล้ว
“วันนี้ไม่สู้ ไม่แน่พรุ่งนี้อาจสู้ พวกเราแยกย้ายไปดูทางอื่นต่อดีกว่านะ”
“ได้ ดูแลตัวเองด้วยนะ”
“จินดาจะไปไหนน่ะ!!” โอรสวันพุธเห็นน้องสาววิ่งผ่านอย่างร้อนใจก็อดสงสัยไม่ได้
“แสงสุรีย์สู้กับอัคนินจนสลบ เราไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง เราต้องไปดูนางก่อน”
“ว่ายังไงนะ” เขาได้ยินอย่างนั้นก็อดห่วงไม่ได้จึงตามไปดูใจทันที ปกติที่สู้กันไม่เห็นจะถึงขั้นสลบเลย หรือว่าอาจเป็นเพราะเป็นช่วงจิตใจสับสนว้าวุ่นด้วยรึเปล่า
…………….
ในขณะที่ทางนั้นกำลังวุ่นกับการรบบ้างดูคนเจ็บบ้างก็ไม่ทันได้สังเกตเท่าไหร่ว่าสองตัวปัญหาได้หายไปแล้ว
“พระโอรสพระธิดา เสด็จกลับมาแล้วเหรอเพคะ” บัวเข้ามาต้อนรับด้วยความดีใจ ไม่คิดเลยว่าในเวลาไม่ครบสองวันจะได้ข่าวดีเร็วขนาดนี้
“สไบทองอยู่ไหน” จันทลักษณ์เรียกชื่อคนที่ต้องการตัวอย่างห้วนๆผิดกับนิสัยดั้งเดิมของตนนัก
“พระมเหสี พระมเหีกำลังประทับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ฝั่งทางนั้นน่ะเพคะ” เธอผายมือบอกไป แต่ก็แปลกใจว่าทำไมคำพูดน้ำเสียงดูแข็งกระด้างกว่าแต่ก่อนนัก
“สไบทอง!!” ปัทมาสน์เดินรุดหน้าไปยังที่ประทับของมเหสีไร้บัลลังก์ด้วยสีหน้าจริงจัง พอถึงที่หมายก็เรียกชื่อด้วยเสียงที่ดังคำราม ทำเอาคนที่ถูกเรียกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“จันทลักษณ์ ปัทมาสน์ เกิกอะไรขึ้นทำไมดูไม่พอใจเราขนาดนั้น”
“ไม่ต้องพูดมาก” ว่าแล้วนรางยักษิณีก็เข้าบีบคอคนที่เป็นเป้าหมายทันที
“พระธิดาอย่าทรงทำเช่นนี้เลยนะเพคะ ปล่อยพระหัตถ์เถอะนะเพคะ” บัวแย้มเข้ามายื้อดึงแขนให้หยุดการกระทำแต่มันไม่ได้ผลเพราะเธอไม่มีแรงพอที่จะสู้
“น่ารำคาญ” เธอเปลี่ยนมืออีกข้างมาบีบแทนแล้วจึงเหวี่ยงแขนข้างที่คนห้ามจับอยู่
“อย่าช้าเลย เริ่มดีกว่า” คนสวมสังวาลย์บุษราคัมกล่าวไม่นานทั้งสองก็ใช้มือนคนละข้างชิงเอาดวงตาแต่ละดวงของสไบทองทองไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่นะ!!” ภาพตรงหน้าทำเอาผู้ที่ล้มไปกองกับพื้นร้องลั่น ไม่นึกเลยว่าเวลาสั้นๆจะเกิดเรื่องขนาดนี้
“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ” ท้าวนวดลวิ่งมาดูตามเสียงด้วยห่วงอันตรายที่จะเกิดขึ้น แต่นี่มันเกิดขึ้นไปแล้ว
“พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว แม้เราตายก็จะฆ่าเจ้าให้ได้” ชายชราให้มีดเข้าแทงหมายจะเอาชีวิตทั้งสองจึงถูกทำให้ทรมาน ฝ่ายหญิงชราก็รีบเข้าไปประคองบุตรีรีบพาหนีไปก่อนจะเล่นถึงชีวิต
“จะไปไหนกัน” ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็อดจะตามไปไม่ได้ ขืนปล่อยไปง่ายๆก็แย่น่ะสิ
“พระโอรสพระธิดาช่วยด้วยเพคะ ช่วยด้วยเถอะเพคะ” บัวที่คิดได้ก็เรียกผ่านกำไลแก้วบุษบากรที่สามารถเรียกขอความช่วยเหลือไปถึงจินดาได้
“ทางนู้นเกิดเรื่องขึ้น บัวเรียกให้พวกเราไปช่วย” จินดาที่ห่วงพี่สาวเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากสตรีที่ดูแลเหล่าเชื้อกษัตริย์ในมิติก็วุ่นวายใจไปหมด
“มีคนบุกเข้าไปในมิติได้แล้วงั้นเหรอ” เมธาวีถามอย่างร้อนใจ มันเรื่องอะไรกัน
“พวกเราไปช่วยกันเถอะ จินดาเจ้าอยู่ที่นี่เถอะนะ”  ว่าแล้วเพชราหูก็ได้พาอังคาส ภูมินทร์ สุริยะ เมธาวีหายตัวไปยังมิตินั้นทันที
พอไปถึงเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้าก็จบไปด้วยรอยยิ้มของผู้ถือชัยทั้งสอง พอทั้งหมดมาถึงทั้งคู่จึงออกจากมิติในทันทีโดยไม่ลืมจะทิ้งรอยยิ้มเยาะเย้ยไว้เป็นแผลในใจของบุตรของผู้ถูกกระทำอย่างไม่มีความรู้สึกละอายใจอยู่ในสายตาเลยสักนิด

