ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

กระทู้ชวนเสวนาเกี่ยวผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของ องค์เทพที่คุ้มครองเรา!!!

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ninda

  • *
  • 334
  • 0
กับเรื่องนีิมีประสบการณ์ตรงนิดหน่อย


ทุกวันนี้ตรงโต๊ะหมู่บูชาที่บ้านเรา
นอกจากพระพุทธรูปและองค์พระมหากษัตริย์ของไทยแล้ว
เรายังมีรูปปั้นที่เป็นตัวแทนของเทพด้วย
เพราะว่าที่บ้านแม่ของเราเองมีองค์มาลงบ่อยๆ ค่ะ

หลังจากที่รู้ว่ามีองค์
แม่ของเรากินเจทุกวันพฤหัสและวันพระ ทำมาแบบนี้หลายปีแล้วค่ะ
เวลามีองค์ลง แม่จะมีอาการปวดหัวมาก และรู้สึกหนักและชาที่ไหล่
เวลาองค์มา บางครั้งท่านก็มาเตือนเวลาจะมีเรื่องอะไร
เวลาท่านมาเราก็เรียกท่านว่า องค์ปู่องค์แม่ ค่ะ
ถ้าองค์ปู่มา แม่ของเรา เขาจะทำเสียงคล้ายๆ คนแก่ และก็จะชอบทำท่าเหมือนเคี้ยวหมาก
ที่บ้านจึงต้องมีกระโถนทั้งที่ความเป็นจริงตอนแรกไม่มีใครใช้กระโถนนะ
องค์ปู่จะพูดภาษาเราได้ค่ะ เราฟังรู้เรื่อง
แต่ถ้าเป็นองค์แม่บางองค์ท่านจะชอบฟ้อนรำ ร้องเพลง แม่เราก็ทำตามนั้น บางครั้งเราก็ฟังองค์แม่พูดรู้เรื่อง
แต่บางครั้งเราก็จะฟังบางองค์ไม่รู้เรื่องค่ะ
และในเรื่องของการรู้ตัว แม่เราบอกว่า บางทีก็รู้ตัวค่ะแต่ว่าควบคุมอะไรไม่ได้

แต่ด้วยความที่เราเป็นคนยุคใหม่
จะบอกว่าไม่เชื่อก็ไม่เชิง แต่จะให้เชื่อเลยเราก็ตะขิดตะขวงใจนะ
ทั้งๆ ที่เจอกับตัว เห็นกับตัวออกบ่อยๆ
แต่บางครั้งชอบคิดไปว่าแม่่แกล้งหรือเปล่าเนี่ย...55
แต่เราก็นั่งคิดแล้วแม่จะแกล้งเราทำไม
เพราะเราก็มีกันแค่ 4 คน พ่อ แม่ ลูก ลูก
และตอนที่องค์ปู่องค์แม่ท่านมา ท่านก็มาตอนที่พวกเราอยู่กัน 4 คน ไม่ได้มาให้ใครเห็น
ไม่ได้เปิดเป็นสำนักใบ้หวย หรือให้ใครมากราบไหว้ (เราอยู่กันแค่ 4 คนเท่านั้นค่ะ)
พ่อเราน่ะชอบขอหวยเวลาท่านมา 55 แต่ท่านไม่ค่อยให้หรอก
ท่านจะออกแนวสั่งสอนคนในบ้านมากกว่าค่ะ
แล้วอย่างเราเคยโดนท่านชี้หน้าว่าด้วย ไอ้นี่ไม่เชื่อ (ขนาดแม่เรายังไม่รู้เลยว่าเรา...เชื่อไม่เต็มร้อย 55+)
ตอนหลังๆ เวลาองค์ลงเราก็จะหนีไปอยู่อีกห้อง
ยอมรับว่ารู้สึกกลัวๆ แค่ได้ยินเสียงแม่พูดเป็นภาษาอะไรไม่รู้ก็รีบหนีแล้ว
ก็อย่างที่บอกเรามันคนดื้อจะบอกว่าไม่เชื่อก็ไม่เชิง แต่จะให้เชื่อไปเลยเราก็ยังตะขิดตะขวงใจ...
ทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไรให้น่าตะขิดตะขวงใจเลย

ก็งงกับตัวเองเหมือนกันค่ะ

ป.ล.เป็นเรื่องจริงของเราจริงๆ ค่ะ ไม่ได้แต่งเรื่องแต่อย่างไร พิมพ์ไปขนลุกไปเลย เหอๆ




ออฟไลน์ ninda

  • *
  • 334
  • 0
ป.ล.นินดาพิมพ์ก่อนย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวน่ะค่ะ
ยังอ่านไม่หมดไม่จบเลย หลายอย่างก็เป็นอาการเหมือนแม่เราเลย
จริงอย่างที่แนนพูด ต้องทำดี คิดดี องค์ท่านจะชอบว่าแม่ให้แม่เข้าหิ้งพระบ่อยๆ
ตีเจตนาได้ว่าท่านต้องการให้แม่นั่งสมาธิ หรือไม่ก็เข้าวัดทำบุญ
แต่บ้านเราไม่ค่อยได้เข้าวัดค่ะ คิดว่าไม่น่าจะได้ทำบุญ และแม่เราก็เหมือนคนทั่วไป
แต่ที่เราเห็นบ่อยๆ คือแม่เราชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากมีทั้งที่แม่รู้ตัวและแม่ไม่รู้ตัว
เราเลยคิดว่า แม่คงได้บุญมาจากทางนี้แน่ๆ
อีกอย่างการที่แม่เคร่งครัดกินเจทุกวันพฤหัสและวันพระก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งด้วย
แม่เราทำด้วยความตั้งใจจริง ไม่เหมือนคนสมัยนี้และหลายคน ที่กินเจเพราะเห็นว่ามันเป็นแฟชั่นหนึ่งในสังคม

พี่นับถือพระพิฆเนศนะ เวลามีปัญหาอะไรก็มักจะตั้งจิตอธิฐานถึงท่าน อย่างเมื่อวานนี้มีธุระต้องเข้ากรุงเทพฯ แต่ติดปัญหาอยู่ที่โรงพยาบาลสามพรานจนเกือบจะ 11 โมงแล้วก็ยังไปไหนไม่ได้ ก็เลยอธิฐานถึงท่านของให้ท่านช่วย หลังจากนั้นอุปสรรคก็หายไปถึงที่หมายเวลา 12.20 น.   :icon_idea:  อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่อยากแชร์ประสบการณ์นะ  :icon_smile:

ออฟไลน์ galdewis

  • *
  • 398
  • 0
  • เพศ: หญิง
    • galdewis' blog 4 ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล's lovers Limited
ยินดีต้อนรับอีก 2 ท่านที่เข้ามาคุยกันนะคะ

นึกว่าจะคุยกันอยู่แค่ 3 หัวใจแห่งบอร์ดบอย ซะแล้ว อร๊ายส์ เลียนแบบ 4 หัวใจแห่งขุนเขา 55

สังเกตมั้ยว่า เวลาที่เราคุยกันถึงเรื่องอย่างนี้ทีไร มันเหมือนจะมีทางเลือกอยู่แค่ 2 ทางเท่านั้น คือ

เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ (ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ เป็นทางเลือกที่ประนีประนอม)

ก็เพราะว่า ความรู้ ที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ มันยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ขอบคุณ น้องกาฬ ที่พยายามจะอธิบายเรื่องนี้ในเชิงวิชาการ  ^^

ในเรื่อง สาส์นลับที่สาบสูญ นางเอก(คงจะเรียกนางเอกได้นะ เป็นตัวเอกผู้หญิงคนเดียวของเรื่อง)
เพิ่งจะทำการทดลองพิสูจน์เรื่องวิญญาณในทางวิทยาศาสตร์ ได้สำเร็จ
ทั้งๆ ที่ความเชื่อ หรือไม่เชื่อ ในเรื่องวิญญาณ มันมีมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ มีมาพร้อมๆ กับมนุษย์เลย

แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ ให้เห็นจะจะ ได้ซักที

พี่ว่าสาเหตุที่ทำให้การที่จะศึกษาเรื่องลี้ลับแบบนี้ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
เป็นเพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ (กำปั้นทุบดินชัดๆ เลยชั้น)

ความยากของการศึกษาเรื่องลี้ลับพวกนี้ ทำให้พี่นึกถึงความยากของการศึกษาเรื่องสมุนไพรไทยขึ้นมาเลย

และน่าแปลก อย่างที่น้องกาฬบอก ว่าเรื่องลี้ลับพวกนี้ ความจริงเป็นเรื่องที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเรานี่
แต่เรากลับไม่มีความรู้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน พอที่จะอธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของมัน
ได้อย่างตกผลึกเลย

และเรื่องสมุนไพรไทยก็เหมือนกัน
เป็นเรื่องใกล้ตัวเราแท้ๆ แต่เรากลับไม่มีความรู้จริง เกี่ยวกับมันเลย

จากประสบการณ์ที่พยายามจะศึกษาเรื่องสมุนไพรไทย แบบงูๆ ปลาๆ มวยวัด
เลยพอจะนึกภาพออกว่า ทำไมความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทย ถึงไม่แพร่หลาย
และแทบจะหาคนที่จะรู้เรื่องสมุนไพรไทย อย่างถ่องแท้ แทบไม่ได้

แต่ความยากของเรื่องสมุนไพรไทย พี่ว่ายังเทียบไม่ได้กับความยากในการจะศึกษาเรื่องลี้ลับที่เรากำลังคุยกันอยู่นี่เลยด้วยซ้ำ
จึงไม่แปลก ที่เราจะรู้เรื่องนี้ยิ่งน้อยกว่าน้อย
ยังไม่ต้องพูดถึงจะหาคนรู้จริง และถึงจะเจอ แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าเขารู้จริง จริงๆ

 
maybe-the-beauty-or-the-beast head over heels in solitude

Whosoever is delighted with solitude is either a wild beast or a god. –Bacon

ออฟไลน์ ปากกาเวทมนตร์

  • รักการอ่าน รักเสียงเพลง
  • **
  • 1161
  • 0
  • เพศ: หญิง
    • เฟซบุ๊คของเราเอง
    • อีเมล์
โอ๊ะโอ ท่ากระทู้นี้จะได้ความรู้เรื่องลี้ลับแฮะ  น่าสนใจ
ฟ้าไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่



ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
      พี่ว่าอย่ามองให้เป็นลี้ลับดีกว่านะ จริงๆแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรามันก็ประด้วย
คลื่นต่างๆ ไม่ว่าจะแสง หรือ เสียง คลื่นไฟฟ้า ล้วนเป็นพลังงาน ทั้งนั้น
ลองมองให้เป็นวิทยาศาสตร์สิคะ พลังงาน ที่อยู่รอบตัวเราก็สามารถแยกเป็น
พลังงานที่หยาบ ละเอียดจริงๆ ผี ที่เรารู้ ก็คือ พลังงาน อย่างหนึ่งแหละ
มนุษย์เวลาที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ ก็เลือกที่จะปฏิเสธและเห็นเป็นเรื่องแหลวไหล
อย่างที่พี่ galdewis บอกว่า ที่เขาบอกว่าเข้ารู้ หรือ เขาเห็น
 อย่างเช่น เขารู้จริงหรือเปล่า ดังนั้นก็เข้าบท กาลามสูตรค่ะ


        เราต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง พิสูจน์ในที่นี้ไม่ใช้ให้ไปลองของอะไรนะ
 แต่พิสูจน์ด้วยกำหนดจิต อย่างปรับคลื่นของเราให้ละเอียดเท่าไร
เราอาจจะได้พบกับสิ่งที่คิดว่า อาจไม่มีอยู่จริงหรือเป็นเรื่องแหลวก็ได้ 
เอาเป็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนาพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ทุกข้อ
ชอบประโยคหนึ่งในเรื่องทิพย์ ที่บอกว่า วิทยาศาสตร์ ไม่ได้ค้นพบสิ่งใหม่
แต่วิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งที่มีอยู่แล้วต่างหาก


      อย่างเรื่อง ร่างทรง หรือ มีองค์เทพ
คุ้มครองก็เช่นกัน เทพที่อยู่ในรดับสูง ก็คือ
คลื่นพลังที่ละเอียดมาก ผู้ที่มีจิตหรือ
 สามารถปรับคลื่นให้ตรงกันก็จะสามารถเห็นด้วย
ที่เค้าเรียก ตาทิพย์  ที่เรียกว่าทิพย์คือ สมบูรณ์
เทพจะอยู่ในภาวะสมบูรณ์ พร้อม และอยู่ในความสำรวม
มนุษย์ยังยุดติดกับกายหยาบอยู่ จึงยากที่จะหาข้อพิสูจน์
ก็เหมือนกับตัวเราเสาโทรทัศน์อ่ะค่ะ
สิ่งนั้นจะปรากฏให้เราเห้นได้ จะต้องปรับคลื่นให้ตรงกับเค้า
 พระพุทํธเจ้าถึงได้ทรงสอนว่า
สังขาร ร่างกาย เป็น สิ่งสมมุติ เป็นอนัตตา
อย่ายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา เพราะจริงๆแล้ว
เราก็คือพลังงานอย่างหนึ่ง ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็น
สสาร ที่ประกอบด้วยธาติดินน้ำลมไฟนั่นแหละค่ะ
เมื่อถึงเวลา ที่ร่างกาย รหือ สังขาร ที่ ห่อหุ้มพลังงาน
นั้นหมดสภาพ มันก็จะกลับกลายเป็นพลังงานดังเดิม
และแปรเปลี่ยนเป็นสสาร วนเวียนไม่จบสิ้น
 เป็นวิทยาศาสตร์ไหมคะ ไอน์ สไตน์ ถึงได้บอกว่า
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาเดียวที่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง


     วันก่อนไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ตอนที่นั่งรอ
ก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ลูกเจ้าของร้านวางไว้ เกี่ยวกับ กฎแห่งกรรม
มีการพูดถึงยุคมิคสัญญีเค้าบอกว่าก่อนที่จะถึง ยุคศรีอาริยเมตไตรย์
(ตอนนี้เราอยู่ในยุค พระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 พระสมณโคดม)
ผู้คนจะมีจิตใจต่ำช้า พ่อเอาลูก พี่เอาน้อง วิปริตผิดเพี้ยน ผู้หญิงจะเป็นแม่คน
ก่อนวัยอันควรจะมีแต่การเอารัดเอาเปรียบ ยึดมั่นในวัตถุ สรรเสริญ
คนชั่ว ผู้คนไม่อยากทำความดีเพราะความดีทำแล้วเห็นผลช้า คนเลยไม่อยากจะทำความดี

