ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

นักรบเกราะกายสิทธิ์ (เกราะกายสิทธิ์ภาค 2/ ภาคต่อเกราะกายสิทธิ์)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

HpJ

หวัดดีค่ะทุกๆคน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กันย์แต่งขึ้นนานแล้ว(หลังจากเกราะกายสิทธิ์จบได้ไม่นาน) เพราะคิดถึงเรื่องเกราะกายสิทธิ์และนักแสดงทุกคนนั่นเอง และเรื่องนี้มันเป็นฟิคชั่นที่แต่งขึ้นมาจากจินตนาการกันย์เองโดยอาศัยเค้าโครงเดิมจากเรื่องเกราะกายสิทธิ์ค่ะ หลายๆคนคงได้อ่านผ่านตามาบ้างแล้ว ทั้งในบอร์ดดีด้า และเวปเด็กดี แต่ก็อาจจะมีอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้อ่านในที่นี้ แล้วด้วยการแนะนำของพี่นานะว่าควรเอามาโพสในนี้ด้วย กันย์ก็เลยขออนุญาตโพสเลยละกันนะคะ :)

ปล.การโพสในนี้อาจจะยังโพสไม่หมดเพราะกันย์แต่ไว้ยาวมั่กมากเรยตั้งแต่แต่งฟิคมาเลยต้องทะยอยโพสนะคะ ถ้าใครอ่านเร็วและสนใจอ่านต่อก็เข้าไปหาอ่านได้ พร้อมทั้งเรื่องอื่นๆอีกในเวปลิ้งค์นี้เลยค่ะ
http://my.dek-d.com/writer/story/view.php?id=259848

ส่วนเรื่องคีตะจันทราที่พี่นานะได้แนะนำให้โพสที่นี่เหมือนกัน แต่เอาไว้กันย์แต่งนักรบเกราะฯจบแล้วจะมาโพสนะคะเพราะตอนนี้เรื่องจอดดับสนิท เข้าอู่ซ่อมอยู่อ่ะคร่า(55+) :)

พูดมากอีกแล้วเรา ไปเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ

ภาคต่อเกราะกายสิทธิ์ "นักรบเกราะกายสิทธิ์"

หลังจากที่เกราะกายสิทธิ์ได้ถูกเก็บไว้ในถ้ำของอเวจีหรือสุดหล่อแล้วต่อมาอีกหลายร้อยปีเกราะกายสิทธิ์ก็กลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมาจากลูกสู่หลานกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราของผู้เฒ่าเล่าสู่เด็กๆ ........... แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุอาเพศขึ้นเมื่อ "กาฬอสูร" ราชาอสูรผู้โหดร้ายแห่งดินแดนอาทิตย์อัสดง ได้ครอบครองเกราะกายสิทธิ์ เขา...ไม่ได้ครอบครองมันเพื่อสวมใส่ให้มีอิทธิฤทธิ์...แต่เขาจะทำลายมันหรือพูดให้ถูกก็คือหลอมรวมเกราะกายสิทธิ์กับอัคนีเพลิงซึ่งเป็นหินธาตุชนิดหนึ่ง เพื่อทำเป็นยาให้ชีวิตเป็นอมตะและมีฤทธิฤาเหนือใคร โดยเขาต้องนำสองสิ่งนี้ไปหลอมกับธารไฟกัลป์ที่เขาใช้เวลาชั่วชีวิตของเขาสร้างขึ้นมาจากไฟนรกขุมสุดท้ายเป็นสายธารไฟที่ร้อนแรงดั่งเพลิงบนดวงอาทิตย์............แต่เขาต้องรอเวลาให้สายธารไฟของงเขาพร้อมสมบูรณ์กว่านี้ก่อนและรอเวลา วันที่ดาวมฤตยูโครจรมาพบกับดาวราหูทำให้เกิดพลังมืดมากที่สุด มีแต่เหล่านักรบเกราะกายสิทธิ์เท่านั้นที่จะปกป้องเกราะกายสิทธิ์เอาไว้เพื่อช่วยโลกให้พ้นความหายนะ    และภาระกิจนี้ยังหมายถึงชีวิตของพวกเขาอีกด้วย!

การกลับชาติมาเกิด
1. สุริยะ เป็น ไอสุริยัน(แสง+ความร้อนของดวงอาทิตย์) โอรสองค์โตของเมืองรัตนบุรี
2. จันทราภา เป็น จันทรากานต์(งามดังพระจันทร์)   ธิดาองค์เล็กแห่งนครบุรีปรายฟ้า(ขอใช้สีนี้นะคะเพราะสีเหลืองมองมะเห็นเรยยอ่ะค่ะ)
3. อังคาส เป็น   อัศวกาจ(นักรบผู้เก่งกาจกล้าหาญ)เจ้าชายแห่งหิมวัตนคร(นครที่มีแต่ฤดูหนาว)
4. พุทธรัตน์  เป็น พัทธ์ธีรา(นักปราชญ์ผู้มั่นคง) ธิดาคนรองแห่งเมืองพาราณสี
5. ภูมินทร์  เป็น    ภูวไนย(พระเจ้าแผ่นดิน) โอรสองค์โตแห่งเวียงวนาลัย(กลายเป็นเมืองมั่งคั่งไปแล้ว)
6. ประกายพรึก    เป็น ประภาพินท์ (ประสบแสงสว่าง) ธิดาองค์เล็กแห่งเมืองพาราณสี
7. ศนิวาร เป็น   ศิรชัช(นักรบผู้ยอดเยี่ยม)   โอรสองค์โตแห่งเมืองพาราณสี

1.1 อัญญาณี เป็น อมราวดี (ชื่อเมืองพระอินทร์)   ธิดาแห่งขุนเขา คีรีขันธ์นคร
1.2 ไอศูรย์ เป็น   ไอศวรรย์(ความเป็นเจ้าเป็นใหญ่)   โอรสผู้น้องไอสุริยันแห่งเมืองรัตนบุรี
1.3 บัวแย้ม เป็น นลินทิพย์(ดอกบัวทิพย์)   ธิดากินรีแห่งสกุณนครในป่าหิมพานต์
1.4 อาธาร  เป็น   อชิตพล (พลังที่ไม่มีใครเอาชนะได้) โอรสองค์โตแห่งนครบุรีปรายฟ้า
1.5 อัมพิกา เป็น อวัศยา (หมอก) ธิดาองค์เล็กแห่งหิมวัตนคร
1.6 เภตรา  เป็น   ภาคิน (ผู้มีโชคมีศิริมงคล) โอรสองค์เล็กแห่งเวียงวนาลัย
1.7 มนตรา เป็น   มุกตราภา (แสงแห่งไข่มุก) ธิดาพญานาคแห่งเมืองใต้บาดาล
อเวจีหรือสุดหล่อ เป็น โลกันตร์(ชื่อนรกขุมสุดท้าย)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2009, 08:24:27 AM โดย นานะจัง »

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2008, 11:15:46 PM »
ตอนที่1 "ความฝัน"

                ในความมืดมิดที่แสนเงียบสงัดคืนหนึ่ง..เขากำลังมุ่งไปที่ไหนสักแห่ง...เขาไม่รู้...รู้แต่เพียงกำลังเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆในโลกที่มีแต่ความมืดมิด..เขาผ่านต้นไม้ ผ่านหิน จนถึงถ้ำแห่งหนึ่ง กระนั้นก็ยังคงมีแต่ความมืดมัว..........ในความมืดมัวนั้นเขาก็เห็น...คน..ไม่ใช่สิ คนที่หัวเป็นสิงห์กำลังถูกทำร้าย ทรมาน มันร้องขอชีวิต..แต่ก็ถูกคลื่นพลังบางอย่างซัดจนหมดสติไป..หรือตายไป เขาไม่อาจรู้ได้ ลึกไปภายในถ้ำ ปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าเป็นประกายสีรุ้งส่องสว่างมาจากวัตถุชิ้นหนึ่ง...ทันใดนั้นเองยังไม่ทันเห็นว่าเป็นวัตถุอะไร ก็เกิดแสงสว่างบาดตาแล้วกลับมืดมิด!?!?!

"อ๊ากกกกกกกกกกก!!!"

ไอสุริยันร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

"พระโอรสทรงเป็นอะไรไปเพคะ"แม่นมและนางกำนัลต่างรีบกรูกันเข้ามาภายในห้องบรรทมของพระโอรสไอสุริยัน โอรสองค์โตแห่งเมืองรัตนบุรี ภายในห้องเกิดความโกลาหลยกใหญ่แต่แล้วไอสุริยันก็ตัดปัญหาออกไปได้

"เราไม่เป็นไรแล้ว แค่ฝันร้ายน่ะ พวกเจ้าออกไปให้หมด"เขาสั่ง


รุ่งขึ้น....

"ได้ข่าวว่าเมื่อคืนเจ้าพี่ฝันร้าย"ไอศวรรย์ โอรสองค์เล็กแห่งรัตนบุรีเดินเข้ามาหาไอสุริยันที่อุทยาน

"ไอศวรรย์"ไอสุริยันหันไปมองต้นเสียง

"ดูเจ้าพี่เป็นกังวล...เกี่ยวกับเรื่องในฝันหรือพระเจ้าค่ะ"

ไอสุริยันพยักหน้ารับ

"มันเหมือนจริงมาก..และพี่เหมือนถูกควักดวงใจออกไปอย่างนั้นแหละ...พี่ตื่นมาพร้อมกับเจอรอยปานแดงอันนี้" ไอสุริยันยื่นมือไปให้ไอศวรรย์ดู

"ดูเหมือนรูปท่อนตัวของคน"ไอศวรรย์ตั้งข้อสังเกต

"ไอศวรรย์ เจ้าเป็นพหูสูต และอ่านตำราโบราณมากมาย เจ้าเคยได้ยินตำนานเรื่องเกราะกายสิทธิ์บ้างมั้ย"ไอสุริยันถาม

"เกราะกายสิทธิ์ในตำนานนั่นน่ะหรอ??..อืม....มันเป็นเกราะที่ทรงพลานุภาพ ผู้ใดได้ครอบครองจะมีฤทธิ์ธานุภาพมหาศาล ยากที่จะมีอาวุธใดต่อกรได้"ไอศวรรย์พูดพลางครุ่นคิด

"เจ้าพี่ฝันถึงมันหรือ?"ไอศวรรย์ถามต่อ

"พี่ก็ไม่แน่ใจ..."ไอสุริยันพูด

"มันแปลกมาก ที่เจ้าพี่ฝันถึงมัน..พอตื่นมาก็มีปานแดงรูปประหลาดๆนี้อีก..."

ไอศวรรย์พูดและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"มีผู้เฒ่าท่านหนึ่งรอบรู้ทุกอย่าง อาศัยอยู่ในป่าบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ที่ถ้ำน้ำตกเจ็ดสี"ไอศวรรย์บอก

"ไกลหรือไม่"ไอสุริยันถาม

"ถ้าเหาะไปก็หนึ่งวันถึง"ไอศวรรย์บอก

"ดี ถ้าเดินทางไปตอนนี้ ก็คงไปถึงพรุ่งนี้เช้า"ไอสุริยันคำนวณ

"เราน่าจะบอกเสด็จพ่อเสด็จแม่ก่อน..."ไอศวรรย์พูด

"เรา?หรือ...ไม่ไอศวรรย์ เจ้าควรอยู่ดูแลเสด็จพ่อเสด็จแม่นะ"ไอสุริยันพูด

"แล้วเจ้าพี่ไปถูกหรือ?..อีกอย่างบ้านเมืองเราตอนนี้ก็สงบสุขดี แล้วข้าก็อยากไปกราบท่านผู้เฒ่าด้วย"ไอศวรรย์แย้ง

"อืม..งั้นเราก็ไปทูลเสด็จพ่อเสด็จแม่กัน"ไอสุริยันพูด

ทั้งสองพากันไปสู่ตำหนักกลาง

.........................................................


เมืองพาราณสี

"แปลกจริงๆ ที่เราสามคนฝันเหมือนกันหมด แถมตื่นมาก็มีปานรูปแปลกๆแบบเดียวกันแต่คนละสี"ศิรชัชพูดกับน้องสาวทั้งสองของเขา พัทธ์ธีรา และ ประภาพินท์

"ไม่ใช่แค่พวกเจ้าหรอกที่เป็น เราก็เป็นด้วยเหมือนกัน"ภูวไนยเดินมารวมกลุ่มกับทั้งสามตามติดมาด้วย ภาคินผู้เป็นน้อง ประภาพินท์มองอย่างโกรธๆ

“แอบฟังคนอื่นคุยกัน เสียมารยาท”ประภาพินท์ตำหนิ

“พอดีเราเดินผ่านมาได้ยินเข้าพอดีน่ะ”ภาคินแก้ตัว

“นี่เจ้า..”ประภาพินท์ทำท่าจะหาเรื่องแต่พัทธ์ธีราดึงแขนไว้

“เราต้องขอโทษพวกท่านด้วย เราผ่านมาได้ยินเรื่องความฝัน ข้าไม่ปฏิเสธว่าข้าเองก็สนใจจึงหยุดฟังการสนทนาของพวกท่าน”ภูวไนยกล่าวด้วยท่าทีสุภาพ

“เหตุใดท่านจึงสนใจเรื่องความฝันของพวกเรานัก”พัทธ์ธีราถาม

“ก็เพราะเราก็ฝันเช่นเดียวกับพวกท่านน่ะสิ”ภูวไนยตอบ

“พวกท่านก็ฝันหรือ”ศิรชัชถาม

“หามิได้ ข้าหาได้ฝันไม่ มีเพียงเจ้าพี่ภูวไนยเท่านั้น”ภาคินตอบ

“หึ แล้วทำเป็นเสนอหน้า”ประภาพินท์พูดเหน็บแนมชายตามองที่ภาคิน ซึ่งชายหนุ่มยิ้มตอบ เธอถลึงตาไม่พอใจแล้วหันไปมองทางอื่น

“ใครจะไปรู้ อาจจะโกหกก็ได้”ประภาพินท์พูด

ภูวไนยยิ้มแล้วพูดต่อ

“พวกท่านตื่นมาก็มีรอยปานรูปเกราะอยู่เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”ภูวไนยถามพลางยื่นฝ่ามือขวาไปให้ดู
ศิรชัช พัทธ์ธีรา ปภาพินท์ มีสีหน้าตกตะลึง ทั้งสามสบตากันแล้วจึงหันมาสบตาภูวไนย

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นเกราะ”พัทธ์ธีราถาม

“พวกท่านเคยได้ยินตำนานเกราะกายสิทธิ์หรือไม่”ภูวไนยถาม
ศิรชัช และปภาพินท์ส่ายหน้า

“เราเคยได้ยินแต่ชื่อ ว่ามันเป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพใครได้ครอบครองจะมีฤทธิ์เดชมากมาย..แต่นั่นมันก็แค่นิทานปรัมปราเท่านั้น”พัทธ์ธีราพูด

ภูวไนยยิ้ม
“แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นเพียงตำนานล่ะ...ถ้าเกราะกายสิทธิ์มีจริง..”ภูวไนยพูดพลางมองหยั่งเชิงไปทีละคน

“เป็นไปไม่ได้หรอก”ศิรชัชพูด

“ใช่ ถ้ามีป่านนี้คนก็แย่งกันตายพอดี”ประภาพินท์พูด

“ตำนาน ถ้าไม่มีมูลความจริงแล้ว...จะมีคนเล่าสืบต่อกันมาหรือ”ภาคินพูดและหยุดเว้นวรรคดูอากัปกิริยาของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งแคว้นพาราณสี

“พวกท่านแบมือข้างขวาออกมาสิ”ภาคินพูด ทุกคนยื่นมือออกมา

“ปานที่เกิดขึ้นบนฝ่ามือของแต่ละคนเป็นสีต่างๆกัน ของเจ้าพี่ภูวไนยเป็นสีแสด ของศิรชัชเป็นสีม่วง ของประภาพินท์เป็นสีฟ้า ตรงตามสีในแต่ละวันของเกราะกายสิทธิ์”ภาคินกล่าว

“เจ้ารู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน”พัทธ์ธีราถาม

“ท่านผู้เฒ่าแห่งถ้ำน้ำตกเจ็ดสี ซึ่งอยู่ในเขตแดนระหว่างเวียงวนาลัย พาราณสี และรัตนบุรี พวกเรามักจะเดินทางมาพาราณสีบ่อยๆจึงได้รู้จักท่านผู้เฒ่า”ภูวไนยตอบ

“ใช่ และรัตนบุรีมีเมืองหลวงไกลออกไปทางทิศใต้ แม้นอาณาเขตจะมาบรรจบกับพาราณสีและเวียงวนาลัยก็ตาม แต่เวียงวนาลัยก็ถือว่าใกล้ถ้ำน้ำตกเจ็ดสีมาก กว่า”ภาคินอธิบาย

“อ๋อนี่ท่านจะหาว่าเราไม่ยอมเดินทางไปมาหาสู่กับพวกท่านใช่มั้ย”ประภาพินท์ว่า

“เปล่าๆ ชาวพาราณสีรักสงบ ไม่ชอบยุ่งวุ่นวายกับใคร ฉะนั้นพวกเจ้าไม่รู้จักก็ถือว่าไม่แปลก”ภาคินว่าแต่ประภาพินท์ก็ยังดูเหมือนทำหน้าไม่เชื่ออยู่

"แต่เอ...อีกไม่นานถ้าเราสองคนแต่งงานกันแล้วเมืองพาราณสีกับเวียงวนาลัยก็จะได้เกี่ยวดองเป็นญาติกัน ไปมาหาสู่กันเหมือนดังเช่นเก่าก่อน"ภาคินพูดพลางยิ้มให้กับประภาพินท์

"ใครว่าเราจะแต่งงานกับท่าน"ประภาพินท์ว่า

"ก็เราเป็นคู่หมั้นกัน ก็ต้องแต่งงานกันสิ"ภาคินพูดพลางยิ้มแป้น

"นี่เจ้า..."ประภาพินท์พูดไม่ออก

"นี่อย่าเพิ่งเถียงกันได้มั้ย ประภาพินท์เจ้าควรจะยอมรับนะว่าภาคินเป็นคู่หมั้นของเจ้า"พัทธ์ธีราพูดปราม

"ใช่"ศิรชัชส่งสายตาเชิงตำหนิไปที่น้องสาวคนเล็กของเขาแล้วกล่าวต่อ "แล้วเรื่องผู้เฒ่าน่ะล่ะว่าอย่างไร"เขาถาม
ภูวไนยยิ้มแล้วกล่าวว่า

“น้อยคนนักที่จะรู้จักท่านผู้เฒ่า เพราะปกติท่านจะไม่ค่อยอยู่กับที่เดินทางไปไหนมาไหนไม่มีใครรู้”

“เอาล่ะแล้วนี่มันหมายความว่ายังไงกัน”ศิรชัชถาม

“เรื่องเป็นมาอย่างไรข้ามิอาจรู้ได้ คงต้องไปถามท่านผู้เฒ่าเอาเอง”ภูวไนยตอบ

“เราไปแล้วถ้าเกิดไม่เจอล่ะ”พัทธ์ธีราตั้งคำถาม

“ข้ามั่นใจว่าหนนี้เราไปต้องได้เจออย่างแน่นอน”ภูวไนยพูด

“นะสิ เกิดเรื่องแบบนี้มันต้องมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง ข้าสังหรณ์ใจอบ่างไรชอบกล”ภาคินว่า

“ท่านจะมารู้อะไร”ประภาพินท์ว่า

“ลางสังหรณ์ของภาคินน่ะอย่าได้ดูถูกเชียวนะ”ภูวไนยว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้าว่าเราน่าจะเดินทางไปหาท่านผู้เฒ่าเดี๋ยวนี้เลยนะ”ศิรชัชว่า

“จริงด้วย ภาพในฝันยังวนเวียนอยู่ในหัวอยู่เลย”พัทธ์ธีรากล่าว

“งั้นพวกเราไปทูลเสด็จพ่อเสด็จแม่กัน ท่านและภาคินก็ควรไปด้วยนะเดี๋ยวพวกท่านจะเป็นห่วง”ศิรชัชพูด
..............................................................



ปล.1บอร์ดนี้มันไม่ก๊อบสีที่เราพิมพ์ในword ต้องใส่โค้ดเอา เรยขออนุญาตโพสสีแยกตัวละครแค่ตอนต้นๆนะคะ(เหนื่อยอ่ะ)
ปล.2ในเรื่องอาจจะมีการเรียกกันทั้งเจ้าทั้งท่าน เราเองก็ยังงงๆอยู่ว่าจะใช้คำไหน แบบว่าแต่แรกๆมันก็เป็น"พวกท่าน"อยู่ดีๆ แต่หลังๆมากลับเป็น"พวกเจ้า"ซะนี่?(มันดูเหมือนสนิทกันมากกว่าพวกท่านอ่ะนะ)
ยังไงเมื่อเอามาโพสในนี้จะเกลาภาษาให้เนี๊ยบกว่าเดิมละกันนะคะ (เมื่อก่อนเล่าแบบตามใจฉัน) :)

ปล.3แจ้งน้องๆที่เคยอ่านในเวแด็กดีมาบ้างแล้ว ตอนแรกที่อ่านแล้วมันงงๆมะค่อยต่อกันเพราะว่าเป็นความผิดของกันย์เองที่โพสไม่ดูตาม้าตาเรือไม่อ่านก่อนโพส แบบมันมีช่วงหนึ่งที่มันอยู่สลับที่กันอ่ะค่ะ แล้วตอนนี้ในนั้นก็ยังไม่ได้แก้ (แบบว่าถ้าแก้แล้ววันที่โพสมันจาเปลี่ยนอ่ะ เสียดายยอ่ะ แฮะๆ) คิดหนักๆ :-[

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2008, 11:31:20 PM »
ตอนที่2 “ถ้ำน้ำตกเจ็ดสี”

“ถึงเขตรอยต่อของรัตนบุรี พาราณสี และเวียงวนาลัยแล้ว เราลงไปข้างล่างกันเถอะ”ไอศวรรย์พูด

ไอสุริยันพยักหน้าแล้วลงไปกับไอศวรรย์

“แล้วถ้ำน้ำตกเจ็ดสีอยู่ไหนล่ะ”ไอสุริยันถาม

“ทางนั้นแหละ”ไอศวรรย์ชี้มือไปทางหนึ่งแล้วเดินนำไอสุริยันไป

ทั้งสองเดินมาได้สักพักเมื่อกำลังจะเลี้ยวไปทางขวาทั้งสองก็หยุด พลางฟัง.....