----------------------------------------------------------------------------ทุกวันอาทิตย์ขอเปลี่ยนเวลาเป็น21.30น.แทนนะคะ
3
“บดิศร เจ้าคงไม่ได้กักขังเสด็จพ่อไว้ในพระตำหนักอย่างที่ธานินทร์พูดหรอกใช่มั้ย”สุริยะที่ใช้ดาบคู่สู้กับพวกคนอื่นมา ได้มาประมือกับน้องต่างมารดาเสียที แต่ก่อนที่จะได้เข้าต่อสู้กันก็อยากจะถามเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะเป็นเพียงข่าวลือ
"ถ้าใช่แล้วจะทำไม" อีกฝ่ายตอบสิ่งที่คาใจของศัตรู ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปิดบังอยู่แล้ว
"เจ้าทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะ เสด็จพ่อเป็นพระบิดาของเจ้า ตัวเจ้าเองก็รักและเทิดทูนพระองค์มาตลอด เหตุใดถึงทำเช่นนั้นโดยไม่ใยดีเลยล่ะ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ลำพังถ้าเป็นคนอื่นทำอย่างนี้ก็จะถือซะว่าเป็นคนอื่น แต่นี่เป็นลูกแท้ๆกลับลบลืมความผูกพันกักขังผู้บังเกิดเกล้า นี่มันจะมากเกินจากปกติวิสัยของอีกฝ่ายแล้วนะ ถึงเขาจะร้ายกับตนยังไงก็ไม่เคยร้ายต่อพ่อ แต่บัดเดี๋ยวนี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน
"ก็ทำไปแล้ว เรื่องอะไรจะต้องใยดีกับคนที่ไม่เคยเห็นเราอยู่ในสายตาด้วย" เขาใช้ดาบเข้าฟันอีกคนอย่างไม่ยั้งมือ อีกฝ่ายก็ต้องคอยแก้คอยกันอันตรายที่เกิดจากตัวเขา
"แต่พระองค์เป็นพ่อเจ้านะ!!"
"พ่อ พ่องั้นเหรอ พ่อที่เนรเทศแม่ของเราไปอย่างไม่ใยดี พ่อที่ตัดขาดลูกเพียงเพราะเราขอติดตามแม่เราไปน่ะเหรอ พ่อที่ไม่เคยเห็นเราเป็นลูก คนแบบนั้นเราไม่เรียกว่าพ่อหรอกนะ" เขาได้จังหวะก็ชกเข้าที่ใบหน้าโอรสสุดที่รักของคนที่ตัวเองคิดน้อยเนื้อต่ำใจอยู่
"เราก็เคยถูกเนรเทศเหมือนกันกับเจ้ายังกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันกับเสด็จพ่อได้ เจ้าก็ต้องทำได้สิ" เขานำสองดาบมาไว้ที่มือข้างหนึ่งแล้วจึงใช้หมัดเหลี่ยมขวาตอบโต้กลับไป
"เจ้ากับเรามันไม่เหมือนกัน อย่ามาพูดหน่อยเลย" โอรสพิมาลาถีบอีกฝ่ายถลาออกห่างตัวไป ตนไม่สนใจคำพูดของศัตรูที่ตนเกลียดชังหรอก สิ่งที่ตนตัดสินใจจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคนที่ได้ชื่อว่าพ่อใจแข็งใส่ก่อน เขาแค่ใจแข็งตอบก็ไม่เห็นจะผิดอะไร
"จริงอยู่ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเสด็จพ่ออาจจะผูกพันกับพวกเรามากกว่า แต่เจ้ารู้มั้ยว่าเสด็จพ่อน่ะยังรักและคิดถึงเจ้าตลอดเวลาเลยนะช่วงสิบปีที่ไม่ได้เจอกัน"
"อย่ามาพูดจาให้เราใจอ่อนหน่อยเลย รักและคิดถึงแล้วทำไมถึงไม่คิดจะตามหาเรา "
"ตามกลับได้ก็แต่เจ้าคนเดียวเท่านั้น เจ้าจะยอมกลับรึยังไง"
เขาฟังคำอีกคนก็เงียบไป ถึงมาหาแล้วยังไง ในเมื่อสุดท้ายถ้าจะให้ทิ้งครอบครัวอีกฝั่งตนก็ทำไม่ได้
"แน่นอนว่าไม่ แล้วสิ่งที่ตาของเจ้ากลับมาทำในรอบสิบปีล่ะ ดูสิขนาดไม่ตามเขายังมาราวีถึงบ้านเมืองเราจนวุ่นวายไปหมด"
"อย่างนั้นคนของเจ้าก็เลยสังหารท่านตาของเราอย่างไม่ลังเลเลยล่ะสิ" ฟังถึงคำของคนฝ่ายตรงข้ามตนก็รู้สึกโกรธยิ่งนัก ถึงเวลาจะผ่านมาเป็นเดือนๆแล้วแต่มันก็ทำใจลำบากที่คนในครอบครัวต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ วันนี้ยังต้องมาฟังคำต่อว่าของศัตรูพวกเดียวกับคนที่ฆ่าอีกเหรอ
"เดิมทีศนิวารไม่ได้อยากทำถึงขั้นนั้น แต่ท่านตาของเจ้าคิดจะเสื่อมเกียรติมารดาเราด้วยการให้แต่งงานกับเขา เจ้าเคยรู้เรื่องนี้บ้างมั้ย อีกอย่างยังดื้อดึงจะต่อสู้ จะให้คนของเราทนเป็นเบี้ยล่างให้อย่างเดียวรึยังไงกัน"
"เจ้าว่ายังไงนะ"เขาหยุดการประลองฝีมือ แล้วถามทวนสิ่งที่ได้ยินอีกครั้ง
"ตาของเจ้าที่เป็นท้าวนรราชบังคับแต่งงานกับมารดาของเรา"
"ไม่จริง เจ้าเอาอะไรมาพูด" ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ว่าเขาก็เชื่อไปบ้างบางส่วนแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ยอมรับ
"เรากล่าวตามจริง พยานรู้เห็นในวังเต็มไปหมด" จะไม่ให้รู้ได้อย่างไร คนที่ซักถามเรื่องราวจากมารดาก็เป็นตนนี่เอง
"ใช่ ไม่เชื่อก็ไปถามพวกทหารรักษาการ นางกำนัลใดก็ได้ เขารู้กันทั่วทั้งนั้น แต่จะกล้าพูดรึเปล่านะมันอีกเรื่อง
ศนิวารตามมาสมทบตอนที่ได้ยินประโยคเน้นย้ำของสุริยะถึงพฤติกรรมตาเฒ่าหัวงูอย่างอดีตปุโรหิตสิระ
"แต่นอกจากพวกในนั้น เจ้ารู้รึเปล่าว่ายังมีผู้ที่จะช่วยตาของเจ้าได้อีกมากแต่ไม่คิดช่วยเพราะตัณหาของตาเจ้าเอง"
"เลิกว่าท่านตาของเราสักที"
"เลิกว่าก็ได้ แต่เราจะบอกอะไรให้นะว่าที่นั่นมีปัจจากับธานินทร์ดูสิ่งที่เราทำตลอด แต่เขาไม่ช่วยตาของเจ้าเลย"
"พอเถอะศนิวาร อย่าพูดถึงอีกเลย เท่านี้พวกเราก็ผิดมากเกินแล้วนะ"สุริยะคิดได้ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเสียไปกันใหญ่ อย่างนี้คงมองหน้ากันไม่ติดแน่ ลำพังสังหารก็ร้ายเหลือแสนแล้ว  นี่ยังมากล่าวาจาให้อีกฝั่งแตกสามัคคีกัน ตนไม่เห็นด้วย
 "ไม่จริง พวกเจ้าโกหก พวกเจ้ามันโกหก!!" บริศรฟังคำก็ไม่อาจยอมรับได้ มันเหมือนตนโดนหัก ไม่จริงหรอกมันต้องเป็นอุบาย อุบายของพวกนี้แน่ๆ เขาใช้พลังจากเกราะเหล็กเข้าโจมตีทั้งสองพี่น้องฝั่งตรงข้ามด้วยใจที่ไม่มั่นคง ทั้งสองร่วมกันรับพลังและต่อต้านได้ไม่ยากด้วยสภาพที่อ่อนแอของอีกฝั่งเช่นนี้
"กลับไปพักเถอะ เราไม่อยากสู้กับคนที่อ่อนแอหรอกนะ"โอรสวันเสาร์กล่าวกับคู่อริ
"ศนิวารอย่าเพิ่งไป ช่วยทำตามคำขอเราสักครั้งเถอะนะ"โอรสวันอาทิตย์ฉุดรั้งน้องชายตนให้กลับมาก่อน
"ก็ได้ ...บดิศร เรื่องในวันนั้นเราขอโทษจริงๆ เพราะเราบันดาลโทสะมากไป เรื่องนี้เรายอมรับผิด วันหลังค่อยมาสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรีเถอะ" ถึงเรื่องสังหารนี้เขาจะมีส่วนผิดและรับผิดแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรมเช่นกัน อย่างไรเสียก็ต้องสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรีต่อไป อย่าให้เรื่องนี้เรื่องเดียวมาทำให้เขาตกเป็นรองคนอื่นเลย
"ออกไปกันให้พ้น ออกไป" เขาหมดเรี่ยวแรงจะสู้ต่อแล้ว ความผิดหวังนี้มันอะไรกัน จิตใจเขาอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
"รักษาตัวด้วย เราขอโทษที่พูดเรื่องปุโรหิตสิระขึ้นมาอีก"สุริยะไม่คิดสู้ต่อด้วยรู้สึกผิด เขาไม่น่าพูดเรื่องนั้นเลยจริงๆ
"อาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว หมดเวลาทำการรบวันที่หนึ่ง โปรดจงวางมือกลับไปพักผ่อน ห้ามก่อศึกจนกว่าจะถึงอีกวัน" เสียงเป่าสังข์ส่งสัญญาณหมดเวลาพร้อมกับคำประกาศผู้สังเกตการณ์ ทั้งหมดจึงแยกย้ายไปยังที่พักที่จัดเตรียมไว้
"เจ้า เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ กลับก่อนเถอะ"ปัทมาสน์เข้าไปประคองคนใจเสียที่นั่งกองกับพื้นให้ลุกขึ้นมาก่อนจะพาไปพักผ่อนในกระโจมที่เตรียมไว้ให้ อย่างน้อยในวันที่หมดหวังก็ยังพอมีสหายอยู่บ้างสินะ
"ยังดีที่วันนี้ไม่มีใครล้มตายไปเสียก่อน"แสงสุรีย์พูดอย่างวางใจ ก็ยังดีที่ศึกวันแรกยังไม่ได้คร่าชีวิตของใครไปแม้แต่คนเดียว
"ถึงไม่มีใครล้มตายแต่มีคนล้มลง เราเพิ่งเห็นบดิศรอ่อนแอแบบนี้เลยนะ" อันติมะกล่าว ตอนอยู่ศาศวัตบุรีเขาก็แอบสังเกตตัวคนที่กล่าวถึงอยู่มาตั้งเป็นสิบๆปี  ทั้งยังเห็นเวลาที่ต่อสู้มาแล้วอย่างแน่วแน่ ไม่น่าจะจิตใจบอบบางขนาดนั้นได้นะ
"เขาคงจะผิดหวังเสียใจ"สุริยะตอบเสียงเศร้าด้วยความรู้สึกผิด จิตใจก็อ่อนแอไม่แพ้กัน
"ไม่เห็นจะต้องไปใส่ใจคนฝั่งนั้นเลย เจ้าจะเสียใจไปทำไมกัน " อังคาสกล่าวหลังจากเห็นท่าทีของคนก่อนก่อนหน้า
"นั่นสิ ทีฝั่งเรามีปัญหา ฝั่งนั้นก็พร้อมจะหัวเราะทุกเมื่ออยู่แล้ว"ประกายพฤกษ์ก็เห็นด้วยกับคำของโอรสวันอังคาร
"ยังไงเขาก็เป็นสายเลือดเดียวกับพวกเรา จะไม่ให้ให้ห่วงเลยก็คงจะไม่ได้"
"เอาเถอะ เจ้าจะเสียใจก็ไม่ว่า แต่อย่าให้มันมากเกินล่ะ" อันติมะลูบหลังปลอบใจสุริยะ เธอไม่รู้ว่าทำไมคนที่ถูกเกลียดอย่างเขาถึงต้องผูกพันกับอีกฝ่ายขนาดนี้ อาจจะมีเรื่องฝังใจอยู่แต่ยังเล่าไม่ได้ คงต้องรอเวลาเขาทำใจก่อน จากนั้นค่อยถามย้อนหลังเอาก็แล้วกัน
"จินดา กินอะไรสักหน่อยเถอะนะ" ภูมินทร์ห่วงคนของตนก็ห่วงแต่ก็มีคนรุมล้อมบ้าง แต่อีกคนที่ตนห่วงไม่แพ้กันก็คือสหาย ถึงเธอจะไม่ร้องไห้ แต่เธอก็ทุกข์ใจจนกินไม่ได้เลยนี่สิ
"ไม่ดีกว่า เราไม่หิว" เธอไม่สนใจอาหารที่เตรียมมาให้ของสหายเลยสักนิดแต่กลับครุ่นคิดถึงเรื่องพี่ๆทีาแปรเปลี่ยนไปจากเดิม
"อย่าทำทรมาณตัวเองเลย เรารู้ว่าเจ้าทุกข์ใจ แต่อย่าได้พากายทุกข์ไปด้วยเลยนะ" เขาไม่ยอมแพ้ซ้ำยังตักข้าวมารอป้อนตรงหน้า คะยั้นคะยอจะให้กินให้ได้ เพื่อไม่ให้เขาไม่สบายใจไปมากกว่านี้ธิดาวันพฤหัสบดีจึงยอมกินข้าวที่เขาป้อนให้
"ดูท่าแล้วทั้งสองคงโดนมนต์สะกด อย่าได้ร้อนรนใจไปเลยนะ เราเชื่อว่ายังไงก็ต้องมีทางแก้" เพชรราหูมาดูน้องสาวด้วยใจเป็นห่วง ถึงปกติจินดาจะมีสติที่สุดในบรรดาพี่น้องก็ตาม แต่พอถึงเวลาเสียใจจิตใจของเธอก็ไม่อาจข่มให้นิ่งได้หรอก
"ขอเพียงเจ้ารักษาสุขภาพกายใจให้ดี พวกเราจะร่วมมือกันพาพวกเขากลับมาให้ได้" จันทราภาเข้ามาช่วยดูใจ ถ้าสองคนนี้ไม่ไหวก็แย่น่ะสิ ทั้งหมดก็อดห่วงคนจิตใจอ่อนแอไม่ได้เลย พากันว้าวุ่นไปหมด ขอเพียงสักราตรีนี้ให้เสียใจส่วนวันต่อไปจะเช่นเช่นไรก็พร้อมจะน้อมรับ เมื่อปลอบใจคนทั้งสองเสร็จทั้งหมดจึงแยกย้ายไปพัก อย่างไรเสียวันพรุ่งทั้งสองคนจะต้องกลับมาเป็นปกติดังเดิมได้แน่
“เป็นอะไรไปดูท่าไม่ดีเลยนะเจ้าน่ะ”อัคนินเข้ามาดูอาการของสหายร่วมเป็นตาย แต่คราวนี้ดูท่าสหายจะดูอิดโรยคล้ายจะตายไปก่อนตนอย่างนั้น
“ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของเรา”
“ตามใจ นี่เห็นว่าอารมณ์ไม่ดีเราถึงยอมอ่อนให้ไม่ต่อล้อต่อเถียง แต่ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปเราจะมาหัวเราะเยาะเจ้าไม่เว้นวันแน่..ไปหาฉันทนาดีกว่า”
“เจ้าน่ะ กินอะไรสักหน่อยสิ” สหายยักษิณีนำอาหารมาให้เพราะเห็นว่าไม่ยอมกินตั้งแต่กลับมา แต่ทำไมท่าทีมันดูห่างเหินจังนะ
“ไม่ล่ะ”
“อะไรของเจ้า… เจ้า บดิศรใช่มั้ย เราไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าไปฟังคำอะไรพวกนั้นถึงสะเทือนใจมา แต่ว่าเราอยากให้เจ้าคิดถึงตัวเองให้มากหน่อย ดูสิเนี่ยปล่อยเนื้อตัวเป็นแผลที่คออยู่ได้” เธอไม่พูดเปล่ายังใช้มือมาจับยังแผลเป็นสายฟ้าที่ข้างคออีกคน
“แผลเป็นหรอกเหรอ..  นี่เจ้าดูแลตัวเองหน่อยสิ จะรอให้ใครมาดูแลกัน ข้าวปลาหัดกินซะบ้าง” พอรู้ว่าเป็นแผลเป็นเธอก็เปลี่ยนเรื่อง เอาอาหารมาส่งให้กับมือ
“กินเถอะน่าไม่ใส่ยาพิษหรอก รักษาตัวให้ดี ถ้าไม่ไหวพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องสู้เข้าใจมั้ย” เธอวางอาหารข้างๆคนบนแท่นบรรทม ตัวเองไม่ใช่ผู้จะมาง้องอนใครอยู่แล้ว ไม่คิดตอบอะไรตัวเองก็ไปดีกว่า ไม่มีเหตุผลต้องอยู่นี่

“เสด็จพ่ออยากให้หม่อมฉันกับน้องชิงเอาดวงตาของหญิงที่ชื่อสไบทองเหรอพระเจ้าค่ะ” จันทลักษณ์ทวนสิ่งที่ได้ยินอีกครั้ง
“ถูกต้อง พ่อจะใช้ดวงตานางมาทำเนตรสะกดใจให้เจ้าสองพี่น้อง และทำให้พวกนั้นบาดหมางกันด้วย” เพิ่งจะผ่านศึกไปวันเดียวนาคผู้นี้ก็คิดจะก่อความวุ่นวายเสียแล้ว หรือว่านี่จะเป็นเรื่องที่ฤษีมฤคินทร์เตือนเอาไว้กันนะ

