ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ rainbow

  • *
  • 2481
  • 0
  • เพศ: หญิง
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: เมษายน 07, 2010, 10:46:51 PM »

อยากเห็นนางเอก  :icon_frown:

หัศจารีย์ ในมณีนพเก้า ไง 

หัศจารีย์ก็คนเดีวกับยักษ์ในน้ำใจแม่อ่ะสิ

แต่ก็อยากเห็นแบบว่าอีกลุคหนึ่งอ่ะค่ะแบบอินเดียคงจะสวยน่าดู
เมื่อไร้รัก   ไร้ชีวิต   ไร้จิตใจ

ยังอยู่ได้   แค่ร่างกาย    ไร้วิญญาณ

ออฟไลน์ กาฬฯ

  • *
  • 6324
  • -4
  • เพศ: หญิง
  • ஐ~ เผ่าพันธุ์นาคีซ่อนพิษไว้เสมอ ~ஐ
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: เมษายน 07, 2010, 10:50:11 PM »

อยากเห็นนางเอก  :icon_frown:

หัศจารีย์ ในมณีนพเก้า ไง 

หัศจารีย์ก็คนเดีวกับยักษ์ในน้ำใจแม่อ่ะสิ

แต่ก็อยากเห็นแบบว่าอีกลุคหนึ่งอ่ะค่ะแบบอินเดียคงจะสวยน่าดู

ไม่ค่อยต่างจากเรื่องมณีนพเก้าเท่าไหร่หรอก  แต่ก็สวยอยู่นะ  พี่ชอบบทอมราเทวีมาก
**จักรวาลนี้กว้างไกลแลไพศาลนัก เราเป็นเพียงละอองธุลีอันน้อยนิดล่องลอย ยากที่จะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งให้จบครบสิ้น
สิ่งที่เรามิเคยเห็น ใช่ว่าจะมิมี แลสิ่งที่มิเคยได้ประสบ ก็ใช่ว่าจะมิเคยเกิดขึ้น**

ออฟไลน์ rainbow

  • *
  • 2481
  • 0
  • เพศ: หญิง
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: เมษายน 07, 2010, 11:18:16 PM »

อยากเห็นนางเอก  :icon_frown:

หัศจารีย์ ในมณีนพเก้า ไง 

หัศจารีย์ก็คนเดีวกับยักษ์ในน้ำใจแม่อ่ะสิ

แต่ก็อยากเห็นแบบว่าอีกลุคหนึ่งอ่ะค่ะแบบอินเดียคงจะสวยน่าดู

ไม่ค่อยต่างจากเรื่องมณีนพเก้าเท่าไหร่หรอก  แต่ก็สวยอยู่นะ  พี่ชอบบทอมราเทวีมาก

สงสัยตอนนั้นเด็กเกินไปอ่ะ จำไม่ได้แล้วรอพี่กันย์มาเล่าต่อ
เมื่อไร้รัก   ไร้ชีวิต   ไร้จิตใจ

ยังอยู่ได้   แค่ร่างกาย    ไร้วิญญาณ

ออฟไลน์ กันย์ณภัทร

  • *
  • 2248
  • -1
  • จงปลดโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ ด้วยคมดาบแห่งใจตน
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 12:05:50 PM »
ที่หมู่บ้าน ปาจีนยวมัชฌคาม เด้กน้องทั้ง1000คนก็เติบโตมาเต็มหมู่บ้าน โดยมีมโหสถซึ่งเป็นเด็กที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าเด็กในวัยเดียวกันเป็นเสมือนศูนย์กลางของกลุ่มเด็กหล่านั้น



ระหว่างนั้นก็มีฝนตกฟ้าร้องเกิดขึ้นมโหสถมองเห็นผู้คนมากมายหาที่หลบฝนจึงออกความคิดให้เด็กๆทั้งพันคนไปขอกษาปจากพ่อแม่มาคนละ1กษาปณ์ซึ่งแม้เป็นเงินเพียงน้อยนิดแต่เมื่อมารวมกันก็มากถึง1000 กษาปณ์เลยทีเดียว
และนำเงินจำนวนนี้มาสร้างศาลาคุ้มแดดคุ้มฝนเป็นเสมือนศาลาเอนกประสงค์ ซึ่งนอกจากจะเป็นที่เล่นที่กินและที่พักสำหรับคนที่ผ่านไปมาแล้ว ยังจัดสร้างห้อง วินิจฉัยคดีด้วย ทั้งมโหสถยังเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง



ปล.อ้าวลืมเซฟรูปที่แคปไว้มาด้วยง่ะ-*- วันนี้มาแอ่วบ้านแม่ (รูปอยู่บ้านป้า) เดี๋ยวไว้กลับบ้าน โหยคงค่ำๆนู่นนนยังไม่ได้เรียงรูปเลยเอาไว้มาต่อพรุ่งนี้ละกันเนอะ^^
พอดีรูปสองรูปนี้มันเหลือจากคราวก่อนที่ลงไม่หมดอ่าแล้วอัพลงเว็บเรียบร้อยเลยสบายไป

เอางี๊แก้ตัวๆ เอารุปพิ้งกี้ กะเก้มาฝากจร้า^o^  น่าร๊ากกกกกกกกกกกกก >:D
พิ้งกี้แสดงเป็นอินทิรา เด็กรับใช้บ้านมโหสถ  ส่วนเก้แสดงเป็น..ไม่แน่ใจว่าชื่อลักษณ์ หรือราม ง่ะ หรือชื่ออื่นหว่า??เด๋วไปหาคำตอบมาให้ แต่แสดงเป็นเพื่อนสนิทกะมโหสถจร้า
ดูเรื่องนี้ กะดูเรื่องมิติมหัศจรรย์ หลงรักเก้ตอนเด็กเข้าเต็มเปาเลย>o< :icon_evil:

 


ปล.2.มาอัพเดทรายชื่อ ราชบัณฑิตทั้ง4 แห่งมิถิลานครแล้วนะคะ หน้าแรก




:::::::: อิมเมจ: ศตายุ+รวิชา :::::::::

ออฟไลน์ Vincent

  • *
  • 163
  • 1
    • อีเมล์
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 05:09:09 PM »
เพิ่งเข้ามาเห็น สู้ๆนะค่ะจะคอยติดตาม  ;D  ;D   ;D