“ช่วย..ย..ด้วย..ย..ย”เสียงแหบๆต่ำๆพูดและเคลื่อนที่มาใกล้ทุกขณะ โอรสทั้งสองหลบอยู่หลังพุ่มไม้
ทันใดนั้นก็มีสิ่งหนึ่งล้มตุ๊บไปต่อหน้าต่อตาทั้งสอง

........มันเป็นชายคนหนึ่งผมฟูฟ่อนสีทอง ล้มลงคว่ำหน้าสลบอยู่ เนื้อตัวเต็มไปเต็มด้วยบาดแผล ทั้งสองค่อยๆย่องออกมาแล้วไอสุริยันก็พลิกตัวชายผู้นั้นขึ้น แต่ผิดคาด แทนที่จะได้เห็นหน้าของชายหนุ่มกลับกลายเป็นใบหน้าที่ไม่มีเค้าโครงของมนุษย์อยู่เลย หน้าของชายแปลกหน้านั้นเหมือนราชสีห์มากกว่าคนมากนัก

“เจ้าตัวนี้มันคือตัวอะไรกันน่ะ”ไอศวรรย์พูดพลางมองมนุษย์หรือสัตว์ประหลาดตรงหน้า

“พี่คิดว่า...พี่เคยเห็นเจ้าตัวลักษณะแบบนี้นะ”ไอสุริยันพูดพลางนิ่งคิด

“ใช่!..มันเป็นตัวที่ถูกทำร้ายในฝันไงล่ะ..พี่นึกว่ามันจะตายแล้วตอนนั้นซะอีก”ไอสุริยันพูด

ไอศวรรย์ขมวดคิ้ว

“เราต้องรีบรักษามันก่อน ถ้ามันรอดเราก็จะได้รู้ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง”

“ท่านผู้เฒ่าขึ้นชื่อเรื่องการรักษา”ไอศวรรย์ว่า

“งั้นจะมัวรอช้าอยู่ทำไมล่ะมาช่วยกันเถอะ”ไอสุริยันพูด

ทั้งสองคนพากันหิ้วปีกของมนุษย์หัวสิงห์ไปด้วยกัน

.....................................................

“นี่ไงถ้ำน้ำตกเจ็ดสี”ภาคินพูดทุกๆคนมองดูรอบๆ

สถานที่นี้เป็นสายธารน้ำที่ไหลออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง ทั้งภูวไนย ภาคิน ศิรชัช พัทธ์ธีรา และ ประภาพินท์ ค่อยๆลัดเลาะโขดหินเข้าไปภายในถ้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย และสารธารน้ำไหลตรงกลาง ต้นน้ำของลำธารนี้ลึกเข้าไปในถ้ำ

ทั้งหมดเดินเข้าไปจนถึงสุดปลายถ้ำ ซึ่งมีน้ำที่ตกลงมาจากปากปล่องถ้ำที่อยู่สูงขึ้นไปข้างบน ละอองน้ำสาดกระเซ็นเป็นฝอยตัดกับแสงแดดของพระอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องลงมาจากเบื้องบนเกิดเป็นสายรุ้งระยิบระยับสวยงาม

 “นี่น่ะหรือถ้ำน้ำตกเจ็ดสี...ช่างงดงามนัก”พัทธ์ธีราพูดพลางมองไปรอบๆ

“ใช่...สวยจริงๆ”ประภาพินท์มองดูสถานที่นั้นอย่างชื่นชม

“สวย...แต่ก็ยังไม่เท่าสาวงามที่อยู่ตรงหน้า...”ภาคินพูดพลางยิ้มให้ ประภาพินท์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าตน ประภาพินท์หุบยิ้มทำท่าจะต่อว่า แต่ภูวไนยก็พูดขัดขึ้นก่อน

“นั่นไงล่ะท่านผู้เฒ่า”ภูวไนยพูดพลางชี้ไปทางที่ ชายชราผู้หนึ่งหนวดเครายาวรุงรังดูน่าเกรงขามลังนั่งสมาธิอยู่

“เอ..เมื่อกี๊ไม่เห็นมีเลย..มาได้ไง”ศิรชัชพูด

“เราไปหาท่านผู้เฒ่ากันเถอะ”พัทธ์ธีราชวน

ทั้งหมดจึงเดินไปหาผู้เฒ่า แต่เมื่อไปถึง ผู้เฒ่าก็ดูทำท่าไม่ได้รู้สึกว่ามีผู้มาเยือนมายืนประจันหน้าถึงห้าคน

“ท่านผู้เฒ่า..........”ภูวไนยเรียก......... เงียบ..ผู้เฒ่าก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะลืมตาดูผู้มาเยือน

“ท่านผู้เฒ่า...พวกข้ามีเรื่องมาขอความช่วยเหลือจากท่าน”ภาคินเรียก

“หลับรึเปล่าก็ไม่รู้”ประภาพินท์ว่า

“นี่...”พัทธ์ธีราส่งสายตาเชิงตำหนิน้องสาว

เงียบ.....

ศิรชัชจึงเอื้อมมือไปหวังจะแตะให้ผู้เฒ่ารู้สึกตัว

“พวกเจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆเชิญเสด็จไปนั่งพักก่อนดีกว่า เมื่อมาพร้อมทุกคนแล้วข้าจะเล่าเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับเกราะกายสิทธิ์ให้ฟังเอง”ผู้เฒ่าผู้นั้นพูดขึ้นมาทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่

ศิรชัชชักมือกลับ

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเราจะมารบกวนท่านเรื่องอะไร”ศิรชัชพูดขึ้น

“แล้วที่ว่ารอให้มาพร้อมทุกคน พวกเราก็มากันแล้ว....หรือว่า...”พัทธ์ธีราพูด

“จะมีคนอื่นนอกจากพวกเรามาอีกอย่างนั้นหรือ”ประภาพินท์พูดขึ้นมา

ผู้เฒ่าผู้นั้นพยักหน้าแล้วก็นิ่งเงียบนั่งสมาธิต่อไป
เมื่อทั้งหมดเห็นว่าป่วยการที่จะถามอะไรอีกจึงพากันไปหาที่นั่งรอ

“แล้วนี่จะต้องรออีกนานแค่ไหนเนี่ย”ประภาพินท์บ่น

“เจ้าหิวหรือไม่ พี่จะไปหาผลไม้มาให้”ภาคินพูดกับ ประภาพินท์

“ไม่”ประภาพินท์พูด

“นางไม่หิวแต่หม่อมฉันหิวเพคะ”พัทธ์ธีราพูดแกมยิ้มชายตาไปมอง ประภาพินท์แล้วยิ้มกับภาคิน

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปหาผลไม้อร่อยๆให้เอง”ภาคินว่าพลางยิ้มให้พัทธ์ธีรา

ประภาพินท์มองดูทั้งสองคนแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกจึงเมินหน้าไปทางอื่น

“งั้นเราไปด้วย”ศิรชัชพูด

“อย่าเลยท่านอยู่ที่นี่กับพวกนาง เดี๋ยวข้ากับภาคินไปเองดีกว่า”ภูวไนยพูด

 “ได้”ศิรชัชพูด

แล้วภูวไนยและภาคินก็พากันเดินออกไปจากถ้ำ
..........................................................................


“นี่ก็นานแล้วไม่เห็นจะมีใครโผล่มาสักคน”ประภาพินท์บ่นพลางชะเง้อมองทางปากถ้ำ

“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงภาคินหรอกน่า”ศิรชัชพูดเสียงเรียบแต่สายตายังคงมองที่ผู้เฒ่าที่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น

“ข้าเปล่านะ ข้าก็แค่.......เบื่อๆน่ะ”ประภาพินท์รีบแก้ตัว

พัทธ์ธีรายิ้มกับท่าทีของน้องสาวแล้วกล่าวว่า
“แต่ก็น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันนะ สองคนนั่นทำไมไปนานจัง”

“เจ้าพี่เป็นห่วง...หรอ”ประภาพินท์ถาม

“ก็ใช่น่ะสิ คนเค้าอุตส่าห์ไปหาอาหารให้ กลางป่ากลางดงอย่างนี้ ทั้งที่เป็นถึงลูกกษัตริย์...”พัทธ์ธีราพูดแล้วหันไปชะเง้อมองทางปากถ้ำและแอบยิ้มให้กับท่าทีของ ประภาพินท์ที่ทำหน้าเสียอยู่ข้างหลังและกำลังทำท่าจะพูดต่อแต่พัทธ์ธีราก็พูดขัดขึ้นก่อน

“นั่นไงมากันแล้ว”

ทุกคนหันไปดู เป็นภูวไนยเดินนำมาตามด้วย ภาคิน...ที่กำลังช่วยสองชายหนุ่มรูปงามที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน กำลังแบกมนุษย์ประหลาดตัวหนึ่งเข้ามาอย่างทุลักทุเล

“พวกท่านพา..ใครกับอะไรมาด้วยน่ะ”ศิรชัชถาม

“นี่คือไอสุริยัน และไอศวรรย์ โอรสแห่งนครรัตนบุรี พวกเขาต้องการมาที่นี่เหมือนกับเรา”ภูวไนยตอบพร้อมแนะนำให้ไอสุริยัน และไอศวรรย์รู้จักกับทุกคน

“ท่าน...”ไอสุริยันพูดได้แค่นั้น เพราะท่านผู้เฒ่าซึ่งตอนนี้ลืมตาขึ้นมาแล้วและเอ่ยให้พาครึ่งคนครึ่งสิงห์มาตรงหน้า พร้อมกับนำโอสถส่งให้กับภาคินเพื่อให้สัตว์ประหลาดตัวนั้นกิน

“พวกท่านไม่ต้องห่วงหรอก มันจะหายดีในไม่ช้า”ท่านผู้เฒ่าเอ่ย

“สัตว์ประหลาดตัวนี้เป็นตัวอะไร แล้ว...ข้าว่าข้าเคยเห็นมัน....มาก่อน.....ในฝัน...”ศิรชัชพูด ทุกคนมองท่านผู้เฒ่าและต้องการคำตอบเช่นกัน ผู้เฒ่ามองไปยังแต่ละคน พร้อมกับเอ่ย

“ช่างมหัศจรรย์นักที่สายใยแห่งเกราะกายสิทธิ์นำพาพวกท่านมาพบกันอีก...เอาเถอะนั่งลงแล้วข้าจะบอกในสิ่งที่ข้ารู้ ข้าขอบอกไว้ก่อนนะว่าข้าก็รู้ไม่มากนัก ที่เหลือพวกท่านต้องไปตามหาเอาเอง”

“แล้วท่านรู้อะไรบ้างล่ะ”ศิรชัชถาม

“รู้ในสิ่งที่ข้ารู้”ท่านผู้เฒ่าตอบเสียงราบเรียบ

ศิรชัชทำท่าจะหาเรื่องแต่ภูวไนยห้ามก่อน

“ข้ารู้ว่าพวกท่านมีเรื่องไม่สบายใจในสิ่งที่พวกท่านฝัน...โอ้...ข้ามิได้ฝันเช่นเดียวกับพวกท่านหรอก แต่ข้ารับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่เป็นมหันตภัยของเหล่ามนุษยชาติ.....ใช่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง”ท่านผู้เฒ่าพูดอย่างสงบ ทุกคนในถ้ำนิ่งเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง

“แสดงว่าพวกเราที่ฝันถึงก็มีจิตที่รับรู้ได้ถึงภัยงั้นสิ”ไอสุริยันพูด

“โอ้...ผู้บำเพ็ญจิตมาจนแก่กล้าเท่านั้นที่จะรับรู้ด้วยญาณได้.....แต่ที่พวกท่านบางคนในที่นี้รับรู้ได้นั้น เพราะพวกท่านมีความผูกพันกับเกราะกายสิทธิ์ที่ถูกขโมยไปต่างหากเล่า......มันเป็นความผูกพันระหว่างเกราะกายสิทธิ์และนักรบคู่เกราะในแต่ละวัน...”ผู้เฒ่าพูด

“เกราะกายสิทธิ์....มันมีจริงหรือนี่”ไอศวรรย์พูด

“แล้วนักรบคู่เกราะกายสิทธิ์นี่....ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”ภาคินพูด

“เอาล่ะ...ถึงเวลาแล้ว..ข้าจะเล่าในสิ่งที่ข้ารู้ให้ฟัง”ผู้เฒ่าพูด

“ก็สมควรจะพูดนานแล้ว”ศิรชัชว่า ผู้เฒ่าหันไปมองศิรชัชและยิ้มให้พร้อมกับพูด

“เจ้าคงเป็นนักรบเกราะกายสิทธิ์ประจำวันเสาร์สินะ....ใช่ ข้าควรจะบอกพวกเจ้าเสียที...เอาล่ะ เรื่องมันมีอยู่ว่า
.........นานมาแล้วมีการเล่าขานกันว่าเกราะกายสิทธิ์เป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพ ยากจะหาอาวุธใดมาต่อกรได้มีผู้คนมากมายเฝ้าตามหาเพื่อเป็นเจ้าของครอบครองมัน แล้วเกราะกายสิทธิ์ก็ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับชายพิการคนหนึ่ง ซึ่งเขาจะเปลี่ยนร่างและนิสัยไปตามแต่ละวัน แล้ววันหนึ่งเหล่านักรบเกราะกายสิทธิ์แต่ละวันก็แยกออกจากกันได้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันของตนอีก ทั้งยังสามารถถอดเกราะออกโดยที่ตัวเองไม่สลายไป...และหลังจากนั้น เกราะกายสิทธิ์ก็ได้หายสาบสูญไปอีกครั้ง........”


“ในเมื่อเกราะกายสิทธิ์ดีขนาดนั้นทำไมพวกเขาถึงทิ้งมันไปเสียล่ะ”พัทธ์ธีราตั้งคำถาม

“ข้าก็มิอาจรู้ได้ ..แต่ในความคิดของข้าเอง ข้าว่าพวกเขาคงค้นพบความสุขสงบของตนเองและไม่ต้องการมันอีกต่อไป”ท่านผู้เฒ่ากล่าว

“แต่มีเกราะกายสิทธิ์ก็ดีออก จะได้ไม่มีศัตรูหน้าไหนกล้าหาเรื่องได้”ประภาพินท์พูด

“ของวิเศษ...ย่อมมีผู้อยากได้ช่วงชิง...สู้ไม่มีแล้วอยู่อย่างสงบสุขดีกว่า”ภาคินพูด

“มีเกราะวิเศษแล้วจะกลัวอะไรล่ะ เจ้านี่มันขี้ขลาดไม่เข้าเรื่อง”ประภาพินท์ว่า

“ภาคินพูดมาก็ถูกนะ....มีของวิเศษอยู่กับตัว ใครๆก็อยากได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล สู้อยู่อย่างสุขสงบดีกว่า ไม่ต้องคอยระแวงกลัวว่าสักวันจะมีใครแย่งไป”ภูวไนยพูด

“ใช่ เราเห็นด้วยนะ....มีของดีใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป...จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง”ไอศวรรย์ว่า
ทุกคนดูเห็นด้วยกับความคิดนี้

“แล้ว....ที่พวกเราฝันล่ะหมายความว่าไง”พัทธ์ธีราถามขึ้นมา

“อย่างที่บอก ว่าเกราะกายสิทธิ์ มีนักรบประจำในแต่วัน พวกเขาสละเกราะกายสิทธิ์ไป แต่ก็ยังมีสายใยบางๆเชื่อมถึงระหว่างพวกเขากับเกราะอยู่...”

ไอสุริยันทำท่าจะพูดแต่ท่านผู้เฒ่าก็เป็นฝ่ายพูดตรงกับความในใจของเขา

“ใช่...พวกท่านห้าในเจ็ดคนที่ฝันนี้ คือนักรบประจำวันของเกราะกายสิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย”

“แล้วทำไมถึงเพิ่งมาฝันเอาป่านนี้ล่ะ”ไอสุริยันพูด

“อย่างที่พวกท่านฝัน...ตอนนี้เกราะกายสิทธิ์ตกอยู่ในมือของ กาฬอสูร ราชาอสูรผู้โหดร้ายในดินแดนอาทิตย์อัสดง พวกท่านคงเห็นว่ามันทำอย่างไรกับผู้ดูแลเกราะกายสิทธิ์มาแล้ว”ท่านผู้เฒ่าพูดพร้อมกับหันไปมองดูอมนุษย์หน้าสิงห์ที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่ข้างๆ

“แล้ว มันหมายความว่าอย่างไรหรือ....เกราะตกอยู่ในมือคนชั่วไปแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรได้”พัทธ์ธีราถาม

“หายนะครั้งยิ่งใหญ่กับมวลมนุษยชาติ...รวมถึง.....”ผู้เฒ่ามองด้วยสายตายเศร้าโศกไปที่แต่ละคนที่แน่นิ่งฟังอยู่

“ชีวิตของพวกเจ้าด้วย”ผู้เฒ่าพูดต่อให้จบ
...

นิ่งไปสักอึดใจ แล้วไอศวรรย์ก็เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นมาก่อน

“เกราะกายสิทธิ์แค่ตกไปอยู่ในมือคนชั่วแล้วทำไมต้อง.....”ไอศวรรย์ทำตาโตเมื่อความคิดที่ร้ายกาจผุดขึ้นมาในหัวเขา รวมถึงภาคินก็ดูตกใจไม่น้อย มองไปที่ ประภาพินท์อย่างเป็นกังวล เธอดูหน้าเจื่อนลงเมื่อเห็นเขามองด้วยสายตาแบบนั้น

“ใช่....กาฬอสูรต้องการทำลายเกราะกายสิทธิ์ หรือพูดให้ถูกก็คือ ต้องการหลอมรวมเกราะกายสิทธิ์กับอัคคีเพลิง ในธารไฟกัลป์ที่เขาได้ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างมันขึ้นมานับพันปี ตอนนี้มันใกล้สมบูรณ์แล้ว”ท่านผู้เฒ่าพูด

“แล้วทำไม.....”ประภาพินท์พูดได้แค่นั้น

“เกราะกายสิทธิ์ถูกทำลาย....นักรบเกราะกายสิทธิ์ก็ไม่อาจไม่มีตัวตนอยู่ได้...”ท่านผู้เฒ่าพูดด้วยสีหน้าสลด

“ถ้างั้นเราก็ไปชิงมาซะก็สิ้นเรื่อง และเก็บซ่อนไว้”ศิรชัชพูด

“ท่านรู้หรือไม่ว่ากาฬอสูรนั้นน่ากลัวยิ่งนัก มีสมุนชั่วร้ายมากมาย”ไอศวรรย์พูด

“ใช่...แล้วหนทางไปดินแดนอาทิตย์อัสดง ...ไม่มีใครรู้ได้ว่าอยู่ที่ไหน....ว่ากันว่าคนที่เข้าไปได้ไม่เคยมีใครหลุดรอดออกมาเลย”ภาคินเสริม

“นั่นคงเป็นสาเหตุที่ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาบอกทางไปสินะ”พัทธ์ธีราพูด ภาคินพยักหน้า

“อยู่ก็ตายไม่อยู่ก็ตาย....ไหนๆก็จะตายอยู่แล้ว ลองเสี่ยงสักตั้งดูเป็นไร”ไอสุริยันพูด

“ใช่เราเห็นด้วย ให้นั่งรอความตาย สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าดีกว่า”ศิรชัชพูด

“ข้า...ภูวไนย เกิดมามีเพื่อนผู้กล้าร่วมต่อสู้ด้วยกัน ถึงตายก็ไม่เสียดาย”ภูวไนยกล่าว

“งั้นเราจะรออะไรกันอีกล่ะไปตามล่าเจ้ากาฬอสูรกันเถอะ”ประภาพินท์ว่า พัทธ์ธีราพยักหน้าเห็นด้วย

“พวกเจ้าเป็นหญิงจะไปด้วยได้ไง อยู่กับเสด็จพ่อเสด็จแม่แหละดีแล้ว”ศิรชัชพูด

“เจ้าพี่พูดอย่างนี้ได้ไงพวกข้าก็เป็นนักรบเกราะกายสิทธิ์เหมือนกันนะ จะให้อยู่เฉยๆได้ไง อีกอย่างใช่ว่าข้าจะดูแลตัวเองไม่ได้สักหน่อย”ประภาพินท์ว่า

“หึ..วิชางูๆปลาๆของเจ้า เจอพวกลูกสมุนอสูรหน่อยก็แย่แล้ว”ศิรชัชพูด

“นี่...ถึงเราสองคนจะเป็นหญิง ร่ำเรียนศาสตราวุธมาน้อย แต่ให้พวกเรานิ่งเฉยปล่อยให้พวกท่านผจญชตากรรม ไม่ได้หรอกนะ งานข้าเห็นด้วยกับประภาพินท์”พัทธ์ธีรากล่าวอย่างหนักแน่น

“ข้าว่าห้ามพวกนางไม่ได้หรอก งานนี้ทั้งสองเกี่ยวด้วยเต็มๆนะศิรชัช”ภูวไนยพูด

“แต่..ถ้าเสด็จแม่ทรงรู้เข้า...”ศิรชัชพูด

“อยู่ก็ตาย ไม่อยู่อาจจะไม่ตายก็ได้ ข้าของรับรองด้วยเกียรติว่าจะช่วยปกป้องดูแลปภาพินท์และพัทธ์ธีราด้วยชีวิตของข้าเอง”ภาคินพูด

“ภาคิน..พี่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า..อีกอย่างเสด็จพ่อเสด็จแม่...”ภูวไนยพูดแต่ภาคินแทรกขึ้นก่อน

“เกี่ยวสิพระเจ้าค่ะ...เจ้าพี่เป็นพี่ของหม่อมชั้น และปภาพินท์ก็เป็นคู่หมั้นของหม่อมชั้น....หม่อมชั้นคงไม่สบายใจที่จะต้องอยู่เฉยๆรอฟังข่าวอยู่ที่เมือง...ไปกันหลายคน..อย่างน้อยก็พอจะช่วยเหลือกันได้บ้าง พวกอสูรมีมากกว่าเรานักนะพระเจ้าค่ะ”ภาคินพูด

“ในเมื่อเจ้าต้องการ...”ภูวไนยพูดพร้อมมองตาน้องชายที่ยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องตามไปด้วย

“ดี...ข้าก็จะตามเสด็จพี่ไอสุริยันไปด้วย ช่วยกันหลายคนอาจจะดีกว่า”ไอศวรรย์พูด

“ไอศวรรย์...เฮ้อ...พี่ไม่เคยห้ามเจ้าได้เลย..โดยเฉพาะเรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนี่”ไอสุริยันพูด

“แล้ว..ถ้าเกิดเกราะถูกทำลายก่อนพวกเราจะไปถึงล่ะ”ประภาพินท์ถาม

“เกราะจะยังไม่ถูกทำลายจนกว่าธารไฟกัลป์จะพร้อมและนั่นคืออีกหกเดือนข้างหน้าในวันที่สุริยะคราสจะเกิดอีกครั้งและทำให้เกราะกายสิทธิ์ทรงพลานุภาพมากที่สุด”ผู้เฒ่าพูด

 “แล้วพวกเราต้องทำอย่างไรบ้าง ท่านผู้เฒ่า”พัทธ์ธีราถาม

“พวกท่านต้องไปตามหานักรบเกราะกายสิทธิ์ที่เหลืออีกสองคนให้พบ และตามหาสังวาลแก้วสุริยะกานต์ให้พบ เพราะมันจะช่วยนำทางพวกท่านไปพบกับเกราะกายสิทธิ์”ผู้เฒ่ากล่าว

“แล้วเราจะไปหาสังวาลได้ที่ไหนล่ะ”ศิรชัชถาม

“จงเดินทางไปยังทิศอุดร....เมื่อพบสังวาลโชคชะตาจะนำพาพวกท่านไปพบเกราะกายสิทธิ์ มิตรภาพและความรัก...ขอให้พวกท่านโชคดี เหล่านักรบเกราะกายสิทธิ์และมิตรสหาย โปรดนำพาความสุขสงบมาสู่มวลมนุษย์ด้วย...”ผู้เฒ่าพูดและมองไปยังแต่ละคนอย่างมีความหมาย

 “เอาล่ะงั้นพวกเราควรจะแยกย้ายกันไปบอกเสด็จพ่อเสด็จแม่ก่อน และกลับมาเจอกันที่นี่ในอีกในอีกสามวันให้หลัง”ภูวไนย กล่าว ทุกคนตกลงตามนี้
.............................................................