------------------------------------------------------------------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ช่วงเวลาประมาณ21.00น.โดยประมาณนะคะ
4
เมื่อสิ้นคำประกาศก็เกิดเสียงโห่ร้องอันฮึกเหิมกึกก้องไปทั่วสนามรบ ถึงแม้เหล่าผู้สวมใส่อาวุธวิเศษจะยังไม่ทันได้จัดการปัญหาค้างคาใจ แต่มันได้เวลาสู้แล้วก็ต้องสู้จะมามัวยืนจังงังอยู่เห็นทีจะไม่ได้หรอก
“ติณกฤต เจ้าต้องชดใช้!!” ลีลาวดีพุ่งตรงใช้หมัดเหวี่ยงเข้าสู่ใบหน้าของพี่ชายสุดแสนทรพีด้วยหัวใจที่เจ็บแค้น
“ชดใช้อะไร ถ้าเจ้าหมายถึงเรื่องที่เราทำกับบิดามารดาเจ้า ทั้งสองก็สมควรรับแล้ว” เขาไหวตัวยกแขนซ้ายป้องกันตนรับหมัดไว้ได้ทัน แล้วใช้อีกมือดึงเหวี่ยงมาด้านขวาตนแล้วบิดแขนอีกฝ่ายให้เสียการทรงตัวก่อนจะตอบกลับไป
“สมควรอย่างนั้นเหรอ พูดมาอะไรออกมา” เธอบิดตัวกลับพร้อมสะบัดแขนแล้วจึงเตะตวัดใส่อีกฝ่าย

“วิชชุเอ๋ยวิชชุ ดูตอนนี้สิว่าลูกเจ้าสู้กันยังไง ถึงจะไม่ได้อยู่คนละฝั่งกันก็จริงแต่เรารู้ว่าทั้งสองบาดหมางกันเนืองๆ สุมไฟให้หน่อยเดียวเรื่องที่สู้ตบตาเสด็จพี่ก็เป็นการสู้จริงได้ไม่ยากหรอก” วัศพลนาคราชเห็นการต่อสู้ของสองพี่น้องก็รู้สึกสะใจอยู่เหมือนกันที่ทายาทบัลลังก์รุ่นล่าสุดมาตีกันเอง เสียดายอย่างเดียวที่ผู้เป็นพ่อน่าจะเห็นตอนเป็นๆไม่น่ามาเห็นในคราบวิญญาณเลย
“ทำไมเสด็จพ่อถึงไม่ออกต่อสู้เลยล่ะพระเจ้าค่ะ” จันทลักษณ์ถามด้วยความสงสัย ในเมื่อบิดาไม่สู้ ตนหรือจะมีหน้าไปสู้ก่อนได้
“ยังไม่ถึงเวลา มันเพิ่งวันแรกเองนะ ว่าแต่เจ้าเถอะทำไมถึงไม่ไปก่อน”
“หม่อมฉันรอให้เสด็จพ่อออกรบก่อนน่ะพระเจ้าค่ะ เพื่อให้เป็นเกียรติเป็นขวัญแก่ตัวหม่อมฉัน”
“ไม่ต้องรอพ่อหรอก รีบไปสู้เถอะนะ เจ้าจะให้น้องเจ้าเอาความดีความชอบผู้เดียวรึยังไง” ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง ก็ดีที่รู้จักประจบแต่มันก็ไม่ใช่เวลา ในสนามควรจะมุ่งหน้ารบไปก่อนสิ ไอ้เรื่องหน้าที่ลูกไว้ไปทำรอบนอกก็ได้
“พระเจ้าค่ะ” เขารับคำแล้วจึงไปขึ้นหลังม้าอาชาไนยเพื่อเข้าต่อสู้กองเหล่าพลทหารม้าที่นำโดยเพชราหูในทันที

“เจ้าเล่นแรงไปแล้วนะ” ติณกฤตท้วงผ่านการสื่อสารทางใจกับน้องสาวตน ไหนว่าแค่เล่นละครตบตาเองล่ะ
“แรงตรงไหน ไม่ไหวก็ถอยไปสิ ยอมแพ้เรา” เธอตอบอย่างอารมณ์ไม่ค่อยดีขณะที่กำลังตีศอกกระทุ้งใส่อีกฝั่ง
“เสด็จลุงบอกอะไรเจ้า ถึงดูไม่พอใจนัก”
“ไม่ได้บอกอะไร แค่ชื่นชมเจ้า”
“อิจฉาล่ะสิเจ้าน่ะ” พอหาจังหวะได้เขาได้เอาคืนด้วยการชกเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายแต่ต้องออมแรงไว้บ้าง
“เราไม่ได้อิจฉา.. อย่างเจ้าน่ะพ่อแม่ยังสังหารได้ อนาคตเจ้าก็ต้องเป็นภัย เก็บไว้ไม่ได้ ” เธอตีเข่าใส่อีกคนอย่างเต็มแรงไม่มีออมมืออะไรทั้งนั้น
“ก็เลยจะถือโอกาสฆ่าเราในสนามรบซะเลย เจ้าน่ะพ่อแม่ตายยังไม่สลดเลยทำมาเป็นพูดดี สายเลือดเดียวกันไม่ต่างกันหรอก” ถ้าไม่ติดว่าเป็นสายชิงตราบัญชารบตนก็จะสังหารให้ตามอดีตครอบครัวไปเหมือนกัน
“พูดมาก”
“ใครกันที่พูดมาก ชิงตราสำเร็จหรือยังก็ไม่ เอาใจมาคิดฆ่าพวกเดียวกัน”
“เจ้า!!”เธอไม่พอใจจนเผลอพูดออกมา ดีที่พูดแค่คำนี่ ถ้าเป็นประโยคก่อนๆหน้าสงสัยคงต้องถูกศัตรูจับได้แน่

“จันทลักษณ์ อะไรดลใจให้เจ้าเปลี่ยนไป เรารู้ว่าเจ้าเคารพนอบน้อมผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ แต่ไม่ใช่ถึงขนาดนับใครเป็นพ่อคนที่สองแน่” เพชราหูที่คุมอัศวานึกเผชิญหน้ากับคนในครอบครัวที่แปรพักตร์ไปเมื่อตอนสาย ตนยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก
“ไม่มีอะไรดลใจเราทั้งนั้น อ่อเรามีบิดาเพียงผู้เดียวเท่านั้นนั่นก็คือเสด็จพ่อวัศพล ไม่ได้มีสองอย่างที่เจ้าว่า” เขาพูดตอบกลับไปด้วยความเชื่อที่มีต่อความทรงจำอันแสนหลอกลวงที่อยู่ในห้วงความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น
“เมื่อคืนพวกนั้นต้องเล่นแง่ใช้มนตราอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดเช่นนี้แน่” โอรสพุธกลางคืนครุ่นคิดอยู่ในใจ ที่ตอนเช้าหาไม่เจอมันก็แสดงชัดแล้วว่าทั้งสองไม่ได้กลับเข้ามิติเลยตลอดทั้งคืน
“จะสู้ก็สู้มัวแต่มาคิดนู่นคิดนี่อยู่ได้” โอรสวันจันทร์เห็นท่าทีอีกฝ่ายก็เกิดความไม่พอใจ สงวนท่าทีคิดอะไรอยู่แบบนั้นแล้วจะได้ประลองฝีมือกันเหรอ
“ได้ ถ้าเจ้าอยากสู้เราก็จะสู้ แต่วันนี้เพิ่งจะเป็นวันแรก เราขอท้าให้เจ้าเรียกใช้อาวุธรองของเจ้าสู้ก่อน”
“อาวุธรอง เจ้าหมายถึงหอกปฐวีกานต์ของเราน่ะเหรอ”
“ถูกต้อง”
“กลัวฤทธิ์สังวาลย์เราล่ะสิไม่ว่า ถึงไม่ยอมสู้กับมันตรงๆ”
“ใครเขากลัวกันเราก็มีของเราอยู่เหมือนกันน่ะ แต่เจ้าคิดตามนะว่าวันนี้ลงทุนใช้อาวุธหลักไป วันหลังจะเปลี่ยนมาใช้อาวุธรองมันจะไม่ดูเป็นการลดฝีมือในภายหลังหรอกเหรอ”
“จริงอย่างที่เจ้าพูด   แต่การใช้หอกเพื่อประลองตัวต่อตัวกันบนหลังม้าไม่เหมาะเท่าไหร่ ใช้ทวนสู้ก่อนก็แล้วกัน” ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีปัญญาใช้เพื่อพิชิตศัตรู แต่ต้องใช้อาวุธให้ถูกลักษณะเพื่อประลองกับฝั่งตรงข้ามเสียก่อน และตนก็อยากจะลองฝีมือฝั่งตรงข้ามดูสักหน่อยเหมือนกัน ถ้าหากพลาดท่าเสียทีเขาก็พร้อมจะใช้หอกซัดกลับไปหาศัตรูอย่างแน่นอน
“ได้สิ” เขานำหอกจากพลทหารม้ามาถือไว้ในมือ มองอีกคนเป็นสัญญาณบอกใบ้ว่าให้อีกฝั่งเริ่มโจมตีก่อนตน อีกฝ่ายเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงคว้าเอาทวนจากพลทหารฝั่งตนเข้าโจมตีอีกฝ่ายในทันที กองทัพม้าทั้งสองฝั่งเข้าโรมรันประลองฝีมือกันอย่างสุดกำลัง สองพี่น้องก็มีฝีไม้ลายมือทัดเทียมกัน พัดกันตีจ้วงแทงแต่ต่างฝ่ายต่างก็ตั้งรับอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ถึงอีกฝ่ายจะแทงมาถูกตัวได้ทั้งสองนั้นก็ไม่ได้นึกขวัญเสียแต่อย่างใดเพราะถือว่ามีสิ่งวิเศษสวมใส่คุ้มกันตนเองอยู่

5
“เราไปหาซื้อสร้อยลายผ่าหวายตันมาให้ ท่านพอใจหรือไม่” ภูมินทร์นำสร้อยทองส่งมอบให้กับสหายด้วยมือของตนเอง เขาขอหยิบยืมแหวนของอัญญานีหายตัวไปหาซื้อมา ตั้งใจเลือกที่คิดว่าเส้นไหนเหมาะกับเธอที่สุด
“เราพอใจมาก ขอบใจมากนะที่มอบให้แก่เรา”จินดามองสร้อยทองที่ได้รับมาก็ยิ้มเบิกบานยินดี
“ถ้าเราขอเปลี่ยนเรียก “ท่าน” เป็น “เจ้า” จะได้หรือไม่ คำเรียกนี้ดูจะสนิทสนมกว่า แต่ไม่ใช่เราไม่ให้เกียรตินะ ” เขาพูดขอโดยหลบสายตาเล็กน้อย อยู่ๆก็มาขอเปลี่ยนคำเรียกเช่นนี้ตนนั้นทำตัวไม่ค่อยถูกเสียด้วยสิ
“ตามจริงเรียก “ท่าน” เราก็ไม่รู้สึกห่างเหินอะไร แต่ถ้าต้องการตามนั้นก็ย่อมได้” เธอยิ้มให้เขา มิตรที่ดีเช่นนี้ขออะไรเล็กๆน้อยย่อมไม่ติดขัดอยู่แล้ว
“นี่ก็ได้เวลาพักแล้ว พวกเราแยกย้ายกันเถอะนะ” เธอบอกเช่นนั้นก่อนจะหันหลังกลับไป
“หลับให้สบายนะ… เอ่อ เราหมายถึงหลับให้สบายทั้งกายและใจเลยนะ ฝันดีมีสุข พรุ่งนี้พบกับกันใหม่” เขาบอกอีกคน ประโยคแรกออกจะสั้นชวนเข้าใจผิดไปสักหน่อยจึงได้เพิ่มประโยคตามมา
“เจ้าก็เช่นกันนะ พรุ่งนี้พบกัน” เธอตอบกลับแล้วไปยังห้องของตนที่สร้างเพิ่มขึ้นในเรือนจากเดิมที่มีอยู่ไม่พอจำนวนคน ตอนนี้คงได้นอนอย่างสบายใจและเป็นส่วนตัวมากขึ้นแล้ว
“สองคนนั้นออกไปทำไมกันนะ”ก่อนที่โอรสวันพฤหัสบดีจะกลับที่พักของตนได้เห็นสองพี่น้องวันจันทร์กับวันอังคารออกนอกมิติคนก็เกิดความสงสัยขึ้นมา แต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตนไม่ใช่เหรอ ไปคุยด้วยจะเป็นการจุ้นจ้านเกินไปมั้ยนะ
…………………….
“วันนี้เป็นวันเกิดของพวกสังววาลย์มณีด้วยไม่ใช่หรอกเหรอ” บดิศรกล่าวขณะที่กำลังรอวัศพลนาคราชยังจุดนัดหมาย
“ใช่ของฝั่งนั้นอย่างเดียวที่ไหนกัน ตัวเราก็เกิดวันนี้ แถมเกิดตอนกลางวันซะด้วย”อัคนินกล่าวตอบ วันนี้ก่อนมารวมตัวตนก็ไปหามารดาเพื่อฉลองอายุตัวเองมา หน้าตาก็ระรื่นชื่นมื่นนัก
“จะบอกว่าอายุเจ้ามากกว่าพวกนั้นน่ะสิ”
“ก็ใช่ ว่าแต่เจ้าเถอะรู้ได้ยังไงว่าพวกมันเกิดวันนี้ได้ล่ะ”
“เจ้าลืมง่ายจริงๆ ตอนนั้นเราเคยไปสานสัมพันธ์ระหว่างเมืองที่เมืองของเจ้า เรื่องอะไรที่เป็นข้อมูลก็ต้องจำไว้ ”
“จำไว้ทำไม”
“ซื้อใจคน”
“ทั้งสองคนมารอกันก่อนแล้วอย่างนั้นเหรอ” วัศพลนาคราชได้มาถึงในเวลาที่กำหนดไว้ ช่างเป็นนาคที่ตรงต่อเวลาดีเสียจริง
“พระเจ้าค่ะ”ทั้งคู่ตอบคำที่ถามมา
“ดีเลยพวกเราจะไปที่นั่นกัน ที่เราต้องพาพวกเจ้าทั้งสองก็เผื่อป้องกันความผิดพลาดน่ะ แต่เราเชื่อว่ามันจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน  พวกเราไปกันเถอะ” จบคำพูดทั้งสามก็เดินทางไปยังอาศรมของฤษีอนุชิตในทันที