ออฟไลน์ sk

  • อดีตก็คือวันวานที่ผ่านไป
  • *
  • 839
  • 1
  • เพศ: หญิง
  • ทางเดินย่อมไม่มีวันสิ้นสุด
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: เมษายน 30, 2010, 01:50:39 PM »
มาต่อไวไวนะคะพี่กันย์ รอลุ้นอยู่ค่ะ


ออฟไลน์ Vincent

  • *
  • 163
  • 1
    • อีเมล์
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2010, 02:17:00 PM »
มีมโหสถด้วย มาเล่าต่ออีกนะค่ะ

ออฟไลน์ tunyada

  • *
  • 56
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • smile
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2010, 02:39:55 AM »
เมื่อไหร่จะมาเล่าอีกค่ะคอยนานจังหรือคนเล่าไม่ว่าง :icon_exclaim: :-X
tunyada

ออฟไลน์ กันย์ณภัทร

  • *
  • 2248
  • -1
  • จงปลดโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ ด้วยคมดาบแห่งใจตน
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 10:45:29 PM »
ดีค่ะ^^ ขอโทษที่ทำให้รอนานมากกก นะคะ แบบว่าคนอัพไม่ค่อยว่าง และก็แอบขี้เกียจบ่อยๆ
มาอัพคราวนี้ไม่รู้อีกทีเมื่อไหร่ หุหุ แต่ไงจะพยายามอัพให้จบนะคะ




ต่อจากตอนที่แล้ว....


ทั้งบิดามารดาของมโหสถรู้สึกภาคภูมิใจในตัวกุมารน้อยมากที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ดำเนินการควบคุมการก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์จน(เกือบ)แล้วเสร็จ
ในขณะเดียวกันเหล่าราชบุรุษได้ออกเดินทางค้นหามหาบัณฑิตตามพระกระแสรับสั่งของท้าววิเทหราช จนมาถึงหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม
ก็ได้พบกับศาลาหลังใหญ่โตวิจิตรงดงาม ก็แปลกใจไถ่ถามชาวบ้านจึงได้รู้ความว่าศาลาแห่งนี้ควบคุมและออกแบบการก่อสร้างโดยเด็กน้อยที่อายุเพียง7ขวบเท่านั้น
ราชบุรุษไชยันต์จึงถามว่า ศาลาใหญ่โตขนาดนี้คงใช้เงินไม่น้อย ช่างบอกว่าใช่ แต่มโหสถให้เด็กๆไปขอเงินพ่อแม่มาคนละหนึ่งกษาปณ์ รวมได้ถึงพันกษาปณ์มาว่าจ้างให้พวกเขาก่อสร้างศาลานี้
ทำให้ไชยันต์ค่อนข้างปักใจเชื่อว่ากุมารน้อยผู้นี้ต้องเป็นบัณฑิตคนที่5ที่มหาราชทรงให้ค้นหาเป็นแน่







มหาราชเมื่อรู้ว่าพบบัณฑิตน้อยแล้วก็ดีใจสั่งให้ราชบุรุษไปรับตัวมาโดยเร็วแต่ว่า...
ราชบัณฑิตทั้งสี่กลับทูลทัดทานไว้ก่อนโดยให้เหตุผลว่าการสร้างศาลาเท่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นยังไม่สมควรได้ชื่อว่าบัณฑิตหรอกใครๆก็ทำได้ทั้งนั้น
เหล่าราชบุรุษแย้งว่าถ้าท่านได้ไปเห็นศาลานี้ด้วยตาของท่านเองท่านจะไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น
แต่ราชบัณฑิตทั้งสี่ก็ว่าการก่สร้างแค่นี้ไม่ควรจะนำมาตัดสินว่าเด็กคนนั้นเป็นมหาบัณฑิตที่ตามหาถ้าเชื่อเร็วอาจจะเป็นเหมือนการคบเด็กสร้างบ้านควรรอดูไปก่อน
มหาราชเห็นชอบด้วยและคิดว่าน่าจะมีเหตุอื่นๆอีกให้รู้ว่าเด็กคนนี้คือมหาบัณฑิตที่พระองค์ตามหาจริงๆ







ในวันหนึ่งขณะที่มโหสถกำลังเล่นสนุกอยู่กับเพื่อนๆนั้น ก็ได้เกิดเหตุ มีหญิงสาวสองคนวิ่งไล่แย่งทารกกันเข้ามาในเขตหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม
เพื่อนๆบอกให้มโหสถไม่ต้องสนใจอยู่เล่นกันต่อตามประสาเด็กเถิด แต่ว่ามโหสถกลับปฏิเสธ และเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องราว
(พิ้งกี้ออกฉากแรกน่ารักมากกกกก>o<)







นางทั้งสองต่างคนก็ต่างอ้างว่านางเป็นแม่ของเด็ก คนหนึ่งอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นผีร้าย อีกคนก็ว่าอีกฝ่ายเป็นนางยักษ์
ขณะนั้นเองพระเจ้าวิเทหราช เสด็จประพาสที่หมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคามกับเหล่าราชบุรุษ เพื่อมาทอดพระเนตรศาลาเอนกประสงค์และว่าที่มหาบัณฑิตน้อยด้วยองค์เอง
เมื่อมาถึงก็ต้องแปลกพระทัยที่เห็นมีผู้คนมากมายเข้าไปในศาลาเอนกประสงค์ที่มโหสถสร้างขึ้น จึงเสด็จเข้าไปดู








และในที่นั้เองพระเจ้าวิเทหราชก็ได้พบกับมโหสถน้อยที่กำลังจะไต่สวนว่าความกรณีของหญิงสาวสองคนที่อ้างตนเป็นมารดาทารกน้อย
เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์คาดเดากันไปต่างๆนานาในหมู่ชาวบ้านว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็ก บางคนก็เชื่อหญิงที่ถูกกล่าวกาว่าเป็นผีร้าย บางคนก็เชื่อหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนางยักษ์
มโหสถจึงเอ่ยขึ้นว่า ว่าจงอย่าตัดสินอะไรเพียงแค่ได้พบหรือได้ฟังเป็นครั้งแรก แล้วมโหสถก็ให้นางทั้งสองเล่าให้ฟังทีละคน