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 07:25:37 PM »
ตอนที่3 บุรีปรายฟ้า

สามวันต่อมาทั้งเจ็ดก็มาเจอกันที่ถ้ำน้ำตกเจ็ดสี ตอนนั้น โลกันตร์  ครึ่งคนครึ่งสิงห์ ซึ่งตอนนี้ฟื้นแล้ว และขอตามไปด้วย ท่านผู้เฒ่าให้พรทั้งหมดให้แคล้วคลาดปลอดภัย ก่อนออกเดินทาง

“แล้วนี่เมื่อไหร่เราจะเจอสังวาลล่ะเนี่ย อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ถามใครก็ไม่รู้จัก ข้าว่า ป่านนี้คนที่มีคงจะเอาไปขายได้หลายตังค์แล้ว”ประภาพินท์บ่น

“ไม่มีใครเค้าขายของสำคัญขนาดนั้นหรอกน่า”ภาคินพูด ประภาพินท์หันมาค้อนใส่

“สังวาล....พวกท่านพูดถึงสังวาลอาวุธคู่เกราะกายสิทธิ์ใช่มั้ย”โลกันตร์ถาม

“ก็ใช่น่ะสิ เราต้องการมันเพื่อให้มันพาไปยังเกราะกายสิทธิ์”พัทธ์ธีราพูด

“ข้า...ข้ารู้....”โลกันตร์ว่า

“แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ..เจ้าทึ่มเอ้ย”ประภาพินท์โมโห

“ก็..ไม่มีใครบอกนี่นาว่าตามหากันไปทำไม”โลกันตร์พูดหน้าตาเฉย ยิ่งทำให้ ประภาพินท์โมโหหนักไปอีก

“เอาล่ะๆ แล้วมันอยู่ไหนล่ะ”ไอสุริยันพูด

“ที่ถ้ำของข้ามีรอยภาพเขียนรูปสังวาลอยู่ ...ข้าเคยได้ยินบรรพบุรุษของข้าเล่าว่าครั้งหนึ่งสังวาลเคยปรากฏขึ้นพร้อมกับเหล่านักรบเกราะกายสิทธิ์ ตอนนั้นมันเป็นสมบัติของเจ้าผู้ครองบุรีปรายฟ้า”โลกันตร์พูด

“บุรีปรายฟ้า....”ไอศวรรย์ใช้ความคิด

“บุรีปรายฟ้า..นครที่คนในเท่านั้นที่พาเข้าได้....ครั้งหนึ่งชาวบุรีปรายฟ้าเคยทำให้เวียงวนาลัยร้างมาแล้ว”ภาคินว่า

“บุรีปรายฟ้าไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอกมานานแล้ว...แล้วเราจะเข้าไปได้ไงล่ะ”ภูวไนยเสริม

“ถ้าข้าจำไม่ผิด...รัตนบุรีกับบุรีปรายฟ้าเคยมีสัมพันธ์มิตรกันอยู่สมัยที่บรรพบุรุษของเราเสด็จย่าทวด(ถ้าใช้คำราชาศัพท์ผิดขอโทษด้วยนะคะ)ของเราแต่งงานกับชาวบุรีปรายฟ้าคนหนึ่ง”ไอศวรรย์พูดขึ้นมา

“เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรไอศวรรย์   พี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย”ไอสุริยันพูด

“ข้าเคยอ่านเจอในบันทึกเล่มหนึ่งในห้องเก็บฏีกาเก่า”ไอศวรรย์พูด

“ข้าว่าถ้าเราค้นหาดีๆอาจจะมีวิธีติดต่อกับบุรีปรายฟ้าได้ก็ได้นะ”ภาคินเสนอ

“ใช่ งั้นจะมัวรออะไรอีกล่ะ ไปเลยสิ”ศิรชัชพูด

ทั้งหมดก็เดินทางเบนเข็มไปสู่รัตนบุรี
............................................................

“สายเลือดแห่งบุรีปรายฟ้า...เพียงส่งกระแสจิตมา เราจักไปพบท่าน...”ไอศวรรย์อ่านออกเสียงดังใบหน้ามองดูกระดาษปึกหนึ่งที่เก่าคร่ำครึ

“แล้วใครล่ะ...สายเลือดแห่งบุรีปรายฟ้า”ศิรชัชถามขึ้นมา

“พวกท่านเป็นญาติกัน ไม่มีสายเลือดบุรีปรายฟ้าที่ออกมาข้างนอกบ้างหรอ”พัทธ์ธีราถาม

“ให้พวกเราไล่ลำดับญาติกันตอนนี้ คงจะอีกนานแน่”ไอสุริยันพูด

“ดูนี่สิ...เล่มนี้เขียนไว้ว่า....รัตนบุรี เป็นเครือญาติกับ พาราณสี เวียงวนาลัย บุรีปรายฟ้า! ใครจะหักน้ำใจมิได้ บุรีปรายฟ้า นี่ไง! แสดงว่าพวกเราเมื่อก่อนเคยเป็นญาติกันด้วย”ภาคินอ่านกระดาษอีกปึกหนึ่งที่เก่าไม่แพ้ของไอศวรรย์เลย

“งั้นใครบางคนในที่นี้อาจมีสายเลือดชาวบุรีปรายฟ้าหลงเหลืออยู่ก็ได้”ไอศวรรย์พูด

“แล้วเราจะรู้ได้ไงล่ะ”ประภาพินท์ถาม

“เพียงส่งกระแสจิตมา....ข้าคิดว่าเราทั้งหมดน่าจะลองส่งกระแสจิตไปดูนะ”ไอสุริยันพูด

ทั้งหมดจึงนั่งลงส่งกระแสจิตไปยังนครบุรีปรายฟ้า
....................................................

“พี่อชิตพล”หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามดุจพระจันทร์เอ่ยขึ้น

“จันทรากานต์...มีเรื่องอะไรหรือ ถึงมาหาพี่ดึกดื่นป่านนี้”อชิตพลโอรสองค์โตแห่งบุรีปรายฟ้าเอ่ยเมื่อเห็นน้องสาวเดินเข้ามาหา

“ข้า...นอนหลับอยู่..แล้วอยู่ๆก็รู้สึกว่ากำลังมีคนร้องเรียกข้า...สายเลือดแห่งบุรีปรายฟ้าที่อยู่ข้างนอกนั่น....”จันทรากานต์กล่าว

“ใครกัน....ชาวบุรีปรายฟ้าของเราจะอยู่ข้างนอกได้อย่างไร”อชิตพลพูด

“ข้าก็ไม่รู้.....พี่ว่าข้าควรจะออกไปดูหรือไม่”

“ไม่ต้อง....บุรีปรายฟ้าเป็นเมืองปิดไม่อาจให้ใครล่วงล้ำได้...พี่จะลองติดต่อดู”

ว่าแล้วอชิตพลก็นั่งสมาธิเพ่งจิตออกไป

“เจ้าเป็นใครและต้องการอะไร”อชิตพลถาม

“ข้าชื่อไอศวรรย์ โอรสแห่งรัตนบุรี ข้ามีเรื่องขอร้องท่าน”ไอศวรรย์พูดในใจ

“เรื่องอะไร”

“เรื่องสังวาลแก้วสุริยะกานต์”

“..................”

“กับเกราะกายสิทธิ์ และความฝัน”ไอศวรรย์ต่อรอง

“............ข้าจะพาเจ้าเข้ามา”อชิตพลตัดสินใจ

“ข้ามีเพื่อนอีกหกคน”

“ไม่ได้”อชิตพลพูด

“ตกลง”ไอศวรรย์ตอบ และเขาก็ถูกดึงตัวเข้าสู่บุรีปรายฟ้า........
......................................................


“โอ๊ะ!..”

“ว้าย!”


ร่างของไอศวรรย์ล้มลงคร่อมตัวจันทรากานต์ไว้พอดี หน้าทั้งสองห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น สายตาของทั้งสองประสานกัน ดั่งถูกสะกดด้วยมนตรา ในชั่วขณะอึดใจแต่สำหรับทั้งสองแล้วดูเหมือนยาวนานยิ่งนัก

“จันทรากานต์!”อชิตพลเรียกด้วยเสียงตกใจ

“ออกไปนะ”จันทรากานต์พูดพร้อมกับผลักไอศวรรย์ออกไปและลุกขึ้นยืนมองคนนอกที่จู่โจมเธอด้วยสายตาโกรธจัด

ไอศวรรย์ลุกขึ้นพร้อมกับสีหน้าประหลาดใจ เขามองไปรอบๆและมองมายังบุคคลทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าเขา เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งอายุราวๆเดียวกับเขา และสาวน้อยแสนสวยนางหนึ่งที่ยืนทำหน้าหงิกพร้อมที่จะตีหน้ายักษ์ใส่เขา

“เจ้ามายืนทำอะไรที่นี่จันทรากานต์”อชิตพลทำเสียงดุนิดๆ

“ก็ไหนพี่บอกว่าจะติดต่อกับคนที่เรียกเรา แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่าจะพามาเร็วขนาดนี้น่ะ”จันทรากานต์ และมองมาทางไอศวรรย์

“เจ้าก็เหมือนกันเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ”เธอแหวใส่

“ข้าจะไปรู้ได้ไง อยู่ๆก็ถูกดึงเข้ามาน่ะ”ไอศวรรย์พูด

“ไม่ต้องพูดแก้ตัวเลย..คนอะไรหนักเป็นบ้าเลย”จันทรากานต์บ่น

“ข้าขอโทษ”

“ขอโทษแล้วหายมั้ยล่ะ”

“งั้นข้าไปหายามาทาให้ก็ได้ เจ็บตรงไหนล่ะ”ไอศวรรย์ทำท่าจะเดินไปดู

“ไม่ต้อง....เจ้านี่มัน....เป็นแค่คนนอกเพียงแต่มีสายเลือดแห่งบุรีปรายฟ้าก็ใช่ว่าจะมาต่อล้อต่อเถียงข้าได้นะ  ข้าว่าเจ้าผิดก็ต้องผิดสิ”จันทรากานต์เถียง

“ข้ามิใช่คนภายใต้อาณัติของผู้ใด”ไอศวรรย์พูด

“แต่ตอนนี้เจ้าอยู่บุรีปรายฟ้า และข้าก็เป็นใหญ่ที่นี่”จันทรากานต์ทำท่าจะหาเรื่องต่อแต่ถูกอชิตพลขัดขึ้นเสียก่อน

“จันทรากานต์....หยุดได้แล้ว....เจ้าก็ผิดด้วยเหมือนกันแหละที่มาอยู่ใกล้ๆพี่ตอนที่พี่กำลังเพ่งกระแสจิตอยู่”อชิตพลดุน้องสาว แล้วหันหน้าไปทางไอศวรรย์

“ส่วนเจ้าก็ผิดที่...แตะเนื้อต้องกายน้องสาวข้า และ....จ้องน้องสาวข้านานเกินไป”อชิตพลกล่าว

“จันทรากานต์ เจ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับความฝันเจ้าก็ตามมา แล้วก็สงบปากสงบคำซะ”อชิตพลสั่ง

“ส่วนเจ้า ตามข้ามาทางนี้”อชิตพลหันไปบอกไอศวรรย์และพาเขาเดินไปนั่งคุยยังห้องๆหนึ่ง
........................

“เอาล่ะเล่าประสงค์ของเจ้ามา”อชิตพลกล่าว

“ข้าชื่อไอศวรรย์ เป็นโอรสคนเล็กแห่งรัตนบุรี พี่ชายของข้าและเพื่อนๆสหายของข้าฝันถึงเกราะกายสิทธิ์พร้อมๆกัน และต้องการตามหามัน และสิ่งเดียวที่จะสามารถพาพวกเราไปเจอเกราะกายสิทธิ์ได้ก็คือ สังวาลย์”ไอศวรรย์พูด

“ฝัน! เกราะกายสิทธิ์น่ะหรอ...พี่..”จันทรากานต์พูดขึ้นมาแต่ถูกอชิตพลขัดเสียก่อน

“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้ามิได้ต้องการครอบครองทั้งสังวาลย์และเกราะกายสิทธิ์”อชิตพลกล่าว

“ข้ารู้ว่าเกราะกายสิทธิ์เป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพมาก แต่ที่พวกข้าตามหามันมิใช่เพียงเพราะความมักใหญ่ ต้องการอำนาจ แต่ทำเพื่อปกป้องมวลมนุษย์ และชีวิตของพวกเราทุกคนเอง...”ไอศวรรย์เว้นวรรคเพื่อหยั่งดูท่าทีของทั้งสอง

“ข้าคิดว่า...ข้างนอกเกราะกายสิทธิ์เป็นเพียงตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา...แต่ในบุรีปรายฟ้านี่ ดูท่าจะไม่เป็นเพียงแค่ตำนานสินะ”ไอศวรรย์พูดต่อ

อชิตพลกับจันทรากานต์มองตากันแล้วอชิตพลก็ดูทำท่าตัดสินใจพูดออกมา

“ใช่ เรื่องราวของเกราะกายสิทธิ์ที่นี่มิได้เป็นเพียงตำนาน แต่มันมีจริง บรรพบรุษของข้าเคยมีบันทึกไว้ว่ามันเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพมาก และยิ่งเมื่อมันได้ใช้คู่กับสังวาลแก้วแล้วจะยิ่งมีพลานุภาพมหาศาล ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตเคยมีคนใช้จัดการกับองค์วิษุวัติเทพมาแล้ว และหลังจากนั้นมันก็หายสาปสูญไปพร้อมกับสังวาลย์”อชิตพลเล่า

“หมายความว่าไง...สังวาลย์ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกหรือ”ไอศวรรย์ถาม

“เคยอยู่...แต่นานแสนนานมาแล้ว”อชิตพลพูด

“แล้ว...ทำไมการตามหาเกราะกายสิทธิ์เกี่ยวอะไรกับสรรพชีวิตด้วยล่ะ”จันทรากานต์ที่นิ่งเงียบอยู่นานถามขึ้นมา
ไอศวรรย์มองพินิจไปที่นาง  จนจันทรากานต์เปลี่ยนจากสีหน้าสงสัยเป็นติหนิเขา

“เจ้ามองหน้าข้าทำไม”จันทรากานต์ต่อว่า

“ถ้าข้าเดาไม่ผิด...พวกเจ้าก็ฝันเกี่ยว กับเกราะกายสิทธิ์ถูกขโมยไปใช่ไหม”ไอศวรรย์ถาม

“เจ้ารู้หรือว่าข้าฝันว่าอย่างไร”จันทรากานต์พูด

“ใช่จริงๆด้วย....ใช่ ข้ารู้ว่าความฝันของพวกท่านหมายความว่าอย่างไร พวกท่านคงเป็นนักรบคู่เกราะกายสิทธิ์อีกสองวันที่เหลือ”ไอศวรรย์พูด

“เจ้าผิดแล้ว น้องสาวข้าจันทรากานต์ต่างหากที่ฝัน แต่ข้าหาได้ฝันไม่”อชิตพลหยุดคิดนิดนึงแล้วกล่าวต่อ

“ข้าชื่ออชิตพล เป็นพี่ชายของจันทรากานต์ แต่เรื่องของน้องก็เท่ากับเป็นเรื่องของข้าเช่นกัน ข้าอยากให้เจ้าเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับความฝัน”

แล้วไอศวรรย์ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทั้งสองพี่น้องฟังจากนั้นทั้งสองก็ขอตัวไปปรึกษากันก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะตามพวกเขาไปหรือไม่

.............................................

“พี่เชื่อหรือไม่”จันทรากานต์ถามพี่ชาย

“แล้วเจ้าล่ะ”อชิตพลถามกลับ

“ข้า....ความจริงข้าไม่อยากจะเชื่อคนที่บังอาจล้มทับตัวข้าหรอก..แต่ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำพูดของเขาน่าเชื่อถือมากทีเดียว....โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขารู้เรื่องความฝันของข้าละเอียดดีทีเดียว”จันทรากานต์พูด

“ใช่...น่าเชื่อถือ...แต่ถึงอย่างไรเราก็ไม่อาจวางใจได้ว่าที่ไอศวรรย์พูดมาจะจริงทั้งหมด บางทีเขาอาจจะอยากครอบครองเกราะกายสิทธิ์เสียเองก็ได้ แล้วพวกเพื่อนๆเขาที่เรายังไม่รู้จักอีกเล่า”อชิตพลทำท่าคิดหนัก

“แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง..แล้วเกราะกายสิทธิ์ถูกทำลาย..แล้วข้าต้องตายจริงๆล่ะ”จันทรากานต์กล่าว

“จันทรากานต์...ข้าว่าเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้ค้างคาแบบนี้ เพราะถ้ามันเป็นจริงมันหมายถึงชีวิตของเจ้า และความสุขสงบของพวกเรา ถ้ามนุษย์ข้างนอกตายหมด แล้วบุรีปรายฟ้าก็จะโดดเดี่ยวท่ามกลางอสูร อีกอย่างถ้าเราเดินทางไปกับพวกนั้น ก็ไม่เสียหายอะไร หรือเจ้าว่าอย่างไร”อชิตพลถามความเห็นน้องสาว

“ข้าสมควรจะไปในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับข้า..แต่พี่..ควรจะเป็นเสาหลักให้กับชาวนครบุรีปรายฟ้านะ”
จันทรากานต์กล่าว

“ข้าสัญญากับท่านพ่อท่านแม่แล้วว่าจะปกป้องดูแลเจ้าด้วยชีวิต...”อชิตพลพูด และมองน้องสาวตนอย่างมุ่งมั่น
ทั้งสองจึงตัดสินใจตามไอศวรรย์ไป
.........................................


“ไอศวรรย์”ไอสุริยันพูดเมื่อเห็นน้องชายปรากฏตัวออกมาจากอากาศ แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว

“นี่คืออชิตพลและจันทรากานต์แห่งบุรีปรายฟ้า.....และจันทรากานต์ก็เป็นอีกหนึ่งในนักรบประจำวันเกราะกายสิทธิ์ด้วย”ไอศวรรย์แนะนำ แล้วก็หันไปแนะนำทุกคนให้ทั้งสองผู้มาใหม่รู้จัก

“แล้วสังวาลล่ะ”ศิรชัชถาม

ไอศวรรย์นิ่งเงียบหันไปมองอชิตพล

“สังวาลมิได้อยู่ในความครอบครองของบุรีปรายฟ้านานแล้ว และข้าก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”อชิตพลกล่าว

ทุกคนทำท่าสิ้นหวัง และในที่สุดก็ต้องย้อนกลับทางเดิมเพื่อเริ่มต้นไปตามทางที่ท่านผู้เฒ่าบอกอีกครั้ง คือขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ
...................................................


HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 08:01:52 PM »
ตอนที่ 4 หิมวัตนคร

“ที่นี่อากาศเย็นจัง”ประภาพินท์บ่น

“น่ะสิ...ตอนเช้าหมอกก็หนาตอนค่ำลมก็แรง”พัทธ์ธีราตั้งข้อสังเกตด้วย

“ถ้าข้าจำไม่ผิด เรากำลังล่วงเข้าสู่เขตของหิมวัตนคร..ดินแดนแห่งความหนาวเย็น”ไอศวรรย์พูด

“ทำมาเป็นอวดรู้  ใช่รึเปล่าก็ไม่รู้”จันทรากานต์ว่า เธอดูไม่ถูกใจคำพูดของเขาอยู่ตลอดเวลาที่เดินทาง

“ข้าก็เคยได้ยินมา หิมวัต...ดินแดนที่มีแต่ความหนาวเย็น เมฆหมอก และพายุหิมะ”ภาคิน กล่าว

“ที่แบบนี้จะมีคนอยู่หรือเนี่ย ....ดีไม่ดีสังวาลก็คงจมอยู่ใต้กองหิมะหรือฝังอยู่ในน้ำแข็งที่ไหนสักแห่ง พวกเราคงจะหาเจออยู่หรอก”ประภาพินท์พูดแกมประชด

“อาวุธวิเศษมิอาจจะซ่อนไว้ซึ่งใต้พสุธา สังวาลย์เป็นอาวุธคู่เกราะกายสิทธิ์มีพลานุภาพมากกว่าจะมาจมอยู่ใต้พื้นพิภพให้ผู้คนเหยียบย่ำ”อชิตพลกล่าว

“ดูท่านจะรู้เรื่องเกี่ยวกับมันดีนะ”พัทธ์ธีราถาม

“ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษข้าเคยครอบครองมันมาหลายชั่วคน จึงมีบันทึกเกี่ยวกับมันมากมาย”อชิตพลพูด

“แล้วเหตุใดมันจึงหายไปได้เล่า บุรีปรายฟ้ายากจะมีผู้ใดเข้าไปได้”พัทธ์ธีราถามต่อ

“นานแสนนานมาแล้ว...เมื่อครั้งสังวาลยังอยู่ในครอบครองของเรา ได้ถูกสั่งอย่างเข้มงวด ว่าอย่าได้นำอาวุธนี้ออกนอกบุรีปรายฟ้า มิเช่นนั้นภัยจะมาสู่บุรีปรายฟ้า...”อชิตพลหยุดเว้นวรรคเรียบเรียงความคิด

“หรือว่าเคยมีบรรพบุรุษของท่านนำมันออกมา”พัทธ์ธีราพูด

“เจ้าช่างมีปฏิภาณเฉียบแหลมนัก...ใช่ มีบรรพบุรุษของข้าผู้หนึ่งนำมันออกมาภายนอก”อชิตพลมองพัทธ์ธีราด้วยสายตาชื่นชม

“แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่า...ครั้งนั้นมันถูกนำออกมาด้วยความเชื่อที่จะช่วยคนรักของบรรพบุรุษข้า”อชิตพลพูด

“บรรพบุรุษของท่านช่างยิ่งใหญ่นัก”พัทธ์ธีรากล่าว

“เจ้าคิดกระนั้นหรือ”อชิตพลถามพร้อมจ้องมองเธออย่างแปลกใจ

“ถ้าท่านมีความรักท่านจะรู้เองว่า...สิ่งของวิเศษใดก็ไม่อาจเทียบเท่าคนที่เรารักได้”พัทธ์ธีราพูดพร้อมกับยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ

“น้อยคนนักในบุรีปรายฟ้าที่จะมีความรักได้”อชิตพลกล่าว

“ท่านมีหัวใจรึเปล่าอชิตพล”อยู่ๆพัทธ์ธีราก็หยุดเดินและหันหน้ามาถามเขา

“ข้า...”อชิตพลทำหน้าแปลกใจ

“ลองจับที่หน้าอกซ้ายของท่านดูสิ”เธอพูดเสียงนิ่มนวล

อชิตพลยกมือขึ้นแตะที่อกซ้ายตามที่เธอบอก

“ท่านรู้สึกได้ถึงหัวใจของท่านหรือไม่...มันกำลังเต้นอยู่ภายในกายของท่าน”เธอยิ้ม
อชิตพลพยักหน้า

“นั่นไงล่ะ  นั่นก็แปลว่าท่านก็มีหัวใจ.....แล้วสักวันเมื่อท่านมีความรักเกิดขึ้นมาในหัวใจ มันจะบอกท่านเอง”พัทธ์ธีราพูด เธอยิ้มให้เขาและเดินไปสมทบกับเหล่าสหาย เพราะบัดนี้ทั้งสองเดินอยู่ท้ายขบาวนแล้ว อชิตพลมองตามเธอไป

“ทำไมเจ้าถึงเต้นแรงนักนะใจข้า”อชิตพลพูดเบาๆกับตัวเอง เขารู้สึกราวกับว่าภาพของพัทธ์ธีราที่กำลังยิ้มแย้มหยุดอยู่ตรงหน้า ชั่วขณะหนึ่ง

“พี่อชิตพล มัวยืนทำอะไรอยู่เร็วๆเข้า”จันทรากานต์เรียก เขารีบเดินตามไป
..............................