“ขยันจังเลยนะจันทลักษณ์ อุตส่าห์มาเก็บดอกบัวหลากสีสันเพื่อเป็นของขวัญยามเช้าให้พวกพี่น้อง เอาเรามาเป็นเพื่อนอย่างนี้ตอนให้เราจะประหลาดใจได้เหรอ ไม่ค่อยตื่นเต้นเลยนะ” ปัทมาสน์พูดขณะที่มองอีกคนที่กำลังตั้งใจเลือกเก็บดอกบัวเป็นอย่างดี
“ไม่ได้ขยันหรอก แต่ว่าดอกบัวที่นี่สีสันสดใสงดงามมาก เหง้าของดอกบัวเหล่านนี้มีรสหวานปานน้ำผึ้งจนน้ำในสระมีรสหวานตาม คุ้มค่าที่จะเก็บให้อยู่แล้ว ..อีกอย่างหนึ่งใครใช้ให้เจ้ามามัวนั่งน้ำตาซึมคนเดียว พี่ชายอย่างเราก็ต้องพาเจ้ามาสูดอากาศสักหน่อยน่ะสิ”
“ก็เราคิดถึงเสด็จพ่อนี่นา”
“เราก็เหมือนกัน แต่ยังไงเราก็เชื่อว่าเสด็จพ่อปลอดภัยแน่…  เอ้า ลองดื่มน้ำจากสระกุณาละดูสิ”เขาใช้ใบบัวตักเอาน้ำส่งให้อีกคนได้ลิ้มรสหวานก่อนตน
“อร่อยมากเลย เจ้าก็ดื่มบ้างสิ” เธอป้อนกลับให้ถึงปาก แบ่งปันกันพี่น้องไม่มีใครได้มากกว่าใคร
“อ้าวภูมินทร์ออกมาทำอะไรน่ะ” ชายผู้อยู่ตรงสะพานร้องทักทายสหายที่อยู่ตรงหน้าอาศรม
“เราเห็นพวกเจ้าออกมาเลยตามมาดูความปลอดภัยน่ะ แล้วก็กะจะมากราบพระอาจารย์ก่อนจะกลับไปนอนด้วย” เขาร้องตอบสหาย
“ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเจ้ากลับไปก่อนได้เลย” สตรีวันอังคารร้องบอก กลัวว่าจะรบกวนเวลาสหายเอาเสียเปล่าๆ
“ได้ เดี๋ยวเรากราบพระอาจารย์เสร็จจะล่วงหน้ากลับไปก่อนนะ”

“พวกมันออกมาจากมิติจริงๆด้วย แต่เสียดายออกมาแค่สอง” อัคนินที่มาพร้อมกับคณะพอถึงที่หมายก็พบศัตรูที่เป็นหนามยอกอกตน แต่มันน่าเสียดายที่มีจำนวนเพียงเท่านี้เอง
“ไม่เป็นไรหรอก เท่านี้ก็พอจะตัดกำลังได้บ้าง” เจ้านาคากล่าวขณะที่มองสองพี่น้องที่สะพานอยู่นั่นเอง
“ทำไมต้องเป็นเจ้าด้วย”บดิศรลอบคิดในใจขณะที่มองไปยังสะพาน สหายรักนักหนาดันมาอยู่ที่นี่ซะได้ กลยุทธ์โจมตีจิตอะไรนี่ตนก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไหร่เลยด้วย จะเป็นอันตรายถึงเพียงใดกัน
“กลับกันเถอะ”จันทลักษณ์ชวนปัทมาสน์เดินกลับมาและยังพูดคุยสัพเพเหระมาตลอดทางเลยไม่ทันสังเกตพวกศัตรู
“พวกเจ้า!! ไหนรับปากแล้วว่าจะไปสู้ในสนามรบ ทำไมถึงมาที่นี่ยามวิกาล ต้องการอะไร” เมื่อถึงท่าน้ำเดิมและสะพานชั่วคราวได้หายไปนั้น ปัทมาสน์ได้มองเห็นเหล่าศัตรูคู่อริมายืนตรงหน้าก็เกิดความไม่พอใจ
“พวกเรามาดี ไม่คิดผิดสัญญาจะทำร้ายพวกเจ้าเลย” คนเมืองคีรีมาศผู้พี่กล่าวกับอีกฝ่าย
“มาดี หน้าอย่างเจ้านี่นะ”
“วัศพลนาคราชมายังที่แห่งนี้แท้ๆ ไม่ต้อนรับไม่ว่าแต่ไม่มีสัมมาคาราวะไหว้ทักทายผู้หลักผู้ใหญ่เอาเสียเลย” คนเมืองรัตนบุรีกล่าวหลังจากเห็นสีหน้าไม่พอใจของผู้อาวุโสที่มาด้วยจึงได้พูดให้อีกสองคนรู้ตัว
“พวกเรามัวแต่สนใจพวกเจ้าน่ะสิ…หม่อมฉันถวายบังคมองค์นาคราชพระเจ้าค่ะ” โอรสวันจันทร์ไหว้เคารพก่อนที่จะเงยหน้ามามองกับใบหน้าของผู้ที่ตนไหว้ ถึงจะเป็นศัตรูแต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นพี่ชายของวิชชุนาคราชผู้มีคุณ ไม่เคารพเลยเขาจะเคืองใจเอาเสียเปล่าๆ เขานิ่งไปสักครู่ไม่ยอมพูดจาท่าทีน่าสงสัยนัก
“ไม่รู้จะไปไหว้บูชาเคารพผู้ที่ทำให้เรื่องวุ่นวายทำไม ถ้าคนอยากจะไหว้เขาก็ไหว้ด้วยใจจริงนั่นล่ะ แค่ถืออาวุโสกว่าก็สำคัญตนดีกว่าผู้อื่นเสียเหลือเกิน” ธิดาวันอังคารไม่เพียงแต่ไม่ไหว้อีกทั้งยังพูดจาเช่นนี้สร้างความโมโหโทโสให้ผู้ฟังยิ่งนัก
“สามหาว!!”เขาชี้หน้าด้วยความไม่พอใจในตัวผู้เยาว์นี้เอาเสียเลย
“กี่ร้อยกี่พันหาวท่านจะว่าเราก็ช่างเถอะ วันนี้ไม่อยากมีเรื่องด้วย ถ้าอยากมีเรื่องพรุ่งนี้ค่อยมีก็ได้ จันทลักษณ์กลับ!!” เธอจูงมือคนที่ทำท่าครุ่นคิดด้วยความสับสนเพื่อจะกลับไปยังที่พำนักของตน แต่ก็ถูกขวางทางไว้เสียก่อน
“อย่างว่าล่ะผู้ที่ไม่มีบิดรมารดามาสั่งสอนก็เป็นเช่นนี้ล่ะ ยิ่งเป็นพวกยักษ์พวกมารก็ยิ่งไม่มีหลักการสอนใดๆอยู่แล้ว คนเป็นแม่ก็ผิดที่สิ้นใจไปก่อน ธริษตรีนี่ช่างหละหลวมเลี้ยงลูกมาน่าอดสูใจ พ่อประสาอะไร”
“เรื่องนี้เป็นความบาดหมางระหว่างเรากับท่าน อย่าได้เอ่ยวาจาบิดามารดาเราเช่นนี้!!” เธอหันกลับไปจ้องผู้ที่ใช้วาจาต่อว่าด้วยสายตาที่อาฆาต ลำพังจะต่อล้อว่ากล่าวตนยังพอรับได้ แต่มาว่าบุพการีย่อมรับไม่ได้เด็ดขาด ไม่นานดวงตาที่เธอจ้องมองไปของพญานาคตนนั้นจากดวงตาสีดำธรรมดาตามมังสาแบบมนุษย์เป็ฯสีเช่นเดียวกับศิลาสามสีที่เป็นสมบัติของอังคาสก็ไม่ปาน พลันถูกสะกดจิตใจให้ลืมเหตุการณ์หลายๆอย่างในชีวิตแล้วมีเหตุการณ์ที่แต่งเติมเสริมขึ้นมาซึ่งล้วนแต่เป็นคำโกหกทั้งเพ สิ่งเหล่านี้ได้เข้าสู่จิตใจของสองพี่น้องนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว
“อยู่ที่นี่ไปก่อน พรุ่งไปกับพวกนั้น แล้วค่อยมาหาพ่อนะ”วัศพลทิ้งคำลงท้ายไว้ก่อนที่จะพาบริวารกลับไป เท่านี้สิ่งที่วางไว้ก็ตรงตามเป้าหมายแล้ว
………………..
“ทั้งสองคนอยู่ที่นี่เอง ออกมาเตรียมตัวอยู่ก่อนแล้วสินะ” แสงสุรีย์ดีใจที่ทั้งสองออกมารอท่าที่อาศรม นึกว่าจะมีอันตรายอะไรแล้วเสียอีก
“กินอะไรก่อนเถอะแล้วเดินทางไปกัน”

“แปลกจัง วันนี้เจ้าไม่พูดกับเราเลยล่ะเราหงานะ” ศุภลักษณ์แปลกใจเหลือเกิน ตั้งแต่เช้าจนถึงสนามรบพี่สาวคนสนิทก็ไม่เห็นจะเอ่ยวาจาเลยสักนิด
“จันทลักษณ์คงคุยเล่นด้วยจนเบื่อแหละ ดูสิเบื่อจนเงียบทั้งคู่” เมธาวีแสดงความเห็น สงสัยคงตื่นเต้นเลยมุ่งมั่นที่จะสู้ล่ะนะ

