ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 12:30:06 PM »
มีเร่งรัดอยากให้เปิดกระทู้ใหม่ จัดไปดังใจปรารถนา จะพาทุกคนไปดินแดนสวรรค์ในอีกรูปแบบนะคะ จัดเต็มเทพีกรีกโรมัน รับประกันความงามค่า
ไม่เรียงลำดับนะคะทำตามอารมณ์
Credit pic: http://www.t-pageant.com/2011/index.php?/topic/35060-miss-usa-2012-glam-shots/
ภาพออลิจินัล สวยงามและอลังทุกภาพ ใครอยากได้ตามลิงค์ไปนะคะ

ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์



เทพีอาเธน่า Athena
ในคณะเทพโอลิมเปียนมีเทวีพรหมจารีอยู่ 3 องค์ ทรงนามตามลำดับว่า เฮสเทีย (Hestia) เอเธน่า (Athene) อาร์เตมิส (Artemis) องค์แรกเป็นเทวีภคินีของเทพปริณายกซูส ส่วน 2 องค์หลังเป็นธิดา แต่ละองค์มีประวัติและความสำคัญดังจะกล่าวต่อไปนี้
อันเทวดาของกรีกนั้นถึงแม้ไม่ตายก็หาความรู้สึกเจ็บปวดในกายองค์ไม่ การถือกำเนิดของเอเธน่านั้น กล่าวกันว่า ครั้งหนึ่ง ซูส เทพบดีได้รับคำทำนายว่า โอรสธิดาที่ประสูติแต่มเหสีเจ้าปัญญานาม มีทิส (Metis) นั้นจะ มาโค่นบัลลังก์ ของพระองค์ ไท้เธอก็แก้ปัญหาด้วยการจับเอามีทิสซึ่งทรงตั้งครรภ์แก่นั้นกลืนเข้าไปในท้อง แต่เวลาไม่ นานนัก เทพปริณายกซูสบังเกิดอาการปวดเศียรขึ้นมา ให้รู้สีกปวดร้าวเป็นกำลัง ไท้เธอจึงมีเทวโองการสั่งให้เรียก ประชุมเทพ ทั้งปวงบนเขาโอลิมปัส ให้ช่วยกันหาทางบำบัดเยียวยา แต่ความอุสาหพยายามของทวยเทพก็ไม่เผล็ดผล ซูส ไม่อาจทนความ เจ็บปวดต่อไปได้ ในที่สุดจึงมีเทวบัญชาสั่งโอรสองค์หนึ่งของไท้เธอ คือ ฮีฟีสทัส (Hephaestus) หรือ วัลแคน (Vulcan) ให้ใช้ขวานแล่งเศียรของไท้เธอออก เทพฮีฟีสทัสปฏิบัติตาม เอาขวานจามลงไป ยังไม่ทัน เศียรซูสจะแยกดี เทวีเอเธน่าก็ผุด ขึ้นมาจากเศียรเทพบิดา ในลักษณะเจริญวัยเต็มที่แต่งฉลององค์หุ้มเกราะแวววาว พร้อมสรรพ ถือหอกเป็นอาวุธ และประกาศ ชัยชนะเป็นลำนำกัมปนาทเป็นที่พิศวงหวั่นหวาดแก่ทวยเทพเป็นที่สุด พร้อมกันนั้นทั่วพื้นพสุธาและมหาสมุทร ก็บังเกิด อาการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างใหญ่ ประกาศกำเนิดเทวีองค์นี้สนั่นไป ทั้งโลก
การอุบัติของเทวีองค์นี้ถือว่าเป็นไปเพื่อยังสันติสุขให้บังเกิดในโลกและขจัดความโฉดเขลาที่ครอง โลกจนตราบ เท่าบัดนั้นให้สิ้นไป ด้วยว่าพอเจ้าแม่ผุดจากเศียรซูส เทวีแห่งความโฉดเขลาซึ่งไม่ปรากฏรูป ก็ล่าหนีให้เจ้าแม่เข้า ครองแทนที่ ด้วยเหตุนี้เทวีเอเธน่าจึงเป็นที่นับถือบูชาในฐานะเทวีครองปัญญา นอกจากนั้น เจ้าแม่ยังมีฝีมือในการ เย็บปักถักร้อย และการยุทธศิลปป้องกันบ้านเมือง