เวลาแต่ละนาทีกำลังผ่านไปอย่างเชื่องช้าและยาวนาน เมื่อพายุหิมะเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ข้าคิดว่าขืนพวกเราเดินต่อไปต้องต้านพายุหิมะไม่ไหวแน่”ศิรชัชตะโกนแข่งกับพายุ

“แต่เราต้องขึ้นเหนือไปเรื่อยๆตามคำของท่านผู้เฒ่านะ อดทนกันหน่อย”ไอสุริยันพูด

“ใช่  เพียงข้ามหุบเหวธาราภิรมณ์ข้างหน้านี่ไปก็จะมีภูเขากั้นลมให้”ไอศวรรย์เสริม

“แต่พวกผู้หญิงดูจะไม่ค่อยไหวกันแล้วนะ ข้าว่ายิ่งเราไปเร็วได้ยิ่งดี”ภาคินพูด

“เราไม่อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย”ประภาพินท์พูดพลางปล่อยมือออกจากภาคินที่พยายามช่วยเหลือนาง  ส่วนพัทธ์ธีรามีศิรชัชช่วยพยุง และจันทรากานต์อชิตพลเป็นคนช่วยพยุงน้องสาวผ่านพายุหิมะ

“ใกล้ถึงสะพานแล้ว แข็งใจหน่อยนะทุกคน”ภูวไนยพูดหลังจากเงียบมานานเพราะอากาศเย็นจัดทั้งยังมีลมพายุแรงขนาดนี้

ไม่มีใครต่อล้อต่อเถียงกันอีก แม้แต่ประภาพินท์ก็ยอมให้ภาคินช่วยพยุงแต่โดยดี เพราะยิ่งใกล้สะพานไปเท่าใดความเร็วและความแรงของพายุยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนพยายามไปให้ถึงสะพานโดยเร็วที่สุด

เมื่อไปถึงสะพานสิ่งที่ไม่คาดฝันของพวกเขาก็เกิดขึ้น เมื่อสะพานนั้นแคบมากต้องเดินทางเป็นแถวเดียว ภูวไนยและไอสุริยันเดินนำก่อนต่อด้วยจันทรากานต์ อชิตพล พัทธ์ธีรา ศิรชัช ประภาพินท์ ภาคิน โลกันตร์และไอศวรรย์ปิดท้าย

พายุที่พัดแรงอยู่แล้วอยู่ๆก็โหมแรงขึ้นๆจนสะพานที่พวกเขากำลังเดินอยู่นั้นขาดออกจากกันตรงที่ ประภาพินท์พอดี ศิรชัชรีบผลักเธอออกไปข้างหลังพร้อมทั้งจับปลายอีกด้านหนึ่งของสะพานไว้ เท้าอีกข้างของเขาคล้องไว้กับช่องของสะพานอีกฟากที่ขาดไปจนดูเหมือนเขาเป็นตัวเชื่อมสะพานขาดเอาไว้

“พวกเจ้ารีบๆข้ามไปเร็วๆเข้า”ศิรชัชตะโกน

“เจ้าพี่ศิรชัช”พัทธ์ธีราตะโกนพยายามจะไปหาแต่ถูก อชิตพลจับไว้

“เจ้าไม่ต้องห่วงพี่เจ้าหรอก ตอนนี้ชีวิตของทุกคนขึ้นอยู่กับเขาแล้ว รีบเดินเถอะ รีบไปให้ถึงปลายอีกฟากก่อนที่แรงของพี่เจ้าจะหมดก่อนที่พวกเราทั้งหมดจะไปถึง” ว่าแล้วเขาก็จับพัทธ์ธีราไปข้างหน้าและรีบเร่งให้เธอเดินไป

“ข้าไม่ยอมเหยียบเจ้าพี่เด็ดขาด”ประภาพินท์พูด

“เร็วๆรีบๆไปสิ ก่อนที่พี่จะหมดแรง”ศิรชัชตะโกน

“ถ้าเจ้าอยากช่วยพี่เจ้าก็ต้องรีบเดินไปให้ถึงอีกฟากให้เร็วที่สุดนะ”ภาคินว่า

“ข้า....ข้าทำไม่ได้”ประภาพินท์ร้องไห้

“ประภาพินท์!..เจ้าอยากให้พี่ชายเจ้าตายหรือไง รีบๆไปเดี๋ยวนี้!”ภาคินดุพร้อมกับเร่งผลักให้เธอเดินไปข้างหน้า ศิรชัชกัดฟันบังคับให้ตนเองนิ่งที่สุดเมื่อทุกคนเดินผ่านไป ทุกคนเร่งฝีเท้าให้ไปถึงปลายของอีกฟากให้เร็วที่สุด แต่มันดูราวกับเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน สะพานยาวกว่าตาเห็นมากนัก

ในที่สุดทั้งหมดยกเว้นศิรชัชก็มาถึงปลายฝั่งอีกฟากของหุบเหวจนได้
“ศิรชัช ท่านปล่อยสะพานได้แล้วพวกเรามาถึงแล้ว”ภูวไนยตะโกน

ทันทีที่ศิรชัชปล่อยมือจากสะพานก็บังเกิดพายุลูกใหญ่พัดมาอีกระรอกทำให้ศิรชัชหลุดจากสะพานปลิวตกลงไปในห้วงหุบเหวธาราอันเย็นเยือกนั้น

“เจ้าพี่!”ทั้งพัทธ์ธีราและประภาพินท์ร้องขึ้นพร้อมกันและพยายามจะวิ่งไปหาให้ได้ หากแต่ถูกมือของ อชิตพล และภาคินห้ามไว้

“ไม่!....ปล่อยเรา....ปล่อย!!”ทั้งสองดิ้นอยู่ในอ้อมแขนของสองหนุ่ม

“พี่ของเจ้าเก่งกล้ายิ่งนัก สวรรค์จะต้องคุ้มครองเขา”อชิตพลปลอบพัทธ์ธีราที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนเขา

“พี่เชื่อว่าศิรชัชจะต้องไม่เป็นอะไร”ภาคินปลอบ

“เจ้าจะมารู้ดีได้อย่างไร ปล่อยข้านะข้าจะไปหาเจ้าพี่”ประภาพินท์ร้องไห้และพยายามจะดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดของภาคินแต่ภาคินกลับยิ่งกอดเธอแน่นไปอีก

“ปล๊อย...ย...ปล่อยเรา”ประภาพินท์ดิ้นไม่หยุดทั้งน้ำตา

“พัทธ์ธีรา!”อชิตพลเรียกเมื่อเห็นเธอสลบไป ประภาพินท์หยุดฟูมฟายรีบมาดูอาการของพี่สาวซึ่งบัดนี้สลบอยู่ในอ้อมแขนของอชิตพล

“เราต้องรีบออกจากที่นี่ ที่นี่ไม่ปลอดภัย ทั้งพายุหิมะก็แรงเช่นนี้”ไอสุริยันกล่าว

“เราไปหลบหลังเขาลูกโน้นกันดีกว่าแล้วค่อยคิดหาหนทางต่อไป”ภูวไนยว่า

ทั้งหมดจึงพากันไปตามที่ภูวไนยพูด โดยอชิตพลได้อุ้มพัทธ์ธีราเดินตามไป ส่วนประภาพินท์ก็มีภาคินเดินประคองไปเธอยังคงร้องไห้เบาๆอยู่ในอ้อมแขนของเขา

“โอ๊ย..”จันทรากานต์ล้มลง ไอศวรรย์ซึ่งอยู่ข้างหลังรีบเข้ามาช่วยเหลือ

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”ไอศวรรย์รีบถาม

“ไม่เป็นไร”เธอรีบปัดมือเอาออกและพยายามลุกขึ้นยืน แต่เธอก็ล้มลงไปอีก

“สงสัยเท้าเจ้าคงจะเป็นเหน็บ อากาศหนาวจัดขนาดนี้”ไอศวรรย์ตั้งข้อสังเกต

“ข้า...”

“มาเถอะน่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาไม่พอใจข้านะ พี่เจ้าก็ช่วยพัทธ์ธีราอยู่ เราต้องรีบเดินทางนะ”ไอศวรรย์ว่า

“เจ้าหาว่าข้าเป็นตัวถ่วงอย่างนั้นหรือ”จันทรากานต์ว่า

“เปล่า....แต่ตอนนี้เราต้องรีบเดินทางไปจากบริเวณนี้นะ”ไอศวรรย์พูดพลางยื่นมือไปให้จันทรากานต์จับ

“เร็วๆสิทุกคนเดินไปกันหมดแล้วนะ”ไอศวรรย์เร่ง เธอจำใจต้องเอื้อมมือไปจับไอศวรรย์ช่วยพยุงตัวเธอเดินไปด้วยกัน.........................

...................................


ประภาพินท์ร้องไห้เงียบๆกอดกับพัทธ์ธีราซึ่งตอนนี้เธอฟื้นแล้ว และเธอดูสงบนิ่งไม่ร้องไห้ เธอต้องเป็นเสาหลักให้น้องสาวของเธอต่อไป อชิตพลแอบชื่นชมในความเข้มแข็งของพัทธ์ธีราอย่างเงียบๆ

“เธอช่างเป็นหญิงที่แข้มแข็งยิ่งนัก”อชิตพลเปรยกับน้องสาว
ทั้งสองยืนห่างจากกลุ่มพอสมควรให้คุยกันโดยไม่มีใครได้ยิน

“เธอเป็นหญิงที่อ่อนโยนและเข้มแข็งมาก”จันทรากานต์พูด การเดินทางที่ผ่านมาเธอคุยเข้ากันได้ดีกับพัทธ์ธีรา และเธอก็รู้สึกเหมือนผูกพันกับพัทธ์ธีรามานานแสนนาน

“ภายใต้รอยยิ้มที่ร่าเริง เธอกลับซ่อนความทุกข์ไว้มากมาย”อชิตพลพูดเบาๆเหมือนพูดกับตัวเอง

จันทรากานต์ยิ้มให้กับพี่ชาย ตลอดเวลาที่ผ่านมาในนครบุรีปรายฟ้า แม้เธอจะอยู่กับพี่ชายทุกวัน แต่ก็เหมือนทั้งสองอยู่ห่างไกลกัน แต่มาตอนนี้เธอรู้สึกถึงว่าเธออยู่ใกล้พี่ชายเธอมากกว่าทุกคราวที่ผ่านมา หัวใจของพี่ชายกำลังเปิดรับเธอ

“ดูพี่เปลี่ยนไปมาก”จันทรากานต์กล่าว

“เปลี่ยนหรือ?”อชิตพลกล่าว ทำหน้าฉงน และจมอยู่กับความคิด

“ก็พี่รู้จักอ่านใจคนอื่นน่ะสิ”จันทรากานต์พูดพร้อมกับยิ้มให้และเดินไปสมทบกับพัทธ์ธีราและ ประภาพินท์ที่นั่งเศร้าโศกเสียใจอยู่

“ใจงั้นหรอ?....”อชิตพลพึมพำออกมาเบาๆพร้อมกับเอามือกุมที่หัวใจตนเองอย่างไม่รู้ตัว

..............................................

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 08:30:40 PM »
ตอนที่ 5 พลัดพราก

............หนาว......หนาว.......ช่วยด้วย.........ช่วยข้าด้วย..................จิตใต้สำนึกของเขากำลังอ่อนลง...
ร่างของศิรชัชจมดิ่งลงลึกเรื่อยๆ...ๆๆ....และเรื่อยๆ..........
กระแสน้ำเย็นเฉียบกำลังพัดพาเขาไปเรื่อยๆ จมดิ่งลงใต้มหาสมุทรลึกลงทุกทีๆ...............
.....................................

“พระธิดา.....พระธิดามุกตราภาเพคะ...อยู่ไหนเนี่ย..เฮ้อ...”

สาวน้อยนางหนึ่งอาศัยอยู่ใต้มหานทีนี้ เธอกำลังหลบหนีพระพี่เลี้ยงของเธออยู่หลังโขดหินขนาดใหญ่ใต้บาดาล มุกตราภาหัวเราะชอบใจที่ไม่มีใครเห็นตัวเธอได้ และแล้วเธอก็รีบเคลื่อนย้ายหลบไปทางอื่นเมื่อเห็นพระพี่เลี้ยงของเธอมาทางที่เธอซ่อนตัวอยู่

“พระธิดาเพคะ..อยู่ไหนเพคะ...ออกมาเถอะหม่อมชั้นยอมแพ้แล้วเพคะ”

แต่มุกตราภาก็ยังคงเดินหน้าออกไปเรื่อยๆ......เธอวิ่งหลบไปมาโดยไม่ทันมองเธอก็สะดุดกับสิ่งๆหนึ่งบนพื้นล้มลง

“อุ๊ย!.....”

“โอยเจ็บจังเลย...อะไรนะมาขวางทางเรา”หลังจากที่เธอตรวจดูขาของเธอแล้วก็หันไปสนใจกับก้อนๆหนึ่งข้างหน้า ......ไม่ใช่ก้อนสิ.....ลองเขี่ยดูดีกว่ามั้ย?...เธอนึกในใจ

แล้วมุกตราภาก็จับร่างของศิรชัชหงายขึ้นมา

“มนุษย์!”มุกตราภาตกใจ

“เข้ามาในนี้ได้ไงเนี่ย...ผนังแก้วมรกตไม่เคยมีมนุษย์ผู้ใดล่วงล้ำมาได้นี่นา...”มุกตราภามองสำรวจดูมนุษย์คนแรกในชีวิตของเธอ

“ตายรึยังเนี่ย..”เธอลองเอามืออังดูลมหายใจของเขา

“ยังมีลมหายใจอยู่.....เจ้านี่แน่มากเลยนะจมน้ำลึกขนาดนี้แล้วยังไม่ตายอีก”

“เอาเถอะอย่างน้อยเจ้าก็เป็นมนุษย์คนแรกที่เราเห็นถือว่าโชคดีนะเนี่ยที่เจ้ามาเจอเรา ถ้ามาเจอคนอื่นล่ะก็อย่างหวังเล้ยว่าจะรอด”เธอพูดเองราวกับคนที่นอนอยู่ตรงหน้าจะได้ยินที่เธอพูด

“เราเล่นเจ้าปลาบึกจนเบื่อละ ลองเล่นกับมนุษย์ดูบ้างละกัน”ว่าแล้วเธอก็ตัดสินใจพาเขาไปซ่อนไว้ในถ้ำหินที่เธอชอบใช้หลบพระพี่เลี้ยงเธออยู่บ่อยๆ พร้อมกับแกะเถาสาหร่ายที่ใช้มัดเจ้าปลาบึกแล้วโยนมันออกไป เมื่อเจ้าปลาบึกได้รับอิสรภาพก็รีบว่ายน้ำหนีไปโดยเร็ว

“นอนอยู่ที่นี่นะเจ้ามนุษย์ เดี๋ยวเราจะไปเอายามารักษาเจ้า”มุกตราภาพูดกับร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ ซึ่งตอนนี้เถาสาหร่ายอันเหนียวแน่นได้พันธนาการขาและมือทั้งสองข้างของเขาไว้ด้วยกันแทนเจ้าปลาบึกไปเรียบร้อยแล้ว......

เมื่อมัดมือเท้าศิรชัชเสร็จ เธอก็เดินออกไป......

...............................

“ระวังตัวให้ดีล่ะ ใช่ว่าขุนเขาจะช่วยเราได้เสมอไป”ภูวไนยพูด เขาเดินนำขบวนกับไอสุริยันเพื่อเป็นกองหน้า

“ไม่มีพายุ แต่มีหมอกมาแทนซะนี่”จันทรากานต์พูด

“หมอกหนาลงทุกทีๆ พวกเราเกาะกลุ่มกันใกล้ๆล่ะ”ไอสุริยันเตือนให้คณะเดินทางเกาะกลุ่มกันไว้
ยิ่งพวกเขาเดินไปเท่าใด ก็ยิ่งมีหมอกหนาขึ้น...หนาขึ้นเรื่อยๆ....จนแทบมองไม่เห็นคนข้างหน้า

“พวกเราจับชายเสื้อของแต่ละคนไว้ ไม่เช่นนั้นเราต้องหลงกันแน่ๆ”เสียงของไอสุริยันตะโกนก้อง

“แล้วจะให้จับใครล่ะ แทบมองอะไรไม่เห็นอยู่แล้ว”จันทรากานต์เอ่ย

“ก็คนที่อยู่ข้างหน้าไง”ไอสุริยันตะโกน ตอนนี้ทุกคนแทบจะไม่เห็นคนข้างหน้าตนอยู่แล้ว

..........เป็นเวลานานแสนนาน เท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้..ไอหมอกหนาได้ปกคลุมจนมิด..ไม่รู้วัน..ไม่รู้เวลา.....เมื่อหมอกเริ่มเบาบางลง....บางลง.........จนเริ่มจะเห็นเงาตะคุ่มๆของคนข้างหน้าแล้ว....ไอสุริยันก็เอ่ยขึ้น
“หมอกบางลงแล้วล่ะ อดทนอีกหน่อยนะพวกเรา”

......................

“เร็วๆเข้าใกล้จะถึงแล้ว”ไอสุริยันพูดขึ้นอีก

และแล้วเขาก็ออกมายืนอยู่บนพื้นหิมะที่อากาศโดยรอบแจ่มใสยิ่งนัก หยดน้ำเย็นเฉียบติดอยู่เต็มหน้าเขา

“เราพบทางออกแล้ว”ไอสุริยันว่าพลางหันกลับไปดูเพื่อนๆ

ด้านหลังของเขา ........ไม่มีใครเลยเลย! เบื้องหลังของเขามีแต่ฝ้าสีขาวโพน...เป็นทะเลหมอกหนา...........ทำไมไม่มีใครตามเขามาอีก!?!?

“ไอศวรรย์........ภูวไนย........ภาคิน....พัทธ์ธีรา......ประภาพินท์......” ไอสุริยันตะโกนเรียก

เงียบ..............ไม่มีเสียงตอบรับเลย

“อชิตพล....จันทรากานต์......โลกันต์...”เขาเรียกอีก

...........................
..................
........

“มาแล้วๆ....หมอกอาร๊าย..หนาเป็นบ้าเลยเนอะท่านภูวไนย...”เสียกจากโลกันตร์พร้อมกับเงาตะคุ่มๆของมันเดินฝ่าหมอกหนาออกมา

“ดีน๊าเนี่ย....ที่ข้าจมูกไวตามกลิ่นท่านไอสุริยันมา..ม่ายง้านล่าก็พวกท่านหลงกันไปแล้ว....แหมข้าน่าฉลาดเป็นบ้าเลย.....ฮ่าๆๆ”โลกันตร์โผล่ออกมาหัวเราะร่า

“ไงท่านไอสุริยัน....อึ้งไปเลยล่ะสิ....ฮ่าๆๆ”มันอวดพร้อมกับหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ มือข้างนึงของมันจับอยู่กับแขนของใครคนนึงที่........ไม่ใช่ภูวไนย หรือใครๆเลย....แต่มันเป็นร่างๆหนึ่งสีขาวโพน มือที่ซีดเซียวนั้นมีเล็บแหลมคม นัยน์ตา แดงก่ำผมสีขาวยาวสยาย หน้าซีดเซียวพอๆกับมือของมัน และมันไม่ได้มีแค่หนึ่ง แต่มีถึงสามตัวด้วยกัน!

“เจ้า.....พาใครมา โลกันตร์”ไอสุริยันพูดสีหน้าตกตะลึง

“ก็ท่านภูวไนยกับทุกคนไง๊.....อ่ะแหมทำหน้าตกใจกับความสามารถพิเศษของข้าล่ะซี๊...”โลกันตร์พูดพร้อมกับหันหลังไปหาผู้ติดตามตน แต่ก็ต้องผงะไปเมื่อคนที่ตามมาหาใช่คนที่คาดไม่

“อะจ๊าย!...ว๊าก!!...ปล่อยนะเว้ย...ตัวไรเนี่ย!!”โลกันตร์ตกใจและพยายามสลัดมือให้หลุดจากปีศาจร้าย เมื่อมันเป็นอิสระก็วิ่งไปหลบหลังไอสุริยันทันที

“ท่านไอสุริยันช่วยด้วย!”

“เจ้านี่มัน...ดมแต่กลิ่นของข้า ไม่ดมกลิ่นข้างหลังหรือไงว่าใช่พวกเราหรือไม่”ไอสุริยันพูดเสียงโกรธๆและทำท่าเตรียมพร้อมตั้งรับมือปีศาจสามตนนั้น

ทันใดนั้นปีศาจสีขาวโพนทั้งสามก็โจมตีเขาทันทีไอสุริยันต่อสู้อย่างกล้าหาญ ในที่สุดเมื่อเขาปล่อยคลื่นพลังความร้อนออกมา พวกปีศาจนั้นก็มลายหายไป

“รีบไปตามหาพวกเรากันเถอะ ไป”ไอสุริยันสั่งโลกันตร์ เขาดูสีหน้ากังวลใจยิ่งนัก
...................................................


“ประภาพินท์...ใครอยู่ข้างหน้าเจ้า”ภาคินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดูเป็นกังวลใจ

“ก็เจ้าพี่พัทธ์ธีราไงล่ะ...ก็เมื่อกี๊นางอยู่ข้างหน้าไงล่ะ...ใช่มั้ยเพคะ...”ประภาพินท์พูดรอฟังเสียงตอบรับจากพัทธ์ธีราเงียบ.........

“พัทธ์ธีรา....”ประภาพินท์เรียกอีกครั้ง

“ประภาพินท์ปล่อยมือจากสิ่งที่เจ้าจับเดี๋ยวนี้!”ภาคินสั่งเสียงเข้ม

“นี่เจ้า....โอ๊ย!”ประภาพินท์ชักมืออีกข้างที่จับ(ตามที่นางเข้าใจว่าเป็น)พัทธ์ธีราออก

อยู่ๆตาของภาคินก็มีแสงสีฟ้าแว่บขึ้นมาครู่หนึ่ง

“วิ่ง!”ภาคินสั่งนางพร้อมฉุดแขนวิ่ง

“นี่เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ...เจ้าพี่พัทธ์ธีราแค่....”