“ศึกรบในครานี้เป็นการยุติข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย หากผู้ใดผ่ายแพ้แล้วล่ะก็ต้องฟังคำของฝั่งที่ชนะ ส่วนฝั่งที่ชนะก็ไม่ควรเอาเปรียนฝ่ายแพ้จนเกินไป ต้องรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน” พระอังคารกล่าวก่อนจะเริ่มการต่อสู้ พระองค์ได้ถูกคัดเลือกเชิญให้เป็นผู้นำเทพสังเกตการณ์ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นพยานตามที่เห็นจริง
“ใครต้องการย้ายฝั่งอีกมั้ย เราจะนับถอยหลังบอกเวลาหมดแล้วนะ เดินข้ามฝั่งไปได้เลย” ผู้สังเกตุการณ์ที่รับช่วงต่อถามครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มประกาศรบอย่างเป็นทางการเผื่อใครจะเปลี่ยนใจครั้งสุดท้าย
“ห้า สี่ สาม สอง …หนึ่ง!!”
“จันทลักษณ์ ปัทมาสน์!!” ตอนที่นับถึงหนึ่งทั้งสองก็ได้ก้าวเท้าย้ายฝั่งไปในทันที สร้างความสับสนให้ทั้งหมดเป็นอย่างมาก
“พวกนั้นเล่นตลกอะไร กะจะเป็นไส้ศึกกันโท่งๆเลยเหรอ” พวกฝั่งเทพวิษุวัตต่างพูดคุยกันอย่างไม่ไว้วางใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“ไม่เห็นต้องเรียกชื่อพวกเราเลย พวกเรามาอยู่ฝั่งเดียวกับเสด็จพ่อก็ถูกแล้วนี่” จันทลักษณ์ที่ไม่พูดอะไรมานานสุดท้ายก็ยอมพูดออกมา แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน
“อะไรกันจันทลักษณ์เมื่อวานนี้เจ้ายังปกติอยู่เลยนะ อีกอย่างเสด็จพ่อเจ้าเป็นตัวประกันจะมาร่วมรบได้อย่างไรกัน”จันทราภาสับสนกับสิ่งที่เขาพูดยิ่งนัก
“ใครว่า เสด็จพ่อของพวกเราเป็นถึงองค์วัศพลนาคราชจะเป็นตัวประกันได้ยังไง” ปัทมาสน์สงสัยในคำพูดของอีกฝั่งนัก บิดาของตนก็ยืนอยาเคียงกันนี่
“เจ้านี่มันยังไงเดี๋ยวก็มีพ่อเป็นคน เดี๋ยวก็มีพ่อเป็นนาค” อังคาสได้ยินก็เกิดความไม่พอใจ หรือว่านี่คิดแปรพักต์มีพ่อสองแล้วอย่างนั้นหรือ
“หยุดปะทะคารมณ์กันเสียที อยากจะต่อสู้ก็ลงมือในการรบ ต่อจากนี้เริ่มการต่อสู้ได้อย่างเป็นทางการ ตะวันลับขอบฟ้าให้หยุดการต่อสู้ในทันที”พอสิ้นเสียงผู้สังเกตการณ์ทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะต่อสู้กันในทันที ศึกครั้งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
---------------------------------------------------------------------------ทุกวันอาทิตย์ประมาณ21.00น. เวลาอาจจจะไม่ตรงพอดีบ้างนะคะ
6
หลังจากที่ได้ทราบข้อกำหนดในการรบและจดจำเป็นอย่างดี ตลอดหลายวันมานี้หลายคนที่อยู่บริเวณอาศรมของฤษีอนุชิตได้มุ่งมั่นฝึกฝนการต่อสู้อย่างแข็งขันแต่ก็ไม่ได้หักโหมจนเกินไป ต้องรักษาสมดุลเอาไว้ให้ดีให้ได้พักผ่อนเพียงพอ จนเวลาผ่านไปถึงวันขึ้นสิบสี่ค่ำในยามเย็นทุกคนจึงก่อกองไฟนั่งล้อมรอบเพื่อพูดคุยถึงศึกที่เปิดฉากวันพรุ่ง
“พรุ่งนี้ก็จะได้ต่อสู้ในสนามแล้วเราอยากให้ทุกคนเต็มที่กันให้มากนะ” สุริยเอ่ยก่อนใครเพื่อน ส่วนตัวเขาก็ตื่นเต้นไม่น้อยเพราะไม่ได้ออกทัพจับศึกมานานตั้งแต่ชาติก่อน ที่ผ่านมาเพียงแค่ต่อสู้เป็นรอบๆไป
“เราขอให้ทุกคนปลอดภัย รักษาตัวให้ดีนะ”อัญญานีกล่าว พรุ่งนี้เธอจะร่วมสู้ด้วยหากแต่ในฐานะอันติมะไปก่อน เพื่อกันปัญหายุ่งยาก พอถึงเวลาเหมาะสมเธอจะสู้ในนามกำเนิดของเธออย่างแน่นอน
“ทุกคนสู้ๆนะ…อืม แต่เหมือนใครหลายคนในที่นี้จะมุ่งมั่นฝึกฝนจนลืมอะไรไปน๊า” ศุภลักษณ์พูดต่อ ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างที่จะหลายคนจะลืมไปเสียแล้ว
“ลืมอะไรอย่างนั้นเหรอ” ศนิวารถามด้วยความใคร่รู้
“วันนี้เป็นวันขึ้นสิบสี่ค่ำ สิบสี่ค่ำเดือนอ้ายยังไงล่ะ”
“สิบสี่ค่ำเดือนอ้าย” จันทราภาทวนคำที่ได้ยิน
“ลืมจริงๆด้วย วันนี้เป็นวันเกิดของพวกเรา” เมธาวีพูดทันทีหลังคิดตามประโยคของคนทั้งสองก่อนหน้า
“อายุยี่สิบแล้วนี่นะ”จินดาที่มองดูเหล่าพี่น้องตนก็อดยิ้มไม่ได้ เติบโตด้วยกันมาจนถึงตอนนี้แล้วสินะ
“อย่างนั้นก็ดีเลย พวกเรามาจัดงานฉลองกันสักหน่อยดีกว่านะ”จันทราภาเสนอ ในเมื่อมีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ เห็นทีจะปล่อยผ่านเป็นวันธรรมดาไปไม่ได้
“เราเห็นด้วย พวกเราไปทำอาหารมื้อพิเศษกันเถอะ” พุทธรัตน์รู้สึกยินดีกับวันสำคัญของเหล่าสหายจึงเห็นด้วยกับความเห็นของตนก่อนหน้า
“ไม่เห็นต้องลำบากเลย รบกวนพวกเจ้าเปล่าๆน่ะ” จันทลักษณ์ทัดทาน ไม่เห็นจำเป็นอะไรมันก็เป็นวันที่นับอายุเพิ่มเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องวุ่นวาย
“อย่าขัดไปเลย ในเมื่อสหายจะจัดงานให้ขัดน้ำใจได้อย่างไรกัน ” เพชรราหูไม่อยากหักหาญน้ำใจอีกฝั่งจึงรับด้วยความยินดี
“น้ำใจอะไรกัน นี่เป็นสิ่งที่สหายควรทำให้กันอยู่แล้ว”อังคาสฟังที่พูดจึงกล่าวออกมา ในเมื่อผ่านร้อนหนาวด้วยกันมาไฉนเลยจะนับเป็นเรื่องของน้ำใจกัน
“ขอบใจทุกคนมากนะที่ยินดีต่อวันเกิดของพวกเรา เดิมทีเราจะพูดอวยพรกันตามประสาพี่น้องน่ะ” แสงสุรีย์ยิ้มอย่างเขินๆ ไม่นึกเลยว่าสหายจะใส่ใจขนาดนี้
“ก็ถ้าศุภลักษณ์ไม่พูดล่ะนะ สหายทั้งหลายก็คงไม่ต้องคิดที่จะจัดงานจัดการหรอก”  ปัทมาสน์ออกความเห็น ถ้าไม่รู้คงแยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้วไม่ต้องวิ่งวุ่นตระเตรียมนู่นนี่ให้เสียเวลา
“เอาน่าๆ ไม่เป็นหรอก พวกเราจัดการตรงนี้เสร็จจะได้อิ่มหนำสำราญพร้อมสู้เต็มกำลังแน่นอน”จันทราภาพูดเช่นนั้นก็จูงมือพุทธรัตน์ไปยังห้องครัวทันที คนที่เหลือก็ต่างไปหาผลหมากรากไม้รวมถึงมวลบุปผามาตกแต่งรอบที่นั่งกองไฟเป็นสวนหย่อมๆ
“อ้าวบัว มาจัดเตรียมอาหารก่อนพวกเราเยอะแยะเลยนะ” พุทธรัตน์กล่าวทักทายบัวแย้มที่จัดเตรียมสำรับกับข้าวอยู่ก่อนหน้า ปกติไม่จัดเยอะขนาดนี้สักหน่อย
“เพราะว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระโอรสพระธิดา บัวก็เลยเตรียมพระกระยาหารที่แต่ละพระองค์ชอบไว้น่ะเพคะ” เธอยิ้มรับ นี่เป็นสิ่งที่เธอตั้งใจทำเป็นอย่างดีเพื่อการนี้
“แต่บัวก็ยังไม่ลืมทำอาหารที่พวกเราชอบไว้ด้วย ให้ความสำคัญกับทุกคนจริงๆเลยนะ”จันทราภาลูบที่หลังของบัวอย่างเอ็นดู ก่อนจะช่วยทำอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วยกันต่อให้เสร็จสิ้น
“น้าขอให้หลานๆพบเจอแต่สิ่งที่ดี ได้รับสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาทุกประการ สุขภาพกายใจแข็งแรงกันทุกคนนะ” สไบทองอวยพรให้กับทุกคนพร้อมกับเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวให้มีความสนิทสนมมากขึ้น ต่อจากนี้เธอจะไม่มองว่าคนพวกนี้เป็นสหายของลูกตนอย่างเดียว เธอจะมองทุกคนเหมือนกับเครือญาติในสกุล ผูกพันเหมือนดั่งสายเลือดเดียวกัน
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ ขอบพระทัยเพคะ” ทั้งหมดน้อมรับคำอวยพรเสร็จสิ้นแล้วจึงร่วมกันทานอาหารที่จัดเตรียมมาอย่างดี แต่ละคนย่อมมีอาหารที่ถูกใจต่างกัน  เมื่อฉลองกันเสร็จจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับวันพรุ่ง
“วันนี้อาหารอร่อยมาก ข้ากินจนอิ่มแปล้เลยแหละ” เจ้าสิงโตพูดอย่างสบายใจ รสชาติช่างถูกปากนัก เหมือนคราวที่พักในวังก็ไม่ปานเลย
“ข้าเห็นแล้ว เอ็งน่ะแย่งนางจั๊กแหล่นจนแทบจะกินไม่ทันอยู่แล้ว” ตาหวานกล่าวหลังจากฟังประโยคก่อนหน้าจบ
“ใช่จ้ะ เจ้าเนี่ยตะกละตะกลาม ข้าเห็นแล้วยังยอมแพ้เลย” จั๊กแหล่นแม้จะพอใจกับมื้ออาหาร แต่ก็ไม่พอใจกับการกระทำของสหายตนสักเท่าไหร่นัก
“โธ่ ข้าเนี่ยก็ไม่ได้ตะกละ แต่กลัวว่าเจ้ากินมากจนรูปร่างเปลี่ยน เดี๋ยวก็มาบ่นให้ข้าฟังอีกแหนะ ปกติก็ไม่ได้ผอมอยู่แล้ว”
“ไอ้ตุ๊บเท่ง!!” เธอเข้าทุบตีอีกตนเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากะจะเอาคำว่าอ้วนมาวิจารณ์รูปลักษณ์ของเธอชัดๆ นี่มันถึงตอนไหนแล้วยังเอาคำบรรยายลักษณะมาเสียดสีอยู่นั่น
“พอเถอะทั้งสอง พรุ่งนี้ต้องใช้แรงสู้กันนะมาทะเลาะให้เหนื่อยเปล่าทำไมกัน”หิ่งห้อยห้ามปราม นี่จะมีบ้างไหมที่คุยไปคุยมาไม่ตีกัน หลังจากเดินเล่นด้วยกันสักพักทั้งสี่ก็ขอตัวแยกย้ายไปพักผ่อนเอาแรงกันต่อ