เริ่มจากนางที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีร้าย(เสื้อเขียว)
นางเล่าว่าเรื่องเกิดเมื่อเช้านี้ ในระหว่างที่นางกำลังเดินทางมาที่นี่ อากาศร้อนจึงได้หยุดพักดื่มน้ำล้างตัวที่ลำธาร(ในชาดกเป็นแหล่งน้ำที่สระโบกขรนีใกล้ๆศาลาฯ)โดยวางลูกไว้บนแท่นหินใกล้ๆ
ในระหว่างนั้นเองก็มีนางยักษขีนีตนหนึ่งจะจับลูกนางจะกินเป็นอาหาร แต่นางหันมาเจอก่อนจึงร้องขอให้ปล่อยลูกของนาง แต่หากนางยักษ์ไม่ปล่อยซ้ำจะกินเป็นอาหาร
นางจึงร้องเอะอะโวยวายให้คนช่วย พอดีที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งผ่านมาแถวนั้นเข้ามาดู นางยักษ์กลัวจึงรีบจำแลงกายเป็นมนุษย์และพาลูกของนางวิ่งหนีมาที่นี่


เมื่อนาง(เสื้อเขียว)เล่าจบก็เกิดเสียงวิจารย์เซ็งแซ่ว่างนางอาจจะโกหก หรือบางคนที่เข้าข้างนางก็คิดว่านางพูดจริง มโหสถจึงไถ่ถามว่านางมีพยานในที่นี้หรือไม่ว่านางเป็นใครมาจากไหน
นางตอบว่านางเป็นคนตำบลอุตตรยวมัชฌคาม นางเดินทางมาหาญาติที่นี่ แต่บังเอิญเมื่อมาถึงญาติของนางก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว นางเตรียมตัวจะพาลูกกลับบ้านแต่ก็ได้เจอนางยักษ์มาแย่งลูกไปก่อน







มโหสถจึงให้ผู้อ้างตนเป็นแม่อีกคนเล่าบ้าง นางที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนางยักษ์(เสื้อส้ม) เล่าว่า นางเป็นชาวอุตตรยวมัชฌคาม
ได้เดินทางมากับพ่อค้าเร่เพื่อจะมาตามหาญาติของนางที่นี่จนใกล้ถึงหมู่บ้านปาจีนฯจึงได้พักผ่อนก่อนที่จะเดินทางต่อ
และในคืนนั้นเองในขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อน อยู่ๆนางผีร้ายก็ออกอาละวาดฆ่าคณะเดินทางตายหมด นางจึงพาลูกหนีไป แต่ทว่านางผีร้ายก็ยังคงติดตามไม่เลิก
สุดท้ายนางจึงตะโกนก้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่อยู่ในแถบนั้น
ผีร้ายเมื่อเห็นชาวบ้านเข้ามามากมายก็แปลงกายเป็นมนุษย์ และอ้างว่าลูกของนางเป็นลูกของตน นางจึงหอบลูกวิ่งหนีมาจนถึงที่นี่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2010, 11:11:05 PM โดย กันย์ณภัทร »


:::::::: อิมเมจ: ศตายุ+รวิชา :::::::::

ออฟไลน์ rainbow

  • *
  • 2481
  • 0
  • เพศ: หญิง
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 10:52:18 PM »
 :icon_evil: :icon_evil: :icon_evil: :icon_evil: :icon_evil:

ว้าว มาเล่าต่อแล้ว
เมื่อไร้รัก   ไร้ชีวิต   ไร้จิตใจ

ยังอยู่ได้   แค่ร่างกาย    ไร้วิญญาณ

ออฟไลน์ กาฬฯ

  • *
  • 6324
  • -4
  • เพศ: หญิง
  • ஐ~ เผ่าพันธุ์นาคีซ่อนพิษไว้เสมอ ~ஐ
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 10:54:31 PM »
คิดว่าลืมกระทู้นี้ไปซะแล้ว
 :icon_evil:
**จักรวาลนี้กว้างไกลแลไพศาลนัก เราเป็นเพียงละอองธุลีอันน้อยนิดล่องลอย ยากที่จะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งให้จบครบสิ้น
สิ่งที่เรามิเคยเห็น ใช่ว่าจะมิมี แลสิ่งที่มิเคยได้ประสบ ก็ใช่ว่าจะมิเคยเกิดขึ้น**

ออฟไลน์ กันย์ณภัทร

  • *
  • 2248
  • -1
  • จงปลดโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ ด้วยคมดาบแห่งใจตน
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 11:10:19 PM »
เมื่อฟังนางคนที่สองเล่าจบชาวบ้านก็ต่างพากันงุนงงในเรื่องเล่าของทั้งสองฝ่ายไม่รู้ฝ่ายไหนพูดจริงฝ่ายไหนพูดเท็จ จึงขอร้องให้มโหสถช่วยตัดสินความว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็ก
มโหสถจึงถามว่านางทั้งสองจะยอมรับในคำตัดสินของเขาหรือไม่ (เพื่อให้สิทธิขาดในการตัดสินใจแก่ตน)  นางทั้งสองก็รับปาก
ดังนั้น มโหสถจึงใให้ส่งทารกน้อยมาวางไว้ใกล้ๆตน และสั่งให้นางคนหนึ่งจับขาของทารกน้อยไว้ ส่วนอีกคนหนึ่งห้จับแขนของทารกไว้
และสั่งว่า "ให้พวกท่านจงแย่งทารกกันเอาเอง ใครที่ดึงเด็กไปได้ก็ถือว่าเป็นมารดาที่แท้จริง"
องค์วิเทหราชได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจพร้อมส่ายพระพักตร์อย่างผิดหวัง และตรัสกับเหล่าราชบุรุษว่าคงพาพระองค์มาผิดที่แล้วกระมัง









นางทั้งสองจึงต้องจำใจออกแรงดึงทารกน้อยมาเป็นของตนเอง ครั้นถูกดึงไปมาทารกน้อยก็ร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บ
จนในที่สุดมารดาของเด็กทนไม่ไหวเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ระงมของลูกน้อยจึงจำต้องปล่อยให้นางยักษขิณีดึงลูกของตนไปฝ่ายเดียว
ส่วนนางก็ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนักเอาแต่อ้อนวอนว่าอย่าทำร้ายลูกของนางเลย