“นั่นไม่ใช่พัทธ์ธีรา....แต่เป็นปีศาจหมอก”เขาว่ายังคงพาเธอวิ่งต่อไป

“แต่..แล้วพัทธ์ธีราและทุกคนล่ะ”ประภาพินท์ถาม

“ไม่รู้.....แต่ตอนนี้เราต้องออกจากหมอกนี่ไปให้ได้ซะก่อน!”

“ไม่!..ข้าจะไปช่วยเจ้าพี่พัทธ์ธีรา”ประภาพินท์หยุดวิ่งเตรียมจะหันหลับไปทางเดิม

“ไม่ได้นะ! ตอนนี้เราไม่รู้ว่าทุกคนอยู่ไหน...อีกอย่างกลับไปตอนนี้ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”
“แต่...”
“ประภาพินท์...เราต้องเดินหน้าต่อไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น....ข้าเชื่อว่านางต้องปลอดภัยแน่...ลางสังหรณ์ข้าไม่เคยผิดพลาด”ภาคินปลอบ

“ไปเร็วเข้า”เขารีบฉุดเธอวิ่งไปอีก

................................

“ประภาพินท์น้องอยู่ไหนน่ะ”พัทธ์ธีราร้องเรียกหาน้องสาวเมื่อเธอมาอยู่ในที่ๆหมอกพอเบาบางลงบ้าง

“ไหนไปไหนกันหมดนะ”เธอพูดกับตัวเอง แต่เมื่อตั้งท่าจะตะโกนอีกครั้งก็มีร่างสีขาวโพลนโผล่ขึ้นมาจู่โจมเธอ แต่เธอหลบหลีกได้หวุดหวิด เธอตั้งท่ารับต่อสู้กับปีศาจตนนั้น

แต่แล้วก็มีปีศาจอีกตัวโผล่ขึ้นมาจากหมอกทึบอีกตัวหนึ่งเข้าจู่โจมเธอเมื่อเธอกำลังสู้กับปีศาจตัวแรก
แต่แล้ว อชิตพลก็วิ่งเข้ามาช่วยขวางปีศาจตนนั้นไว้และร่วมกันสู้กับเธอ

“มันเป็นปีศาจหมอก ต้องใช้พลังความร้อนเท่านั้นถึงจะจัดการมันได้ พลังของเจ้าเป็นธาตุลมของข้าเป็นธาตุน้ำ มิอาจจะทำลายมันได้ เพียงแค่ทำให้มันบาดเจ็บได้เท่านั้น”อชิตพลอธิบายเมื่อพวกเขาจัดการปีศาจหมอกลงไปบาดเจ็บอยู่บนพื้นได้

“รีบไปกันเถอะ พวกนี้ฟื้นตัวเร็วมากกับหมอกหนาแบบนี้”อชิตพลว่า ซึ่งตอนนี้หมอกเริ่มหนาตาขึ้นอีกเพื่อช่วยเยียวยาปีศาจนั่นเอง

เขาพาเธอวิ่งฝ่าปราการหมอกออกไป

“ทางนี้หมอกเริ่มเบาบางแล้ว”อชิตพลว่าพลางจับมือเธอวิ่งออกไป

“เดี๋ยว...แล้วประภาพินท์กับทุกคนล่ะ”พัทธ์ธีราเอ่ย

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน..ตอนนี้พวกเราคงพลัดกันไปคนละทาง..ฝีมือของปีศาจหมอกนี้แน่ๆ...ภาวนาให้ทุกคนออกไปอย่างปลอดภัยเถอะ”อชิตพลกล่าว และพยักหน้าให้พัทธ์ธีรารีบออกจากบริเวณนี้ เธอยอมตามเขาไปโดยดี แม้ในใจของเธอจะเต็มไปด้วยความกลัว เสียใจ เป็นห่วง และรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องน้องสาวเธอได้........

.................................................

“โอ๊ย...นี่เจ้าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลยรึไง”จันทรากานต์ร้อง เมื่อไอศวรรย์เดินมาชนเธอเข้าให้

“ก็เจ้าหยุดไม่บอกกันสักคำข้าก็ชนเข้าให้สิ”ไอศวรรย์ว่า

“แล้วตามให้ห่างหน่อยไม่ได้รึไง”

“ตามห่างก็หลงน่ะสิ หมอกจัดขนาดนี้เดินห่างสามก้าวก็หลงกันแล้ว”ไอศวรรย์แย้ง

“ว่าแต่เจ้าหยุดทำไม เดี๋ยวก็ตามพวกนั้นไปไม่ทันหรอก”เขาถามเธอ

“ก็...ข้า...ข้าหาพี่อชิตพลไม่เจอน่ะสิ”จันทรากานต์พูด

“อะไรนะ!?”ไอศวรรย์เดินขึ้นมามองไปข้างหน้า

“พี่อชิตพล”จันทรากานต์เรียก

.........
เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับ
........

“มีใครอยู่แถวนี้มั้ย”ไอศวรรย์เรียก แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับมาเลย

“ทำไมเราต้องมาหลงทางกับเจ้าด้วยนะ”จันทรากานต์มองค้อนไปที่ไอศวรรย์

“เจ้าน่าจะตามคนข้างหน้าให้เร็วกว่านี้”ไอศวรรย์พูด

“นี่เจ้าตำหนิข้าหรือ”เธอพูด

“เปล่า...ข้าแค่..เอาเถอะไหนๆก็พลัดกันแล้ว”ไอศวรรย์ตัดบท

“ใครใช้ให้เจ้าตามข้ามาล่ะ”จันทรากานต์ว่า

“ก็...ข้ามองเห็นแต่เจ้านี่นา”เขากล่าว ความจริงแล้วเขาแทบไม่ได้ถอนสายตาจากเธอเลย

“แล้วทำไมต้องมองเห็นแต่ข้า..สายตาเจ้านี่แย่ชะมัด”

“เจ้าไม่แย่กว่าข้าหรือไง เดินตามความว่างเปล่ามาน่ะ”เขาพูดอมยิ้มเล็กน้อยพยายามไม่ให้เป็นการล้อเลียนเธอมากนัก

“นี่เจ้า....”เธอกำลังจะตำหนิเขาแต่..

“ระวัง!..”ไอศวรรย์รีบคว้าเธอไปอีกทางก่อนที่จะถูกปีศาจสีขาวจู่โจม ซึ่งแม้มันพลาด แต่มันก็หันกลับมาจู่โจมอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ไอศวรรย์ตั้งรับไว้ได้ และเป็นฝ่ายรุกบ้าง จันทรากานต์ได้ทีซัดคลื่นพลังใส่ปีศาจตนนั้น

“หนีเร็ว”ไอศวรรย์พูดรีบคว้าแขนเธอออกวิ่งไป

“เดี๋ยว”จันทรากานต์สั่ง

“อะไร”ไอศวรรย์หันมาถาม

“เจ้าบาดเจ็บ”จันทรากานต์มองหน้าเขาและสายตาเธอก็เลื่อนมาที่แขนและมือของเขาที่จับเธอไว้
เลือดของเขาไหลลงมาตามท่อนแขนลงมาสู่มือของเธอที่เขาจับไว้แน่น

“ช่างมันเถอะ ตอนนี้เราอยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัย”ไอศวรรย์ว่าพยายามชักจูงให้เธอรีบออกเดินทาง

“ไม่ได้ เจ้าบาดเจ็บเพราะข้า  ข้าไม่อาจนิ่งนอนใจอยู่ได้ มีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ”จันทรากานต์กล่าวอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แล้วเธอก็รีบเอาผ้าเช็ดหน้าสีเหลือนวลของเธอออกมาพันแผลชั่วคราวให้เขา

“ไปได้แล้วล่ะ”เธอกล่าวเมื่อพันแผลเสร็จ

“ขอบใจนะ”ไอศวรรย์พูดอย่างจริงใจ

เธอไม่พูดว่าอะไร แต่กลับรู้สึกแปลกๆขึ้นในใจเมื่อได้ยินคำของใจจากเขา เธอหลบสายตาเขาแล้วรีบพูดแก้เก้อ

“ไปได้แล้วขืนชักช้าอยู่ ได้ตายกันพอดี และอีกอย่างข้าไม่อยากอยู่กับเจ้าสองต่อสองให้นานนัก”จันทรากานต์กล่าว ซึ่งทำให้ไอศวรรย์หุบยิ้มและดูหม่นหมองลง

“งั้นไปกันเถอะ เมื่อเจอพี่ของเจ้าแล้วข้าจะได้ไม่ลำบากใจอีก”ไอศวรรย์พูดน้ำเสียงน้อยใจเล็กๆแต่จันทรากานต์ไม่อาจทันสังเกตได้เพราะเธอกำลังฉุนกับประโยคที่ว่า .......ข้าจะได้ไม่ลำบากใจอีก......อยู่กับข้ามันลำบากใจมากนักหรือไง...เธอคิดพลางหงุดหงิดอย่างประหลาด

........................................................................

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 08:52:12 PM »
ตอนที่ 6 ธิดาแห่งสายหมอก และนักรบผู้ทรนง

“ภาคิน.......พัทธ์ธีรา ประภาพินท์.....ไอสุริยัน ไอศวรรย์........อชิตพล จันทรากานต์....โลกันต์”ภูวไนยเรียกหาทุกคนไปพลางเดินไปพลาง บัดนี้เขาอยู่เพียงคนเดียวท่ามกลางหมอกหนาแห่งนี้

“หายไปไหนกันหมดนะ...”เขาพูดกับตัวเอง

“เมื่อกี๊ก็ยังอยู่ด้วยกัน...ถึงจะหลงก็ไม่น่าจะหายไปไหนไกลจนไม่ได้ยินเราเรียกนี่นา...”

“ภาคิน...ทุกคนใครได้ยินตอบด้วย”ภูวไนยตะโกนอีกครั้ง

“ฮ่าๆๆ...ไม่มีใครได้ยินเจ้าหรอก ต่อให้เจ้าตะโกนจนสิ้นเสียงก็ตาม”เสียงๆหนึ่งดังขึ้นเป็นเสียงผู้หญิง เขามองไปรอบๆอย่างระวัง

“เจ้าเป็นใคร และต้องการอะไร”ภูวไนยสอดสายตามองหาต้นตอของเสียง ซึ่งบัดนี้หมอกยังคงหนาแน่นอยู่

“บังอาจ เราต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าต้องการอะไร ถึงบุกรุกมายังดินแดนของข้าเช่นนี้”เสียงๆนั้นดังขึ้นอีก

“ข้าขอโทษถ้าการเดินทางของข้าเป็นการรบกวนท่าน”ภูวไนยพูด

“หึ..ใครที่ย่างก้าวเข้ามาในดงหมอกของข้าใช่ว่าจะรอดกลับไปได้”เสียงนั้นพูดขึ้นอีก

“ข้าและเพื่อนๆมาอย่างสันติ เราไม่ต้องการสู้กับใครนอกจาก กาฬอสูร”ภูวไนยกล่าว

“....ไม่อาจกล้าไปหน่อยหรือที่พูดชื่อนี้ที่นี่ เจ้าดูถูกเราว่าไม่คู่ควรกับฝีมือเจ้างั้นรึ ..ได้งั้นมาลองดูหน่อยเป็นไรว่าฝีมือของข้า จะเหนือกว่าเจ้าหรือไม่”เมื่อสิ้นเสียงโดยที่ภูวไนยไม่ทันจะแก้ตัว ก็มีเกล็ดน้ำแข็งมากมายพุ่งเข้าใส่ภูวไนยอย่างรุนแรง เขาทันเสกทวนมากวัดแกว่งเป็นปราการกันห่าเกล็ดน้ำแข็งได้ แต่ก็มีเกล็ดน้ำแข็งบางเม็ดที่ทันได้ลิ้มผิวหนังบางส่วน ทำให้เป็นบาดแผลเล็กๆสองสามแห่ง

“แน่จริงก็ออกมาสู้กันตัวต่อตัวสิ มิใช่ลอบกัดกันแบบนี้ ไม่ยุติธรรมนี่นา”ภูวไนยตะโกนไปพลางต้านห่าฝนเกล็ดน้ำแข็งไปพลาง

“นี่เจ้า..บังอาจหาว่าข้าลอบกัดงั้นรึ...หึ”เสียงนั้นโกรธเกรี้ยว พลันห่าฝนเกล็ดน้ำแข็งก็หยุดลง

หมอกเริ่มสลายลงปรากฏให้เห็นสภาพแวดล้อมข้างเคียงขึ้นเรื่อยๆ

แล้วก็ปรากฏร่างๆหนึ่งอันรางเลือนตรงหน้าเขา.......ในขณะที่ หมอกเบาบางลงๆ.....เรื่อยๆ

ร่างๆนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นร่างของปีศาจสีขาวนัยน์ตาแดงก่ำน่ากลัวแบบที่เขาคาดไว้ แต่ไม่เลย คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นเพียงหญิงสาวสวยน่ารักมากในชุดสีขาวทั้งตัว ยืนทำหน้าโกรธเกรี้ยวอยู่ตรงหน้า ทำให้เขาแทบลืมหายใจ

“ตอนนี้เราก็เสมอภาคกันแล้ว เตรียมรับมือ”ว่าแล้วเธอก็กะโจนต่อสู้จู่โจมเขาอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว แต่ด้วยความว่องไว ภูวไนยทันเอาหอกตั้งรับไว้ได้ทัน แต่เขาก็ได้แต่ตั้งรับเธอฝ่ายเดียว

“สู้สิ ทำไมเจ้าไม่สู้ ...แสดงฝีมือของเจ้าออกมาสิ”เธอเอ่ยพร้อมกับโจมตีอย่างหนักหน่วง

“ข้าไม่คิดสู้กับผู้หญิง”ภูวไนยพูด

“อ๋อ...งั้นหรอ.....ดูถูกกันมากเกินไปแล้ว..นี่แน่ะ”เธอตวัดดาบออกไปโดนต้นแขนเขาจนได้เลือด

“เห็นฝีมือข้ารึยังล่ะ.....อย่าดูถูกกันให้มากนัก”เธอยิ้มสะใจที่เขาได้เลือด

“ข้าไม่ได้ดูถูก แต่ให้เกียรติผู้หญิงต่างหาก”ภูวไนยพูดพลางก้มมองดูแผลที่ต้นแขนเขา

“แต่เมื่อเราให้เกียรติเจ้าแต่เจ้าไม่รับ ก็อย่าหาว่าเราไม่เกรงใจล่ะ”ว่าแล้วภูวไนยก็เป็นฝ่ายโจมตีเธอบ้าง

“ได้..เข้ามาเลย”

แล้วทั้งสองก็ต่อสู้กัน แต่เมื่อสู้กันตรงๆ ฝีมือของภูวไนยเหนือกว่าอยู่แล้ว ทำให้ อวัศยาเสียทีและถูกภูวไนยควบคุมตัวได้ เขาล็อคแขนเธอไขว้ไว้ข้างหลัง เธอดิ้นรนขัดขืน

“เอาล่ะแม่ตัวยุ่ง”ภูวไนยพูด

“เราไม่ใช่ตัวยุ่งนะ”อวัศยาบ่น

“ไม่ให้ยุ่งได้อย่างไร ก็เจ้าทำให้เพื่อนๆของเราพลัดหลงกัน”ภูวไนยกล่าว

“เจ้าจะเอายังไง”เธอว่า

“สลายหมอกนี่ซะ”ภูวไนยสั่ง

อวัศยา
มองเขาด้วยสีหน้าเจ็บใจแต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“เจ้าก็ปล่อยข้าก่อนสิ  ข้าจะได้ร่ายมนต์ได้ถนัดหน่อย”เธอว่า

ภูวไนยดูสีหน้าลังเล

“ไม่งั้นข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้”เธอกล่าวเสริมเมื่อเห็นเขาสีหน้าลังเล

ภูวไนยจึงตัดสินใจปล่อยเธอ แต่ก็จ้องดูไม่วางตา

อวัศยาได้ทีรีบผลักภูวไนย ออกไป

“ตื่นขึ้นมาสหายแห่งข้า”เธอตะโกน ทันใดนั้นก็มีปีศาจสีขาวโพลนเข้ามาจู่โจมภูวไนย แต่ภูวไนยไวกว่ารีบกระโจนหลบ ฉับพลันเขาก็หายไปต่อหน้าต่อตาเธอ อวัศยามองหา เพียงชั่วครู่เขาก็ปรากฏตัวด้านหลังเธอและกอดเธอไว้แน่น

“โอ๊ย ปล่อยนะ”อวัศยาตกใจทำอะไรไม่ถูก

“เราขอสั่งให้เจ้าสลายหมอกนี้ไปซะ และไล่เพื่อนผู้ซีดเซียวของเจ้าไปด้วย”ภูวไนยสั่ง

“ถ้าเราไม่ทำตามล่ะ”อวัศยาพูดพลางหาทางหนีทีไล่ แต่ตอนนี้เธอก็อับจนหนทางเมื่อตกอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้

“ถ้าเจ้าไม่ทำตาม...เราก็......เราก็จะหอมแก้มเจ้าไง”ภูวไนยทำท่าเหมือนจะหอมแก้มเธอ แต่เธอเอี้ยวตัวหลบไปก่อน เขายิ้มย่องที่ได้แกล้งเธอ

“ได้ๆ..ปล่อยข้าก่อนสิ”อวัศยาว่า

“ไม่จนกว่าเจ้าจะทำตามที่เราบอก แล้วตอนนี้เจ้าก็ไม่เห็นจะลำบากอะไรถ้าจะร่ายมนต์สลายหมอก”ภูวไนยพูด

อวัศยาเมื่อเห็นว่าไม่มีทางใดจะแก้ได้ก็จำใจยอม ยกแขนท่อนล่างที่ปราศจากพันธนาการขึ้นมาพนมมือแล้วร่ายมนต์สลายหมอกไป

เมื่อหมอกจางลง แต่ก็ไม่มีวี่แววของคนที่เหลือเลย

“เพื่อน และน้องชายเราหายไปไหนหมด”ภูวไนยถาม

“หึ..ป่านนี้คงถูกปีศาจหมอกจับตัวไป หรือถ้ารอด ก็จะต้องเจอกับปราการของพี่ชายข้า คราวนี้ไม่มีทางรอดแน่”อวัศยาพูด

“งั้นหรอ?!?..ดีงั้นเจ้าก็มาเป็นตัวประกันของเราแลกกับเพื่อนของเราคืนมา”ว่าแล้วภูวไนยก็จับมืออวัศยาไพ่ไว้ข้างหลังและมัดนางด้วยเวทมนต์

“ไหนบอกไม่รังแกผู้หญิงไง”อวัศยาพูดเสียงอ่อนลง

“ผู้หญิงจอมเจ้าเล่ห์อย่างเจ้าอย่างนี้ไม่เรียกว่ารังแกหรอก ...เรียกว่าป้องกันตนเองน่าจะดีกว่านะ”ภูวไนยพูดพลางยิ้มให้เธอเมื่อจัดแจงมัดเธอเรียบร้อยแล้ว

“เจ้า!...หึ!..พี่ข้าจะต้องจัดการเจ้า”เธอบ่น

“เอาล่ะเลิกพล่ามซะทีแล้วนำทางไปได้แล้ว”ภูวไนยสั่ง

อวัศยาทำสีหน้าเจ็บใจแต่แล้วก็นึกสนุกขึ้นมาได้

...ดี...จะพา วนซะให้เข็ด...ไม่แน่เราอาจจะหนีได้ก็ได้...เธอคิดเมื่อเดินนำภูวไนย ออกไป
......................................................


“ว่าไงนะ พวกมันฝ่าด่านม่านหมอกของอวัศยามาได้หรือ”อัศวกาจ เดือดดาล

“แล้วอวัศยาไปไหนซะล่ะ”เขาถามทหารที่มารายงานต่อ

“ไม่ทราบด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ”นายทหารคนนั้นตอบ

“...สั่งการลงไป เพิ่มกองกำลัง ขัดขวางจัดการพวกมันซะ อย่าให้ล่วงสู่ตัวเมืองได้”อัศวกาจ สั่ง

“รับด้วยเกล้า พะย่ะค่ะ”นายทหารผู้นั้นถวายคำนับแล้วออกไป

............................................

ไม่นานทหารก็กลับมารายงาน

“ขอเดชะ...เอ่อ....”ทหารนายนั้นตะกุกตะกัก

“อะไรอีกล่ะ!”

“ข้าสมควรตาย...พวกนั้นฝีมือเก่งกล้านัก แม้จะถูกจับแยก แต่ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีฝีมือกล้าแข็งจนพวกเราไม่อาจต้านได้พะย่ะค่ะ”นายทหารผู้นั้นกราบทูลน้ำเสียงเจือไปด้วยความกลัวอาญา

“อะไรนะ!...พวกไม่เอาไหน ต้องให้ถึงมือข้าจนได้....ไปออกไปให้พ้น เตรียมไปเก็บพวกมันมาให้ข้า”อัศวกาจ สั่งเสียงดังอย่างเฉียบขาด

“พวกนั้นเป็นใครกันนะ ถึงเก่งกาจถึงขั้นผ่านด่านของอวัศยามาได้......แต่ถึงจะเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้หรอก”อัศวกาจ พูดกับตัวเอง สายตามิใช่กราดเกรี้ยว แต่เป็นสายตาที่แสดงถึงความตื่นเต้นในฝีมือของคู่ต่อสู้มากกว่า

.....................................................

“ดูนั่นสิ....”พัทธ์ธีราพูดพลางชี้ให้อชิตพลดูวงสีขาวกำลังคืบคลานมาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว

“แย่แล้วนั่นมัน...”อชิตพลกล่าว

“ที่นี่กำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง!”พัทธ์ธีราพูดต่อ

“หนีเร็ว!”อชิตพลสั่งพลางคว้าข้อมือเธอวิ่งกลับหลังไปอย่างรวดเร็ว

“ถ้ากลับไปจะต้องเจอกับปีศาจหมอกอีก”พัทธ์ธีราพูดไปวิ่งไป

“เราไม่มีทางเลือก อย่างน้อยพวกนั้นก็ยังดีกว่าต้องมาแข็งตายอยู่ที่นี่”อชิตพลกล่าวและรีบเพิ่มความเร็วฝีเท้าเข้าไปอีกเมื่อพื้นดินพื้นหญ้าและสิ่งแวดล้อมด้านหลังของพวกเขากำลังกลายเป็นน้ำแข็งไล่พวกเขามาทุกทีๆแล้ว

“ไม่มีทางแก้เลยหรือ”พัทธ์ธีราถามพลางวิ่งพลาง

“ความหนาวเย็นต้องมีพลังความร้อนสู้ แต่เราไม่มีเลย........”อชิตพลกล่าว

“พัทธ์ธีรา ข้าจะปล่อยมือเจ้าเพื่อร่ายมนต์ เจ้าวิ่งตามมาให้ใกล้ข้าที่สุดนะ”ว่าแล้ว อชิตพลก็ปล่อยมือและร่ายมนต์ สักครู่ก็เหมือนมีฟองอากาศรายล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งสองไว้ทันก่อนที่ความหนาวเย็นดุจน้ำแข็งจะมาถึงตัวทั้งสองคนได้ และแล้วฟองอากาศนั้นก็แข็งกระด้างหยุดอยู่กับที่

ทว่า สิ่งมีชีวิตภายในยังคงปลอดภัย.....

