ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

ว่าด้วย พุทธ กับ พราหมณ์ :

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
ว่าด้วย พุทธ กับ พราหมณ์ :
« เมื่อ: เมษายน 10, 2011, 12:07:44 PM »


เป็นอีกกระทู้หนึ่งของห้องศาสนาที่น่าสนใจค่ะ

เครดิต : http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10399163/Y10399163.html

คนไทย นับถือ พุทธ หรือ พราห์ม    
 

พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้ อริยสัจจสี่
ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ ท่านคือ เจ้าชายสิทธัตถะ
ดังนั้น การรู้อริสัจจสี่ ทำให้ มนุษย์คนหนึ่ง เปลี่ยนสถานะเป็น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังนั้น ธรรมที่เป็นหลักสำคัญ ของ พุทธศาสนา คือ อริยสัจจสี่
ดังนั้น พุทธสาวกควร ศึกษา เน้นในอริยสัจจสี่ เป็นสำคัญ

แต่เท่าที่สังเกต ชาวพุทธในเมืองไทย ไม่เน้นการสอนในเรื่องนี้
ที่เห็นสอนกัน เป็นการชักชวนให้สร้างโบสถ์ วิหาร พระพุทธรูป
เป็นส่วนใหญ่ เป้าหมายเพื่อตายแล้วไปสวรรค์

อีกอย่างก็สอนให้ทำบุญ ด้วยเงินบริจาคต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญ
ทั้งที่การทำบุญมีอีกหลายทางที่ให้ผลมากกว่านี้ แต่ไม่นิยมทำกัน
หรือไม่นิยมสอนกัน

มีพิธีกรรม ทางพราหม และ ผี มากมายนิยมทำกันตั้งแต่ระดับบุคคลยันระดับชาติ ที่ไม่ใช่แนวทางของพุทธเลย

สรุป

ควรยอมรับกันเสียที ว่าชาวไทย นับถือ พราห์ม กับ ผี ไม่ใช่พุทธ
เพื่อที่จะได้ไม่เข้าใจผิดกันไปทั้งชาติ
และ ไม่ทำให้ศาสนาพุทธด่างพร้อย เพราะเรา

จากคุณ : Faraday   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 20:02:44 





++++++++


ความคิดเห็นที่ 1   

เท่าที่เห็นกันส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นแบบนั้นครับ คือไม่เข้าใจแก่นแท้ของศาสนากัน ทั้ง ๆ ที่บางคนก็เป็นคนดี เพียงแต่ได้รับความรู้สืบทอดกันมาแบบผิด ๆ

จากคุณ : P.Tsubasa   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 20:43:29   
 

  ความคิดเห็นที่ 2   

มหายานครับ

จากคุณ : อวิหา   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 20:45:22   
 


  ความคิดเห็นที่ 3   

ถ้าจะพูดแรงๆก็คืออยู่ที่การศึกษาครับ
ชาวบ้านมักกลัวในสิ่งเหนือธรรมชาติโดยไม่ศึกษา ให้ดีก่อน และมักต้องการอะไรง่ายๆเร็วๆแบบไม่เหนื่อย ดังนั้นปัญหา หวย กับ ค้ายา จึงไม่จบซักที  พระก็คือผลของสังคมนั้นเหมือนกัน  พระที่ไม่มีอิทธิ์ลิทธ ก็ไม่มีใครสน อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย คนมีการศึกษา ข้าราชการ หมอ นักการเมือง ก็ทำกัน  พระที่ไม่มีของวิเศษ ก็ไม่มีคนสนใจ
กลายเป็นว่าคนเข้าวัดเพราะต้องการให้พระช่วย แทนที่จะศึกษาธรรม แต่เข้าไปเพื่อขอตำแหน่ง ขอแฟน ขอหวย   