ดังนั้นนางยักษ์จำแลงก็รีบอ้างสิทธิความเป็นมารดาเจ้าของทารกที่แท้จริง แต่มโหสถกลับพูดให้หยุดก่อน และกล่าวว่า
"นางคนที่ปล่อยมือจากทารกต่างหากคือมารดาที่แท้จริง ตามธรรมดาคนเป็นแม่ทุกคนย่อมจะใจอ่อนไม่อาจทนเห็นลูกของตนต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดได้ นางจึงยอมปล่อยมือจากทารก
ส่วนนางที่ไม่ยอมปล่อยมือจากทารกและดึงทารกไปได้แท้จริงแล้วคือนางยักขินีเพราะดวงตาของเจ้าแดง ไม่มีเงา ไม่มีความสะทกสะท้านและท้ายที่สุดไม่มีความสงสาร"
 องค์วิเทหราชทรงได้สดับดังนั้นก็ได้คิดและนึกชื่นชมในการวินิจฉัยคดีความของมโหสถ









ในระหว่างนั้นเองนางยักขินีก็ได้คว้าเอาตัวทารกน้อยวิ่งหนีออกไป ท้าววิเทหราชรับสั่งให้ราชบุรุษทั้ง4เข้าไปขวางนางยักษ์ไว้
เกิดการต่อสู้ขัดขืนแย่งทารกกันขึ้น !!!









นางยักษ์ก็นิมิตกายให้ใหญ่ขึ้น ฝูงชนแตกฮือกันออกไปด้วยความกลัว เหล่าราชบุรุษต่างช่วยกันต่อสู้กับยักษ์อย่างเต็มความสามารถใช้มีดฟันตามร่างกายนางยักษ์จนได้รับบาดเจ็บ
และในที่สุดนางก็คลายมือปล่อยเด็กให้ล่วงหล่นลงไป แต่ทว่าองค์วิเทหราชก็ทรงรับเด็กทารกน้อยนั้นไว้ได้ และส่งคืนให้มารดาที่แท้จริงอย่างปลอดภัย








เมื่อราชบุรุษเห็นว่าทารกน้อยปลอดภัยแล้วก็คิดจะสังหารนางยักขินีตนนี้เสีย แต่ว่ามโหสถน้อยก็มาห้ามไว้ก่อน โดยกล่าวว่า ...
"ช้าก่อน! ข้าคิดว่าการให้โอกาสดีกว่าการตัดโอกาส การฆ่านางยักษ์ตนนี้นั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกท่าน แต่การให้ชีวิตใหม่กับนางจะไม่เป็นการดีกว่าหรือ"
ได้ยินดังนั้น เหล่าราชบุรุษจึงยอมรามือไว้ชีวิตนางยักษ์








นางยักษ์จึงกลายร่างเป็นมนุษย์อีกครั้งมโหสถจึงกล่าวว่า..
"แม้นชาติก่อนเจ้าจะกระทำบาปไว้ จึงต้องเกิดมาเป็นนางยักขินี มาบัดนี้เจ้าก็ยังหาได้เข็ดหลาบกลับคิดก่อกรรมทำเข็ญอีก นับแต่นี้เจ้าจงตั้งมั่นอยู่ในศีลห้าอย่าได้คิดเบียดเบียนผู้ใดอีก"
นางยักษ์ว่าได้คิด จึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าตาสว่างแล้วบัณฑิตน้อย ขอบใจที่เจ้าได้ให้ชีวิตใหม่แก่ข้า นับจากนี้ข้าจะตั้งหมั่นอยู่ในศีลในธรรมไม่เบียดเบียนชีวิตผู้ใดอีกแล้ว"
กล่าวจบนางยักษ์ก็จากไปอย่างสงบ









องค์มหารราช(หรือพระเจ้าวิเทหราช)กลับเมืองก็ทรงเล่าความตามที่พบเห็นให้ราชบัณฑิตทั้ง4ฟัง
แต่ราชบัณฑิตทั้ง4ก็ยังแย้งได้ว่า "การตัดสินว่าใครเป็นนางยักษ์ใครเป็นมนุษย์นั้นดูได้ไม่ยาก เพราะธรรมดานางยักษ์ย่อมมีลักษณ์นิสัยผิดจากคนทั่วไป ตาแดง ไม่กระพริบ เงาไม่มี ไม่สะทกสะท้าน สังเกตแค่นี้ก็ตัดสินได้ง่ายไม่จำเป็นต้องทำอย่างอื่นให้มากความ แล้วถ้านางยักษ์ไม่ยอมรับซะอย่างมโหสถก็ตัดสินไม่ได้
มหาราชจึงตรัส ว่า "หมายความว่าพวกท่านยังไม่เห็นด้วย"
ปุตกุสะเสริมว่า "เด็กคนนี้ควรแสดงปัญญาให้เป็นที่ประจักษ์ให้มากกว่านี้ เพราะเรื่องแค่นี้ยังไม่สมควรที่จะได้รับคำว่าบัณฑิต"
ดังนั้นพระเจ้าวิเทหราชจึงต้องยอมฟังราชบัณฑิตทั้ง4 โดยมีเหล่าราชบุรุษมองราชบัณฑิตทั้ง4อย่าง....(ดูเอาเอง-*-)








-------------------------------จบตอน บุตร---------------------------------
 



ปล.อาจเล่าไม่ได้ดีเท่าไหร่ แบบอยากส่คำพูดของตัวละครลงไปด้วยเพราะมัน คมมาก และเป็นคำพูดที่ดี ไพเราะ สุภาพฯลฯ  ฟังแล้วรู้สึกดี^^
ปล.2 พี่ติ๊กหล่อเนอะ^o^ เท่ห์ค่อด>o<!!  มโหสถน้อยก็น่าร๊ากกก พิ้งกี้ก็น่ารัก(สังเกตแอบยัดรูปพิ้งกี้ใหญ่55+) เก้ก็หล่อแต่เด็ก อ๊ายๆๆๆ>///< เรื่องนี้กันย์หลงรักเด็กอ่ะ










เจอกันในตอนใหม่(เมื่อไหร่ไม่รู้-*-)
พี่กบสวยมากกก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2010, 11:17:05 PM โดย กันย์ณภัทร »


:::::::: อิมเมจ: ศตายุ+รวิชา :::::::::

ออฟไลน์ กันย์ณภัทร

  • *
  • 2248
  • -1
  • จงปลดโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ ด้วยคมดาบแห่งใจตน
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 11:35:03 PM »
ปล.3 เพิ่งไปเจอเพลงไตเติ้ล แบบค่อนข้างสมบูรณ์มาเมื่อวาน อัพไว้หน้าแรกแล้วนะคะ  (กันย์ชอบเพลงแบบนี้จังเลยอ่า ฟังตั้งหลายรอบ)^^