“มันเป็นวิธีสุดท้ายที่จะช่วยไม่ให้เราแข็งตายได้....แต่มันก็เป็นเหมือนการกุมขังตนเองไว้เหมือนกัน”อชิตพลเอ่ยเสียงเศร้า

“ท่านทำดีที่สุดแล้ว....ข้าคิดว่าในความคิดของท่าน ท่านคิดว่าเราน่าจะเจรจากับชาวหิมวัตนครได้”พัทธ์ธีราเอ่ย

อชิตพลยิ้มเล็กน้อยกับความเฉลียวฉลาดของเธอ

“ใช่ ข้าคิดเช่นนั้น”เขาพูด

“เราคงต้องรออยู่ในนี้”พัทธ์ธีรากล่าว

“แต่ข้าว่าคงรอไม่นานหรอก...โน่นไงพวกนั้นเดินมาทางนี้แล้ว”อชิตพลพูดเมื่อเห็นกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งเดินมาทางพวกเขา พวกนั้นทึ่งมากเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังไม่ถูกแช่แข็ง

“เราสองไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด และเราจำเป็นต้องเดินทางผ่านทางนี้ โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะ”พัทธ์ธีราพูดกับพวกกลุ่มทหาร

“พวกข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆทั้งนั้น”ทหารผู้หนึ่งกล่าว แล้วก็ส่งสัญญาณให้เพื่อนๆช่วยกันแบก อชิตพลและพัทธ์ธีราที่อยู่ข้างในฟองอากาศนั้นไป

.......................................

ประภาพินท์และภาคินเดินมาด้วยกัน ภาคินเหลียวหน้ามองหลังระวังการจู่โจมของศัตรูที่อาจจะมีได้ทุกเมื่อ ประภาพินท์เดินมาข้างหน้าพลันสะดุดกับของสิ่งหนึ่งบนพื้น

“นี่มัน...ปิ่นปักผมของพี่พัทธ์ธีรานี่นา!”ประภาพินท์พูดพลางมองหาพี่สาว

“มีการต่อสู้ที่นี่..เธอคงเจอโจมตีที่นี่...ไม่ได้อยู่คนเดียว..มีอีกคนหนึ่งอยู่กับเธอ....พวกเขาปลอดภัย มีรอยเท้าสองคู่เดินไปทางนั้น”ภาคินพูดจากการสังเกตร่องรอยบนพื้นหิมะ และชี้ไปทางรอยเท้าสองคู่ที่เดินเป็นทางไปทางตะวันตก

ทันทีที่เขาพูดจบประภาพินท์ก็รีบวิ่งไปทางรอยเท้าที่มุ่งหน้าไป

“พี่พัทธ์ธีรา...พี่อยู่ที่ไหน พี่พัทธ์ธีรา...”ประภาพินท์วิ่งไปพลางตะโกนเรียก

“เดี๋ยวก่อนประภาพินท์”ภาคินเรียกเธอ แต่ดูเธอไม่ยอมหยุด ยังคงวิ่งไปข้างหน้าต่อ

ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวเพียงเสี้ยวเดียว เมื่อภาคิน กระโดดไปทันคว้าแขนเธอได้ แสงสีฟ้าอ่อนสว่างขึ้นรอบตัวพวกเขา ก่อนที่ดงน้ำแข็งจจู่โจมเกาะกุมพวกเขาเอาไว้ แน่นิ่งสนิทเพียงครู่เดียว
ร่างสองร่างแข็งกระด้างแน่นิ่ง มีเพียงตาเท่านั้นที่กลอกกลิ้งไปมาได้ และทหารสี่นายก็มาพาตัวพวกเขาไป

.............................................

ไอศวรรย์กำลังนั่งลงทำสมาธิ

“นี่เจ้าทำอะไรน่ะ เวลาอย่างนี้ยังจะมานั่งใจเย็นอยู่ได้”จันทรากานต์ต่อว่า

“เราจะติดต่อเจ้าพี่ไอสุริยันทางจิต ถ้าเจ้าจะกรุณาเงียบให้ข้าทำสมาธิ เจ้าก็จะไม่ต้องมาทนอยู่กันสองคนกับข้า”ไอศวรรย์พูดแล้วก็นั่งหลับตาทำสมาธิ ปล่อยให้จันทรากานต์ทำสีหน้าไม่พอใจเขาต่อไป

.......เจ้าพี่ไอสุริยัน.....ได้ยินข้าหรือไม่.......


“อ้าวหยุดทำไมล่ะท่านไอสุริยัน..เดี๋ยวพวกมันก็ตามมาหรอก”โลกันตร์ถามไอสุริยันเมื่ออยู่ๆเขาก็หยุดเดินเสียดื้อๆ ราวกับสะดุดกับอะไรบางอย่าง

“เงียบโลกันตร์”ไอสุริยันสั่ง พลางหลับตาทำสมาธิ

“พี่ไอสุริยัน ท่านได้ยินข้าหรือไม่”เสียงของไอศวรรย์ดังแว่วมา

 “ไอศวรรย์ พี่ได้ยินแล้ว...กำหนดจิตเจ้าให้นิ่ง พี่กำลังตาม......ไอศวรรย์...ไอศวรรย์”

“นี่เจ้ากวนข้าทำไม”ไอศวรรย์ตื่นจากสมาธิหันไปว่าจันทรากานต์ที่ยืนสะกิดเรียกเขา

เธอจ้องมองไปข้างหน้าอย่างตกตะลึง ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากเธอ ไอศวรรย์จึงเหลียวไปมองดู และแล้วเขาก็เห็นดินแดนข้างหน้ากำลังค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็งรุกคืบคลานมาทางเขาอย่างรวดเร็ว!

“หนีเร็ว”เขาคว้าแขนจันทรากานต์ออกวิ่ง

แต่ วงมนตร์น้ำแข็งกำลังรุกเข้ามาหาเขาเร็วกว่านัก พื้นหญ้าที่ใกล้เท้าจันทรากานต์กำลังเปลี่ยนเป็นสีขาวของเกล็ดน้ำแข็ง ทันใดนั้นก็ปรากฏแสงสีแดงรอบตัวพวกเขา มันทำให้พวกเขาอบอุ่นอย่างประหลาด และแล้วแถบน้ำแข็งก็รุกผ่านพวกเขาไป สิ่งแวดล้อมรอบตัวกลายเป็นสีขาวโพนของเกล็ดน้ำแข็ง ยกเว้นบริเวณรอบๆฝีเท้าของพวกเขาเท่านั้น

“เจ้าพี่ไอสุริยัน”ไอศวรรย์ทักเมื่อไอสุริยันวิ่งเข้ามาหาเขาสองคน โดยมีโลกันตร์ตามมาด้วย ทั้งสองก็มีแสงสีแดงรายล้อมรอบตัวเหมือนแสงออร่าที่เปล่งออกมาจากตัว

“พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”ไอสุริยันถาม

“ปลอดภัยดีพระเจ้าค่ะ ขอบพระทัยเจ้าพี่มาก”ไอศวรรย์ตอบ

“ท่านเจอพี่ชายข้าบ้างไหม”จันทรากานต์ถาม

ไอสุริยันส่ายหน้า

“ได้แต่หวังว่าพวกเขาคงจะปลอดภัยล่ะนะ...พี่ว่าเรารีบไปตามหาพวกเขากันเถอะ”
ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน

“พวกเพื่อนๆของพวกเจ้าถูกเราคุมตัวไว้หมดแล้ว”เสียงๆหนึ่งดังขึ้น ทั้งสี่หันไปมอง

ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีขาวท่าทางองอาจ สง่าผ่าเผยยืนอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาดูดุดัน ห้าวหาญ

“ว่าไงนะ...”จันทรากานต์กล่าว

อัศวกาจ ไม่ตอบเพียงแต่ยกมือขวาไปข้างๆ

ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของ อชิตพล กับ พัทธ์ธีรา ที่อยู่ในลูกกลมน้ำแข็ง และภาคิน กับ ประภาพินท์ที่ดูเหมือนถูกแช่แข็งติดกัน มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่เคลื่อนไหวบ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่

“เพื่อนของพวกเจ้าอยู่ในกำมือข้าแล้ว พวกเจ้ายอมสิโรราบซะโดยดี”อัศวกาจ ว่า

“เราไม่เคยบางหมางกันเหตุใดจึงต้องทำร้ายกันด้วย”จันทรากานต์ถาม

“เพราะพวกเจ้าบังอาจรุกล้ำดินแดนเราน่ะสิ แค่นี้โทษก็ถึงตายแล้ว”

“เรื่องแค่นี้ถึงกับขนาดต้องฆ่าฟันเชียวหรอ”ไอศวรรย์พูด

“ผู้บุกรุกมีโทษตายสถานเดียว..แต่เพื่อนของพวกเจ้านับว่ามีฝีมืออยู่มากถึงไม่แข็งตายไปซะก่อน”อัศวกาจ พูด ชั่วแว่บหนึ่งที่ไอศวรรย์แอบสังเกตเห็นแววตาชื่นชมอยู่ในดวงตาของอัศวกาจ

“พวกเราเพียงแต่ขอผ่านดินแดนของพวกท่านไปแค่นั้น มิได้จะมาบุกรุกอันใด”ไอสุริยันกล่าว

“ข้ามีข้อเสนอ”ไอศวรรย์พูดขึ้น แล้วเดินมาอยู่ตรงหน้า

“เจ้ามีฝีมือเป็นเลิศนัก ไม่สนใจประลองฝีมือกับพวกเราหน่อยเป็นไร”ไอศวรรย์ท้า

“ถ้าเราชนะ ท่านต้องปล่อยเพื่อนของเรามา ถ้าเราแพ้ก็ยินดีตาย”ไอศวรรย์พูดต่อ

“....ถ้าข้าเดิมพันแล้วข้าจะได้อันใดล่ะ ชีวิตของพวกเจ้าไม่มีความหมายอันใดกับข้า”อัศวกาจ พูด

“แล้วถ้าเป็นชีวิตน้องสาวเจ้าล่ะ”เสียงของภูวไนยดังขึ้น เขาเดินมากับหญิงสาวนางหนึ่งมือของนางถูกมัดไว้

“เจ้าพี่ช่วยข้าด้วย”อวัศยาตะโกนเรียก

“อวัศยานี่เจ้า....”อัศวกาจ มองไปที่น้องสาวและมองไปที่ภูวไนย

“ปล่อยตัวเพื่อนของเรา แล้วเราจะปล่อยน้องสาวเจ้า”ภูวไนยต่อรอง

“ไม่ยุติธรรมนี่ เจ้ามีตัวประกันเพียงคนเดียว จะเอามาแลกกับตัวประกันของข้าซึ่งมีถึงสี่ได้อย่างไร”อัศวกาจ พูด

“ผู้กล้าย่อมกระหายการรบ  ถ้าพวกเราชนะเจ้าปล่อยเพื่อนเรามาแล้วเราจะปล่อยน้องสาวเจ้าด้วย ถ้าเจ้าแพ้พวกเรายินดีตาย และปล่อยน้องสาวเจ้าด้วย....ดูสิเจ้ามีแต่ได้กับได้นะ”ไอศวรรย์พูด

“.....ได้ข้าตกลง”อัศวกาจ ว่า

“ไม่ได้นะ  ไม่ยุติธรรมนี่นา พี่ข้ามีคนเดียว พวกเจ้ามีกันตั้งหลายคน”อวัศยาพูดขึ้น

“เจ้าคิดว่าข้าจะสู้พวกมันทั้งหมดไม่ได้เรอะ!”อัศวกาจ พูดน้ำเสียงดุดันใส่น้องสาว

“แต่ พวกเราเสียเปรียบนะ พี่ควรจะ..”

“อวัศยา! เจ้าหยุดพล่ามได้แล้ว ข้าตกลงรับคำท้า”อัศวกาจ พูดเสียงดัง

“พี่มันบ้า ปล่อยโอกาสที่จะจับพวกนี้หลุดลอยไป  พี่กระหายที่จะประลองฝีมือกับพวกนี้ใช่มั้ยล่ะ แล้วพี่ก็จะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ถึงพวกเขาไม่จับข้า พี่ก็จะสู้กับพวกเขาตัวต่อตัวอยู่ดี จะมีใครสักกี่คนเชียวที่ทำให้พี่ยอมออกมาสู้ตัวต่อตัวด้วยได้น่ะ ” อวัศยาต่อว่า

“ใช่ ข้ากระหายจะประลองกับผู้กล้า และเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาขวางข้า”อัศวกาจ ตอบ

“ข้าชื่นชมนับถือในหัวใจนักรบของท่านยิ่งนัก เอาล่ะเพื่อความยุติธรรม ข้าจะสู้กับท่านเองเพียงผู้เดียว ถ้าข้าแพ้ ก็ยอมตายไม่เสียดายชีวิต”ไอสุริยันกล่าว

“พวกเจ้าดูถูกฝีมือข้างั้นรึ!”อัศวกาจ พูด

“เปล่าเลย ถ้าท่านชนะ ท่านมีสิทธิ์จะประลองกับน้องชายข้า และคนอื่นๆ ถ้าท่านต้องการ”ไอสุริยันบอก

“ได้...ตกลง”อัศวกาจ พูด
......................................................................

pim_4262

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 09:50:17 PM »
เค้าติดมากมาย ..

พี่กันย์ .. อยากจะบอก .. เค้าให้พี่นัทไปอ่านด้วยแหละ~
ไปอ่านตอนตัวเองกลับชาติมาเกิด

5555+

bobenz

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 10:41:29 PM »
อ้อเคยเห็นบ้างและแต่ยังไม่เคยได้เข้าไปอ่านเคยอ่านคีตะจันทรานะแล้วก็เห็นว่าน้องหยุดแต่งไปนานมากเลยความจริงพี่แต่งนิยายจักรวงศ์เรื่อง "รามสูรกับเทพวายุ"ก็พร้อมๆกับพี่ต้องกันย์แต่งคีตะจันทราเลยก็แปลกใจที่เรื่องนี้มันไม่เคลื่อนไหวเข้าใจมุขมันตันกันได้เรื่องของพี่แต่งได้20กว่าตอนก้ตันเหมือนกันกว่าจะต่อได้จนจบ

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2008, 02:19:28 PM »
ขอบคุณค่ะน้องตูน แหมๆปลื้มมากมาย  :-*

ความจิงก้อไม่ถึงกับตันหรอกนะคะ เพียงแต่ไม่ค่อยมีเวลามาคิดอ่ะค่ะ พอมีเวลาปุ๊บก็มะมีอารมณ์แต่งซะงั้น
แล้วก้อหลายๆเรื่องรวมกัย ก็เรยยเกิดปรากฏการณ์ดองเค็มอย่างที่เห็นเนี่ยแหละค่ะ แฮะๆ :-X

นักรบเกราะใกล้จบแล้วเหลืออีกสองตอน(รึเปล่า?)หรืออาจจะเยอะกว่านั้น
ที่จิงอยากให้จบตอนที่42เพราะเลขสวย แต่ดูท่าแต่งไปๆจะเยอะขึ้นๆ โฮ่ๆ

nanajung

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2008, 10:32:54 PM »
บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดมากน้องกันย์แต่งได้ไงอ่ะ พี่ว่าเอาเรื่องนี้ไปทำภาคต่อเกราะกายสิทธิ์ได้สบายเลยนะเนี่ย
ว่าสิ ทำไม นินดาถึงบอกว่า น้องกันย์แต่ง นักรบเกราะได้ดีมากๆ นับถือ ๆ

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2008, 11:06:54 PM »
ขอบคุณค่ะพี่นานะ อิอิปลื้มๆ :P

มาต่อกันดีกว่า(ระหว่างคิดบทตอนต่อปมะออก55+)


ตอนที่ 7 ขุนเขาคีรีขันธ์นคร


ไอสุริยันและอัศวกาจ ต่อสู้กันผลัดกันรุกรับอย่างแคล่วคล่อง ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร จนตะวันล่วงลับ อาทิตย์อัสดง ราตรีล่วงมา และผ่านพ้นไป ถึงเช้าวันใหม่ ทั้งคู่ดูเหนื่อยอ่อน แต่ก็ไม่มีใครยอมถอย ชั่วครู่ที่ดูเหมือนอัศวกาจ เสียทีไอสุริยัน ซึ่งไอสุริยันปล่อยดาบออกจากอกเขา แล้วอัศวกาจ ก็เรียกพายุโหมกระหน่ำมาทันใดพัดพาเอาไอสุริยันที่ยังไม่ทันตั้งตัวลอยปลิวหายลับไป

“เจ้ามันขี้โกงนี่ สู้กันตัวต่อตัว เหตุใดจึงใช้อำนาจมนตราเช่นนี้”ไอศวรรย์กราดเกรี้ยว

“แล้วนี่ก็ตัวต่อตัวนี่ ไม่ได้บอกว่าข้าไม่สามารถใช้พายุได้ ผู้ไม่ประมาทศัตรูเท่านั้นจึงจะยืนหยัดในสนามรบได้ พี่ของเจ้าคิดว่าเอาชนะข้าได้กระนั้นหรือ”อัศวกาจ พูดเย้ยหยัน

“นี่เจ้า..ดีงั้นข้าเองที่จะเอาชนะเจ้าแก้แค้นเพื่อพี่ข้า”ไอศวรรย์กราดเข้าใส่อย่างดุดัน อัศวกาจตั้งรับอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองสู้กันอย่างไม่ยอมลดละ

“ไอศวรรย์เจ้าอย่าใช้แต่อารมณ์สิ แล้วอย่างนี้เกราะกับสังวาลก็อย่าหวังไปเอาเลย ได้ตายก่อนแน่ๆ” จันทรากานต์ตะโกน

 “เกราะ...เกราะกายสิทธิ์น่ะหรอ”อวัศยาเอ่ยขึ้น เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าไม่น่าพูดออกมาเลยก็ทำเฉไฉไปทางอื่น

“เจ้ารู้จักเกราะกายสิทธิ์ด้วยหรือ”ภูวไนยถาม

“เปล่า...ก็...พวกเจ้าพูดเมื่อกี๊ไง เห็นชื่อมันแปลกดี”อวัศยาแก้ตัว

“แต่จันทรากานต์พูดแค่คำว่าเกราะ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นเกราะกายสิทธิ์”ภูวไนยซัก

“ก็...เอ่อ....จะมีเกราะสักกี่เกราะกันที่เป็นที่ต้องการมาก อย่างเกราะกายสิทธิ์ไง....พวกเจ้าก็อยากได้ใช่มั้ยล่ะ ถึงออกเดินทางตามหามัน”อวัศยาพูด

“ใช่..เราต้องการเกราะกายสิทธิ์”ภูวไนยพูดเมื่ออวัศยาอ้าปากจะพูดต่อเขาก็พูดตัดหน้าก่อน

“แต่ไม่ใช่ตามหาอันเนื่องนาจากการอยากครอบครอง แต่เพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติต่างหาก กาฬอสูรได้เกราะกายสิทธิ์ไปเพื่อจะสร้างอำนาจของมัน เกราะกายสิทธิ์ตกอยู่ในน้ำมือคนชั่ว ปลุกให้เหล่านักรบเกราะกายสิทธิ์ตื่นขึ้นมาเพื่อปกป้องไม่ให้เกราะถูกนำไปใช้ในทางชั่วร้าย...”ภูวไนยพูด

“เกราะกายสิทธิ์...นักรบเกราะกายสิทธิ์....นี่มันอะไรกัน.....หรือที่เจ้าพี่ฝันจะเป็นเรื่องจริงนะ?..”อวัศยาพูดเบาๆ

“เจ้าว่าไงนะพี่เจ้าก็ฝันว่าเกราะกายสิทธิ์ถูกขโมยไปจากถ้ำที่เก็บรักษามันอย่างงั้นหรือ”ภูวไนยถาม

“เจ้ารู้ได้ไงว่าพี่ข้าฝันว่าอย่างนั้น!”อวัศยาพูด

“ช้าก่อน....ไอศวรรย์”ภูวไนยตะโกนเรียก เมื่อเห็นทั้งสองไม่ยอมลดราวาศอกกันตนเองจึงเข้าไปขวาง

“อ๋อ นี่จะรุมล่ะสิ ได้ เข้ามาเลย”อัศวกาจ พูดพร้อมต่อสู้

 “เปล่า แค่จะมาถามว่า ท่าน...เคยฝันเกี่ยวกับเกราะกายสิทธิ์ถูกขโมยไปใช่หรือไม่”ภูวไนยถาม
อัศวกาจไม่ตอบแต่ทำสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย

 “ใช่สินะ นักรบเกราะกายสิทธิ์คนสุดท้ายก็คือท่านนี่เอง”ภูวไนยพูด

“นักรบเกราะอะไรกัน?”อัศวกาจ ถาม

“เกราะกายสิทธิ์ถูกขโมยไปและตกไปอยู่ในมือคน..ไม่ใช่สิอยู่ในมือปีศาจชั่วที่ชื่อ กาฬอสูร มีแต่นักรบคู่เกราะกายสิทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดวันที่ผ่านมา”จันทรากานต์พูด

“กาฬอสูร....พวกเจ้าว่ากาฬอสูรได้เกราะกายสิทธิ์ไปงั้นรึ”อัศวกาจ ถาม ภูวไนยพยักหน้า
....................................