ทีนี้มาดูตามงานวัดบ้าง ตาม ตจว มีการขายของ มีดนตรี เปิดยันดึก ขายเหล้าก็มี  ขนาดงานบวชยังมีเลย 
สรุปว่าหาเงินเข้าวัดทุกหนทางเหมือนเป็นธุรกิจ และวัดจะเป็นที่ควรจะสงบได้อย่างไร
และรากเดิม พระก็มาจากคนไม่มีการศึกษาอยู่แล้ว ผลทีได้มันก็อย่างทีเห็นแหละ สังคมมันก็เป็นแบบนี้ พระดีก็มีเยอะ

ทุกอย่างมันเริ่มที่การศึกษาครับ ศาสนามันอยู่สูงไปกว่านี้ คนเราควรต้องมีฏารศึกษาก่อน จึงมีศีลธรรมตามมา เสร็จแล้วจึงจะไขว่จงดูหาความสุขที่แท้จริงคือ พระธรรม

จากคุณ : หมูเค็มแห้งกรอบ   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 20:45:54   
 
  ความคิดเห็นที่ 4   

คนที่รู้อริยสัจ แต่ไม่รู้ตัวเอง เป็นปัญหามากกว่ามาก
(มุมมองส่วนตัวครับ)

จากคุณ : koknam   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 20:51:19   



  ความคิดเห็นที่ 5   

รู้อริยสัจ นี่ ไม่ใช่รู้แบบจำรู้คิดแล้วจะเรียกว่า รู้แจ้งอริสัจนะครับ

ต้องรู้โดยการภาวนา เกิดปัญญาจากการภาวนาเท่านั้น

จากคุณ : สายลมเหงาแห่งขุนเขา     
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:04:25   
 

  ความคิดเห็นที่ 6   

บอกว่าตัวเป็นพุทธมามะกะ.....แต่ใจเป็นพราหมณ์  นิยม ไศวะ  นี่ค่อนประเทศไทยเลยนะ....ท่าน

ดูที่เข้ามาในห้องศาสนานี้ก็ได้....ไม่ต้องไกล

จากคุณ : Detente   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:11:59   
 

 

  ความคิดเห็นที่ 7   

ความคิดเห็นที่ 1   

เท่าที่เห็นกันส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นแบบนั้นครับ คือไม่เข้าใจแก่นแท้ของศาสนากัน ทั้ง ๆ ที่บางคนก็เป็นคนดี เพียงแต่ได้รับความรู้สืบทอดกันมาแบบผิด ๆ

------------------------------------------
ปัจจุบันก็ยังสืบทอดผิดแบบเดิมอยู่ อนาคตก็คาดเดาได้
ใครมีแนวทางแก้ไขช่วยเสนอทางออกให้แก่สังคมเราด้วยครับ

จากคุณ : Faraday   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:16:33   
 


  ความคิดเห็นที่ 8   

ความคิดเห็นที่ 5   

รู้อริยสัจ นี่ ไม่ใช่รู้แบบจำรู้คิดแล้วจะเรียกว่า รู้แจ้งอริสัจนะครับ

ต้องรู้โดยการภาวนา เกิดปัญญาจากการภาวนาเท่านั้น

จากคุณ : สายลมเหงาแห่งขุนเขา     
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:04:25   
------------------------------------------------
ท่านสายลมฯ ช่วยอธิบาย คำว่า ภาวนา ให้ระดับชาวบ้านเข้าใจด้วยเถิดครับ

จากคุณ : Faraday   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:20:17   
 


  ความคิดเห็นที่ 9   

คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธผสมพราหมณ์มานานแล้วเพราะมันผสมผสานกันมาแบบแยกไม่ออก คนที่นับถือพุทธแท้ๆมีน้อยมากๆ เพราะบางครั้งก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าสิ่งที่ตนปฏิบัติอยู่นั้นเป็นพุทธหรือเป็นพราหมณ์

จากคุณ : นิแรน   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:24:28   
 


  ความคิดเห็นที่ 10   

ความคิดเห็นที่ 4   

คนที่รู้อริยสัจ แต่ไม่รู้ตัวเอง เป็นปัญหามากกว่ามาก
(มุมมองส่วนตัวครับ)

จากคุณ : koknam   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 20:51:19   
ถูกใจ : topsan