เอาความรู้เพิ่มเติมเรื่องนี้มาฝากค่ะ ความจริงน่าจะมาแต่แรกแล้ว แต่แบบว่าตอนนั้นไม่ได้คิด-*-
เลยรวบมาตอนนี้ละกัน และจะมาเพิ่มอีกเรื่อยๆ เมือ่เล่าถึงตอนนั้นๆจบนะคะ

v
v
v


ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า วิเทหะ เสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ มีบัณฑิต ๔ คน ชื่อ เสนกะ, ปุกกุสะ, กามินทะ และเทวินทะ บัณฑิตเหล่านี้เป็นผู้ถวายอนุศาสนอรรถธรรมแด่ พระเจ้าวิเทหราช นั้น

ในวันพระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ พระเจ้าวิเทหราชทรงพระสุบินว่า ที่มุมพระลานหลวงทั้ง ๔ มุม มีกองเพลิง ๔ กองประมาณเท่ากำแพงใหญ่ลุกโพลง ในท่ามกลางกองเพลิงทั้ง ๔ นั้น มีกองเพลิงเล็กกองหนึ่งขนาดประมาณเท่าหิ่งห้อย ลุกโพลงล่วงเลยกองเพลิงทั้ง ๔ ลุกสูงขึ้นไปจนจดประมาณอกนิฏฐพรหมโลก ส่องแสงสว่างไปทั่วจักรวาล สิ่งที่ตกบนพื้นแม้มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดก็สามารถมองเห็น ทั้งเทวดา ทั้งมาร ทั้งพรหมมาบูชากองไฟนั้น ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น มหาชนเที่ยวอยู่ในระหว่างเปลวเพลิง ก็มิได้ร้อนแม้สักว่าขุมขน

พระราชาทรงเห็นพระสุบินนี้แล้วก็ทรงหวาดสะดุ้ง เสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง ทรงจินตนาการอยู่จนอรุณขึ้นว่า เหตุการณ์อะไรหนอจะเกิดขึ้นแก่เรา รุ่งเช้าเมื่อบัณฑิตทั้ง ๔ มาเฝ้าแล้วทูลถามถึงสุขไสยาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์บรรทมเป็นสุขหรือ

พระราชาตรัสตอบว่า ท่านอาจารย์ความสุขจะมีแก่เราได้อย่างไร ในเมื่อเราได้ฝันเห็นอย่างนี้ แล้วทรงตรัสเล่าเรื่องความฝันของพระองค์ให้บัณฑฺตทั้งสี่ได้รับฟัง

ลำดับนั้น เสนกบัณฑิตทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์อย่าได้ตกพระหฤทัย พระสุบินนั้นเป็นมงคล ความเจริญจักมีแด่พระองค์

เมื่อมีพระราชดำรัสถามว่า เพราะเหตุไร จึงทูลว่าข้าแต่มหาราช บัณฑิตที่ ๕ อีกคนหนึ่งจักเกิดขึ้น ครอบงำพวกข้าพระองค์ซึ่งเป็นบัณฑิตทั้ง ๔ ทำให้หมดรัศมี พวกข้าพระองค์ทั้ง ๔ คน เหมือนกองเพลิง ๔ กอง บัณฑิตที่ ๕ จักเกิดขึ้น เหมือนกองเพลิงที่เกิดขึ้นในท่ามกลาง บัณฑิตนั้นย่อมไม่มีผู้เสมอทั้งในโลกทั้งเทวโลก

พระเจ้าวิเทหราชตรัสถามว่า ก็บัดนี้บัณฑิตนั้นอยู่ที่ไหน

เสนกบัณฑิตทูลพยากรณ์ราวกะเห็นด้วยทิพยจักษุเพราะกำลังแห่งการศึกษาของตนว่า บัณฑิตนั้นจักคลอดจากครรภ์มารดาในวันนี้

พระราชาทรงระลึกถึงคำแห่งเสนกบัณฑิตนั้นนับแต่นั้นมา



บ้านทั้ง ๔ คือ บ้านชื่อทักขิณยวมัชฌคาม ๑ ปัจฉิมยวมัชฌคาม ๑ อุตตรยวมัชฌคาม ๑ ปาจีนยวมัชฌคาม ๑ ตั้งอยู่ที่ประตูทั้ง ๔ แห่งกรุงมิถิลา

ในบ้านทั้ง ๔ นั้น เศรษฐีชื่อ สิริวัฒกะ อยู่ในบ้านชื่อปาจีนยวมัชฌคาม ภรรยาของเศรษฐีนั้นชื่อ สุมนาเทวี วันนั้นพระมหาสัตว์จุติจากดาวดึงส์พิภพ ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางสุมนาเทวี ในเวลาที่พระราชาทรงพระสุบิน เทพบุตรอีกพันหนึ่งก็จุติจากดาวดึงส์พิภพมาถือปฏิสนธิในตระกูลแห่งเศรษฐีใหญ่น้อยในบ้านนั้นนั่นเอง ฝ่ายนางสุมนาเทวี เมื่อเวลาล่วงมาได้ ๑๐ เดือน ก็คลอดบุตรมีผิวพรรณวรรณะดุจทองคำ

ขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทอดพระเนตรดูมนุษยโลก ก็ทรงทราบว่าพระมหาสัตว์คลอดจากครรภ์มารดาแล้ว ทรงคิดว่า ควรเราจะทำพระพุทธางกูรนี้ให้ปรากฏทั้งในโลกทั้งเทวโลก ในเวลาที่พระมหาสัตว์คลอดจากครรภ์มารดา จึงเสด็จมาด้วยอทิสมานกายไม่มีใครเห็นพระองค์ วางแท่งโอสถแท่งหนึ่งที่หัตถ์แห่งพระมหาสัตว์นั้น แล้วเสด็จกลับไปยังทิพยพิมานแห่งตน

พระมหาสัตว์รับแท่งโอสถนั้นกำไว้ ก็เมื่อพระมหาสัตว์คลอดจากครรภ์นั้น ความทุกข์มิได้มีแก่มารดาแม้สักหน่อยหนึ่ง คลอดง่ายคล้ายเทน้ำออกจากหม้อฉะนั้น นางสุมนาเทวีเห็นแท่งโอสถในมือของบุตรนั้น จึงถามว่า พ่อได้อะไรมา