อัศวกาจ ทำการปล่อย อชิตพล พัทธ์ธีรา ประภาพินท์ ภาคิน ให้เป็นอิสระ และพาพวกเขาเข้าเมืองหิมวัติเพื่อพูดคุยกัน อัศวกาจ ส่งคนไปสืบติดตามหาไอสุริยันเพราะคาดว่าน่าจะไปตกอยู่ไม่ไกลนัก จากนั้นพวกเขาก็เล่าถึงความจำเป็นในการเดินทางนี้ และเรื่องของเกราะกายสิทธิ์และนักรบเกราะกายสิทธิ์ให้อัศวกาจ และอวัศยาฟัง

“ตอนนี้พวกเราต้องตามหาสังวาลให้เจอ มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถตามหาเกราะกายสิทธิ์ได้”ภูวไนยกล่าว

“แล้วพวกเจ้าตามหาทั้งที่ไม่รู้ว่าสังวาลอยู่ที่ไหนเนี่ยนะ”อัศวกาจพูด

“ผู้เฒ่าเพียงแต่บอกให้เดินขึ้นเหนือมาเรื่อยๆก็จะพบเอง”ภาคินกล่าว

“ก็น่าจะพบอยู่หรอกนะ เพราะข้าเคยได้ยินอมราวดีพูดถึงมัน”อวัศยาพูดขึ้น

“ใครกันอมราวดี”ภูวไนยถาม

“ข้าเคยเจอนางครั้งนึงที่นางตามพ่อของนางมายังหิมวัตนคร  พวกนางอาศัยอยู่ ณ ขุนเขาคีรีขันธ์นคร”อวัศยาพูด

“ขุนเขาคีรีขันธ์นคร..อยู่ใกล้ที่นี่หรือ”จันทรากานต์ถามบ้าง

“เปล่าหรอก ขุนเขาคีรีขันธ์นคร เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน นอกจากพวกเขาเท่านั้น มันเป็นดินแดนที่แสนสงบสุข และเป็นอมตะ”อัศวกาจบอก

“ข้าเคยได้ยิน...ดินแดนแสนสุขอันไกลพ้น พวกอมรา...ว่ากันว่าพวกนี้มีรูปโฉมงดงามมาก ดุจชาวสวรรค์”ไอศวรรย์พูดขึ้นมาจากการเงียบไปนาน

“มีเรื่องไหนที่เจ้าไม่รู้บ้างมะ”จันทรากานต์ว่า

ไอศวรรย์หันไปทางเธอแววตาของเขาดูเศร้าผิดกับสีหน้าที่ดูเรียบเฉย จันทรากานต์รู้สึกผิดที่พูดออกไปยามที่พี่ชายเขาสูญหายไปอย่างนี้

“ถูกแล้ว อมราวดี เป็นพวกอมรา เธอสวยมากจริงๆ  มีก็แต่พี่ข้าที่ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากการรบ”อวัศยาพูดและหันไปแขวะพี่ชายเมื่อพูดประโยคสุดท้าย

“ก็เหมือนบุรีปรายฟ้าสินะ ที่คนในเท่านั้นที่จะพาเข้าได้น่ะ”อชิตพลว่า

“ไม่หรอก..เพราะบุรีปรายฟ้าไม่มีดินแดนที่แน่นอน ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางมนุษย์โลก คนในเท่านั้นที่สามารถพาคนนอกเข้าได้  แต่คีรีขันธ์นครนั้น ต่างออกไป มันเป็นดินแดนลับแลที่ผู้ปรารถนาไม่อาจเข้าได้ แต่ผู้ไม่ปรารถนาอาจเข้าไปได้เมื่อใจและกายต้องกัน”ไอศวรรย์ว่า

“ท่านช่างรอบรู้นัก  ใช่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ”อัศวกาจพูด

“แล้วเราก็หมดหวังจะเข้าไปน่ะสิ”ภาคินพูด

อัศวกาจและไอศวรรย์เงียบไม่อาจตอบได้

“แล้วคราวที่แล้ว เจ้าเจออมราวดีได้อย่างไรล่ะ”พัทธ์ธีราถามขึ้นมาบ้าง

“ชาวอมราแม้จะเป็นดินแดนแสนสุข แต่ก็ต้องออกมาติดต่อกับโลกภายนอกเพื่อสังเกตความเป็นไปของโลก นางได้ตามพ่อของนางมาด้วย และก็มาเจอกับข้าเนี่ยแหละ”อวัศยากล่าว

“นางไม่บอกวิธีติดต่อเลยหรือ”ไอศวรรย์ถาม

“ไม่เลย นางบอกไม่ได้หรอก”อวัศยาพูด

“...ผู้ไม่ปรารถนาเข้าไปได้เมื่อใจและกายต้องกัน...”ภาคินครุ่นคิด

“แสดงว่าไม่ใช่เข้าไปไม่ได้ แต่เข้าไปได้เมื่อใจและกายต้องกัน...”ไอศวรรย์พูดและครุ่นคิดเช่นเดียวกัน

“ไม่เห็นจะยากเลย ก็ถ้ามีความผูกพันกันก็จะสามารถเข้าไปได้น่ะสิ งั้นก็เลิกหวังเถอะ ขนาดอวัศยาผูกพันเป็นเพื่อนกับอมราวดีก็ยังเข้าไปไม่ได้เลย”ประภาพินท์พูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย

“ผูกพัน...สายใย...เชื่อมโยง...”ภาคินครุ่นคิด

“ถ้าเราให้โชคชะตาพาไปล่ะ”ภาคินเสนอ

“มันจะเป็นไปได้อย่างไร”ประภาพินท์พูด

“ไม่แน่นะ เราต่างคนต่างที่มา ที่พวกเราได้เจอกันที่นี่ก็เป็นเพราะความผูกพันเชื่อมโยงกันของเกราะกายสิทธิ์ ครานี้อาจจะมีใครสามารถไปสู่คีรีขันธ์นครได้ก็ได้”พัทธ์ธีราเห็นด้วย

มีทหารผู้หนึ่งเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา


“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า พวกข้าตามหาพระโอรสไอสุริยันจนทั่วแล้ว ไม่พบแม้แต่เงาพระย่ะค่ะ”ทหารนายนั้นกล่าวทูล

“ว่าไงนะ พายุของข้าไม่เคยพัดพาใครไปนอกดินแดนหิมวัต พวกเจ้าออกไปหาให้ได้ ถ้าไม่เจอไม่ต้องกลับมา!”อัศวกาจสั่งเสียงกราดเกรี้ยว

..........................................................

ไอสุริยันถูกพายุพัดพาไปเรื่อยๆอย่างแปลกประประหลาด พายุนั้นไม่กราดเกรี้ยวเหมือนตอนแรก แต่มันพัดอย่างนิ่มนวลแต่รวดเร็วและไม่ปล่อยให้เขาหลุดออกไปได้  แล้วเขาก็หล่นตุ๊บลงยังที่ๆหนึ่ง ที่นี่ไม่ได้มีแต่หิมะและความหนาวเย็นดังเช่นหิมวัตนคร แต่มีอากาศที่อบอุ่น แสงแดดสีทองเรืองรองที่ขอบฟ้า เป็นเวลารุ่งเช้าที่งดงามนักเมื่อมีสายรุ้งพาดผ่านเป็นรัศมีของดวงอาทิตย์ ทั่วทั้งบริเวณมีดอกไม้ต้นไม้นานาพันธุ์ ผีเสื้อแสนสวยบินว่อนไปมา....

ไอสุริยันมองไปรอบๆบริเวณอย่างตื่นตะลึง

“ที่นี่ที่ไหนนะ..ช่างงดงามนัก”ไอสุริยันพูดกับตนเอง
เขามองสำรวจไปทั่วบริเวณนั้น และเขาก็เห็นด้านหลังของเขาเป็นปราสาทสีเหลืองนวล และที่หน้าต่างห้องบนปราสาทก็ปรากฏมีร่างของหญิงสาวที่งดงามยิ่งยากที่จะหาชมที่ไหนได้ ไอสุริยันยืนตะลึงมองตาค้างถึงความงดงามของเธอ เธอยืนสูดกลิ่นอากาศยามเช้าพลันสายตาเธอก็เหลือบลงมาเห็นไอสุริยันยืนอยู่ข้างล่าง เธอไม่ตกใจ แต่เพียงแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยเท่านั้น สักครู่เธอก็หายไปจากหน้าต่าง ทิ้งไว้แต่ไอสุริยันที่ยืนดั่งต้องมนต์อยู่เบื้องล่าง..........

.....................................................

ศิรชัชตื่นขึ้นมาพร้อมกับความแปลกใจที่เขายังไม่ตาย แถมยังถูกมัดมือเท้าไว้อีก ศิรชัชดึงสาหร่ายผูกมือและเท้าเขาออกอย่างง่ายดายพลางมองดูรอบๆ

“อ้าวมนุษย์ผู้ชายเจ้าตื่นแล้วหรอ”ร่างๆหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเป็นร่างของสาวน้อยน่ารัก เธอมีรอยยิ้มสดใส เดินเข้ามาหาเขาอย่างร่าเริง

“เอ๊ะนี่เจ้าคิดจะหนีรึไง”เธอมองไปเห็นที่มือและเท้าของศิรชัชที่เป็นอิสระพร้อมกับจับมือของเขาขึ้นมาดู

“เจ้า....เป็นใคร”ศิรชัชถามอย่างแปลกใจและงุนงงที่อยู่ๆถูกสาวน้อยนางหนึ่งมาถึงก็เอาแต่พูดๆๆแล้วก็จับมือเขา

 “ว้าว..เจ้าพูดได้ด้วยหรือ”มุกตราภาพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ก็...ได้สิ”ศิรชัชแปลกใจที่หญิงสาวผู้นี้ถามแปลกๆ

“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามนุษย์พูดได้ด้วย..แต่ก็น่ะแหละมนุษย์ส่วนใหญ่ตกลงมาที่นี่ก็ตายหมดนี่นาจะพูดได้ยังไง”เธอพูดพร้อมกับยิ้มร่ามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายอยากรู้อยากเห็น เธอดูสวยน่ารักมากในความคิดของศิรชัชจนเขาเกือบลืมไปว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ และเขามาอยู่ที่ไหน แล้วพลันสายตาของมุกตราภา ก็ไปหยุดอยู่ที่มือของเธอที่ยังคงกำข้อแขนเขาไว้ เธอจึงปล่อยมือเขาอย่างเอียงอาย

เมื่อนึกขึ้นได้เขาก็ถามขึ้นมา
“ที่นี่ที่ไหน ...และเจ้าเป็นใคร”เขาถาม

“ที่นี่คือก้นหุบเหวของธาราภิรมย์ นครแก้วผลึก และข้า มุกตราภา เจ้าล่ะมีชื่อหรือไม่”เธอถาม

 “ข้าชื่อศิรชัช...”เขาบอก

“ศิรชัช....อืม....เจ้าอย่าออกไปข้างนอกนั่นล่ะ ถ้าเกิดใครมาเห็นเข้า ท่านจะไม่ปลอดภัย”นางพูด

“ทำไม?...”

“ก็เพราะเจ้าเป็นมนุษย์น่ะสิ”เธอบอก

“แล้วเจ้ามิใช่มนุษย์หรือ”เขาถามอีก

มุกตราภายิ้ม

“....หรือ เจ้าเป็นนางเงือก?...”ศิรชัชถาม

มุกตราภายิ้มขันก่อนจะตอบ

“...นางเงือกเป็นส่วนหนึ่งของชาวบาดาล เราชาวบาดาล มีทั้งเงือก ปู ปลา กุ้ง หอย เต่า ตะพาบ แต่ข้ามิได้เป็นพวกที่พูดมาหรอก เพราะข้าเป็นหนึ่งในตระกูลเจ้าแห่งสายน้ำ....”เธอเว้นช่วงไว้ให้เขาเดา

“หรือว่าเจ้าเป็น........นาคราช!...”ศิรชัชพูดแทบกระซิบอย่างคาดไม่ถึง

“ว้าว! เจ้านี่ฉลาดจริงๆเลย....สมแล้วที่เราเก็บเจ้ามาเลี้ยงแทนเจ้าบึกยักษ์ขี้เกียจตัวนั้น”มุกตราภายิ้ม

“อะไรนะ...นี่เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร”ศิรชัชพูด

“ก็....เป็นเพื่อนเล่นข้าตัวใหม่ไงล่ะ”มุกตราภาพูด

“เพื่อนเล่น? นี่ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้าหรอกนะ ข้าต้องไป..”

“เจ้าจะไปไหนไม่ได้ เพราะเพียงเจ้าออกจากที่ซ่อนแห่งเดียวที่ข้ามีอยู่ตอนนี้ เจ้าก็จะต้องตาย”มุกตราภาว่า

“ข้าไม่กลัว”ศิรชัชพูดพลางลุกทำท่าจะออกไป แต่มุกตราภาฉุดมือรั้งเขาไว้ก่อน

“เจ้าจะออกไปไม่ได้นะ”เธอพูด

“เจ้าไม่มีสิทธิ์ห้ามข้า”ศิรชัชพูด

“เจ้าจะออกไปได้ยังไง นี่มันใต้บาดาลลึก ออกไปถึงจะผ่านด่านทหารของพ่อข้าได้ แต่เมื่อเจ้าผ่านผนังถ้ำมรกตออกไปเจ้าก็ต้องจมน้ำตายอยู่ดี”มุกตราภากล่าว

ศิรชัชนิ่งคิด และค่อยๆอ่อนลง

“เจ้าช่วยข้าอีกครั้งได้มั้ย ข้าสัญญาถ้าข้าไม่ตายก่อน ข้าจะมาทดแทนบุญคุณเจ้า”ศิรชัชพูดพร้อมกับจับมือมุกตราภาขึ้นมาทั้งสองข้างเพื่อขอร้องเธอ

“ข้า...เอ่อ....”

“ข้ามีภารกิจสำคัญยิ่งที่ต้องทำเพราะมันเกี่ยวพันถึงชีวิตอาณาประชาราษฎร์  และมีน้องสาวสองคนต้องดูแล ป่านนี้ไม่รู้พวกนางจะเป็นอย่างไรบ้าง”ศิรชัชส่งสายตาขอร้อง และเขาก็เล่าถึงความจำเป็นของเขาให้เธอฟังจนหมด เขารู้สึกไว้ใจเธออย่างประหลาดที่จะเล่าเรื่องเกราะกายสิทธิ์ให้เธอรู้

“ท่านเป็นเพียงมนุษย์ตัวกระจ้อย แต่มากไปด้วยภาระอันใหญ่ยิ่ง...............ได้...ข้าจะลองดู...”มุกตราภาพูด ศิรชัชยิ้มออก

 “แต่ไม่ใช่วันนี้หรอกนะ มันเร็วเกินไปข้ายังไม่ได้คิดหาหนทางวางแผนไว้”เธอพูดก่อนจะนึกได้ว่าศิรชัชจับมือเธออยู่ เธอรีบดึงมือออกจากเขาและหลบสายตา  หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ข้า...ต้องไปแล้ว หายไปนานๆเดี๋ยวทุกคนจะพากันตามหาตัวข้า ข้าไปล่ะนะ”มุกตราภาพูดแล้วเดิน

ออกไป ทิ้งให้ศิรชัชยืนมองเธอเดินออกไปเขายิ้มน้อยๆกับความสดใสน่ารักของเธอ

“นี่! ข้าไม่ใช่มนุษย์ตัวกระจ้อยสักหน่อย อย่างน้อยข้าก็ตัวโตกว่าเจ้ามากนะ”ศิรชัชตะโกนตามหลัง..............................................................

...............................................

“ข้าไม่คิดว่าท่านจะมาถึงเร็วปานนี้ ....ขอต้อนรับสู่ขุนเขาคีรีขันธ์นคร”เธอพูดและยิ้มรับเขา ไอสุริยันหันไปมอง หญิงสาวผู้นั้นที่เขาเห็นที่หน้าต่าง บัดนี้เธอได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เสียงของเธอไพเราะดุจเสียงดนตรีจากสวรรค์  เธอ ย่างก้าวเข้ามาหาเขาอย่างนิ่มนวล และส่งยิ้มไมตรีมาที่เขา

“ท่านรู้ล่วงหน้าหรือว่าข้าจะมาที่นี่”ไอสุริยันถามขึ้นมาเมื่อได้สติ

“ข้าแค่มองเห็นอนาคตอันใกล้ เมื่อจิตสงบนิ่ง”นางพูด

“ท่านทำนายอนาคตได้งั้นหรือ”ไอสุริยันถามต่อ

เธอยิ้มและส่ายหัวเล็กน้อย

“ข้าเพียงแต่มองเห็นเมื่อจิตสงบนิ่งเท่านั้น ......อนาคตเป็นสิ่งที่เรากำหนดให้มันเป็นไป ไม่มีความแน่นอนในตัวของมันเอง...”เธอพูด

ไอสุริยันนิ่งคิดแม้เขาจะยังไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม แต่เขามีเรื่องสงสัยมากมายเหลือเกิน

“แล้วเจ้าเป็นใคร แล้วขุนเขาคีรีขันธ์นครนี่คือที่ไหนกัน แล้วข้าจะกลับออกไปได้หรือไม่ ข้ามีภารกิจมากมายต้องทำ เจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่”ไอสุริยันถามมากมาย

เธอยิ้มให้เขาแล้วกล่าวว่า
“คำถามท่านช่างมากมายนัก........ข้าชื่อ อมราวดี อาศัยอยู่ที่นี่ขุนเขาคีรีขันธ์นคร ดินแดนแห่งความสุขสงบและเป็นอมตะ คนนอกจะเข้ามาที่แห่งนี้ได้น้อยคนนัก  และท่านก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ามาอยู่ในดินแดนอันแสนสงบสุขนี้  มีชีวิตที่เป็นอมตะ ไม่เจ็บ ไม่แก่ ไม่ตาย โลกภายนอกกำลังจะร้อนเป็นไฟ ท่านอยู่ที่นี่ไม่มีสิ่งใดมาแผ้วพานท่านได้...และ...ไม่มีใครที่เข้ามาที่นี่แล้วอยากออกไปดอก”เธอพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา

“แต่ข้ามีภาระหน้าที่จะต้องทำ ข้ามิอาจทิ้งน้องชาย และเพื่อนๆของข้าเพื่อเอาตัวรอดเพียงผู้เดียวหรอก...เจ้าช่วยให้ข้ากลับออกไปได้หรือไม่”ไอสุริยันพูด

“ภารกิจของเจ้าสำคัญยิ่งกว่าชีวิตและความสุขของเจ้าเชียวหรือ”อมราวดีถาม

“ภารกิจของข้า และเหล่าผองเพื่อนของข้า คือการตามหาเกราะกายสิทธิ์และช่วงชิงมาจากกาฬอสูร เพื่อช่วยสรรพชีวิต และความสุขของข้าก็คือการที่ได้เห็นหมู่มวลมนุษย์มีความสุขสงบ”ไอสุริยันตอบ

“....น้ำใจของท่านช่างประเสริฐนัก ข้ามิเคยพบเห็นผู้ใดที่รักผู้อื่นมากกว่าตนเองมาก่อนอย่างท่าน...แต่การตามชิงเกราะกายสิทธิ์จากกาฬอสูรนั้นเป็นเรื่องยากลำบากนัก หนทางสู่ดินแดนอสูรคดเคี้ยววกวน ยากแก่การเข้าถึง ท่านและเพื่อนๆเลิกหวังซะเถอะ”อมราวดีกล่าว

“ที่พวกเราต้องการคือสังวาลแก้วสุริยะกานต์ เพราะมันจะช่วยนำทางไปหาเกราะกายสิทธิ์ และตอนนี้พวกเรากำลังตามหามันอยู่....ได้โปรดช่วยข้าออกไปจากที่นี่ด้วยเถอะนะ อมราวดี”ไอสุริยันพูด

“.....ถ้าเกิดท่านออกไปได้ และตามหาสังวาลไม่พบ ท่านก็ไม่สามารถเข้าไปสู่ดินแดนอสูรได้อยู่ดี และท่านก็ต้องตาย  ท่านยังคิดที่จะออกไปอยู่อีกหรือ”เธอถาม

“ข้าขอยืนยันว่าข้าจะต้องออกไปให้ได้ ข้ามิอาจหนีเอาตัวรอดเพียงผู้เดียวได้หรอก”ไอสุริยันพูดหนักแน่น

เมื่อเธอเห็นว่าไม่สามารถโน้มน้าวให้เขาอยู่ได้ เธอก็ตัดสินใจพูดกับเขา

“ท่านจะไม่มีทางหาสังวาลเจอข้างนอกโน่นหรอก ข้ายืนยัน”อมราวดีพูด

“ท่าน...มองเห็นอนาคตงั้นหรือ”ไอสุริยันถามเสียงแผ่วเบา..หมดหวัง

“เปล่า....เพียงแต่ว่า สังวาลนั้นอยู่ที่นี่ ขุนเขาคีรีขันธ์นครแห่งนี้”เธอตอบ

“จริงหรือ!...เอ่อ..ข้าจะขอยืมได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าใช้เสร็จจะคืนให้แน่นอน”ไอสุริยันพูดด้วยความดีใจ

“ท่านคิดว่าเจ้าออกไปแล้วจะเข้ามาในนี้ได้อีกอย่างงั้นรึ....แล้วเจ้ามั่นใจหรือว่าจะช่วงชิงเอาเกราะกายสิทธิ์มาจากกาฬอสูรได้.....และ...เจ้าคิดว่าจะเอาสังวาลออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆเช่นนั้นรึ”อมราวดีพูดเสียงราบเรียบแต่ดูเฉียบขาด

“ข้า....ได้โปรดเถอะนะ อมราวดี ท่านไม่เห็นแก่หมู่มวลมนุษยชาติบ้างหรือ ว่าจะวุ่นวาย ทุกข์โศก หรือพินาศย่อยยับ มากเพียงไหน..... ชาวคีรีขันธ์นครจะอยู่อย่างนี้ ท่ามกลางหมู่มวลอสูรที่ครอบครองดินแดนมนุษย์เยี่ยงนั้นหรือ ท่านทนได้กระนั้นหรือ”ไอสุริยันพูด

“แน่นอน..ข้าไม่ปรารถนาเช่นนั้น...”เธอพูดพลางคิดหนัก

“ถ้าท่านช่วยข้า....ให้ข้ายืมสังวาล อย่างน้อยเราก็มีความหวัง...ดีกว่าหมดหวัง มิใช่หรือ”เขาเกลี้ยกล่อมเธอ

“.....ความหวังของท่าน เปรียบดั่งอยู่ในอุโมงค์มืดมิด มีแสงสว่างริบหรี่อยู่ปลายอุโมงค์อันไกลโพ้น.....
..................แต่ความสิ้นหวัง....ไม่มีแม้แต่แสงสว่างเลย”เธอหันหน้ามายิ้มให้กับเขา

“ตกลงข้าจะช่วยท่าน”อมราวดีพูด ไอสุริยันยิ้มออกมาอย่างดีใจ

“แต่...ข้าไม่รับรองว่าจะสำเร็จ....สังวาลอยู่ในครอบครองของชาวอมรามายาวนานนัก ข้าไม่แน่ใจ ว่าเหล่าจัตตุอมราจะยอมให้ท่านยืมได้หรือไม่”อมราวดีกล่าว

“ข้าขอบใจท่านมาก”ไอสุริยันตอบอย่างตื้นตัน

“จริงสิ แล้วชื่อของท่านล่ะ”เธอถาม

“ข้าชื่อ ไอสุริยัน”ไอสุริยันตอบ

“มาเถอะ ข้าจะพาไปหาท่านพ่อของข้า และจตุอมราทั้งสี่”เธอพูดและก้าวนำเขาออกไป

...................................................................