-------------------------------------
คุณ : koknam    การรู้อริยสัจจสี่ คือการเรียนรู้ ตนเอง คือ กายและใจนี้ไม่ใช่หรือครับ
คือเรียนรู้ว่า กายใจนี้คือทุกข์ เมื่อเรายึดถือว่าเป็นของเรา ทุกข์จึงเกิด

จากคุณ : Faraday   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:26:12   
 

 
  ความคิดเห็นที่ 11   

ความคิดเห็นที่ 9   

คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธผสมพราหมณ์มานานแล้วเพราะมันผสมผสานกันมาแบบแยกไม่ออก คนที่นับถือพุทธแท้ๆมีน้อยมากๆ เพราะบางครั้งก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าสิ่งที่ตนปฏิบัติอยู่นั้นเป็นพุทธหรือเป็นพราหมณ์

จากคุณ : นิแรน   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:24:28   
 
------------------------------------------------
ถ้าอ้างว่าเป็นชาวพุทธ ก็ควรที่จะมีความรู้ ความเข้าใจ ในพุทธศาสนาบ้างเพื่อที่จะสามารถแยกแยะ พราห์มออกจากพุทธใด้ มิเช่นนั้นจะเรียกตัวเองว่าพุทธได้อย่างไร

จากคุณ : Faraday   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:31:09   
 

  ความคิดเห็นที่ 12   

เจอไปแล้ว 1 ดอกแต่ยังไม่รู้ตัว

จากคุณ : topsan   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:39:39   
 

  ความคิดเห็นที่ 13   

ถ้าอ้างว่าเป็นชาวพุทธ ก็ควรที่จะมีความรู้ ความเข้าใจ ในพุทธศาสนาบ้างเพื่อที่จะสามารถแยกแยะ พราห์มออกจากพุทธใด้ มิเช่นนั้นจะเรียกตัวเองว่าพุทธได้อย่างไร

จากคุณ : Faraday   

------------------------------------------------------------------------------

คุณแน่ใจแล้วหรือครับว่าสิ่งที่คุณรู้หรือปฏิบัติอยู่เป็นพุทธแท้ร้อยเปอร์เซนต์ หรือว่าคุณเป็นพุทธผสมพราหมณ์

มีเอกสารหรือหลักฐานไหมครับว่า การเป็นพุทธแท้ต้องปฏิบัติอย่างไร มีกรอบในการปฏิบัติไหมครับจะได้เทียบเคียงได้ถูกต้อง  ถ้ามีก็ดีครับ จะได้ช่วยกันเผยแพร่หรือโพสลงอินเตอร์เนท

จากคุณ : นิแรน   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:47:57 

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
Re: ว่าด้วย พุทธ กับ พราหมณ์ :
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 10, 2011, 12:18:50 PM »
ความคิดเห็นที่ 14   

ในพระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีคำสอนว่าให้แยกแยะ พราหมณ์ออกจากพุทธเลยครับ

ประเด็นของการปฏฺบัติทางศาสนาพุทธจึงไม่ใช่ มัวแต่ไปแยกแยะอะไรเป็นพราหมณ์เป็นพุทธโดยพิธีกรรม หรือโดยหลักโดยวิชาการ

ประเด็นของศาสนาพุทธคือ เน้นลงที่การภาวนาเป็นหลัก คือการมี "สติ" ในฐานทั้ง 4 คือกาย เวทนา จิต ธรรม ดังนั้น หลักของการภาวนา คือการ เจริญสติ นี่เป็นคำภาษาอย่างชาวบ้านที่สุดแล้ว

และทำได้ตลอดเวลา เช่น ณ ขณะที่ท่านคิดว่า พราหมณ์บดบังพุทธหมดแล้วเกิดความไม่พอใจ อยากจะให้หมดไปจากพุทธในเมืองไทย มีความขุ่นข้องอยู่ แต่ท่านเกิดสติรู้อารมณ์ที่ไม่พอใจ ณ ขณะนั้น ท่านรู้จักตัณหาแล้ว ถ้ามันดับลงได้ แปลว่า ท่านมีสติตัวจริงเกิดขึ้นได้แล้วใน ขณะนั้น นั่นล่ะ เป็นพุทธแท้ขึ้นมาทีหนึ่ง