บุตรนั้นตอบมารดาว่า โอสถจ๊ะแม่ แล้ววางทิพยโอสถในมือมารดา กล่าวว่า ข้าแต่แม่ แม่จงให้โอสถนี้แก่พวกคนที่เจ็บป่วยเถิด

นางสุมนาเทวีมีความร่าเริงยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงบอกแก่สิริวัฒกเศรษฐีผู้สามี ก็เศรษฐีนั้นป่วยเป็นโรคปวดศีรษะมา ๗ ปี ได้ยินดังนั้นก็มีความร่าเริงยินดี คิดว่ากุมารนี้เมื่อเกิดแต่ครรภ์มารดาก็ถือโอสถมา ทั้งพูดกับมารดาได้ในขณะที่เกิดนั่นเอง โอสถที่ผู้มีบุญเช่นนี้ให้คงจักมีอานุภาพมาก คิดฉะนี้แล้วจึงถือโอสถนั้นฝนที่หินบด แล้วเอาโอสถหน่อยหนึ่งทาที่หน้าผาก โรคปวดศีรษะที่เป็นมา ๗ ปีก็หายไป ดุจน้ำหายไปจากใบบัวฉะนั้น ท่านเศรษฐีนั้นมีความดีใจว่า โอสถมีอานุภาพมาก

เรื่องพระมหาสัตว์ถือโอสถมา ก็ปรากฏไปในที่ทั้งปวง บรรดาผู้เจ็บป่วยทั้งหลายนั้นต่างก็พากันมาที่บ้านท่านเศรษฐีเพื่อขอยา ฝ่ายท่านเศรษฐีก็ถือเอาโอสถหน่อยหนึ่งฝนที่หินบด ละลายน้ำให้แก่คนทั้งปวง เพียงเอาทิพยโอสถทาสรีระเท่านั้น ความเจ็บป่วยทั้งปวงก็สงบ มนุษย์ทั้งหลายได้ความสุขแล้วก็สรรเสริญว่าโอสถในเรือนท่านสิริวัฒกเศรษฐีมีอานุภาพมากแล้วกลับไป

ในวันตั้งชื่อพระมหาสัตว์ ท่านมหาเศรษฐีคิดว่า เราไม่ต้องการนำเอาชื่อบรรพบุรุษมาเป็นชื่อบุตรของเรา บุตรของเราจงชื่อโอสถ เพราะเมื่อเขาเกิดถือโอสถมาด้วย แต่นั้นมาจึงตั้งชื่อพระมหาสัตว์นั้นว่า มโหสถกุมาร เพราะอาศัยคำที่เกิดขึ้นว่า โอสถนี้มีคุณมาก โอสถนี้มีคุณมาก ด้วยประการฉะนี้

ลำดับนั้น ท่านเศรษฐีได้มีความคิดว่า บุตรของเรามีบุญมาก จักไม่เกิดคนเดียวเท่านั้น ทารกทั้งหลายที่เกิดพร้อมกับบุตรของเรานี้จะต้องมี จึงให้ตรวจตราดู ก็ได้ข่าวพบทารกเกิดวันเดียวกัน ๑ พันคน จึงให้เครื่องประดับแก่กุมารทั้งหมด และให้นางนม ๑ พันคน ให้ทำมงคลแก่ทารกเหล่านั้นพร้อมกับพระโพธิสัตว์ทีเดียว ด้วยคิดว่า ทารกเหล่านี้จักเป็นผู้ปฏิบัติบำรุงบุตรของเรา นางนมทั้งหลายตกแต่งทารกแล้วนำมาบำเรอพระมหาสัตว์



พระโพธิสัตว์เล่นอยู่ด้วยทารกเหล่านั้น จนเมื่อเจริญวัยมีอายุได้ ๗ ขวบ มีรูปงามราวกะรูปทองคำ เมื่อพระโพธิสัตว์เล่นอยู่กับทารกเหล่านั้นในสนามกลางหมู่บ้าน

วันหนึ่งเมื่อเขาเหล่านั้นกำลังเล่นกันอยู่ เมฆฝนก็ตั้งเค้าขึ้น พระมหาสัตว์ผู้มีกำลังดุจช้างสาร เห็นเมฆตั้งขึ้นก็วิ่งเข้าสู่ศาลาหลังหนึ่ง พวกทารกอื่นวิ่งตามไปทีหลังพระมหาสัตว์ ก็เหยียบเท้าของกันและกันพลาดล้มถึงเข่าแตกเป็นต้น พระโพธิสัตว์จึงคิดว่า ควรทำศาลาเป็นที่เล่นในสถานที่นี้ เราทั้งหลายจักไม่ลำบากอย่างนี้ จึงแจ้งแก่ทารกเหล่านั้นว่า พวกเราลำบากด้วยลม ฝน และแดด พวกเราจักสร้างศาลาหลังหนึ่งในที่นี้ ให้พอเป็นที่ยืนนั่ง และนอนได้ ท่านทั้งหลายจงนำกหาปณะมาคนละหนึ่งกหาปณะ ทารกเหล่านั้นก็กระทำตามนั้น

พระมหาสัตว์ให้เรียกนายช่างใหญ่มากล่าวว่า ข้าแต่พ่อท่านจงสร้างศาลาในที่นี้ แล้วได้ให้กหาปณะพันหนึ่งแก่เขา นายช่างใหญ่รับคำรับกหาปณะพันหนึ่งแล้ว ปราบพื้นที่ให้เสมอขุดหลักตอออกแล้วขึงเชือกกะที่ พระมหาสัตว์เห็นวิธีขึงเชือกของนายช่าง จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญท่านอย่าขึงเชือกอย่างนี้จงขึงให้ดี

นายช่างกล่าวว่า นาย ข้าพเจ้าขึงตามวิชาที่ข้าพเจ้าเรียนมา การขึงอย่างอื่นนอกจากนี้ข้าพเจ้าไม่รู้

พระมหาสัตว์กล่าวว่า แม้เพียงเท่านี้ก็ไม่รู้ ท่านจักรับทรัพย์ของพวกเราทำศาลาได้อย่างไร จงนำเชือกมาเราจักขึงให้ท่าน