7
“องค์เหนือหัวเป็นเช่นไรบ้างเพคะ พวกที่นำพระกระยาหารถวายพระองค์ทูลต่อหม่อมฉันว่าพระองค์เสวยน้อยลงนัก”  พิมาลาได้แอบหาพีรเชษฐ์ในตำหนักที่กุมขังภัสดาด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นพระวรกายซูบผอมจากเดิมตนยิ่งไม่สบายใจ
“ไม่เป็นไรมากหรอก อย่าได้ห่วงเราเลย” เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้อยากให้ติดมากจนเกินไป
“บดิศรเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ใจอ่อนใจแข็งผิดคนไปหมด”
“เขาไปใจอ่อนกับใครกัน”
“ก็พวกศัตรูบางคนในนั้นน่ะเพคะ คนละฝั่งกลับใจอ่อนแต่บิดาตนใจแข็ง  หม่อมฉันพยายามพูดให้ลูกยกเลิกสิ่งที่กระทำต่อพระองค์เสีย แต่เขาก็….”
“อย่าได้คิดต่อว่าลูกเลย เขาคงจะนึกน้อยใจในคำพูดของเรา…..เราผิดต่อเจ้าสองแม่ลูกนัก เป็นเราที่ไม่ดีเอง ถ้าเราดูแลชายาและลูกของเราอย่างใส่ใจเท่ากัน เรื่องพวกนี้คงไม่เกิดขึ้นหรอก” น้ำตาของเขาคลอเบ้าพลางนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ตนได้กระทำ ทั้งลำเอียงรักชายาและลูกอีกฝั่งมากกว่า พอมีคำทำนายผิดๆนั่นก็ใจร้ายทำกับฝั่งนั้นไม่แพ้กัน เท่าที่นึกดูแล้วตนนี่เองที่จิตใจไม่ดีพอ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเรื่องถึงเช่นนี้
“อย่าทรงโทษพระองค์เองเลยเพคะ หม่อมฉันถูกปฏิบัติต่างจากพระมเหสีสไบทองมาตลอดชีวิต สิ่งที่หม่อมฉันกระทำลงไปเพราะอยากเป็นที่หนึ่งที่คนนึกถึงก่อนนางบ้าง แต่เมื่อไม่อาจทำตรงนี้ได้เต็มที่บดิศรจึงต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ ถ้าจะโทษในสิ่งที่ทำให้เรื่องที่เป็นเช่นนี้ ก็ต้องโทษความทะเยอทะยานของหม่อมฉันเองเพคะ” เธอสั่งสอนให้ลูกฝักใฝ่แบบเดียวกับความปรารถนาของเธอ ลูกชายจึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อชนะพี่ของตน จนสุดท้ายต้องมาเอาชนะบิดาด้วยวิธีที่ไม่เหมาะไม่ควรเช่นนี้
“บิดาเจ้าคงเป็นเช่นกัน คิดสอนกันมาเป็นรุ่นต่อรุ่นแล้วจะมีสุขแท้จริงที่รุ่นไหนกัน ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ ยุติความบาดหมางใจต่อกัน”
“ตรัสง่ายเสียเหลือเกินนะเพคะ ชีวิตที่ผ่านมาหม่อมฉันจะได้อะไรคืนมา ชีวิตที่สูญสิ้นของบิดาหม่อมฉัน ชีวิตที่ต้องทนทุกข์ของหม่อมฉันกับบดิศรที่ถูกลำเอียงและเนรเทศ…ตอนนี้ลูกต้องคอยรับใช้พระเทวาวิษุวัตแล้ว จะให้ยกเลิกแล้วอยู่เป็นพี่น้องกับพวกนั้นสนิทสนมกันมันไม่ได้หรอกนะเพคะ ทั้งความแคลงใจทั้งชีวิตที่เสี่ยงจะถูกทำร้ายเพราะเปลี่ยนข้าง ทั้งหมดมันล้วนทำยากทั้งสิ้น พวกเราเลือกทางนี้แล้วกลับไม่ได้แล้วล่ะเพคะ”
“หากไม่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเจ้าสองแม่ลูกแล้วภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร อดีตไม่ควรเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเจ้าอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์เช่นนี้นะ ”
“………….ดูแลพระวรกายให้ดี หม่อมฉันทูลลาเพคะ” เธอฟังคำของอีกคนถึงกับเงียบไปเสียครู่หนึ่ง เพราะไม่รู้จะพูดต่อไปอย่างไร ไม่สู้ตัดจบเสียดีกว่า
“หวังว่าสักวันหนึ่งสไบแก้วกับบดิศรจะเปลี่ยนใจก่อนที่อะไรจะสายไป”
……
“กานดาดูแลหม่อมฉันเป็นอย่างดีทุกครั้งที่มาที่นี่ ถึงจะผ่านมาหลายวันแต่หม่อมฉันก็ยังไม่สบายใจเลยเพคะ” ลีลาวดีที่รักษาตัวนั้นอาการทางกายดีขึ้นแต่ว่าทางใจไม่ดีเลย ในเมื่อผู้ที่ผูกพันต้องจบชีวิตด้วยการถูกสังหารเช่นนี้ก็ยากที่จะทำใจ
“หักห้ามความเสียใจบ้างเถิดนะหลาน สิ่งมีชีวิตใดๆบนโลกนี้เวลาถึงฆาตแล้วก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น” วิทวัสที่คอยเป็นห่วงหลานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งพลอยไม่สบายใจขึ้นไปใหญ่
“เรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างประดังประเดเข้ามา ถ้าไม่รีบจัดการปัญหาพวกนี้หม่อมฉันคงไม่มีวันสบายใจได้เลยเพคะ”
“ลุงถึงได้บอกให้ละความโศกลง พอจิตใจเข้มแข็งจะได้จัดการเรื่องต่างๆได้ เชื่อลุงเถอะ อีกไม่กี่วันจะเข้าสู่สงครามแล้วต้องตั้งจิตตั้งใจฝึกฝนการต่อสู้ให้มาก”
“เพคะ หม่อมฉันจะตั้งใจฝึกปรือฝีมือเพื่อชำระแค้นให้กับเสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะ…..หม่อมฉันของพระทัยพระปิตุลาเพคะที่ช่วยดูแลเสมอมา”เธอกำลังจะลงกราบที่บาทของผู้มีคุณ แต่อีกฝ่ายใช้สองมือประคองตัวขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ต้องถึงขั้นกราบกรานกันหรอก ขอแค่หลานใช้ชีวิตที่เหลือให้ดีก็เพียงพอแล้ว”
“เพคะ”
“พระปิตุลาไม่ได้พกตราบัญชารบไว้กับตัวหรอกเหรอ หรือว่าจะเก็บซ่อนแฝงกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์” เธอที่ใช้โอกาสขณะที่จะกราบขอบพระคุณอยู่นั้นมองหาตราบัญชารบที่มีลักษณะตรงกับที่ตนได้เห็นผ่านการสื่อสารทางจิตกับลุงที่อยู่รอข่าวจากอีกฝั่ง แต่กลับไม่พบวี่แววว่าจะเจอเลยแม้แต่น้อย บางทีอาจจะซ่อนไว้กับ เครื่องใช้ที่แสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ก็เป็นได้
“ไปเดินเล่นสักหน่อยเถอะ หรือไม่ก็ขึ้นไปเที่ยวที่ด้านบนก็ได้จะได้เพลิดเพลินใจ ลุงไม่กวนแล้วนะ”
“ทูลลาเพคะ”
………………
“พวกนั้นแยกร่างถาวรสำเร็จแล้วอย่างนั้นเหรอ!!”  ธานินทร์ทวนสิ่งที่ได้ยินอย่างตกใจ ทำไมเรื่องนี้พวกของตนไม่คิดจะรีบแจ้งให้รู้เลยหรือ
“แทนที่จะบอกพวกเราให้ช่วยขัดขวางกลับปิดบัง พวกเจ้าคิดอะไรกันอยู่”ปัจจากล่าวหลังจากสหายกล่าวจบ ไม่เห็นผู้อาวุโสกว่าอยู่ในสายตาเลยรึยังไง
“ก็เห็นว่าบาดเจ็บอยู่นี่ ไปก็เป็นภาระเปล่าๆ”อัคนินไม่วายปากดีใส่
“ภาระ แล้วทำไมพอไม่มีภาระก็กลับมามือเปล่าอย่างนี้ล่ะ หรือว่าถูกรุมจนเอาตัวไม่รอด” ธานินทร์ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจจึงได้ยอกย้อนไป
“พวกนั้นไม่ได้รุมหรอกแต่ใช้เล่ห์กลมาถ่วงเวลาจนขัดขวางไม่ได้  แต่ยังไงพอถึงวันสงครามก็จะได้ใช้ฝีมือกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว” บดิศรกล่าวบอกผู้ที่มีรู้ไป ยังพอมีเวลาฝึกปรืออยู่อีกหลายวัน
“ในเมื่อทางนั้นใช้เล่ห์กลแล้วทำไมฝั่งเราไม่ใช้มนตราล่ะ” วัศพลนาคราชที่เพิ่งมาสมทบได้ยินที่บดิศรพูดพอดีจึงได้ออกความเห็น
“พระองค์แน่พระทัยนะพระเจ้าค่ะว่ามันจะได้ผลกับพวกนั้น” ชาวรัตนบุรีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ค่อยจะแน่ใจ เพราะพวกนั้นสวมใส่สิ่งวิเศษที่เพิ่งผ่านพิธีมาอาจมีอนุภาคต้านทานสิ่งที่ผู้พูดก่อนหน้าคิดจะทำก็เป็นได้
“ทีตอนเกลียวทองยังลงอักสรสาปได้เลย”
“แต่นั่นมันก่อนพิธีที่น้ำตกสัตตะสีนะ ท่านก็รู้นี่ว่าที่นั่นช่วยเสริมความแข็งแกร่งของศาสตราวุธ แล้วนี่นั่งที่นั่นไม่ไปไหนเลยตั้งเจ็ดวันเจ็ดคืน” ธานินทร์ไม่ค่อยเห็นด้วยจึงแย้งไปด้วยเหตุผล
“พวกเราไม่ได้โจมตีที่กำลัง แต่ที่จิตใจ….เพียงรอเวลาให้เหมาะสม ให้พวกนั้นหายใจสักหน่อย แล้วก็เริ่มลงมือ”
………….
“กฎที่เราจดจำมามีทั้งหมดสิบข้อคือ
๑.   การรบจะเริ่มเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและสิ้นสุดเมื่อพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ในยามวิกาลหรือช่วงเช้าที่แสงอาทิตย์ยังไม่สาดส่องห้ามทำการต่อสู้เด็ดขาด
๒.   ผู้รบต้องใช้อาวุธประเภทเดียวกันในการต่อสู้กับอีกฝ่ายเท่านั้น
๓.   ห้ามใช้ตัวประกันข่มขู่คู่ต่อสู้ขณะที่ทำการสู้รบ หากมีตัวประกันจะต้องทำการเจรจานอกเหนือเวลารบเท่านั้น
๔.   ห้ามทำร้ายคู่ต่อสู้จากด้านหลัง หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องพักการรบไปอย่างน้อยห้าวันและรับการลงโทษจากผู้บัญชาฝ่ายตน
๕.   ห้ามทำร้ายคู่ต่อสู้ที่หมดสติ หากพบเจอจะต้องส่งสัญญาณแจ้งให้แพทย์อาสาเข้ารักษา
๖.   ห้ามทำร้ายเหล่าแพทย์อาสา  ซึ่งแพทย์ไม่มีสิทธิ์ในการสู้รบ นอกจากจะป้องกันตัวจากผู้ทำผิดกฎเท่านั้น
๗.   ห้ามทำพิธีปลุกเรียกผู้ตายในสงครามขึ้นมาทำการสู้รบเป็นครั้งที่สอง
๘.   เพื่อความปลอดภัย ห้ามพาผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามเข้ามาในเขตการรบโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นการมาชมการต่อสู้หรือแม้แต่การเยี่ยมญาติมิตร
๙.   เมื่อมีคำประกาศเริ่มรบแล้วห้ามย้ายเปลี่ยนจากฝั่งที่ตนเข้าร่วม
สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจะต้องดูแลผู้ที่อยู่ในฝั่งของตนเป็นอย่างดี ทั้งอาหารการกินรวมไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ควรพาไปพบกับคนสำคัญก่อนสิ้นใจ