      แล้วอ่านไปเรื่อยๆก็มีการเล่าเกี่ยวชาติภพของพระพุทธเจ้าที่เวียนว่ายในสังสารวัฏ
ว่า ตอนที่พระพุทธเจ้าตอนเสวยชาติ เป็น รุกขเทวดา ได้เห็นพราหมณ์
ผู้หนึ่งต้องการจะฆ่าแพะเพื่อบรวงสรวงเทพเจ้า แล้วพราหมณ์ผู้นั้นก็สั่งให้
คนใช้ของตนเอาแพะไปอาบน้ำ โปรยน้ำหอมให้พรั่งพร้อมก่อนที่ฆ่า
เมื่อคนใช้นำแพะไปชำระยังริมน้ำ แพะนั้นก็หัวเราะและร้องไห้ออกมา
คนใช้นนั้นก็แปลกใจว่าทำไมแพะจึงมีอาการเช่นนั้น แพะจึงบอกให้พา
ไปหาพราหมณ์ก่อนแล้วจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง  เมื่อพราหมณ์ได้ฟังเรื่องจากคนใช้จึงถามแพะว่า
เหตุใดเจ้าจึงหัวเราะและร้องไห้ แพะจึงบอกว่า ครั้งนึงเราเคยเป็น พราหมณ์แบบท่านนั่นแหละ
แต่เราได้ฆ่าตัดคอแพะตัวหนึ่งเพื่อบูชาเทพ พอเราตายไปเราก็ไปเกิดเป็นแพะ
ถูกตัดหัวมาแล้ว 499 ชาติ และชาตินี้เป็น ชาติที่ 500 ของเรา ที่เราหัวเราะเพราะว่าเราจะได้พ้น
ทุกข์นี้เสียที แต่ที่ร้องไห้ ก็เพราะท่านจะต้องกลายเป็นแบบเรา ดังนั้นพราหมณ์จึงพูดกับแพะว่า
จะไม่ยอมให้ใครมาตัดหัวแพะได้ แพะบอกว่า ยังไงเราก็ต้องตายด้วยโดนตัดหัว
หลักเลี่ยงไม่ได้หรอก แต่พราหมณ์ไม่ใช่ สั่งให้คนใช้คอยดูแลแพะตลอด มีอยู่วันหนึ่งเมื่อแพะไปกินหญ้า
เกิดแผ่นดินไหว หินที่ที่กระเทาะออก เป็นแผ่นแหลมคมก็ตัดเข้าที่คอแพะขาดสะบั้น
ทำให้พระพุทธเจ้าที่เป้น รุกขเทวาขณะนั้น ได้รับรู้ว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นบาป เพราะเป็นการพรากชีวิตผู้อื่น
กรรมที่ได้ก่อไม่มใครที่จะหลักเลี่ยงได้  แล้วอ่านต่อไปอีกเค้าเล่าโดยการผลักให้ตกเหว
และใช้หินทุบ ทำให้เมื่อชาติภพที่เสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้าถูก เทวทัต เอาหินโยนมาทับพระบาทจนห้อเลือด
และในอีกชาติหนึ่ง พระองค์เกิดเป็น พระราชาแล้วได้เข่นฆ่าคนโดยการลอบสังหาร ทำให้พระองค์ต้องตกอยู่ในนรกอเวจี
ชดใช้กรรม พอได้เสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้า ก็ ถูกเทวทัต สั่งคนลอบปลงประชมน์พระองค์อีก และในอีกชาติก็เคยเกิด
เป็นหมอ และได้ใส่ยาให้เศรษฐีผู้หนึ่งท้องร่วงจนถึงแก่ความตาย พอชาติภพสุดท้ายพระองค์ทรงท้องร่วงอยู่สามวัน
จริงๆมีเยอะกว่านี้นะคะ แต่เล่าคร่าวๆ ต้องการจะบอกว่า กรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีใครทั้งสิ้นทั้งปวงหลักเลี่ยงได้
แม้แต่พระสัมพุทธเจ้า ดังนั้นจะทำอะไรต้อง ตรตรองให้ดีว่าทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไหม เพราะผลกรรมจะตกแก่เรา
สังเกตไหมเวลาเราไปทำบุญ จึงต้องมีการกวดน้ำอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร เพราะเราไม่รู้ว่าชาติภพที่ผ่านมา
เราได้ทำกรรมหนักต่อใครไว้บ้าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2010, 12:04:57 AM โดย นานะจัง »

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
พระชาติของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ (500 ชาติ)
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2010, 11:31:04 PM »
ใครที่สนใจเกี่ยวกับชาติภพของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ เชิญอ่านได้ค่ะ  :icon_smile:

พระชาติของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ (500 ชาติ)

พระชาติของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ (500 ชาติ)

พระชาติต่างๆของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ



ก่อนจะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิ_าณ พระพุทธเจ้าท่องเที่ยวในภพภูมิต่างๆนับแสนโกฏิชาติ เป็นคนบ้าง เทพบ้าง สัตว์บ้าง เท่าที่พบในชาดกเรื่องต่างๆ ๕๔๗ เรื่อง ปรากฏว่า พระองค์ได้เสวยพระชาติต่างๆ ดังนี้


เป็นพรหม ๑ ครั้ง เป็นพระอินทร์ ๑๗ ครั้ง เป็นเทวดา ๔๔ ครั้ง คือ
รุกขเทวดา ๓๐ ครั้ง / เทวดาทั่วไป ๗ ครั้ง / เทพบุตร ๓ ครั้ง /
สมุทรเทวดา ๓ ครั้ง / อากาศเทวดา ๑ ครั้ง.




เป็นมนุษย์ชั้นสูง ๑๘๔ ครั้ง คือ
จักรพรรดิราชาและพระราชา ๔๔ ครั้ง / พระโอรสของพระราชา ๒๓ ครั้ง /
พราหมณ์ พราหมณ์มหาศาล ๓๘ ครั้ง / อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ๑๘ ครั้ง /
ปุโรหิต ๑๕ ครั้ง / อำมาตย์ มหาอำมาตย์ ๑๕ ครั้ง / บัณฑิต ๑๒ ครั้ง /
ราชเสวก ๑๐ ครั้ง / พระยา ๕ ครั้ง / ราชครู ๒ ครั้ง / พนักงาน ๑ ครั้ง /
เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ๑ ครั้ง.



เป็นมนุษย์ทั่วไป ๘๐ ครั้ง คือ
เศรษฐี บุตรเศรษฐี กฎุมพี ๓๐ครั้ง / พ่อค้า ๑๖ ครั้ง / กุมาร ๖ ครั้ง /
คนจนเข็_ใจ ๔ ครั้ง / ชาวนา ๓ ครั้ง / มาณพ ๓ ครั้ง / จัณฑาล ๓ ครั้ง /
โจรและนายโจร ๓ ครั้ง / คนสอนช้าง ๒ ครั้ง / หมองู ๑ ครั้ง / ช่างทอง ๑ ครั้ง /
ช่างหม้อ ๑ ครั้ง / ช่างตัดผม ๑ ครั้ง / นายขมังธนู ๑ ครั้ง / คนตีกลอง ๑ ครั้ง /
นักเลงสุรา ๑ ครั้ง / นักกระโดด ๑ ครั้ง / คนงาน ๑ ครั้ง / ประชาชนทั่วไป ๑ ครั้ง /
อาจารย์ดีดพิณ ๑ ครั้ง.




เป็นมนุษย์ออกบวช ๖๖ ครั้ง คือ
พระดาบส ๔๐ ครั้ง / ฤษี ๒๕ ครั้ง / ปริพาชก ๑ ครั้ง.


เป็น เดรัจฉาน ๑๑๔ ครั้ง
แยกเป็น สัตว์ป่า สัตว์บ้าน สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ คือ

ก. สัตว์ป่า
วานร วานรเผือก และพระยาวานร ๑๖ ครั้ง / ราชสีห์ พระยาราชสีห์ ๙ ครั้ง / เนื้อทรายทอง พระยาเนื้อ ๘ ครั้ง / ช้าง ช้างแก้ว พระยาช้าง และพระยาช้างเผือก ๗ ครั้ง / สุนัขจิ้งจอก ๒ ครั้ง / กวาง กวางทอง ๒ ครั้ง / พระยาหนู ๒ ครั้ง / กระบือ ๑ ครั้ง / กระต่าย ๑ ครั้ง / กบ ๑ ครั้ง.