ภายหลังการอุบัติของเจ้าแม่เอเธน่าไม่นาน มีหัวหน้าชนชาวฟีนิเชียคนหนึ่งชื่อว่า ซีครอบส์ (Cecrop) พาบริษัทบริวาร อพยพเข้าไปในประเทศกรีซเลือก ได้ชัยภูมิอันตระการตาแห่งหนึ่งในแคว้น อัตติกะ (Attica) ตั้งภูมิลำเนาก่อสร้างบ้านเรือน ขึ้นเป็นนครอันสวยงามนครหนึ่ง เทพทั้งปวงเฝ้าดูงานสร้างเมืองนี้ด้วยความ เลื่อมใสยิ่ง ในที่สุดเมื่อเห็นว่าเมืองมีเค้าจะกลาย เป็นนครอันน่าอยู่ขึ้นมาแล้ว เทพแต่ละองค์ต่างก็แสดงความปรารถนาใคร่จะได้เอกสิทธิ์ประสาทชื่อนคร จึงประชุมกันถกถึงเรื่องนี้ เมื่อมีการอภิปรายโต้แย้งกันพอสมควรแล้ว เทพส่วนใหญ่ในที่ประชุมก็พากันยอมสละสิทธิ์ คงเหลือแต่เทพโปเซดอนและเทวีเอเธน่า 2 องค์เท่านั้นยังแก่งแย่งกันอยู่

เพื่อยุติปัญหาว่าใครควรจะได้เอกสิทธิ์ประสาทชื่อนคร เทพปริณายกซูสไม่พึงประสงค์จะชี้ขาดโดยอำนาจตุลาการที่ไท้เธอ จะพึงใช้ได้ด้วยเกรงว่าจะเป็นที่ครหาว่าเข้า ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไท้เธอจึงมีเทวโองการว่านครนั้นพึงอยู่ในความคุ้มครองของเทพ หรือเทวี ซึ่งสามารถเนรมิตของที่มีประโยชน์ที่สุดให้มนุษย์ใช้ได้ และมอบหน้าที่ตัดสิน ชี้ขาดให้แก่ที่ประชุม

เทพโปเซดอนเป็นฝ่ายเนรมิตก่อน เธอยกตรีศูลคู่หัตถ์ขึ้นกระแทกลงกับพื้น บันดาลให้มีม้าลำยองตัวหนึ่งผุดขึ้นท่าม กลางเสียงแสดงความพิศวงและชื่นชมของ เหล่าเทพ เมื่อเทพผู้เนรมิตม้าอธิบายคุณประโยชน์ของม้าให้เป็นที่ตระหนักแก่เทพ ทั้งปวงแล้ว เทพต่างองค์ต่างก็คิดเห็นว่า เทวีเอเธน่าคงไม่สามารถเอาชนะเนปจูนเสีย เป็นแน่แล้ว ถึงกับพากันแย้มศรวลด้วย เสียงอันดังแกมเย้ยหยันเอาเสียด้วย เมื่อเจ้าแม่เอเธน่าเนรมิตต้นมะกอกต้นหนึ่งขึ้นมา แต่ครั้นเจ้าแม่อธิบายถึงคุณประโยชน์ ของต้นมะกอก ที่มนุษย์จะเอาไปใช้ได้นานัปการนับตั้งแต่ใช้เนื้อไม้ ผล กิ่งก้าน ไปจนใบ กับซ้ำว่ามะกอกยังเป็น เครื่องหมายถึงสันติภาพและความรุ่งเรืองวัฒนาอีกด้วย และเพราะฉะนั้นจึงเป็นที่พึงประสงค์ยิ่งกว่าม้า ซึ่งเป็นเครื่องหมายของ สงครามดังนี้ มวลเทพก็เห็นพ้องต้องกันว่า ของที่เจ้าแม่เอเธน่าเนรมิตมีประโยชน์กว่า จึงลงมติตัดสิน ชี้ขาดให้เจ้าแม่เป็นฝ่าย ชนะ

เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงชัยชนะครังนี้ เจ้าแม่เอเธน่าได้ประสาทชื่อนครนั้น ตามนามของเจ้าแม่เองว่า เอเธนส์ (Athens) และสืบจากนั้นมาชาวกรุงเอเธนส์ก็ นับถือบูชาเจ้าแม่ในฐานะเทวีผู้ปกครองนครของเขาอย่างแน่นแฟ้น
ตามที่อ่านกันมานั้น เห็นได้ว่าเรื่องนี้ใช่จะแสดงตำนานที่มาของชื่อกรุงเอเธนส์เท่านั้นไม่ หากยังเป็นตำนานกำเนิดของม้าในเทพปกรณัมกรีก และเป็นต้นเรื่อง ของการที่ชาวตะวันตกถือว่า ช่อมะกอกเป็นสัญลักษณ์ของ สันติภาพสืบ ๆ กันมาจนตราบทุกวันนี้
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเทวีเอเธน่า แสดงที่มาหรือกำเนิดของสิ่งธรรมชาติสนองความอยากรู้ของคนโบราณดังจะ เล่าต่อไปนี้
ในประเทศกรีซสมัยดึกดำบรรพกาลโพ้น มีดรุณีน้อยคนหนึ่งประกอบด้วยรูปโฉมสะคราญตาน่าพิสมัย ยิ่ง จนถึงแก่ว่า ถ้านางไม่มีความหยิ่งผยองในฝีมือทอผ้าและปั่นด้ายเป็นยอดเยี่ยมเสียอย่างเดียวเท่านั้น นางก็ คงจะเป็นที่รักของเทพและ มนุษย์ทั้งมวลอย่างไม่ต้องสงสัย
แน่งน้อยมีชื่อว่า อาแรคนี (Arachne) ด้วยความลุ่มหลงทะนงตนนางสำคัญว่าไม่มีผู้ใดอีกแล้วจะมี ฝีมือเสมอกับนาง ในที่สุดจึงกำเริบถึงแก่คุยฟุ้งเฟื่องไปว่า ถึงเจ้าแม่เอเธน่าจะลงมาประกวดฝีมือกับเธอ นางก็ ยินดีจะขันสู้ไม่รอช้าเลย นางโอ้อวดดังนี้เนือง ๆ จนเจ้าแม่เอเธน่าสุดแสนจะทนรำคาญต่อไปได้ ต้องลงมาจาก เขาโอลิมปัสเพื่อลงโทษนางอาแรคนีมิให้ ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่างสืบไป
เจ้าแม่จำแลงองค์เป็นยายแก่ เดินเข้าไปในบ้านของนางอาแรคนี และนั่งลงชวนคุย ชั่วประเดี๋ยว เดียวนางแน่งน้อยก็จับคุยถึงฝีมือตน และเริ่มโวเรื่องจะแข่งขัน ประกวดฝีมือกับเจ้าแม่เอเธน่าอีก เจ้าแม่ ตักเตือนโดยละม่อมให้นางยับยั้งคำไว้เสียบ้าง เกลือกว่าคำของนางซึ่งพูดเอาเองเป็นเหตุให้เทพเจ้าขัดเคืองจะ ทำให้นางเคราะห์ร้าย แต่นางอาแรคนี้มีจิตมืดมนมัวเมาไปในความทรนงตนเสียแล้วจนไม่แยแสต่อคำตักเตือน กลับพูดสำทับว่า นางอยากให้เจ้าแม่ได้ยินและลงมาท้าประกวดฝีมือเสียด้วยซ้ำ นางจะได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์เพื่อพิสูจน์ว่า คำกล่าวอ้างของนางเป็นความจริง เพียงใด ไม่ใช่พูดเอาเอง คำหยาบหยามนี้ยั่วโมสะเจ้าแม่ถึงขีดสุด ถึงกับ สำแดงองค์ให้ปรากฏแก่อาแรคนีตามจริงและรับคำท้านั้นทันที