แล้วจึงให้นำเชือกมาแล้วก็ขึงด้วยตนเอง เชือกที่พระมหาสัตว์ขึง ได้เป็นประหนึ่งพระวิสสุกรรมเทพบุตรขึง และแล้วพระมหาสัตว์ได้กล่าวกะนายช่างว่าท่านสามารถขึงเชือกได้อย่างนี้ไหม

ไม่สามารถ นาย

ถ้าเช่นนั้นท่านสามารถทำตามความเห็นของเราได้ไหม

สามารถ นาย

พระมหาสัตว์จัดแบ่งที่ศาลาให้เป็นส่วนๆ คือ ห้องสำหรับหญิงอนาถาคลอดบุตรห้องหนึ่ง ห้องสำหรับสมณพราหมณ์ผู้อาคันตุกะมาพักห้องหนึ่ง ห้องสำหรับคฤหัสถ์ผู้อาคันตุกะมาพักห้องหนึ่ง ห้องสำหรับเก็บสินค้าของพวกพ่อค้าผู้อาคันตุกะมาพักห้องหนึ่ง ทำห้องเหล่านั้นทั้งหมดให้มีประตูทางหน้ามุข ให้ทำสนามเล่น ที่วินิจฉัยแม้โรงธรรมอย่างนั้นๆ

เมื่อศาลาแล้วเสร็จก็ให้เรียกช่างเขียนมาเขียนรูปอันน่ารื่นรมย์ โดยตนเป็นผู้สั่งการเอง ศาลานั้นก็งดงามเปรียบด้วยเทวสภาชื่อสุธรรมา

แต่นั้น พระมหาสัตว์ดำริว่าเพียงเท่านี้ ศาลายังหางามไม่ ควรสร้างสระโบกขรณีด้วยถึงจะงาม จึงให้ขุดสระโบกขรณี ให้เรียกช่างอิฐมา ให้สร้างสระโบกขรณีให้มีคดลดเลี้ยวนับด้วยพัน ให้มีท่าลงนับด้วยร้อย โดยความคิดของตน สระโบกขรณีนั้นดาดาษด้วยปทุมชาติ ๕ ชนิด เป็นราวกะว่านันทนโบกขรณี

ให้สร้างสวนปลูกต้นไม้ต่างๆ ทั้งไม้ดอกและไม้ผลริมฝั่งสระนั้น ดุจอุทยานนันทนวัน และใช้ศาลานั้นแหละเริ่มตั้งทานวัตร เพื่อสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม และผู้เดินทางที่จรมาเป็นต้น การกระทำของพระมหาสัตว์นั้นได้ปรากฏไปในที่ทั้งปวง มนุษย์เป็นอันมากได้มาอาศัยศาลานั้น พระมหาสัตว์นั่งในศาลานั้น กล่าวสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ สิ่งที่ถูกและผิด แก่ผู้ที่มาแล้วๆ เริ่มตั้งการวินิจฉัย กาลนั้นได้เป็นเสมือนพุทธุปบาทกาล



ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราช เมื่อเวลาล่วงไปได้ ๗ ปี ทรงระลึกได้ว่า บัณฑิตทั้ง ๔ กล่าวแก่เราว่า บัณฑิตที่ ๕ จักเกิดขึ้นครอบงำพวกเขา บัณฑิตคนที่ ๕ นั้นบัดนี้อยู่ที่ไหน จึงโปรดให้อำมาตย์ ๔ คนไปสืบเสาะหาทางประตูทั้ง ๔ ด้านให้รู้สถานที่อยู่แห่งบัณฑิตนั้น

อำมาตย์ผู้ออกไปทางประตูอื่นๆ ไม่พบพระมหาสัตว์ อำมาตย์ผู้ออกไปทางประตูด้านปราจีนทิศ นั่งที่ศาลาคิดว่า ศาลาหลังนี้ต้องคนฉลาดทำเองหรือใช้ให้คนอื่นทำ จึงถามคนทั้งหลายว่า ศาลาหลังนี้ช่างไหนทำ คนทั้งหลายตอบว่า ศาลาหลังนี้นายช่างไม่ได้ทำเอง แต่ได้ทำตามวิจารณ์ของมโหสถบัณฑิตผู้เป็นบุตรของสิริวัฒกเศรษฐี ด้วยกำลังปัญญาแห่งตน

อำมาตย์ถามว่า ก็บัณฑิตอายุเท่าไร

คนทั้งหลายตอบว่า ๗ ปีบริบูรณ์

อำมาตย์นับปีตั้งแต่วันที่พระราชาทรงเห็นพระสุบิน ก็ทราบว่า บัณฑิตนั้นคือผู้นี้เอง สมกับพระราชาทรงเห็นพระสุบิน จึงส่งทูตไปทูลพระราชาว่าขอเดชะ บุตรของสิริวัฒกเศรษฐีในบ้านปาจีนยวมัชฌคาม ชื่อมโหสถบัณฑิตอายุได้ ๗ ปี ให้สร้างศาลา สระโบกขรณี และอุทยานอย่างนี้ๆ ข้าพระบาทจะพาบัณฑิตนี้มาเฝ้าหรือยัง

พระราชาทรงสดับประพฤติเหตุนั้น มีพระหฤทัยยินดี รับสั่งให้หาเสนกบัณฑิตมาตรัสเล่าเนื้อความนั้นแล้วดำรัสถามว่า เป็นอย่างไร ท่านอาจารย์เสนกะ เราจะนำบัณฑิตนั้นมาหรือยัง

เสนกบัณฑิตนั้นเป็นคนตระหนี่ จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิตด้วยเหตุเพียงให้สร้างศาลาเป็นต้น ใครๆ ก็ให้สร้างได้ ข้อนั้นยังเป็นการเล็กน้อย

พระราชาทรงสดับคำของเสนกบัณฑิตก็ทรงนิ่งอยู่ ทรงส่งทูตของอำมาตย์กลับไปพร้อมกับสั่งว่าอำมาตย์จงอยู่ในที่นั้นพิจารณาดูบัณฑิตไปก่อน อำมาตย์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้นก็ยับยั้งอยู่ที่นั้น พิจารณาดูบัณฑิตต่อไป

---------------------------------


หัวข้อเรื่อง"บุตร"