ข. สัตว์บ้าน
ม้า พระยาม้า ๔ ครั้ง / โค โคอุสภะ ๔ ครั้ง / สุกร ๑ ครั้ง / สุนัขบ้าน ๑ ครั้ง.



ค. สัตว์ปีก
หงส์ พระยาหงส์ หงส์ทอง พระยาหงส์ทอง ๘ ครั้ง
พระยานก ๓ ครั้ง / นกกระจาบ ๓ ครั้ง / นกยูง นกยูงทอง ๓ ครั้ง / พระยากา ๒ ครั้ง / นกสุวโปดก ๒ ครั้ง (นกแก้ว หรือ นกแขกเต้า)/
พระยาครุฑ ๒ ครั้ง / พระยาไก่ พระยาไก่ป่า ๒ ครั้ง / นกดุเหว่า ๒ ครั้ง / นกหัวขวาน ๒ ครั้ง / นกกระทา ๒ ครั้ง /
นกจากพราก ๒ ครั้ง / พระยานกออก ๑ ครั้ง / นกกาน้ำ ๑ ครั้ง / นกขมิ้น ๑ ครั้ง / นกมูลโค ๑ ครั้ง.

ฆ. สัตว์เลื้อยคลาน
ตะกวด(เ *** ้ย) พระยาเ *** ้ย ๓ ครั้ง / พระยานาค ๓ ครั้ง.

ง. สัตว์น้ำ
ปลา พระยาปลา ๓ ครั้ง.


credit : http://board.palungjit.com/f8/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-500-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-20359.html

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
พี่นับถือพระพิฆเนศนะ เวลามีปัญหาอะไรก็มักจะตั้งจิตอธิฐานถึงท่าน อย่างเมื่อวานนี้มีธุระต้องเข้ากรุงเทพฯ แต่ติดปัญหาอยู่ที่โรงพยาบาลสามพรานจนเกือบจะ 11 โมงแล้วก็ยังไปไหนไม่ได้ ก็เลยอธิฐานถึงท่านของให้ท่านช่วย หลังจากนั้นอุปสรรคก็หายไปถึงที่หมายเวลา 12.20 น.   :icon_idea:  อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่อยากแชร์ประสบการณ์นะ  :icon_smile:

นานะจังก็นับถือพระพิฆเนศค่ะ เค้าบอกว่า ถ้าใครที่ตั้งจิตถึงท่าน ไม่ใช่แค่ศิลปะ งานแสดงนะคะ และทุกกิจการงานทุกๆอย่าง ก็จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามค่ะ
เมื่อเดือนก่อนานะจังยังฝันว่า มีใครไม่รู้เอาพระพิฆเนศองค์สีทอง ไม่ใหญ่มาคล้องที่คอเลยค่ะ ตอนนั้นเหมือนรู้สึกว่าได้ใส่จริงๆ พอตื่นมาอ้าวฝันหว่าเหอะๆ  :icon_surprised:

แต่ขอบอกว่า ใครที่มีแต่ความละโมบโลภมาก คิดอาฆาตพยายาทผู้อื่น มีจิตเป็นอกุศล องค์เทพ หรือ อง๕พระก็จะไม่มีวันคุ้มครองหรอกค่ะ
และขอบอกว่าอะไรที่เรามองไม่เห็น นั่นไม่ได้แปลว่าไม่มี ดังนั้นคิดจะทำอะไร พูดอะไร คิดให้ดีก่อน ไม่งั้นอาจจะโดนดีก็ได้นะ


ป.ล.นินดาพิมพ์ก่อนย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวน่ะค่ะ
ยังอ่านไม่หมดไม่จบเลย หลายอย่างก็เป็นอาการเหมือนแม่เราเลย
จริงอย่างที่แนนพูด ต้องทำดี คิดดี องค์ท่านจะชอบว่าแม่ให้แม่เข้าหิ้งพระบ่อยๆ
ตีเจตนาได้ว่าท่านต้องการให้แม่นั่งสมาธิ หรือไม่ก็เข้าวัดทำบุญ
แต่บ้านเราไม่ค่อยได้เข้าวัดค่ะ คิดว่าไม่น่าจะได้ทำบุญ และแม่เราก็เหมือนคนทั่วไป
แต่ที่เราเห็นบ่อยๆ คือแม่เราชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากมีทั้งที่แม่รู้ตัวและแม่ไม่รู้ตัว
เราเลยคิดว่า แม่คงได้บุญมาจากทางนี้แน่ๆ
อีกอย่างการที่แม่เคร่งครัดกินเจทุกวันพฤหัสและวันพระก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งด้วย
แม่เราทำด้วยความตั้งใจจริง ไม่เหมือนคนสมัยนี้และหลายคน ที่กินเจเพราะเห็นว่ามันเป็นแฟชั่นหนึ่งในสังคม


ตอนนี้เราก็ไปวัดทุกอาทิตย์นะ มีคนๆบอกว่าไว้ว่าเวลาเราไปวัด ทำบุญอ่ะ จะเส้นสีขาวๆ ลอยขึ้นไปข้างบนนั่นแหละเค้าเรียกว่าบุญ
แล้วเค้าก็บอกว่า มนุษย์ชอบทำบุญขอให้ชาติสุขสบาย แต่ไม่ขอเพื่อชาติปัจจุบันบุญก็เลยไปชาติหน้าหมด T_T
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนดู เซน สื่อรักสื่อวิญญาณ แต่ละครเรื่องเดียวที่ดูมั้ง ชอบมาก มีอยู่ตอนหนึ่ง ตอนที่ลูกพี่ลูกน้องของพระเอก
โดนตะปูเสกเข้าท้อง แล้วมีอาการเจ็บปวดทุรนทุราย จึงไปหาพระท่านให้ช่วยรดน้ำมนต์ให้ พระท่านก็บอกว่าเมื่อใดที่บุญเหลือน้อย
สิ่งชั่วร้าย กรรมเก่าก็จะตามราวี น้องพระเอกก็ถามว่าแล้วเราจะรู้ได้ไงว่าบุญเราหมดแล้วไม่มีตัวเช็ควัดอ่ะ
พระท่านก็บอกว่า ไม่มีใครรู้หรอกว่าบุญกรรมของเรามีอยู่เท่าไรเค้าจึงให้มั่นสร้างบุญ มีได้ก็หมดได้
ก็เหมือนกับการกินวิตามินนั่นแหละ และมีคนบอกว่า ผลบุญก็จะส่งผลก็ต่อ ผลกรรมเท่ากันกับผลบุญ แต่เราก็ไม่รู้อีกอยู่ดีใช่ไหมว่าเมื่อไรมันจะเท่ากัน
หลายคนที่พยายามทำความดีแต่ก็ยังได้รับความทุกข์อยากแสนเข็ญก็เกิดท้อไม่อยากทำดี แต่นักการเมืองที่โกงกินบ้านเมืองกลับได้เสวยสุข
แต่เค้าลืมนึกไปว่าชาติก่อน เค้าได้สร้างบุญไว้ไหม คนที่เค้าโกงกินบ้านเมือง ชาติก่อนเค้าอาจจะทำบุญไว้มาก พอชาตินี้ก็ได้ใช้บุญที่เค้าได้สร้าง
แต่ถ้าเค้ายังทำชั่ว ไม่เคยทำบุญกุศล บุญนั้นก็จะหมดไป มีได้ก็หมดได้ สุดท้ายแล้วเค้าก็ไม่พ้นต้องชดใช้กรรมอยู่ อยู่ที่ว่าอะไรจะส่งผลก่อนกันเท่านั้น

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: พระชาติของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ (500 ชาติ)
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2010, 09:54:06 AM »
ใครที่สนใจเกี่ยวกับชาติภพของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ เชิญอ่านได้ค่ะ  :icon_smile:

พระชาติของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ (500 ชาติ)

พระชาติของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ (500 ชาติ)

พระชาติต่างๆของพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ



ก่อนจะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิ_าณ พระพุทธเจ้าท่องเที่ยวในภพภูมิต่างๆนับแสนโกฏิชาติ เป็นคนบ้าง เทพบ้าง สัตว์บ้าง เท่าที่พบในชาดกเรื่องต่างๆ ๕๔๗ เรื่อง ปรากฏว่า พระองค์ได้เสวยพระชาติต่างๆ ดังนี้


เป็นพรหม ๑ ครั้ง เป็นพระอินทร์ ๑๗ ครั้ง เป็นเทวดา ๔๔ ครั้ง คือ
รุกขเทวดา ๓๐ ครั้ง / เทวดาทั่วไป ๗ ครั้ง / เทพบุตร ๓ ครั้ง /
สมุทรเทวดา ๓ ครั้ง / อากาศเทวดา ๑ ครั้ง.