ส่วนในชีวิตประจำวันทตลอดทั้งวันนี้ ท่านมีตัวสติตัวจริงเกิดขึ้นกี่มากน้อย นั่นล่ะบอกความเป็นพุทธแท้ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่หากว่า วันๆ หนึ่งท่านยังบ่มเพาะตัวกิเลสมากบ้างน้อยบ้างอยู่ เช่นยังคงมีปฏิฆะ(ความขุ่นข้อง) มีโมหะมูลจิตอยู่เป็นพื้นที่ทำให้ท่านหลงไปกับความคิดได้ทั้งวัน นั่นท่านก็ยังไม่ใช่พุทธแท้หรอก ท่านยังคงยึดถือสิ่งๆ หนึ่งที่ทำให้เกิดกิเลสอยู๋วันยังค่ำ มีตัวอัตตาอยู่นั่นเอง

เราไม่ได้แยกแยะความเป็นพุทธจากการคิดและอ่าน เราต้องแยกแยะจากการปฏิบัติต่อความจริงของ รูปนาม ในตัวเอง เท่านั้น ใครจะไหว้ อะไร ไม่ไหว้ อะไร จิตใครเป็นอย่างไร เราไม่รู้ได้อย่างแท้จริงหรอกท่าน

ความเป็นพุทธนั้น ต้องโอปนยิโก (คือน้อมเข้าหาตัว)

จากคุณ : สายลมเหงาแห่งขุนเขา     
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 21:55:06   


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 10, 2011, 12:22:22 PM โดย นานะจัง »

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
Re: ว่าด้วย พุทธ กับ พราหมณ์ :
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 10, 2011, 12:23:11 PM »




ความคิดเห็นที่ 15   

อย่าไปแบกไว้เลย เรื่องของคนอื่น ดูจิตดูใจเราดีกว่า อิ อิ (เราทำได้แค่ไหน เอาแค่นั้น)

จากคุณ : ปัญญาประดิษฐ์   
เขียนเมื่อ : 30 มี.ค. 54 22:04:41   
 


  ความคิดเห็นที่ 16   

คนไทยต้องนับถือศาสนาพุทธอย่างเดียวหรือครับ แล้วใครเขาจะนับถืออะไร จะไปยุ่งอะไรกับเขา รัฐธรรมนูญให้อิสระแก่ทุกคนในการนับถือศาสนานะครับ ไม่มีศาสนาใดดีกว่าหรือเหนือกว่าใครหรอกครับ

ปล.จะว่าไปแล้วการนับถือผี (ผีบ้านผีเรือน ผีบรรพบุรุษฯลฯ) เป็นรากเหง้าของคนไทยนะครับ ศาสนาพุทธเป็นของนำเข้ามาจากอินเดียมิใช่หรือ

จากคุณ : ตะพุ่นหญ้าช้าง   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 00:20:52   


  ความคิดเห็นที่ 17   

โดยส่วนตัวว่ายากค่ะกับการแยกพราหมณ์ออกจากพุทธ รวมถึงการนับถือผีด้วยนะ...พรามหณ์มีบทบาทในสังคมไทยควบคู่มากับพุทธตั้งแต่โบราณนะคะ ขนาดในราชพิธีต่างๆก็มีพิธีพราหมณ์ปน แล้วระดับชาวบ้านจะเหลือหรอคะ???