ข้อพิเศษกฎทั้งหมดนี้สามารถยกเลิก จะเป็นโมฆียะได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายนำตราบัญชารบมาแสดงและประกาศให้ทราบทั่วกัน ซึ่งการใช้ตราเพื่อบอกเลิกกฎทำได้หลังจากสู้รบเก้าวันขึ้นไป” อัญญานีเล่ากฎทั้งหมดให้เหล่าสหายได้ฟัง เพื่อเป็นข้อมูลในการเตรียมการรบต่อไป
“ฝั่งนั้นต้องคิดแน่เลยข้อพิเศษน่ะ” ประกายพฤกษ์ฟังความก็ออกความเห็น นี่มันเป็นกฎไม่ควรตั้งขึ้นมาเลย
“ถูกต้อง แต่ฝั่งเราคิดทบทวนดูแล้วจึงตอบรับ”คนที่อยู่ในเหตุการณ์ยืนยันความคิดอีกคน
“แสดงว่าต่างฝ่ายต่างก็มีไส้ศึกอยู่ที่ฝั่งศัตรู จึงได้มีข้อเพื่อเกิดความถูกต้อง”เพชรราหูฟังแล้วเกิดความคิดนี้ขึ้นขึ้นมา
“ถูกต้อง?”พุทธรัตน์ถามอย่างสงสัย
“ถ้าเกิดไส้ศึกกลับฝั่งก็ผิดกฎ ทีนี้ล่ะฝั่งนั้นได้แพ้แน่นอน” ศนิวารกล่าว
“เหลี่ยมกันทั้งสองฝั่งแหละ”เมธาวีออกความเห็น
“พวกเรามาฝึกปรือฝีมือกันเถอะ พอถึงวันจริงก็จะได้ร่วมสู้กันอย่างเต็มที่”สุริยะกล่าวเชิญชวนเหล่าพี่น้องและสหาย
“เต็มที่กับการฝึกฝนฝีมือกันเถอะนะทุกคน”สุรีย์ช่วยเสริมด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“ก่อนหน้าที่จะฝึกฝน พวกเราสองคนอยากจะขอให้พวกท่านทำสัญลักษณ์เตือนเคราะห์สามคราที่ข้อมือสักหน่อย”จินดากล่าวจบ เธอกับภูมินทร์ก็ใช้ข้อมือตนสัมผัสต่อข้อมือของคนที่เหลือแต่ว่าเหลือเพียงสองขีดเท่านั้น
“ไปแอบทำสัญลักษณ์กันตั้งแต่ตอนไหนน๊า” ศุภลักษณ์พูดเป็นเชิงแซวทั้งคู่ สองคนนี้ดูท่าความสัมพันธ์จะไม่ธรรมดาเสียแล้วมั้ง
“กลับมาพักเหนื่อยเสร็จก็คิดนัดทำกันน่ะ ไม่ได้แอบอะไรหรอก” ภูมินร์ตอบด้วยรอยยิ้ม ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยว่าอีกคนจ้องจะล้อตนหวังตีสนิทอยู่
“เหลือสองขีดแล้วอย่างนั้นเหรอ” อังคาสมองดูขีดสัญลักษณ์หายไปไม่เหมือนกับในจดหมายที่พระโยคีเขียนไว้ให้เลย
“คาดว่าน่าจะประสบเคราะห์ไปตอนที่พวกเรากระอักเลือดจากคำสาปพวกอสูรที่เคยปราบในอดีตชาติน่ะ” จันทราภาตอบผู้ที่มองข้อมืออยู่
“สำหรับวันนี้พวกเราพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ไปก็มาเต็มที่กันเถอะนะ”จันทลักษณ์กล่าวก่อนทุกคนจะแยกย้ายออกไป วันต่อๆมาทุกคนก็ซ้อมต่อสู้กันอย่างขันแข็งจนถึงวันจริงก็พร้อมจะสู้สุดกำลังแน่

“ใครต้องการย้ายฝั่งอีกมั้ย เราจะนับถอยหลังบอกเวลาหมดแล้วนะ เดินข้ามฝั่งไปได้เลย” ผู้สังเกตุการณ์ถามครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มประกาศรบอย่างเป็นทางการเผื่อใครจะเปลี่ยนใจครั้งสุดท้าย
“ห้า สี่ สาม สอง …หนึ่ง!!”
“จันทลักษณ์ ปัทมาสน์!!” ตอนที่นับถึงหนึ่งทั้งสองก็ได้ก้าวเท้าย้ายฝั่งไปในทันที สร้างความสับสนให้ทั้งหมดเป็นอย่างมาก พวกนั้นทำอะไรกับสองคนนี้กันแน่ทำไมทั้งคู่ถึงเลือกเส้นทางที่จะเป็นศัตรูต่อพี่น้องและมิตรสหายกันนะ
8
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ ตลอดช่วงทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาจักรกรดจะต้องทำงานที่รับมอบหมายและเตรียมตัวสอบวัเความรู้รายเดือนจึงทำให้ไม่สามารถจัดการเวลามาเขียนเนื้อหานิยายให้มีรายละเอียดได้มากพอ จักรกรดจึงต้องของดอัพเดตนิยายในวันนี้แล้วเลื่อนการอัพเดตไปชดเชยในวันเสาร์ที่25มิถุนายนแทน และต่อตอนต่อไปในวันอาทิตย์ที่26ตามเวลาเดิมค่ะ จักรกรดต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างสูงอีกครั้งค่ะTT
9
"ดีแล้วล่ะ ตอนนี้บดิศรเข้ามายังเขาวงกตแล้ว ยังไงพวกเจ้าก็ต้องระวังตัวให้ดี เราไปก่อนนะ"
"เพคะ" ย้อยความหลังจากที่ฟังคำเตือนของเทพบุตรชยทัต อัญญานีได้แอบออกจากมิติกระจกเพื่อไปสังเกตการณ์ว่ามีใครบ้างที่เดินทางมายังที่แห่งนี้ เนื่องจากเธอเป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างเขาวงกตนี้ขึ้นมาจึงปรับเปลี่ยนเส้นทางให้ไม่ต้องพบหน้ากับศัตรูโดยตรง
“ในนี้ยังมีแค่บดิศรกับค้างคาวผี แต่ไม่แน่ว่าจะไม่มีใครมาเพิ่มอีก” ธิดาแห่งโกสุมพิสัยไม่เพียงแต่ดูจำนวนคนที่อยู่ด้านในเขาวงกตนี่อย่างเดียวเท่านั้น เธอยังเดินไปดูที่ทางเข้าอีกด้วย เพื่อให้แน่ใจในจำนวนที่แท้จริงเพื่อเตรียมรับมือ
“พวกเจ้าสองคนแน่ใจนะว่าเป็นที่นี่น่ะ”อัคนินที่มองกระจกนับร้อยก็ไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่นัก
“ดูจนทั่วก็เห็นแต่ที่นี่นี่แหละ ที่มีกระจกตั้งอยู่ท่ามกลางป่าดงพงไพร”ฉันทนาตอบคำถาม ตัวเองไม่เคยมาเหมือนกันไม่อาจรู้แน่ชัดได้ แต่จะให้ทำยังไงล่ะในเมื่อมันมีอยู่แห่งเดียว
“ยังไงก็ต้องเข้าไปดูก่อนนั่นล่ะ เสียดายที่หาบดิศรเท่าไหร่กไม่พบ ไม่อย่างนั้นคงเป็นกำลังให้พวกเราช่วยตามหาได้อีกแรง” ติณกฤตกล่าวอย่างอดเสียดายไม่ได้ ดูจำนวนกระจกแล้วถ้าได้พลพรรคมาช่วยตามหามิติกระจกของจริงเพิ่มก็คงจะดีอยู่หรอก
“ไม่รู้พวกมันคิดเล่นอะไรถึงได้ทำหุ่นไล่กามาวางไว้ตรงหน้าทางเข้านี่” โอรสเมืองคีรีมาศจับเข้าที่ตัวหุ่นที่ตัวเท่าคนจริงนั่นแล้วจึงผลักลงกับพื้น ใครจะไปคิดเล่าว่ามันจะมีฝูงกามายังที่แห่งนี้มากมายขนาดนี้
“อัคนินเจ้าทำทำไมเนี่ย!!” สหายหญิงโวยตัวต้นเหตุ ต้องมาถูกนกบินรุมจิกนี่เพราะมือใครกันล่ะ
“ใครจะไปรู้ว่าไล่กาจริงๆนี่ กาฝูงใหญ่อีกตะหาก”เขาพลาดไปแล้วกับการกระทำที่ชอบยุ่งชอบทำลายของคนอื่น คราวก่อนไม่เคยได้รับผลเสียที่ตามมา แต่คราวนี้ต้องรับมันบ้างแล้วล่ะ
“เลือดของพวกมันเป็นสีดำหมดเลย” บุรุษภุชงค์ที่ใช้อาวุธไล่ฟันปัดป้องตนจากภัยพบว่าลักษณะสีที่ออกจากสัตว์ชนิดนี้แปลกจากทั่วไปนัก
“ดูท่าทีไล่เหล่ากาแล้ว ลำพังสองคนนั้นยังสู้ต่อหน้าได้บ้างหรอก แต่อัคนินคงต้องซ้อนแผนบ้างเพราะเขาพกอาวุธที่ทัดเทียมกับสหายเรา ต้องจับแยกไปจัดการพร้อมกับบดิศร” อัญญานีที่สังเกตการณ์คิดอยู่ในใจได้ดังนั้นจึงไม่รีรอที่จะขยายอาณาเขตเขาวงกตไปพร้อมกับตอนที่ติณกฤตกำลังตรวจดูเลือดสีผิดแปลกนั่น
ชาวบาดาลทักษิณใช้มือสัมผัสพื้นผิวของเลือดนั่นแล้วนำเลือดที่ติดมือขึ้นมาดูโดยที่ไม่ทันได้สังเกตสิ่งรอบตัว
“อยู่ดีๆมีกระจกมาเพิ่มอาณาเขตเขาวงกตให้มากขึ้นซะได้…อัคนิน ติณกฤตพวกเจ้าได้ยินเสียงเรามั้ย!!!”เธอร้องเรียกสหายร่วมทางหวังว่าจะได้รับการตอบกลับมาบ้าง แต่ก็ไม่มีเลย
“อะไรเนี่ย!!! มันเป็นเขาวงกตแบบไหนทำไมถึงอยากให้คนเข้านัก!!” โอรสแห่งผกากรองโวยสิ่งที่เกิดขึ้น ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ
“ต้องเป็นฝีมือพวกนั้นแน่ที่อยากให้พวกเราเข้าด้านในไวๆจะได้แยกจากกัน”ผู้สำรวจเลือดละความสนใจจากสิ่งที่ทำจึงได้พบกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ในเมื่อเป็นนี้ตนคงต้องรีบตามหามิติกระจกที่เป็นทางเข้าสู่น้ำตกเจ็ดสีแล้วจัดการสังหารศัตรูโดยลำพัง เพราะถ้ามัวแต่ตามหากันแล้วเมื่อไหร่จะเจอสิ่งที่ปรารถนา

อัญญานีปรับสลับกระจกไปมาเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งหมดจะหลงทางจนกินเวลาถ่วงเวลาให้ได้มากพอที่จะรับมือในขั้นถัดไป
“ยังไงก็ไว้ใจมากไม่ได้ เทวดาทั้งสองนั่นต้องขนพาบริวารตามมาต่อแน่ จำนวนผู้พิทักษ์ดูแลน่าจะไม่พอต้าน ต้องไปรับพรรคพวกมาเพิ่มสักหน่อยแล้วล่ะ” เธอว่าแล้วจึงใช้ฤทธิ์แหวนหายตัวไปยังมิติที่พำนักหลักของฝ่ายตน
“อัญญานี เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาที่นี่ ยังไม่ทันครบวันเลยนะ” สไบทองเห็นเช่นนั้นจึงไม่สบายใจเลย กลัวใจว่าจะเกิดเรื่องแบเดียวกับฝันบอกเหตุนั่น
“ทูลตามตรงเพคะ พวกศัตรูตามมาประชิดถิ่นที่ทำพิธี ในเวลานี้หม่อมฉันได้ยืดยื้อเวลาออกไป แต่หากพวกนั้นแก้ไขอุปสรรคได้ทันเวลาเกรงว่าจำนวนผู้รับมือที่มีฝีมืออาจจะไม่เพียงพอ หม่อมฉันจึงคิดมารับสุดหล่อ พี่ตาหวานและบัวแย้มเพื่อจะไปเสริมกำลังในแผนการขั้นต่อไป”
“อย่างนี้นี่เอง พอดีเราฝันว่าลูกของเราและเหล่าสหายจะได้รับอันตรายจึงได้วานให้พวกเขาเดินทางไปสมทบ พวกเขาเดินทางไปตั้งแต่ตอนบ่ายไม่รู้ว่าถึงไหนแล้วด้วยสิ”
“พระมเหสีอย่าได้กังวลพระทัยเลยเพคะ ฝันร้ายย่อมกลายเป็นดี พวกหม่อมฉันจะปกป้องดูแลให้พิธีสำเร็จได้อย่างแน่นอนเพคะ”
“ยังไงพวกเจ้าต้องระวังตัวเองให้มากนะ” เธอกำชับด้วยความห่วงใย อย่างไรเสียก็ร่วมเส้นทางนี้มาตั้งนานจะให้ห่วงแต่ลูกตนเหมือนครั้งก่อน ตนนั้นทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“เพคะ พวกหม่อมฉันจะระวังตัวให้ดี ครั้งหน้าจะกลับมาอย่างพร้อมหน้า หม่อมฉันทูลลาเพคะ” เธอลาเสร็จแล้วจึงหายตัวไปยังพวกที่ออกเดินทาง หวังว่าแผนการที่คิดไว้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

