ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

คำว่า "อจินไตย" ในพุทธศาสนา

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
คำว่า "อจินไตย" ในพุทธศาสนา
« เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2012, 07:19:46 PM »
คำว่า "อจินไตย" ในพุทธศาสนา

ยากจะอธิบายความหมายเรื่อง อจินไตยในพุทธศาสนา ให้กับเพื่อนๆ  ได้เข้าใจมากขึ้น เพราะหลายๆคนอาจเข้าไปเองว่า
เวลาเรื่องใดอธิบายไม่ได้ก็มักจะอ้างว่า เป็นเรื่องอจินไตย จึงอธิบายไม่ได้  ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก
แท้จริงแล้ว เรื่องอจินไตย สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ ทุกๆเรื่อง แต่จะให้ได้ความเข้าใจความครอบคลุมและชัดเจนลึกซึ้งนั้น
มีเงื่อนไขบางอย่าง และไม่ได้หมายความว่า อธิบายไม่ได้  รู้ตามไม่ได้ หรือคิดไม่ได้
อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่ควรคิด (แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามคิดหรือคิดไม่ได้)
หมายถึงสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้โดยง่ายด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน มี 4 อย่าง
( 4 อย่างเท่านั้น นอกจากนี้ไม่เป็นปัญหาอจินไตย) ได้แก่


•   พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือวิสัยของพระพุทธเจ้านั้น ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าคิดอย่างไร
ก็เข้าไปไม่ถึงวิสัยของพระพุทธเจ้า มีอานุภาพของพระพุทธคุณและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น 
ดังนั้นผู้ที่จะรู้พุทธวิสัยได้ทั้งหมด ก็ย่อมจะเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เองพระองค์เดียว
แต่ผู้ที่จะรู้ได้บางส่วน ก็คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า และผู้ที่พอรู้พอเข้าใจได้บางส่วนคือพระอรหันตสาวก
 ที่ได้ ปฏิสัมภิทัปปัตตะ ,ฉฬภิญญะ,เตวิชชะและ สุกขวิปัสสก ตามลำดับ และรองลงไปอีกก็คือ
 พระอริยบุคคล อีก 4จำพวก ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสามารถรู้และเข้าใจได้


•   ฌานวิสัย วิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของฌาน วิสัยของผู้ที่ได้ฌานอภิญญา ผู้ที่ไม่ได้ฌานคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่า
ทำไมผู้ที่ได้ฌานอภิญญาจึงสามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ มีเหาะได้ หายตัวได้ ดำดินได้ เป็นต้น
ผู้ที่ได้อภิญญาประเภทนั้นๆ เท่านั้นจึงจะรู้ได้ ส่วนปัญหาข้อนี้ ไม่ยากเย็นอะไร เพราะคนที่ได้ฌานตั้งแต่
ปฐมฌาน ฯลฯ ก็สามารถรู้ ฌานวิสัยได้แล้วแม้จะไม่ได้รู้ทั้งหมด แต่ก็สามารถพัฒนาตนให้รู้ตามได้ทั้งหมด ไม่ใช่ว่า ไม่มีใครรู้ได้เลย
 และแม้แต่คนที่ไม่ได้ฌานแต่ได้ สมาธิตั้งแต่ อุปจารสมาธิ ก็สามารถคาดคะเน ฌานวิสัยได้บ้างแล้ว


•   กรรมวิสัย วิสัยของกฎแห่งกรรม ที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติ รวมถึงการให้ผล และการรับวิบากกรรม
 ผลของกรรม คือคนธรรมดาๆ ย่อมไม่อาจรู้ว่า ผลของกรรมที่ตนได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้มาจากกรรมอะไร
ทำไว้แต่เมื่อใด คิดไปเท่าไรก็คิดไม่ออก คิดมากไปจะเป็นบ้าไปเสียเปล่าๆ ผู้ที่รู้ผลของกรรมได้อย่างถ่องแท้
ต้องเป็นผู้ที่ระลึกชาติก่อนๆ นับย้อนหลังไปได้โดยไม่จำกัดอย่างพระพุทธเจ้า จึงสามารถจะทราบได้ถูกต้องแท้จริงไม่ผิดพลาด
ท่านที่ระลึกชาติได้จำกัด เช่นระลึกได้ ๕๐๐ ชาติ แต่กรรมที่ทำไว้ ทำไว้เมื่อชาติที่ ๕๕๐ ผู้ที่ระลึกชาติได้ ๕๐๐ ชาติก็ไม่สามารถระลึกได้
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถจะรู้กรรมและผลของกรรมได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
เพราะพระองค์ทรงมีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ที่ระลึกชาติย้อนหลังได้โดยไม่จำกัด มียถากัมมูปคญาณ
ญาณที่เข้าถึงกรรมของสัตว์ตามความเป็นจริง พระพระสัพพัญญุตญาณ ญาณที่ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นไม่มี
ทั้งยังมีพระอนาวรณญาณ ญาณที่ไม่มีอะไรมาปิดกั้น ที่คนอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่มี เพราะฉะนั้น
ป่วยการคิดเรื่องผลของกรรมว่ามาจากกรรมไหน เมื่อใด เป็นต้น คิดมากไป อาจเป็นบ้าได้
ปัญหาข้อนี้ก็นับว่าไม่ยาก แต่จะรู้ได้เพียงบางส่วน ลองถามคนที่เกิดมาแล้วระลึกชาติ ได้
 ซึ่งในปัจจุบันก็พอมีอยู่บ้าง ซึ่งนั่นก็เป็นการตอบปัญหาข้อนี้ได้บางแม้เพียงเล็กน้อย



•   โลกวิสัย วิสัยการมีอยู่ของโลก หรือโลกจินดา ความคิดเกี่ยวกับเรื่องโลก
เช่นคิดว่าใครสร้างพระจันทร์-พระอาทิตย์ ใครสร้างภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น คิดมากไปไร้ประโยชน์เพราะไม่อาจจะรู้ได้หากเราไม่ได้
ฌานหรืออภิญญาหรือบรรลุธรรมขั้นสูง แต่หากทำได้ ปัญหาข้อนี้ก็ตอบเองได้ไม่ยาก



ในทางพระพุทธศาสนาไม่แนะนำให้คิดเรื่องอจินไตย เพราะวิสัยปุถุชนไม่อาจเข้าใจได้โดยถูกต้องถ่องแท้
ทั้งเพราะความเข้าใจไม่ได้ในฐานะที่เป็นของลึกซึ้ง เป็นเรื่องทางจิต หรือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหาคำตอบที่สิ้นสุดได้
(หากตนเองไม่มีคุณสมบัติพอ) ถ้าคิดมากจริงจังในการหาคำตอบเหล่านั้นจากการคิดเดาเอาด้วยตรรกะเองจึง
อาจกลายเป็นคนบ้าได้ อจินไตยในเรื่องทางจิตจึงเป็นเรื่องที่รู้ได้ด้วยการบรรลุธรรมชั้นสูงเท่า นั้น



จากคุณ   : Astro Neemo
เขียนเมื่อ   : 17 พ.ค. 55 01:21:38 

credit : http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y12104586/Y12104586.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 21, 2012, 07:21:08 PM โดย นานะจัง »