จริงๆจะมีพิธีพรามหณ์ปะปนในวิธีชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็ไม่แปลกค่ะ ถ้ายังมีคนเข้าใจพุทธอย่างถ่องแท้ และพร้อมจะชี้แนะให้กับคนที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจอย่างถูกต้องค่ะ

จากคุณ : SadDog   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 00:55:11   
 



  ความคิดเห็นที่ 18   

ผมว่าศาสนาพราหมณ์มันก็เท่ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องใช้ปัญญาระดับรู้แจ้งก็สามารถยึดเหนี่ยวให้สังคมเป็นสุขได้

จากคุณ : Windows X   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 01:27:14   
 


  ความคิดเห็นที่ 19   

พูดกันบ่อยครับ เรื่องพุทธกับพราหมณ์ ผมก็ไม่ทราบว่า คนพูดนะแยกออกจริงหรือเปล่า ว่าอะไรพุทธ อะไรพราหมณ์ เอาแค่เรื่องพระพรหม คุณว่า มันเรื่องพุทธ หรือ พราหมณ์ละ เพราะพระพรหมแบบพราหมณ์ก็มี แบบพุทธก็มี แล้วอย่างที่เขาชวนสร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างพระพุทธรูป ผมไม่ทราบว่า เป็นพราหมณ์ตรงไหน จะพูดแต่เรื่องมรรค ผล นิพพานอย่างเดียว มันก็ไม่ถูก ขนาดสมัยพุทธกาลที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ลองพิจารณาเอาซิว่า จำนวนคนที่นับถือพระพุทธเจ้ามีแค่ไหน และจำนวนผู้ที่บรรลุมรรค ผล นิพพานนะ มีขนาดไหน คนเราสติปัญญามันต่างกัน สร้างเหตุปัจจัยมาไม่เหมือนกัน คำสอนของพระพุทธองค์ถึงมีทุกระดับทั้งระดับโลกียยะ จนถึงโลกุตตระ จะมาหวังให้ทุกคนมาคิด มาสนใจแต่อริยสัจ 4 ได้ยังไง อย่าไปห่วงมากเลยครับว่า ใครจะทำให้ศาสนาพุทธด่างพร้อย เพราะบางทีอาจจะเป็นเราด้วยคนหนึ่งเหมือนกัน

และถ้าอยากจะบอกว่า อะไรเป็นพุทธ เป็นพราหมณ์ ก็ว่า กันเป็นเรื่อง ๆ เอาเหตุ เอาผลว่ามา ว่าทำไมถึงคิดว่าเป็นพุทธ ทำไมถึงเป็นพราหมณ์ จะไปเหมารวมหมดไม่ได้

จากคุณ : หนุมานผ่านภพ   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 05:20:40   


  ความคิดเห็นที่ 20   

แต่เท่าที่สังเกต ชาวพุทธในเมืองไทย ไม่เน้นการสอนในเรื่องนี้
ที่เห็นสอนกัน เป็นการชักชวนให้สร้างโบสถ์ วิหาร พระพุทธรูป
เป็นส่วนใหญ่ เป้าหมายเพื่อตายแล้วไปสวรรค์

- อันนี้ไม่แปลกนะครับ เพราะว่าในเมื่อยังไม่ถึงนิพพาน สุขคติก็เป็นที่ที่ควรไป
การสอนให้ทำทานนั้นเป็นเรื่องธรรมดา อย่าลืมว่าทานเป็น ๑ ในบารมี ๑๐
เป็นตัวตัดโลภะ เป็นไปเพื่อสาธารณะประโยชน์
นี่แหละพุทธแท้ๆ แต่การสอนนั้น ท่านสอนได้หลายเรื่อง
ตัดโลภะนั้นง่ายที่สุด
แต่ถ้าบอกว่าการสอนให้บริจาคทานเป็นสิ่งที่ผิด นั่นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้วละครับ

อีกอย่างก็สอนให้ทำบุญ ด้วยเงินบริจาคต่าง ๆ จะทำให้ได้บุญ
ทั้งที่การทำบุญมีอีกหลายทางที่ให้ผลมากกว่านี้ แต่ไม่นิยมทำกัน
หรือไม่นิยมสอนกัน