เป็นมนุษย์ชั้นสูง ๑๘๔ ครั้ง คือ
จักรพรรดิราชาและพระราชา ๔๔ ครั้ง / พระโอรสของพระราชา ๒๓ ครั้ง /
พราหมณ์ พราหมณ์มหาศาล ๓๘ ครั้ง / อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ๑๘ ครั้ง /
ปุโรหิต ๑๕ ครั้ง / อำมาตย์ มหาอำมาตย์ ๑๕ ครั้ง / บัณฑิต ๑๒ ครั้ง /
ราชเสวก ๑๐ ครั้ง / พระยา ๕ ครั้ง / ราชครู ๒ ครั้ง / พนักงาน ๑ ครั้ง /
เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ๑ ครั้ง.



เป็นมนุษย์ทั่วไป ๘๐ ครั้ง คือ
เศรษฐี บุตรเศรษฐี กฎุมพี ๓๐ครั้ง / พ่อค้า ๑๖ ครั้ง / กุมาร ๖ ครั้ง /
คนจนเข็_ใจ ๔ ครั้ง / ชาวนา ๓ ครั้ง / มาณพ ๓ ครั้ง / จัณฑาล ๓ ครั้ง /
โจรและนายโจร ๓ ครั้ง / คนสอนช้าง ๒ ครั้ง / หมองู ๑ ครั้ง / ช่างทอง ๑ ครั้ง /
ช่างหม้อ ๑ ครั้ง / ช่างตัดผม ๑ ครั้ง / นายขมังธนู ๑ ครั้ง / คนตีกลอง ๑ ครั้ง /
นักเลงสุรา ๑ ครั้ง / นักกระโดด ๑ ครั้ง / คนงาน ๑ ครั้ง / ประชาชนทั่วไป ๑ ครั้ง /
อาจารย์ดีดพิณ ๑ ครั้ง.




เป็นมนุษย์ออกบวช ๖๖ ครั้ง คือ
พระดาบส ๔๐ ครั้ง / ฤษี ๒๕ ครั้ง / ปริพาชก ๑ ครั้ง.


เป็น เดรัจฉาน ๑๑๔ ครั้ง
แยกเป็น สัตว์ป่า สัตว์บ้าน สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ คือ

ก. สัตว์ป่า
วานร วานรเผือก และพระยาวานร ๑๖ ครั้ง / ราชสีห์ พระยาราชสีห์ ๙ ครั้ง / เนื้อทรายทอง พระยาเนื้อ ๘ ครั้ง / ช้าง ช้างแก้ว พระยาช้าง และพระยาช้างเผือก ๗ ครั้ง / สุนัขจิ้งจอก ๒ ครั้ง / กวาง กวางทอง ๒ ครั้ง / พระยาหนู ๒ ครั้ง / กระบือ ๑ ครั้ง / กระต่าย ๑ ครั้ง / กบ ๑ ครั้ง.



ข. สัตว์บ้าน
ม้า พระยาม้า ๔ ครั้ง / โค โคอุสภะ ๔ ครั้ง / สุกร ๑ ครั้ง / สุนัขบ้าน ๑ ครั้ง.



ค. สัตว์ปีก
หงส์ พระยาหงส์ หงส์ทอง พระยาหงส์ทอง ๘ ครั้ง
พระยานก ๓ ครั้ง / นกกระจาบ ๓ ครั้ง / นกยูง นกยูงทอง ๓ ครั้ง / พระยากา ๒ ครั้ง / นกสุวโปดก ๒ ครั้ง (นกแก้ว หรือ นกแขกเต้า)/
พระยาครุฑ ๒ ครั้ง / พระยาไก่ พระยาไก่ป่า ๒ ครั้ง / นกดุเหว่า ๒ ครั้ง / นกหัวขวาน ๒ ครั้ง / นกกระทา ๒ ครั้ง /
นกจากพราก ๒ ครั้ง / พระยานกออก ๑ ครั้ง / นกกาน้ำ ๑ ครั้ง / นกขมิ้น ๑ ครั้ง / นกมูลโค ๑ ครั้ง.

ฆ. สัตว์เลื้อยคลาน
ตะกวด(เ *** ้ย) พระยาเ *** ้ย ๓ ครั้ง / พระยานาค ๓ ครั้ง.

ง. สัตว์น้ำ
ปลา พระยาปลา ๓ ครั้ง.


credit : http://board.palungjit.com/f8/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-500-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-20359.html


น่าสนใจมากเลย  พี่เคยอ่านหนึ่งเรื่องสมัยพระองค์เกิดเป็นวานรเผือก  รู้เทวทัตก็เกิดเป็นวานรตัวสีดำด้วยตามมาเป็นศัตรูกันทุกชาติเลยจริงๆ 

เออเคยดูรายการทีวีช่องหนึ่ง เค้าเชื่อกันว่าว่าที่พระศาสดาพระองค์ต่อไป "พระศรีอริยเมตตรัย"  ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเริ่มสะสมบารมีเช่นพระพุทธเจ้า

แล้ว  ในเวลานี้  พุทธศักราชนี้  ๒๕๕๓  ถือกำเนิดอยู่ที่ประเทศแถบเนปาลหรือทิเบตเทือกนั้น  ตอนดูก็แอบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  แต่มันก็อาจจะเป็นไปได้

เพราะผู้ที่จะมีบุญญาธิการเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็ต้องสะสมบุญมาหลายแสนหรืออาจจะเป็นล้านโกฎิชาติ  แต่ที่แน่ๆเค้าดูสง่างามและชาวบ้านนับถือเค้ามากเลย

ออฟไลน์ กาฬฯ

  • *
  • 6324
  • -4
  • เพศ: หญิง
  • ஐ~ เผ่าพันธุ์นาคีซ่อนพิษไว้เสมอ ~ஐ
อ่านพระชาติของพระพุทธเจ้าแล้วนึกได้ว่า เรามีหนังสือนิทานชาดกเล่มหนึ่ง
เกี่ยวกับเมื่อพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นสัตว์หิมพานต์  ไว้ว่างๆ จะพิมพ์มาลงนะคะ
จำกันได้มั้ย  ตอนเรียน ป.3  มีชาดกเรื่องหนึ่ง  ที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น พญาช้างฉัททันต์ (ตอนนี้ยังมีให้เรียนอยู่รึเปล่าไม่รู้)
นับว่ากว่าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ผ่านพ้นมาทุกชาติภพทุกชนชั้น  นี่คือการเรียนรู้ความสุขและความทุกข์เพื่อก้าวเข้าสู่มรรคผลและนิพพาน