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2008, 11:26:19 PM »
ตอนที่ 8 สังวาลแก้วสุริยะกานต์

“ไม่ได้! สังวาลแก้วสุริยะกานต์เป็นสิ่งวิเศษ พวกเราได้รับมอบหมายให้ดูแลมัน
 แล้วอยู่ๆจะขอยืมไปง่ายๆได้อย่างไร”จตุอมราผู้หนึ่งพูด

“แต่ถ้าเกราะกายสิทธิ์ถูกหลอมรวมไปกับธารไฟกัลป์แล้ว โลกมนุษย์จะต้องดับสูญ
และเต็มไปด้วยเหล่าอสูร  แล้วปวงเราเหล่าอมราก็จะอยู่อย่างเดียวดาย”อมราวดีพูด

“ข้าเห็นด้วยนะ เกราะกายสิทธิ์กับสังวาลมีสายใยเกี่ยวโยงกัน  ถ้าเกราะกายสิทธิ์ถูกทำลายแล้วไซร้
สังวาลก็อาจจะดับสูญได้ด้วย ท่านอย่าลืมสิอุดรอมรา ตามที่พ่อหนุ่มผู้นี้บอกเมื่อวันที่เขาฝันเกี่ยวกับ
เกราะกายสิทธิ์ถูกชิงไปเป็นวันแรม15ค่ำที่ผ่านมานี้ ก็ตรงกับวันที่สังวาลเปล่งแสงออกมาด้วยตัวเอง
แบบแปลกๆเฉกเดียวกัน”จัตุอมราที่ชื่อปัจจิมอมราเอ่ยขึ้น

“แต่ถึงอย่างไรกฎก็ต้องเป็นกฎ สังวาลไม่สามารถให้คนนอกนำออกไปได้”อุดรอมราแย้ง

“ใช่! เหล่าชาวเราอมราไม่สามารถฝืนกฎได้”ทักษิณอมราพูดพลางส่ายหน้าหนักใจ

“ข้าเห็นด้วยกับท่านนะท่านปัจจิมอมรา แต่อย่างที่ท่านอุดรอมราว่า ชาวอมรารักษากฎยิ่งชีวิต
 เมื่อสังวาลอยู่ในความดูแลของพวกเรา เราก็ต้องรักษามันไว้ด้วยชีวิต”บูรพาอมราพูด

“แต่มนุษย์โลกกำลังจะตกอยู่ในอันตราย พวกท่านยังมาคิดเรื่องกฎกันอยู่อีกหรือ ถ้าเกิดชาวอมรามีภัย
จวนตัวขึ้นมาบ้าง พวกท่านยังจะห่วงกฎบ้าบอนี่อีกมั้ย”ไอสุริยันพูดด้วยความโกรธ และจะตรงเข้าหาเรื่อง

“ช้าก่อน”อมรบดี(อะ-มะ-ระ-บอ-ดี)ห้ามไว้

“ข้ารู้สึกเห็นใจในความร้อนใจของท่าน แต่โปรดเย็นไว้ก่อน ชาวเราในที่นี้เป็นอมรา ต้องรักษากฎยิ่งชีพ
  ใช่! ต่อให้ต้องตายเราก็มิอาจฝืนกฎได้”อมรบดีพูด และเมื่อเห็นไอสุริยันจะแย้ง เขาก็ชิงพูดก่อน

“แต่...กฏย่อมมีช่องโหว่...ท่านเห็นว่าอย่างไร ท่านปัจจิมอมรา”อมรบดีหันไปถามความเห็น

“ก็พอมีอยู่บ้าง...กฏบอกว่าห้ามมิให้คนนอกถือเอาสังวาลออกจากที่นี่ และอย่าให้คนนอกถือครอง
สังวาลเป็นอันขาด แต่กฎมิได้บอกว่าห้ามมิให้ชาวอมราถือสังวาลออกไปได้”ปัจจิมอมรายิ้มน้อยๆให้
ไอสุริยันและอมรบดี

“ท่านก็รู้ว่าไม่มีชาวอมราผู้ไหนที่อยากออกไปจากที่นี่ดอก แม้แต่มนุษย์ก็เถอะไม่มีใครที่เข้ามาที่นี่แล้ว
เรียกร้องออกไปเหมือนเช่นท่าน”อุดรอมราพูดพลางหันไปแดกดันไอสุริยัน

“ถ้าข้าจะเป็นผู้ถือนำสังวาลออกไป และเป็นผู้นำทางพวกเขาจะได้หรือไม่”อมราวดีพูดออกมา

 ท่ามกลางที่ประชุมเงียบกริบขึ้นทันที ทุกคนหันมามองทางเธออย่างไม่คาดหมาย

“ข้าจะเป็นผู้ถือครองสังวาล และเป็นผู้นำทางแก่เหล่านักรบเกราะกายสิทธิ์เอง”อมราวดีเดินมายืน
ตรงหน้าอมรบดี

“อมราวดี ลูกคิดดีแล้วหรือ”อมรบดีพูดแผ่วเบา

“หนทางข้างหน้ามืดมิด เจ้ายังจะออกไปอีกหรือ เจ้าไม่เสียดายชีวิตอันเป็นอมตะของเจ้าแล้วหรือ”ปัจจิมอมราพูด

“ท่านพ่อ ท่านลุง....ให้ข้ามีอายุยืนยาวถึงพันปี ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แต่ไม่ทำอะไรเลย
กับมีชีวิตเหลือเพียงไม่กี่วัน แต่ช่วยผู้คนนับแสนนับพันคน ข้าขอเลือกอย่างหลังดีกว่า”อมราวดีพูด
ไอสุริยันรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจนางยิ่งนัก

“อมราวดี...ลูกรู้ใช่มั้ย ว่าพวกเราชาวอมราพ่ายแพ้แก่อำนาจมืด...พลังของเจ้าจะถดถอยเมื่อเข้าใกล้มัน...
......เจ้าจะต้องตาย....”เสียงสุดท้ายของอมรบดีแผ่วเบาแทบเป็นเสียงกระซิบ

“ข้าละอายใจที่เรามีชีวิตอันยืนยาวเป็นอมตะ แต่มนุษย์ผู้นี้ ได้รับเลือกให้มาอยู่ในดินแดนแห่งอมตะ...
แต่เขาไม่ใยดีมันสักนิด เขายินดีที่จะมีชีวิตเหลือเพียงไม่กี่วัน มากกว่าอายุยืนเป็นร้อย เป็นพันปี....
แล้วพวกเราซึ่งมีอายุยืนนานหลายร้อยหลายพันปี กลับหวงแหนชีวิตตนเอง หลบอยู่ที่นี่”อมราวดีพูด

“นี่เจ้าว่าพวกเราขี้ขลาดรึ อมราวดี!” อุดรอมราพูด

“ข้ามิได้หมายความว่าอย่างนั้นท่านลุง โปรดอภัย ข้าเพียงแต่ต้องการช่วยเหล่ามนุษย์เท่านั้น”อมราวดีพูด

“เอาล่ะ...ท่านเห็นว่าอย่างไร เหล่าจัตตุอมราทั้งสี่”อมรบดีพูดขึ้น

“มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าเจ้ายินดีที่จะออกไปจากที่นี่พร้อมกับสังวาล ซึ่งหมายถึงเจ้าอาจจะต้องสูญสิ้นไปตลอดกาล...”ปัจจิมอมราพูด

“ข้ายินดี.........ท่านพ่อ ท่านลุง โปรดเมตตา”อมราวดีพูด

อมรบดีถอนใจ
“เมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว พ่อก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งลูกไว้ได้อีก....”อมรบดีพูดพร้อมกับยื่นมือไปจับไหล่ลูกสาว
ทั้งสองข้าง สายตาอาลัยอาวรณ์

“เอาล่ะ ในเมื่อมีผู้เสียสละ...เราชาวอมราก็มิอาจยั้งได้ กฎของอมรา..เมื่อคนในอยากออกต้องยอมให้ออก เรามิอาจปฏิเสธกฎได้...และพวกเราก็มิอาจเป็นพวกไร้น้ำใจได้......ขอให้พวกเจ้าจงโชคดี...”

บูรพาอมราพูดพลางยื่นสังวาลให้กับอมราวดี
อมราวดีรับเอาสังวาลไว้

“เจ้าจงเก็บรักษามันให้ดี ต่อไปนี้เป็นภาระของเจ้าแล้วที่จะดูแลรักษามันด้วยชีวิตของเจ้า”ทักษิณอมราพูด

“เมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว และทุกคนก็เห็นพร้อมใยข้าจะใจร้ายใจดำกับหลานรักผู้นี้ได้..เจ้าช่างกล้าหาญ
มาก...ขอให้เจ้า และไอสุริยัน นำเอาเกราะกายสิทธิ์กลับมาให้ได้นะ”อุดรอมราพูด

“อมราวดี..เจ้าจงจำไว้...ถ้าเจ้าทำภารกิจนี้สำเร็จ เจ้าสามารถกลับมาที่นี่ได้ทุกเวลานะลูก”อมรบดีพูด
 เธอพยักหน้ารับ

“ส่วนเจ้า ความมุ่งมั่นของเจ้า ความรักในพวกพ้อง จักต้องนำความสำเร็จมาสู่เจ้า..ข้าขออวยชัย.....ฝาก
อมราวดีด้วยนะ”อมรบดีหันมาพูดกับไอสุริยัน

“ข้าขอขอบคุณพวกท่านมาก ข้าให้สัญญา ข้าจะดูแลปกป้องอมราวดี ด้วยชีวิตของข้า และเมื่อโชค
เข้าข้างเรา ข้าจะนำสังวาลมาคืนให้อย่างแน่นอน”ไอสุริยันพูดหนักแน่น

.............................................


ณ นครบาดาล...

“ข้ายินดีจริงๆที่ท่านอุตส่าห์มาเยี่ยม”มุรธาคินทร์พูด

“ฮะฮ่าฮ่า...ไงมุรธาคินทร์เพื่อนรักไม่เจอซะนาน นี่ลูกชายข้า โธรยุทธ์”ธเนศวรพญานาคแห่งคุ้งน้ำด้าน
ตะวันออกเดินเข้ามาทักทายสหายเก่าพร้อมกับแนะนำลูกชายให้รู้จัก

“โอ้...โธรยุทธ์ ครั้งก่อนดูเหมือนอาเจอเจ้ายังเด็กนัก”มุรธาคินทร์พูด

“ท่านอา”โธรยุทธ์คำนับพร้อมกับส่องส่องสายตาไปทั่วบริเวณ พลันเห็นมุกตราภาที่กำลังแอบย่องมา
แอบดูแขกของพ่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น และเผื่อว่าบางทีเธออาจจะเจอลู่ทางช่วยศิรชัชได้
เขาถูกตาต้องใจมุกตราภาแทบจะในทันที

มุกตราภาเมื่อมีคนเห็นก็เตรียมเดินหนี แต่เธอก็ดันไปชนโดนแจกันล้มลงเสียงดังโครม
“มุกตราภา!”มุรธาคินทร์เรียก เธอจึงต้องเดินเข้ามาอย่างจำใจ

“เอ่อ..นี่มุกตราภา ลูกสาวข้า นางยังเด็กค่อนข้างจะซุกซนไปตามประสา ขอท่านพี่อย่าถือสาเลยนะ”มุรธาคินทร์แนะนำพร้อมกับกล่าวขอโทษ

“ขอประทานอภัยเจ้าค่ะท่านลุง”มุกตราภาพูดเสียงอ่อย

“เอาล่ะเจ้ากลับห้องไปได้แล้ว”มุรธาคินทร์สั่ง เธอจึงยอมเดินออกไปแต่โดยดี

โธรยุทธ์จ้องมองนางออกไปจนลับสายตา กริยานี้ทั้งมุรธาคินทร์และธเนศวรก็สังเกตเห็น
มุรธาคินทร์มีสีหน้ากังวลใจ

.........................................................

“นี่มันก็ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆแล้ว ยังหาพี่ของข้าไม่เจอเลย เจ้ามันใช้กำลังเกินเหตุ”ไอศวรรย์พูดอย่าง
โกรธๆ

“แค่เพียงโดนพายุไม่เท่าไหร่ พี่เจ้าก็กระเด็นไปไหนไม่รู้ แล้วอย่างนี้จะไปสู้ใครเค้าได้”อัศวกาจ พูด

“นี่เจ้า หาว่าพี่ข้าไร้ฝีมืองั้นรึ”ไอศวรรย์พูดเดือดดาล

“หึ...ฝีมือการรบก็ใช้ได้อยู่หรอก ขาดแต่ความเฉียบขาดในการศึกเท่านั้นแหละ ที่ไม่เอาไหนเล้ย”
อัศวกาจ พูด

“เจ้า!...” ไอศวรรย์เข้าไปชกอัศวกาจ อย่างจังที่หน้า แต่อัศวกาจ ก็ไม่หยี่ระ ตั้งสติได้เร็วไว แล้วปราดชกไอศวรรย์ตอบ ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือดไม่มีใครยอมใคร

“นี่หยุดสู้กันเถอะไอศวรรย์”ภาคินเข้ามาห้ามไอศวรรย์ แต่ดูเหมือนตอนนี้ไอศวรรย์เลือดขึ้นหน้าเต็มที่

“พอได้แล้วอัศวกาจ”อชิตพลก็เข้ามายื้อยุดฝ่ายอัศวกาจ แต่ทั้งสองเหมือนมีแม่เหล็้กดึงดูดให้เข้าไปเตะต่อยกันไม่ลดละ อัศวกาจ ดูจะสนุกสนานที่ได้ยั่วไอศวรรย์

“หยุด! พวกเจ้านี่มันบ้าชัดๆ”ภูวไนยปราม แต่ก็ไม่มีใครยอมฟัง

“นี่เจ้าช่วยห้ามพี่ของเจ้าหน่อยสิ”ภูวไนยหันไปขอความช่วยเหลือ

“ห้ามไงก็ไม่ได้ผลหรอก พี่ข้าลองได้สู้ล่ะก็ไม่หยุดง่ายๆหรอกจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ...สงสัยเมื่อวานโดนคั่นจังหวะ เลยมาหาเรื่องต่อวันนี้”อวัศยาพูดพลางยิ้มน้อยๆ

“หยุดๆ! ไอศวรรย์ อัศวกาจ”อชิตพลตะโกนว่า แต่ไม่มีใครยอมหยุดเลย

“เจ้าไม่ห้ามพวกเขาเลยหรือ”ภาคิน ถามพัทธ์ธีรากับประภาพินท์ที่นั่งมองดูไอศวรรย์และอัศวกาจ สู้กันอย่างนิ่งเฉย

“อัศวกาจเป็นคนทำพายุให้เจ้าพี่ศิรชัชตกลงไปในเหว...แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรจะเชียร์ใครดีล่ะ”  ประภาพินท์เป็นฝ่ายตอบเสียงเย็นเยือก
ภาคินหันไปสบตาพัทธ์ธีราหวังจะได้รับการปรามน้องสาวจาก
เธอ แต่สายตาที่พัทธ์ธีราที่เขาเห็น กลับนิ่งเฉยแล้วก็มองไปที่อัศวกาจ ที่ถูกไอศวรรย์ชกเข้าให้ที่หน้าท้อง
 แต่อัศวกาจ ก็ชกไอศวรรย์คืนที่หน้าเหมือนกัน

“นี่พวกเจ้าหยุดกันได้แล้ว! ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาสู้กันเองนะ เกราะกายสิทธิ์ก็อยู่ในมืออสูร สังวาลก็ไร้
หนทางที่จะเอามาได้ แล้วยังจะมาสู้กันเพื่อเร่งให้ตายเร็วขึ้นหรือไง ห๊ะ!”
ภูวไนยตะโกนเสียงดัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ดั่งมีเวทมนต์สะกดนิ่งทุกคนไว้ ไอศวรรย์หยุดสู้กับอัศวกาจ ทั้งคู่หันมามองที่ภูวไนย

เมื่อเห็นทั้งคู่สงบ ภูวไนยก็เดินเข้ามาหาทั้งสองคน

“อัศวกาจ เจ้าไม่ต้องเที่ยวยั่วคนนั้นคนนี้สู้กับเจ้าหรอก เก็บแรงไว้สู้กับพวกอสูรดีกว่า มีพวกมันมาเป็น
ร้อยให้เจ้าสู้คนเดียวแน่....ส่วนเจ้าไอศวรรย์พี่ของเจ้า ข้าก็เสียใจไปไม่น้อยกว่าเจ้า แต่เจ้าไม่ควรให้พี่เจ้า
เสียสละเปล่านะ ถ้าไอสุริยันรู้ว่าเค้ายอมสละชีวิต เพื่อให้น้องชายของเค้าต้องมาแก้แค้นจองเวรไม่มีที่
สิ้นสุดล่ะก็...ไอสุริยันคงไม่พอใจแน่”ภูวไนยเทศนาสั่งสอนทั้งสองซึ่งยอมนิ่งฟังแต่โดยดี

“ใช่ พี่ไม่พอใจแน่ที่เห็นน้องชายผูกพยาบาทกับคู่ต่อสู่ของพี่ที่สู้กันแบบลูกผู้ชาย”ไอสุริยันเดินเข้ามาพูด

เขามองไปที่น้องชายก่อนจะมองไปที่อัศวกาจ ที่ยืนนิ่งตะลึงมองไอสุริยันอย่างไม่เชื่อสายตา
ไอสุริยันเดินไปที่ไอศวรรย์พร้อมกับตบบ่าเขาและยิ้มให้

“เจ้าพี่...”ไอศวรรย์พูดได้แค่นั้นเขายิ้มตอบไอสุริยัน และเข้าไปกอดอย่างดีใจ

“ข้าขอโทษที่ใจร้อน ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี”ไอศวรรย์พูด

“เอาเถอะไอศวรรย์...”ไอสุริยันพูดพลางหันไปทางอัศวกาจ ที่ทำท่าตะขิดตะขวงใจ

“ต้องขอบใจท่านด้วย พายุของท่านช่วยข้าและพวกเราไว้แท้ๆ”ไอสุริยันพูด

“เจ้าหมายความว่ายังไง”อัศวกาจ สงสัย

อมราวดีเดินเข้ามาพร้อมกับสังวาลที่ประดับอยู่บนตัวนาง ความสวยของนางและสังวาลทำให้ทั้งหมดอึ้งไปในบัดดล

“อมราวดี”อวัศยาพูดพลางเดินเข้าไปหาเธอ

“อวัศยา...เจ้าโตขึ้นมาก ข้าแทบจำไม่ได้เลย”อมราวดีกล่าว

“แต่เจ้าสวยยังไงก็สวยไม่เปลี่ยนเลย”อวัศยาพูดยิ้มดีใจ

“นี่หรืออมราวดีที่เจ้าพูดถึง”ภูวไนยพูดน้ำเสียงเลื่อนลอย

“อัมราวดีและสังวาลแก้วสุริยะกานต์...เป็นไปได้หรือนี่”อัศวกาจ พูด

“ใช่ พายุของเจ้าพาข้าไปสู่เทือกเขาคีรีขันธ์นคร และชาวอมราจะยอมให้สังวาลออกมาจากที่นั่นได้
ก็ต่อเมื่อมีคนของพวกเขาเป็นผู้นำออกมาเท่านั้น....และอมราวดีนางจะเป็นผู้นำทางแก่พวกเราเอง”
ไอสุริยันพูด

“จะดีหรือไอสุริยัน นางเป็นหญิง”อชิตพลพูด

“ข้าเป็นหญิงแล้วไม่มีสิทธิ์ช่วยพวกเจ้ารึ ในบรรดาพวกเจ้าก็มีผู้หญิงอยู่ด้วย
พวกนางเป็นภาระพวกเจ้ารึ”อมราวดีพูด

“พวกผู้หญิงดีแต่ยุ่ง”อัศวกาจ พูดขึ้นมาลอยๆ

“นี่เจ้า”พัทธ์ธีราและประภาพินท์พูดขึ้นพร้อมกัน แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจอัศวกาจ เท่าใดนัก

“สังวาลจะครอบครองได้โดยชาวอมราเท่านั้น และนางก็อุตส่าห์ช่วยพวกเรา และมาเสี่ยงอันตรายกับ
พวกเราถึงเพียงนี้ พวกเจ้ายังจะตำหนินางอีกรึ”ไอสุริยันพูดปกป้องอมราวดี

“ชายหรือหญิง ก็ไม่ต่างกัน ตอนนี้พวกเรามีเป้าหมายเดียวกัน แล้วใยจะมาขัดคอกันเล่า ได้สังวาลมา
เป็นเรื่องดี ควรค่าแก่การฉลอง”ไอศวรรย์พูดขึ้นมาอย่างร่าเริงพลางหันไปทาง อวัศยา

“เจ้าว่าดีมั้ย”ไอศวรรย์ถาม

“ก็ดีนะ หิมวัตนครไม่คึกคักแบบนี้มานานแล้ว”อวัศยาเห็นด้วยยิ้มร่าพร้อมกับหันไปสั่งนางกำนัลให้ไปจัดเตรียมอาหาร

“พอพี่ชายกลับมา น้องชายก็เริงร่าเชียวนะ”จันทรากานต์พูดแหย่

ไอศวรรย์ยังคงยิ้มรับ

“ดูเหมือนเจ้าลืมไปแล้วสินะว่านางเป็นน้องสาวของคนที่เจ้าเพิ่งสู้ด้วยความโมโหโทโสเมื่อตะกี๊”
จันทรากานต์พูดต่อ

“นะสินะ...ข้าลืมไปแล้ว...ภูวไนยพูดถูก  พี่ไอสุริยันคงจะไม่พอใจข้า ถ้าข้ายึดติดกับการไม่ให้อภัย”
ไอศวรรย์กล่าวแล้วหันไปยิ้มให้ไอสุริยันและอมราวดีแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหารที่เหล่านางกำนัล นำมาตั้งไว้  ปล่อยให้จันทรากานต์ยืนชักสีหน้าไม่พอใจและไม่เข้าใจเขาอยู่ตรงนั้น

...คนบ้า...โกรธง่ายหายเร็วชะมัด.....จันทรากานต์คิดพลางเดินไปสมทบด้วย

“ชาวอมรานี่สวยมาก จริงๆเลยนะ”ภาคินพูดกับอชิตพล

“ใช่...แต่ความสวยไม่ทำให้ข้าหวั่นไหวหรอก”อชิตพลกล่าวแล้วเดินไปเพื่อร่วมวงอาหาร

“ใครจะเหมือนเจ้าล่ะ เห็นผู้หญิงสวยเป็นไม่ได้”ประภาพินท์พูดเหน็บแนม

“อะไรกัน พี่แค่ชมหญิงสวย มันผิดนักหรือไง....เอ......หรือเจ้าหึงพี่”ภาคินพูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์

“ใครหึง ไม่เลยตะหาก ใครจะไปสน ไปกันเถอะพี่พัทธ์ธีรา”ประภาพินท์แก้ตัวและเดินออกไปกับ
พัทธ์ธีราเพื่อร่วมโต๊ะอาหาร   ทิ้งให้ภาคินยืนยิ้มกับตัวเองครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามไปด้วย
..................................

pakwarn

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2008, 05:44:58 PM »
เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และแล้วพี่กันย์ก็เอามาลง ฮิๆ :)


ไว้หวานจะรออ่านตอนที่ 42 (รึป่าวนะ? :-[)นะคะพี่กันย์  :-* :-*

HpJ

Re: นักรบเกราะกายสิทธิ์
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2008, 06:56:57 PM »
ตอนที่41มีสองภาคค่ะ
แบบว่าแต่งไปๆมันยาวไปหน่อยตั้ง23หน้าแน่ะ เลยตัดเป็นสองท่อน
แต่ตอนลงนั้นแอบง่วงมาก พอลงท่อนแรกเสร็จก้อกะไปนอนสักพัก แต่ก้อเผลอหลับไปจนได้ 55+ :)

แต่ตอนนี้ลงท่อนสองแล้วอ่ะค่ะไปอ่านได้ ;)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามมาตลอด :-*