ยังมีสตรีคนหนึ่งพาบุตรไปสระโบกขรณีของมโหสถบัณฑิต เพื่อล้างหน้า เอาบุตรอาบน้ำแล้วให้นั่งบนผ้าสาฎกของตน ตนเองลงล้างหน้า ขณะนั้น มียักขินีตนหนึ่งเห็นทารกนั้นอยากจะกิน จึงแปลงเพศเป็นสตรีมาถามว่า แน่ะสหายทารกนี้งามหนอ เป็นบุตรของเธอหรือ

ครั้นสตรีมารดาทารกนั้นรับว่าเป็นบุตรของตน จึงกล่าวว่า ฉันจะให้ดื่มนม

เมื่อสตรีมารดาทารกอนุญาตแล้ว ก็อุ้มทารกนั้นให้เล่นหน่อยหนึ่งแล้วพาทารกนั้นหนีไป สตรีมารดาทารกเห็นดังนั้น จึงขึ้นจากน้ำวิ่งไปโดยเร็ว ยึดผ้าสาฎกไว้กล่าวว่า เอ็งจะพาบุตรข้าไปไหน

นางยักขินีกล่าวว่า เจ้าได้บุตรมาแต่ไหน นี้เป็นบุตรของข้าต่างหาก

หญิงทั้งสองทะเลาะกันเดินไปถึงประตูศาลา มโหสถบัณฑิตได้ฟังเสียงนางทั้งสองทะเลาะกัน ให้เรียกเข้ามาถามว่า เรื่องเป็นอย่างไรกัน นางทั้งสองก็แจ้งให้ทราบเรื่องนั้น มโหสถบัณฑิตฟังความนั้นแล้ว แม้รู้ว่า หญิงนี้เป็นยักขินีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนัยน์ตาไม่กระพริบ นัยน์ตาแดงและไม่มีเงา จึงกล่าวว่า เธอทั้งสองจักยอมรับคำวินิจฉัยของเราหรือไม่ เมื่อคนทั้งสองรับแล้ว จึงขีดรอยที่แผ่นดิน ให้ทารกนอนกลางรอยขีด ให้ยักขินีจับมือทารก ให้หญิงผู้เป็นมารดาจับเท้า แล้วกล่าวว่า แกทั้งสองคนจงฉุดคร่าเอาไป ทารกนั้นจักเป็นบุตรของผู้ที่สามารถดึงเอาทารกไปได้

นางทั้งสองก็คร่าทารกนั้น ทารกนั้นเมื่อถูกคร่าไปด้วยความเจ็บปวดก็ร้องไห้จ้า หญิงมารดาได้ฟังเสียงนั้น ก็เป็นเหมือนหัวใจจะแตก ปล่อยบุตรยืนร้องไห้อยู่

มโหสถบัณฑิตถามมหาชนว่า ใจของมารดาทารกอ่อน หรือว่าใจของหญิงไม่ใช่มารดาอ่อน

มหาชนตอบว่า ใจของมารดาอ่อน

มโหสถบัณฑิตจึงถามมหาชนว่า บัดนี้เป็นอย่างไร หญิงผู้คร่าทารกไปได้ เป็นมารดา หรือว่านางผู้สละทารกเสีย เป็นมารดา

มหาชนตอบว่า นางผู้สละทารก เป็นมารดา

มโหสถกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายรู้หรือว่านางนี้เป็นคนขโมยทารก

มหาชนตอบว่า ไม่ทราบ

มโหสถจึงกล่าวว่า นางนี้เป็นยักขินีคร่าเอาทารกไปเพื่อกิน

มหาชนถามว่า รู้ได้อย่างไร

มโหสถตอบว่า รู้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะยักขินีนัยน์ตาไม่กระพริบ นัยน์ตาแดง ไม่มีเงา และปราศจากความกรุณา ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ถามหญิงนั้นว่า แกเป็นใคร

ยักขินีตอบว่าข้าพเจ้าเป็นยักขินี

พระมหาสัตว์ซักต่อไปว่า เจ้าจะเอาทารกนี้ไปทำไม

ยักขินีตอบว่า เอาไปกิน

พระมหาสัตว์กล่าวว่า แน่ะนางอันธพาล แต่ก่อนเอ็งทำบาปจึงเกิดเป็นยักขินี แม้บัดนี้ก็ยังจะทำบาปอีก โอ เอ็งเป็นคนอันธพาล กล่าวดังนี้แล้ว ให้ยักขินีตั้งอยู่ในเบญจศีล แล้วปล่อยตัวไป ฝ่ายหญิงมารดาทารกกล่าวว่า จงมีอายุยืนนานเถิดนาย ชมมโหสถบัณฑิตแล้วพาบุตรหลีกไป



Thanks: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7959
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2010, 11:36:27 PM โดย กันย์ณภัทร »


:::::::: อิมเมจ: ศตายุ+รวิชา :::::::::

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 09:57:35 AM »
มาแล้วๆๆๆ มาอัพเพิ่มอีกนะคะ ช่องจ๊ะทิงจาก็มีนะ แต่ดูไม่ทันพึ่งติดต่อเคเบิ้ล จบไปซะและ
ก็ต้องอาศัยกระทู้นี้อย่างเดียว  :icon_sad:

ออฟไลน์ กาฬฯ

  • *
  • 6324
  • -4
  • เพศ: หญิง
  • ஐ~ เผ่าพันธุ์นาคีซ่อนพิษไว้เสมอ ~ஐ
Re: เล่าเรื่อง ~มโหสถชาดก~
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 10:00:11 AM »
สู้ๆ นะคะ  พี่กันย์
ภาพสวยจัง  เห็นแล้วอยากดูอีกอ่ะ  เพราะจำเนื้อเรื่องไม่ค่อยได้แล้ว
แต่ตอนแย่งบุตรกันนี่ กาฬเคยดูในทีวี
คนที่เล่นเป็นมโหสถตอนเด็กชื่ออะไรอ่ะ 
พิงกี้น่ารัก  ติ๊กก็เท่ห์จริงๆ ด้วยแหละ  อ๊ากกกกกกกกก
 :)
**จักรวาลนี้กว้างไกลแลไพศาลนัก เราเป็นเพียงละอองธุลีอันน้อยนิดล่องลอย ยากที่จะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งให้จบครบสิ้น
สิ่งที่เรามิเคยเห็น ใช่ว่าจะมิมี แลสิ่งที่มิเคยได้ประสบ ก็ใช่ว่าจะมิเคยเกิดขึ้น**