ขอทอล์กที่เคยสนทนากับพี่ galdewis นิดนึง  
เรื่องทำไมเรื่องลี้ลับถึงยังเป็นเรื่องลี้ลับที่ไม่มีใครรู้จริง
และวิทยาศาสตร์ไม่จริงจังเสียที
กาฬว่ามันเป็นข้อจำกัดของกฏเกณฑ์ธรรมชาติอย่างนึงค่ะ
ที่มนุษย์ยังไม่สามารถก้าวไปถึง  เพราะมนุษย์มีนิสัยสันดานของความทะเยนทะยานและลำพอง
การที่ได้เรียนรู้อะไรมาก  อาจจะเกิดความเย่อหยิ่งในตัวเองว่าเป็นผู้รู้มาก  มันเลยเกิดเป็นอวิชชาที่คอยขัดขวางการรู้จริง
เหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์  มักจะต้องการผลที่สรุปเป็นที่แน่นอนและจับต้องได้เป็นรูปธรรม  ค่อนข้างละเลยความละเอียดในนามธรรม
แต่เรื่องจิตและพลังงานมันไม่เป็นรูปร่างที่แน่นอน  ที่สำคัญจิตของแต่ละคนแตกต่างกัน  ดังนั้นจึงไม่สามารถหาข้อสรุปได้
อย่างที่เค้าว่า   ใครทำใครได้  นั่นแหละ (จำไม่ได้ว่าเอามาจากไหน  เพราะช่วงนี้อ่านหนังสือแนวนี้เยอะ)
ผู้ที่ทดลองและสำเร็จ ค้นพบ  ไม่สามารถบอกให้คนที่ไม่เคยทำ และไม่เคยค้นพบให้เข้าใจได้  หรือบอกไปก็ไม่เชื่อเพราะไม่ได้เจอกับตัวเอง
เมื่อไม่สามารถสรุปเป็นข้อวิทยาศาสตร์ได้ตามต้องการ  ก็เลยพาลให้กลายเป็นเรื่องเหลวไหล
เท่าที่กาฬอ่านงานประเภทนี้ช่วงหลังๆ   ทำให้รู้สึกว่า  นี่แหละคือพลังงานที่ทรงคุณค่ายิ่งกว่าถ่านหินดินน้ำมัน  
เพราะพลังงานอันเกิดจากจิตจะคงอยู่กับร่างกายมนุษย์และรอบตัวเราตลอดเวลา
แต่ยากเหลือเกินที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เห็นคุณค่า  เพราะปัจจุบันมีวัตถุอำนวยความสะดวกสบาย
ความสุขเฉพาะหน้าใครๆ ก็อยากได้ทั้งนั้น  ความสุขจากภายในก็เลยไม่ค่อยจะเกิด



มาต่อของพี่นานะ
เมื่อก่อนกาฬก็เคยสงสัยว่า ทำไมต้องสวดมนต์  ทำไมต้องไปวัดทุกวัน นับถือพระุพุทธศาสนา ทำความดีแค่นี้ไม่ได้เหรอ
ตอนนี้เข้าใจแล้ว  จากการเริ่มปฏิับัติว่า การสวดมนต์เข้าวัดมีผลต่อจิตใจโดยที่เราไม่ได้รู้ตัว  และเป็นการฝึกสมาธิที่สำคัญอย่า่งนึง
การเข้าวัด เมื่อเราเข้าใกล้แรงพลังงานอะไร  เราก็จะคล้อยตามอิทธิพลนั้น  จิตใจจะผ่องแพ้ว  แต่ถ้าหากห่างออกมา  ความหยาบในใจก็กลับมาด้วย
การทำบุญก็เหมือนกัน  เมื่อเราเข้าใจว่าการทำบุญคืออะไร  ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลชาติหน้าอย่างที่พี่นานะบอก  
เราก็จะได้รับความปิติสุขจากการทำบุญเพิ่มมากขึ้น  หรือเวลาสวดมนต์  ถ้าเรารู้ความหมายของบทสวด  เราก็จะรู้ว่าเอ่ยอะไรออกไปถึงใครบ้าง  
ช่วงนี้  เวลาที่สงสัยอะไร  แล้วหาใครตอบคำถามไม่ได้   มักจะเกิดคำตอบขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกันนั้นเสมอ
อย่างตอนที่ดูเซน ตอน คน/ธรรม/ของ  ที่พี่นานะพูดถึง   ก่อนหน้านี้  เหมือนว่าจะสงสัยกันเรื่องการทำบุญนี่แหละ
แล้วคำพูดที่พี่นานะอ้างถึง  ก็เป็นคำตอบให้ความกระจ่างทันที    บางทีกาฬสงสัยว่าทำไมคนบางคนนั่งสมาธิถึงเป็นบ้า
หลังจากนั้นไม่นาน  ไปเอาหนังสือเรื่องนึงมาอ่าน  ก็มีเอ่ยถึงสาเหตุว่า เพราะว่าคนที่ทำนั้นเกิดยึดติดในผลที่ได้โดยไม่ไตร่ตรอง
ใช้กสิณไปในทางที่ผิด  จึงได้เกิดโทษต่อธาตุในร่างกาย ฯลฯ   ....มีอีกหลายเรื่องเลย ที่สงสัยแล้วก็ได้คำตอบมาเรื่อยๆ
ที่สำคัญแรงพลังกุศลบุญที่ซึมซับในใจของเราจะสร้างความมั่นคงมาก  
ถ้าเปรียบบุญคือคำสรรเสริญ  กรรมคือคำสาปแช่ง
จิตใจของผู้ที่อาฆาตสาปแช่งผู้อื่น  ย่อมได้รับผลกรรมของคำสาปแช่งนั้นด้วยเช่นกัน  
เพิ่งอ่านเบื้องบรรพ์ที่เอ่ยถึงเรื่อง ท้าวผาแดงและนางไอ่คำ  ว่า เมื่ออดีตชาติก่อน  นางไอ่คำเคยสาบานอาฆาตผู้เป็นสามีว่าจะขอฆ่าเขาให้ตายด้วยน้ำมือตนเอง
และเมื่อมาเกิดใหม่เป็นนางไอ่คำ  และสามีนั้นไปเกิดเป็นภังคีโอรสพญานาค  นางไอ่คำได้ทำตามคำอาฆาตสาบาน แต่ผลกรรมที่ตามมาคือ พญานาคล่มเมืองของนาง
ผู้คนล้มตายทั้งเมือง และตัวเองก็ได้รับผลจากการฆ่าโอรสพญานาคนั้น
ในขณะที่บุญคือคำสรรเสริญ ถ้าหากเรายึดมั่นศรัทธาในความดีที่ทำอยู่  กรรมนั้นก็จะไล่ติดตามมาไม่ทัน  
(แต่ต้องเป็นกรรมที่ไม่หนักหนานะ เพราะกรรมบางกรรมยังไงก็ต้องชดใช้)
**จักรวาลนี้กว้างไกลแลไพศาลนัก เราเป็นเพียงละอองธุลีอันน้อยนิดล่องลอย ยากที่จะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งให้จบครบสิ้น
สิ่งที่เรามิเคยเห็น ใช่ว่าจะมิมี แลสิ่งที่มิเคยได้ประสบ ก็ใช่ว่าจะมิเคยเกิดขึ้น**