- เขาก็สอนกันเยอะแยะ แต่เรื่องนี้ง่ายสุด เขาก็สอนเรื่องนี้ด้วย

มีพิธีกรรม ทางพราหม และ ผี มากมายนิยมทำกันตั้งแต่ระดับบุคคลยันระดับชาติ ที่ไม่ใช่แนวทางของพุทธเลย
- พิธีกรรมบางอย่างเป็นพิธีกรรมที่สืบสานมานานแล้ว เราก็รักษามันไว้
ส่วนเรื่องผี ผีนี่หมายถึงตั้งแต่สัมภเวสีไปจนถึงพรหมนะครับ

ผมว่าเรื่องนี้ต้องคุยกันเป็นเรื่องๆไป และส่วนใหญ่ที่ผมเห็นยังไม่ได้ผิดอะไรมาก
อย่าลืมว่าระดับความเข้าถึงของแต่ละคนไม่เท่ากัน
ก็ต้องให้การศึกษากัน ความรู้ความเข้าใจ
ถ้าคุณหวังดีกับคนทั้งหลาย ก็พยายามไปสอนไปบอกให้เขาได้รับทราบกัน


ผมว่าเราอย่าคิดว่าเป็นชาวพุทธแล้วต้องมานั่งภาวนากันอย่างเดียว
อันนี้ผมว่าขาดเมตตากันนะ บุญก็มี ๑๐ ประการ เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา
การที่เขาทำเพื่อหวังรวย ผมว่าอย่างน้อยเขาก็ยังรู้นะว่าทำดีได้ดี ผลของกรรมนั้นมีจริง
ทีนี้ถ้ามันมีใครไปคลิกเขานิดเดียว ผมว่าถึงพระนิพพานได้ไม่ยาก ศรัทธาเพียบแล้วนี่
ตรงไหนเขาดีอยู่ เราอย่าไปขวาง แต่สนับสนุนตรงนั้นนั่นแหละเข้าพระนิพพาน
การให้ทานนั้นตัดความโลภ เมื่อตัดมากๆเข้า มันจะละได้ เมื่อละได้ก็ไม่มาเกิดแล้ว

จากคุณ : sirnitfi   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 07:17:09 


ความคิดเห็นที่ 21   

เอ..ผมดูแล้วก็ตรงกับที่พระองค์ทรงสอนนะครับ ท่านทรงสอนให้ให้ทาน อันมีทานที่เป็นอามิสอันสูงสุดก็คือ สังฆทาน และวิหารทาน เพราะฉนั้นให้สร้างโบสถ์ก็เป็นวิหารทาน ซึ่งเป็นทานสูงสุดฝ่ายอามิส หมายถึงทานที่ประกอบด้วยวัตถุ ท่านก็สอนตรงกันนี่ครับ พระพุทธองค์ท่านสอนให้นับถือเทวดา เพราะท่านเป็นเทวดาได้ก็เพราะความดี ท่านก็ให้ทรง เทวตานุสติกรรมฐาน  ก็ตรงอีกนี่ครับ ไม่ตรงตรงไหน
เราก็นับถือผีดีทั้งหมดแหละครับ ไม่ว่าผีเทวดา ผีพรหม หรือผีพระนิพพาน ก็ตรงกับที่ท่านสอนนี่ครับ เรานับถือผีพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ก็เพราะระลึกถึงคุณท่าน ซึ่งเป็นความกตัญญู ท่านสอนว่าผู้มีความกตัญญูเป็นผู้หาได้ยาก ก็ตรงอีกนี่ครับ ไม่ตรงที่ตรงไหน...
เราจะมุ่งแต่ภาวนาตัดกิเลส ทำได้ยากครับ จะตัดต้นไม้ใหญ่ เราก็เลาะกิ่งเล็กกิ่งน้อยก่อนดีกว่านะครับ ไปตัดทั้งต้นมันใช้กำลังมากเราตัดไม่ไหวหรอก เดี๋ยวต้นไม่ก็ล้มมาทับตัวเองเปล่าๆ ...
อีกอย่างนึงถ้าพลาดพลั้งเราต้องมาเกิดอีกก็จะได้มีกำลังของทานมาสนับสนุนให้เราไม่ลำบาก เกิดมาเป็นนายพล ไม่มีเงิน ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีบ้านจะอยู่ ไม่ดีหรอกครับ ให้มีให้ครบถ้วนดีกว่านะครับ ทำทั้งหมดแหละครับ ทาน ศิล ภาวนา