"ทุกคนไปไหนกันหมด เราหลงจะแย่อยู่แล้วนะ!!!" อัคนินที่เดินตามหานานเสียไม่รู้กลางวันกลางคืนก็จนปัญญา โชคยังดีที่ได้ยินเสียงเรียกถามและได้พูดคุยของบดิศรทำให้เขาอุ่นใจขึ้นมาบ้าง    แต่หารู้ไม่ว่าระหว่างนั้นพวกที่เป็นฝ่ายศัตรูกำลังสวมรอยเป็นพวกเพื่อนที่หลือของตนด้วย
"พวกเราทำลายกระจกพวกนี้ดีมั้ย!!" จั๊กแหล่นแสร้งแกล้งเป็นติณกฤตร้องถามจนผู้ที่ฟังทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เกิดความสงสัยจึงได้ทีแสดงต่อ ทุกเหตุการณ์ที่ดูง่ายและได้ดั่งใจล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในแผนทั้งสิ้น สุดหล่อเล่นเป็นอันติมะ ฉันทนาสวมรอยโดยตาหวาน ส่วนเจ้าค้างคาวแค่ใช้ใบไม้มาเสกแทนตัว  อัญญานีก็ยกแหวนให้บัวแย้มสวมเป็นจั๊กแหล่นแทน ฝ่ายตัวเองขอหยิบยืมกำไลแก้วบุษบากรนำกลีบบัวยักษ์มาทำฉากกั้นสร้างภาพมายา พอฉากกั้นถูกทำลายทุกอย่างก็ได้เปิดเผย
"วิธีสกปรก ภูมิใจกันมากนักเหรอ" ประโยคออกมาจากปากศัตรูแสดงถึงความไม่พอใจต่อแผนตลบหลังนี้แต่อีกฝ่ายหาได้สนใจไม่ เรื่องแบบนี้มันขึ้นกับเล่ห์กลวิธีถึงจะได้เปรียบ ถ้าไม่เอาเปรียบอีกฝ่ายจนเกินไปก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้กันอีกครั้งโดยคนเกิดวันพุธเป็นฝ่ายเริ่ม
“คิดว่าแยกร่างถาวรแล้วจะรุมพวกเรายังไงก็ได้อย่างนั้นเหรอ” บดิศรใช้พลังจากเกาะเหล็กป้องกันตนจากอาวุธของฝั่งตรงข้าม พลางมีวาทีที่ทำให้ผู้ฟังเกิดการเปลี่ยนใจขึ้นมา
“ไม่รุมก็ได้ แต่ว่าต้องสู้หนึ่งต่อหนึ่งนะ”ศุภลักษณ์กล่าวกับอีกฝ่าย เขาเห็นมีกันแค่สองคนน่าเห็นใจ โดนหลอกมาก็ทีนึงเสียเปรียบพอแล้ว
“ได้อยู่แล้วหรอกน่า” อัคนินตอบคำของคนในวงศาเดียวกัน
“ดี พวกเราจะนั่งดู  ส่งตัวแทนไปพอ” ศนิวารกล่าวเช่นนั้นจบผู้ครอบครองสิ่งวิเศษฝั่งเดียวกับตนจึงได้หาที่นั่งชมการต่อสู้ ตัวแทนคงไม่ใช่ใครอื่น ต้องเป็นผู้ที่เปิดฉากต่อสู้อย่างคู่สหายวันพุธ
“เข้ามาได้เลย” คราวนี้เพชรราหูให้โอกาสอีกฝั่งได้โจมตีก่อน อัคนินใช้หมัดพลังเข้าชกที่หน้าของผู้ร่วมบิดาแต่อีกคนก็ตั้งรับโดยการเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย มือหนึ่งปัดหมัด มืออีกข้างก็กระแทกไปที่หัวไหล่ของอีกฝ่าย พอได้จังหวะจึงเดินมวยเข้าเตะเหวี่ยงด้วยเท้าไปยังศีรษะของผู้สวมสังวาลย์ศิลา ทั้งคู่ประลองเชิงมวยกันไปอย่างสูสี
คู่ต่อสู้อีกคู่หนึ่งก็ไม่ได้อ่อนข้อต่อกัน ถึงแม้จะเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะอ่อนข้อให้อีกฝ่ายเลยสักนิด พุทธรัตน์ตั้งรับหมัดของฝ่ายตรงข้ามโดยใช้มือซ้ายกดแขนขวาของบดิศรให้เบนลงต่ำแล้วรีบชกด้วยหมัดขวาตรงไปที่ใบหน้าอย่างรวดเร็ว หาจังหวะได้จึงหมุนตัวออกห่างแล้วจึงยิงศรใส่อีกฝ่าย ทางอีกฝ่ายก็ได้เรียกเอาอาวุธเสริมอย่างดาบหน้าหัวแหลมเข้าสกัดฤทธิ์ธนูไฟของฝ่ายศัตรู แล้วจึงวิ่งเข้าหมายจะฟันเสียให้สะบั้น แต่อีกคนนั้นหลบทันใช้คันศรลอบตีขากลับไปเสียทีหนึ่ง หลังจากนั้นจึงผลัดรับผลัดสู้
“สู้ตัวต่อตัวแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ใช้ฝีมือได้เต็มที่ไม่ต้องผลัดกันสู้”ประกายพฤกษ์มองดูลีลาการต่อสู้ของทั้งสี่คนรู้สึกได้ถึงความตั้งใจและหัวพลิกแพลงในการสู้ตลอดเวลาที่กระทำอยู่ มันช่างน่าชื่นชมอยู่ไม่น้อย
“เราว่าทางที่ดีควรพอกันก่อนดีกว่า อีกไม่กี่วันก็จะมีสงครามแล้ว ควรให้พวกเขาพักผ่อนนะ” อันติมะออกความเห็น นี่ก็สู้มาได้สักพักแล้วไม่อยากให้เสียแรงเลย
“สงครามงั้นเหรอ” แสงสุรีย์ได้ยินคำสหายจึงอดสงสัยไม่ได้
“ใช่ สงครามนี้เป็นสงครามชิงบัลลังก์ปกครองสวรรค์น่ะ เทพวิษุวัตคิดจะครองบัลลังก์สั่งสมบริวาร พอพระอินทร์ท่านกลับมาก็ไม่มีความหมายแล้ว ”
“พระองค์เป็นถึงเทวราชา ทำไมจะทวงคืนสิทธิ์ตนไม่ได้ ตนพวกเรายังเด็กก็เป็นพระองค์ที่ช่วยยุติเรื่องให้ เทพวิษุวัตยังไม่กล้าต่อกรเลย” จันทลักษณ์สงสัยในสิ่งที่สหายกล่าว
“เพราะเป็นเทวราชานี่ล่ะที่ต้องให้ความสำคัญกับการปกครอง ถ้าปกครองไม่ได้ มีพระบุญญาอย่างเดียวก็ไม่ช่วย”
“จริงอย่างที่กล่าว แต่สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือพระองค์ไม่ได้คิดเพียงชิงตำแหน่ง ยังจะคิดเอาชีวิตของสหายเก่าไปอีก” สุริยะกล่าวในสิ่งที่ตนกังวลมาตลอดตั้งแต่อดีตชาติ
“จริงสิ สงครามนี่มีข้อตกลงกฎในการรบอะไรบ้าง แล้วจะจัดขึ้นเมื่อไหร่”อังคาสที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นมา การถามเช่นนี้ก็ดี จะได้ชี้แจงให้ได้ทราบ
“วันเพ็ญที่จะถึงนี้ล่ะ ข้อตกลงเกิดขึ้นที่เขตการรบเป็นกฎสิบข้อให้ปฏิบัติร่วมกัน แต่ว่าทั้งสองฝ่ายสามารถนำตราบัญชารบมาประกาศโมฆียะยกเลิกกฎเหล่านี้ได้ รายละเอียดเราจะเล่าให้ฟังอีกที แต่ว่าตอนนี้กลับกันก่อนดีกว่า” เธอเล่าให้สหายได้ทราบส่วนหนึ่งแล้วจึงเสนอ เพราะไม่อยากให้เสียกำลังมากไปกว่านี้
“ยั้งมือก่อนพวกเจ้าทั้งสี่ อีกไม่กี่วันจะถึงสงครามแล้ว ไม่สู้เก็บแรงไว้ดีกว่า” อันติมะเข้าห้ามทั้งสี่เพราะกลัวว่าจะเสียเวลาไปมากกว่านี้
“ถูกต้อง อยากจะสู้ต้องสู้ให้สมศักดิ์ศรี เอาไว้วันประลองในสนามรบใช้ฝีมือครานั้นให้เต็มที่ดีกว่า” จินดาช่วยพูดเสริมอีกแรง
“ได้น่ะมันก็ได้ แต่เราว่าพวกเจ้าไม่กล้าแยกกันสู้ซะมากกว่า” อัคนินที่หยุดการต่อสู้แต่ปากนี่ไม่หยุดเอาเสียเลย
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ ถ้าเจ้าอยากจะสู้จริงๆเนี่ย ฝึกปรือฝีมือให้มันชำนาญก่อนไม่ดีกว่าเหรอ ไม่กลัวเหรอว่าพอเข้าสนามรบไปถูกผู้อื่นพิชิตได้ก่อนไม่ทันได้สู้ตัวต่อตัวกับพวกเรา” เมธาวีตอบอีกฝั่งไป ไม่วายจะว่าอีกฝ่ายให้โมโห
“นี่เจ้า!!”
“ตกลง พวกเรายกเลิก” บดิศรไม่อยากมากเรื่องมากความอีกต่อไปแล้ว ถ้าขืนดึงดันจะสู้ต่อไปย่อมไม่เกิดผลดีต่อฝั่งตนแน่ ตัวต่อตัวในคราวนี้อาจดูยุติธรรมก็จริง แต่ว่าถ้าชนะสองคนนี้ได้แล้วยังไง ต่อไปก็ต้องสู้คู่อื่นอีก อย่างนี้จะต้องเสียเปรียบเนื่องจากกำลังที่อ่อนลง ชนะครบแล้วอย่างไรก็รู้กันแค่นี้ ไม่สู้ไปสู้ในสนามรบเสียยังได้รับการสรรเสริญแซ่ซ้องจนได้รับความวางใจจากนายตนไม่ดีกว่าหรือ
“ไว้เจอกันที่สนามรบนะ” ภูมินทร์ร่ำลาอีกฝ่าย
“ทั้งสามที่เป็นพวกเจ้า นอนสลบอยู่ที่ด้านนอก วันพรุ่งถึงจะพื้นไม่มีพิษ”อันติมะบอกทั้งสองก่อนจะจากไป ต่อจากนี้พวกเขาต้องเตรียมตัวรับมือกับศึกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หวังว่าคงจะไม่มีเรื่องอะไรมาเป็นอุปสรรคขัดขวางหรอกนะ

----------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ประมาณ21.00น.นะคะ
10
ภาพจากละครจักรๆ วงศ์ๆ / Re: เจ้าหญิงพิกุลทอง 2565
« กระทู้ล่าสุด โดย นานะจัง เมื่อ มิถุนายน 06, 2022, 12:44:40 PM »










หน้า: [1] 2 3 ... 10