ออฟไลน์ ปากกาเวทมนตร์

  • รักการอ่าน รักเสียงเพลง
  • **
  • 1161
  • 0
  • เพศ: หญิง
    • เฟซบุ๊คของเราเอง
    • อีเมล์
"วันก่อนไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ตอนที่นั่งรอ
ก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ลูกเจ้าของร้านวางไว้ เกี่ยวกับ กฎแห่งกรรม
มีการพูดถึงยุคมิคสัญญีเค้าบอกว่าก่อนที่จะถึง ยุคศรีอาริยเมตไตรย์
(ตอนนี้เราอยู่ในยุค พระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 พระสมณโคดม)
ผู้คนจะมีจิตใจต่ำช้า พ่อเอาลูก พี่เอาน้อง วิปริตผิดเพี้ยน ผู้หญิงจะเป็นแม่คน
ก่อนวัยอันควรจะมีแต่การเอารัดเอาเปรียบ ยึดมั่นในวัตถุ สรรเสริญ
คนชั่ว ผู้คนไม่อยากทำความดีเพราะความดีทำแล้วเห็นผลช้า คนเลยไม่อยากจะทำความดี"


นี่มันยุคนี้เลยนี่คะพี่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2010, 07:08:33 PM โดย เพียงฟ้า »



ออฟไลน์ กันย์ณภัทร

  • *
  • 2248
  • -1
  • จงปลดโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ ด้วยคมดาบแห่งใจตน
แปะไว้ก่อนแล้วจะมาดิสใหม่ เพราะยังอ่านไม่จบ
แต่เท่าที่อ่านคร่าวๆเรื่องมีองค์เป็นเทพหรือสัมภเวสี อันแรกไม่เคยเป็นสักอย่าง(มั้งคิดว่านะ) แต่อันที่สองมีเยอะ เหอๆๆสงัยเจ้ากรรมนายเวรเยอะจัด-*-

แต่เราเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมนะ หลายๆคนคิดว่าอาการเจ็บป่วยที่พวกเราได้รับมานั้นมันเป็นเรื่องของธรรมดดาสังขาร แต่หารู้ไม่ว่าอาจจะเป็นเพราะกรรมตามทันเราก็เป็นได้
กรรมไม่จำเป็นต้องชดใช้ในอนาคตหรือในนรก แต่สามารถชดใชในชาตินี้ด้วย
อย่างตอนเด็กๆแม่เคยเล่าให้ฟังว่ากันย์กะน้องน่าจะซักสองสามขวบเคยพากันพยายามเอาลูกหมาไปอาบน้ำในโอ่งจนลูกหมาตาย(คามือ!?) แล้วต่อมาไม่นานกันย์ก็แบบเมื่อก่อนที่บ้านมีโอ่งใบใหญ่กว่ากันย์มากด้วยความเป็ฯเด็กก็เอามือกวักเล่นน้ำที่อยู่ก้นโอ่งจนถลันตกลงไปในโอ่งหัวทิ่มเกือบตาย(แม่บอก)ดีที่แม่มาเห็ฯก่อน แล้วอีกทีนึงตอนนี้โตละจำความได้ว่าอยู่ป.4 ไปเล่นน้ำตกกับญาติๆแล้วก็เกิดจมน้ำเกือบไม่รอดดีที่มีคนเห็ฯและช่วยได้ทันวินาทีจมน้ำนั้นยังจำได้ติดตา เลยคิดว่านี่อาจจะเป็นเพราะกรรมเวรที่เราไปฆ่าสนุขตอนเด็กๆแม้ไม่ได้ตั้งใจแต่ก็พรากชีวิตของพวกมันไป

แล้วอย่างกรณีของแม่กันย์เองแหละที่ชอบบ่นว่าปวดหัวบ่อยๆ กันย์มานึกนะว่าไมแม่ปวดหัวบ่อยจนเมื่อเห็นแม่ทุบหัวปลาทำกับข้าวนั่นแหละถึงคิดได้ว่าอาจจะเป็นเพระากรรมเวรที่ทำไว้กับปลาพวกนั้นก็ได้ ดังนั้นทุกครั้งที่เห็นแม่ฆ่าปลากันย์ก็จะแอบสวดแผ่เมตตาไปให้และขอให้เคราะห์กรรมมาตกอยุ่ที่เราแทนโทษฐานอกตัญญูช่วยแม่ฆ่าปลาไม่ได้TT แต่สวดทีต้องแอบๆเด๋วแม่บ่น เพราะแม่ชอบว่าปลาเป็ฯของเลี้ยงโลก แต่กระนั้นเมื่อเค้าสละ(?)ชีวิตมาเลี้ยงชีวิตเราแล้วเราก็ควรทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้เค้าบ้าง

อ๊ะ!พร่ามยาวอีกแล้ว แอบนอกเรื่องนิดหน่อย ตามประสา อิอิ ตอนนี้มึนยามาก ไปพักก่อนเด๋วต้องปั่นงานอีก แล้วไว้ว่างๆจะมานั่งตอบใหม่นะคะ^^


:::::::: อิมเมจ: ศตายุ+รวิชา :::::::::

ไม่ใช่ไม่มาร่วมเสวนาด้วยนะจ๊ะ สาวๆ แต่พอพิมพ์เสร็จทีไร มีเหตุให้ข้อความหายทุกที เลยไม่รู้จะพูดยังไงอ่ะ

จะลองพิมพ์อีกที เอาเท่าที่ทำได้นะ

จากประสบการณ์ของพี่ บรรดาอาการ ๙ ข้อของคนมีองค์นี่ พี่ไม่มีข้อ ๘ นะ ส่วนข้อ ๙ นี่ยังไม่กล้ารับว่ามีหรือเปล่่า ส่วนอาการที่เรียกว่าองค์ลง ของพี่ส่วนใหญ่จะเริ่มมาจากการปวดแบบร้าวที่กลางกระหม่อมเลย

พี่สังเกตอยู่อย่างนึงนะ ว่าตอนที่พี่เกิดอาการตอนที่บวงสรวงวันลอยกระทงนั่น อาจารย์พราหมณ์ของพี่ท่านไม่เรียกร่างหนุมานที่ซ้อนในตัวพี่ว่าองค์นะ แต่ท่านเรียกว่า ร่างทิพย์แทน เวลานั้นพี่ก็ไม่มีแรงถามด้วยว่า ท่านเห็นแบบไหน รู้เท่าที่ท่านเอ่ยปากออกมาเท่านั้นเองว่า เป็นลิงสีขาวเห็นชัดเจนเลย เท่านี้เอง

วันนั้น ลำพังแต่น้ำมนต์ที่ใช้ล้างหน้า บวกกับน้ำมนต์ที่อาจารย์ทำให้พี่ดื่ม มันก็ทำให้อาการปวดไปทั้งตัวหายไปได้ชั่วขณะ แต่มาหายขาดเอาจริงๆ ตอนที่พี่ใช้น้ำมะพร้าวมาล้างหน้า มะพร้าวก็ไม่ได้ไปเอามาจากไหนหรอก เอามาจากที่เอามาประกอบพิธีบวงสรวงนั่นแหละ ตอนที่เอามาล้างหน้า เพื่อนพี่ก็แนะว่า

"ตอนล้างน่ะ บอกฝากแม่พระคงคาไปด้วยนะ บอกท่านว่า หนูรู้แล้วว่าอาการมันเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อตอนนี้ตัวของหนูยังไม่ถึงเวลาที่จะรับเข้ามาได้เต็มที่ ก็ขอฝากแม่พระคงคาช่วยดีงเอาอาการพวกนี้กลับคืนไปก่อน"

พี่ก็จัดการตามนั้น เหลือน้ำมะพร้าวอีกครึ่งหนึ่ง พี่ก็ดื่มตามเลย ได้ผล หายชะงัดทีเดียว