จากคุณ : lookmooh   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 10:18:16   



ความคิดเห็นที่ 22   

คนก็ยังเข้าวัดกันอยู่ ถ้ามีเวลาได้สนทนากับพระดี ปัญหาไม่เกินแก้

จากคุณ : เจ้่าชายกบ   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 11:19:34   
 


  ความคิดเห็นที่ 23   

ผมนับถือทุกศาสนา เพราะจับแต่คำสอนที่ดีๆของแต่ละศาสนามาใช้ ผมไม่เคยมองว่าศาสนาไหนดีกว่า หรือศาสนาไหนไม่ดี ผมไม่เคยมองว่าศาสนาทำให้คนมัวหมองและงมงาย แต่ผมมองว่าคนต่างหากที่ใช้ศาสนาทำให้คนมัวหมองและงมงาย คนใช้ศาสนาเพื่อแสวงหาอำนาจ คนใช้ศาสนาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง คนใช้ศาสนาเพื่อความร่ำรวย แต่โดยแกนแท้ที่แท้จริงแล้ว ศาสนาเป็นสิ่งที่ยึดเหนียวจิตใจให้เราทำความดี หากจะเรียกว่าผมเป็นพุทธก็ได้ หรือจะบอกว่าผมไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้จริงก็ได้ หรือจะเรียกว่าผมเป็นพราห์มก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว มันก็แค่คำเรียกหาที่มนุษย์ ประดิษฐ์ประดอยขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะนำมายึดติด คนดีไม่ว่าอยู่ศาสนาใดย่อมเป็นคนดี เพราะความดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาสนาที่เราอยู่ แต่ความดีขึ้นอยู่กับการกระทำที่เราทำ อย่าแบ่งแยกเลยครับว่าศาสนาใดควรทำแบบใด เพราะรังแต่จะทำให้ลุ่มหลงมัวเมายึดติดไปกับรูปแบบเสียเปล่าๆ ทางที่เดินอยู่หากมีแอ่งน้ำขวางเอาไว้ ข้ามได้ก็ควรข้าม อย่าเสียเวลาวิดน้ำออกจากแอ่งเลยครับ

จากคุณ : ไม้มลาย   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 13:05:19   
 



  ความคิดเห็นที่ 24   

ไม่อยากให้พราหมณ์ ปนเข้ามากับพุทธ

ผมขอถามว่าง่ายๆ พุทธแท้ คืออะไร และใคร กันบ้างที่นับถือพุทธแท้

ผมว่าถ้าจะมีพุทธแท้ที่ไม่มีความเชื่อใดๆ เจือปน ผมว่าคงมีแต่พระอรหันต์ กับองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

ผมว่าบางทีเราได้ อิทธิพล ของศาสนาอื่นมากเกินไป ที่ต้องการแสวงหาความบริสุทธิ์ของศาสนา ซึ่งมันคงล่ะหลักปฏิบัติ

อีกทั้งผมเองก็เคยได้ยิน อดีตอมยิ้มท่านหนึ่งในห้องศาสนา ก็เคยบอกว่า การเป็นฮินดูพราหมณ์ ก็ใช่ว่าจะง่ายแค่นับถือ แต่ต้องผ่านพิธีกรรมมากมาย

ดังนั้น สำหรับผม การเป็นชาวพุทธก็เพียงแค่ถือพระรัตนไตรเป็นสิ่งสูงสุดเท่านั้นก็พอที่จะประกาศว่า ตนเองเป็นพุทธ

แต่จะนับถือสิ่งใดรองลงมาจากพุทธ มันก็ควรเป็นสิทธิ์ ส่วนบุคคล เพราะพระพุทธองค์เองก็ไม่เคยทรงห้าม หรือบังคับให้ใคร นับถือ หรือไม่นับถือสิ่งใดครับ