ทีนี้อาการนั่นมาเป็นอีกทีตอนที่ครอบครู แต่ว่าพี่ก็ไม่แน่ใจว่าอาการแปลกๆ รอบสองมันจะเกี่ยวเนื่องมาจากตอนบูชาพระอัคนีเทพด้วยหรือเปล่า เพราะพิธีครอบครูช่วงเช้าของพี่ดำเนินไปแบบพราหมณื ที่จะเอาการบูรมาจุดไฟ แล้วเอาเขม่าไฟที่ได้มาเจิมหน้าผากให้ลูกศิษย์ คนอื่นเขาเจิมกันแค่รอบเดียว แต่ของพี่นี่ไม่รู้เป็นยังไง อาจารย์เขาแถมให้ตอนท้าย ด้วยการเอาเขม่ามาลูบหัวให้พี่ด้วย พี่เลยได้มากกว่าคนอื่นซะงั้น

ช่วงเช้าก็ไม่มีอะไร แต่มามีช่วงบ่ายแทน คือหลังจากที่สวดภชันบูชาแล้ว จะมีช่วงให้ลูกศิษย์คนหนึ่งออกมาเป่าขลุ่ยถวายพระนารายณื ส่วนคนอื่นๆ ให้ทำสมาธิ อีตรงนี้แหละที่มีเรื่อง ตอนทำสมาธิ อยู่ๆ พี่ก้เจ็บจี๊ดตรงกลางหน้าผาก เจ็บเหมือนว่ามันจะปริออกมาอ่ะ พอถอนสมาธิออก ก้หายไป

เอฟเฟ็คหลังจากการครอบครูก็คือ พี่เป็นไข้อยู่หลายวัน พอหายไข้คราวนี้ นอกจากเนื้อวัวที่พี่ทานไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนนี้เนื้อหมูพี่ก็ทานไม่ได้ด้วย มันรู้สึกว่าเหม็นคาวไปหมดเลย ตอนนี้เลยทานได้แค่สัตว์ปีกกับสัตว์น้ำ (แอบหวังว่า พี่คงจะไม่เป็นอย่างป้าอี๊ด ทมยันตี คือทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดไม่ได้ เร็วนักหรออกนะ  :icon_mad:)   
     อักษรแต่งสาร   จดจารลงไว้                          มอบหื้อน้องไท้   สรรคำเลือกเฟ้น
ความฮักหนักอก   หยิบยกหื้อเห็น                         แป๋งเป็นค่าวส้อย   ส่งเถิงนุชน้อง
หวังเจ้าหันใจ   หวังให้หันพ้อง                              ส่งค่าวไขบอกเค้า
     เอื้องผึ้งหอมหวาน   พี่ขานบอกเจ้า                   เอื้องผึ้งหวังพึ่งพา
เจ้ายอดมิ่งมิตร   ดวงจิตพี่ยา                               ตึงร่างกายา   ถอดวางหื้อเจ้า
เจ้าแก้วรอมแพง   เช้าแลงคอยเฝ้า                       ถนอมฮักอย่าฮู้ร้าง
     ขอเจ้าแพงนาย   อย่าคลายปล่อยคว้าง             หื้อพี่ว้างดายเดียว
อู้แท้จากใจ   บ่ใช่เพียงเกี้ยว                               กลับเวียงครานี้   จะเตรียมแต่งผ้า
คนใหญ่เจียรจา   มาขอน้องหล้า                          เป็นจอมนาฏนางใหญ่
     เขียนสารฝากแม่ไว้                                     แทนพี่แนบเคียงใกล้ 
นิ่มน้องรอมรอมแพง                                         พี่เฮย ”    

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
เหอะๆ แสดงว่าของเค้าแรงจริงๆ ปกติเวลานานะจังโพสนานะจังจะพิมพ์ไว้ที่ note pad ก่อนแล้วค่อย ก๊อบปี้ลงค่ะ
555 ประสบการณ์ของพี่อินเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ  นานะจังเคยเป็นเป็นที่แรงครั้งเดียวตอน สวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก 
แบบรู้สึกได้ว่ากระแสไฟฟ้า หลายล้านโวลต์  อันนั้นก็เวอร์ไป   :icon_confused:
คือประมาณเหมือนมีกระแสไฟฟ้า วิ่งอยู่ที่ตรงกลางหน้าอกอ่ะค่ะ
แล้วก็ทนไม่ไหว หายใจไม่ทัน แล้วทุกๆอย่างในชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป จนหมดสิ้น อืมด้วยประการละฉะนี้

แล้วก็นึกถึงกลอนของ คุณทมยันตี จากเรื่อง บาดาลขึ้นมาในบัดดล

อีกมาก       ไม่เคยรู้             ต้องเรียนรู้
อีกมาก       ไม่เคยดู             จะได้เห็น
อีกมาก       ไม่คิดฝัน            จะได้เป็น
อีกมาก       ยังซ่อนเร้น         ลับลี้ไกล


ว่าสิทำไมตอนอ่านถึงได้ประทับใจกลอนท่อนนี้นักหนา 555

จริงๆ อยากให้กระทู้นี้ หลายคนมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมด้วยนะคะ
น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากเลย ยิ่งอ่าน ประสบการณ์ของน้องกันย์ ยิ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า
ว่าไม่มีใครหลีกเลี่ยงกรรมพ้น ไม่ว่าเราจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ถ้าเจตนา
กรรมที่ได้รับก็จะหนัก ก็คล้ายกับกฎหมายบ้านเรา ถ้าใครที่ฆ่าคนโดยเจตนา โทษก็คือ
ประหารชีวิตอย่างเดียว กรรมจะหนักเบา นานะจังว่าเจตนา ที่ตัวสำคัญ หมือนกับแรงที่ส่งอ่ะ
แต่อยากจะบอก การอภัย  ไม่อาฆาตพยายาทต่อกันคือหนทางที่ดีสุด
ใครที่มีจิตใจ อาฆาต อิจฉาริษยา ผู้อื่น ตัวคนๆนั้นก็จะร้อนรน ไม่เป็นสุข
อโหสิได้ ก็อโหสิ กรรมตัดได้ที่ตัวเรา ใครไม่ตัดเรา เมื่อตัดได้ใจก็จะเป็นสุข
ปล. น้องกันย์ น่ารักๆมากๆเลย ที่อุทิศ บุญให้กับปลา อย่างน้อยก็ถือเป็นการทำกุศลอย่างหนึ่ง
แต่จะบอกว่า กองบุญ กองบาป คนละกองกันนะคะ ชดเชยกันไม่ได้ แต่ทำให้เบาบางลงได้
จงสำรวม จิต กาย วาจาใจ ทำได้ก็ดีกับตัวเรา

ออฟไลน์ กันย์ณภัทร

  • *
  • 2248
  • -1
  • จงปลดโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ ด้วยคมดาบแห่งใจตน
555+มันเป็นนิสัยไปแล้วค่ะ ไปตลาดหรือที่ไหนเวลาเห็นเค้าฆ่าสัตว์ก็จะแผ่เมตตาให้ตลอดน้องสาวเลยเป็นไปด้วย สองพี่น้องเห็นหมาแมวตายข้างถนนก็จะสวดบทแผ่เมตตาดะ!!-*-
กลางคืนไหว้พระเสร็จก็สวดให้กับชีวิตสัตว์ที่เราเอามาทำเป็นอาหาร อย่างน้อยก็เป็นการขอบคุณเค้าที่สละชีวิตมาเป็นอาหารเพื่อต่อชีวิตให้เราไรงี๊

ช่ายๆๆๆกันย์เป็ฯบางทีพิมพ์ไว้ตั้งเยอะพอจะโพสข้อความหายหมดเลยแบบไปกดปุ่มผิดลบข้อความทิ้งไรไม่รู้มือมันไปเองบ่อยๆ
หลังๆมาถ้าจะพิมพ์ไรยาวๆที่มีเหตุผลเยอะๆจะพิกะnotepadไว้ก่อนเหมือนกันค่ะ^^


:::::::: อิมเมจ: ศตายุ+รวิชา :::::::::