จากคุณ : Angleevil     
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 18:28:13   
 

 

  ความคิดเห็นที่ 25   

คนไทยชอบอวดว่าของฉันแท้  แต่ละคนว่าแท้ซึ่งมันไม่เหมือนกัน

จะเอาอะไรมาวัด ต้องไปถามพระพุทธเจ้าโน่น

ฉนั้น ที่เป็นอยู่ ขึ้นอยู่กับ ปัญญาแต่ละคน ซึ่งไม่เท่ากัน

วาสนาบารมีไม่เท่ากัน มิฉนั้น เป็นพระอรหันต์กันไปหมดแล้ว

จากคุณ : ไม่คิดมาก   
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 19:44:02   

 
 

  ความคิดเห็นที่ 26   

ไม่ต้องไปสนใจมาก.................

ไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สูงสุด
ถ้าจะนับถืออย่างอื่นบ้างก็ตามสบายเถิด

ไม่เห็นจะต้องคิดให้มันเมื่อยสมอง คลายๆตัวกันลงบ้าง

รับเข้าตัวเอาเเต่สิ่งที่ดี
ที่ไม่ดีไม่ต้องรับมา คิดมาก ไปไย

...............................................................................

จากคุณ : บุษกรจันทร์     
เขียนเมื่อ : 31 มี.ค. 54 23:43:49   



  ความคิดเห็นที่ 27   

คนแต่ละคนยังต้องการไม่เหมือนกัน  เราก็ต้องเข้าใจคนอื่นเขาด้วย
 
  บางคนเขากินไม่อิ่มหรือไม่มีจะกิน  ก็ต้องหาเหตุที่ทำให้เป็นยังงั้นก่อน
  จะบอกให้เขาไปนิพพานเลย  แล้วเขาจะทำได้ไหมล่ะครับ
  เหมือนตอนนี้ให้ทุกคนหันมาบวช ไม่ต้องสะสมทรัพย์ จะทำกันได้ไหมน่อ


  แต่ก็เห็นด้วย ที่จะลดความงมงายและการกระทำบางอย่างที่ไร้ประโยชนออกไป
 
 งั้นมาลองเสนอวิธีกันหน่อย
  ภูมิใจนำเหนอ   อย่างแรก การสำรวจตัวเองว่ามีการกระทำใดบ้างที่..

   สรุปผล
   อู้ เพียบที่ทำไร้สาระ ที่ผมทำไร้ประโยชน์ ฉนั้นผมมีข้อเสนอใหม่

    ตัวใครตัวมัน โลด


จากคุณ : กัป'   
เขียนเมื่อ : 1 เม.ย. 54 08:58:50   
 


  ความคิดเห็นที่ 28   

คนอื่นจะเป็นยังไงไม่ทราบ  แต่ตัวผมเองเป็นพุทธ 100 % เพราะ
1. ผมนับถือพระรัตนตรัยและมั่นคงในพระรัตนตรัย
2 ผมปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
3.ผมไม่เคารพรูปเคารอื่นใด ( โดยเฉพาะแถวๆแยกราชประสงค์และแถวๆถนนสีลม ) นอกจากสิ่งที่เนื่องด้วยพระพทธศาสนา
4. ผมไม่อ้อนวอนขอเทพเจ้าให้ชีวิตมีความสุข  หรือความสำเร็จและไม่เคยคิดทำ
5. ผมสวดมนต์ไหว้พระเกือบทุกวัน ( ถ้าไม่ติดงานจริงๆ ) และไม่เคยขอให้พระช่วยเพราะธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
6. ผมละอายและเกรงกลัวต่อการทำบาป
7. และอีกมากมาย

จากคุณ : จักรธรรม   
เขียนเมื่อ : 2 เม.ย. 54 00:41:10   
 


  ความคิดเห็นที่ 29   

มาอีกหละพวกคลั่งพุทธ

จากคุณ : เดือนเดือด   
เขียนเมื่อ : 3 เม.ย. 54 23:28:03