ทั้ง 2 ฝ่ายจัดแจงตั้งหูก แล้วต่างฝ่ายต่างทอลายผ้าอันงามวิจิตรขึ้น เทวีเอเธน่าเลือกเอาภาพตอนเจ้าแม่แข่งขันกับเทพโปเซดอน ส่วนนางอาแรคนีเลือกเอาภาพซูส ลักพานางยูโรปาเป็นลาย ครั้นทอเสร็จ ต่างฝ่ายต่างเอาลายผ้ามาเทียบเคียงกัน สาวเจ้าอาแรคนีรู้สึกทันทีว่าของนางแพ้หลุดลุ่ย ลายรูปโคโลดแล่นลุยไปในทะเล มีคลื่นซัด สาดออกเป็นฟองฝอยกับนางยูโรปาเกาะเขาอยู่ดูอาการกึ่งยิ้มกึ่งตกใจประกอบด้วยเกศาและผ้าสไบปลิวสยายด้วยแรงลม ไม่สามารถจะเทียบกับลายรูปชมรมทวยเทพพร้อม ด้วยรูปม้าและต้นมะกอกเนรมิต ซึ่งดูประหนึ่งมีชีวิตกระดุกกระ-ดิกได้นั้นเลย อาแรคนีแน่งน้อยเสียใจนัก ทั้งเจ็บทั้งอายในความผิดพลาดของตนไม่อาจทนอยู่ได้ เอาเชือก ผูกคอหมายจะแขวนตัวตาย เจ้าแม่เอเธน่าเห็นนางจะด่วนหนีโทษทัณฑ์ไปดังนั้น จึงรีบแปรเปลี่ยนร่างของนางให้กลายเป็นแมงมุมห้อยโหนโตงเตง กับสาปนางให้ต้องปั่น และทอใยเรื่อยไปไม่มีเวลาหยุด เป็นการเตือนมนุษย์ผู้ทรนงทั้งปวงมิให้หลงไปว่าตนอาจจะเทียมเทพไดเป็นอันขาด
ตามปกติเทวีเอเธน่าประทับอยู่เคียงข้างซูสเทพบิดามิได้ขาด ด้วยซูสมักจะโปรดหารือฟังความเห็น คำแนะนำอันแยบคายของเจ้าแม่เนือง ๆ ยามมีศึกสงคราม เกิดขึ้นในโลกเจ้าแม่ขอประทานยืมโล่อันพึงสยบสยอนของเทพบิดาสพายลงมาสนับสนุน ฝ่ายที่มีเหตุผลอันชอบธรรมในการสงครามเป็นนิตย์ ดังเช่น สงครามกรุงทรอยอัน ลือลั่นนั้น เอเธน่าก็เข้าร่วมด้วย โดยยืนอยู่ข้างฝ่ายกรีก ในขณะที่เทพองค์อื่น ๆ เช่น เทวีอโฟร์ไดที่กับเทพเอเรสเข้าข้างฝ่ายทรอย เรื่องราวความสามารถในการสงครามของ เทวีเอเธน่า จึงทำให้เจ้าแม่กลายเป็นเทวีอุปถัมภ์ของบรรดานักรบ อีกอย่างหนึ่งด้วย วีรบุรุษคนสำคัญ ๆจะไม่เกิดขึ้น หากขาดความช่วยเหลือของเจ้าแม่ เอเธน่าเคยช่วย เฮอร์คิวลิส ในการทำงาน 12 อย่างตามคำสั่งของเทวีฮีร่า เคยช่วยเปอร์เซอุสสังหารนางการ์กอนเมดูซ่า ช่วยโอดีสซีอุส (หรือยูลิซิส) ให้เดินทางกลับบ้านจากยุทธภูมิทรอย อย่างปลอดภัย กับทั้งยังช่วยเหลือเตเลมาคัส บุตรชายของโอดีสซีอุสให้ตามหาพ่อจนสำเร็จ

ชาวกรีกนับถือเจ้าแม่อย่างแพร่หลายอยู่มาก ถึงกับสร้างวิหารและที่บูชาอุทิศถวายเจ้าแม่ไว้ เป็นจำนวนมากนับ ไม่ถ้วน ที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ วิหาร พาร์ธีนอน ณ กรุงเอเธนส์ ซึ่งเดี๋ยวนี้เหลือ แต่ซาก แต่ก็ยังมีเค้าของฝีมือก่อสร้าง อย่างวิจิตรพิสดารปรากฏอยู่ให้เห็น

 

นอกจากชื่อเอเธน่าหรือมิเนอร์วาแล้ว ชาวกรีกและโรมันยังรู้จักเจ้าแม่ในชื่ออื่น ๆ อีกหลาย ชื่อ ในจำนวนนี้มี ชื่อที่แพร่หลายกว่าเพื่อนได้แก่ พัลลัส (Pallas) จนบางทีเขาเรียกควบกับชื่อ เดิมว่า พัลลัสเอเธน่า ก็มี ว่ากันว่า มูลเหตุของชื่อนี้สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมตอนเจ้าแม่ปราบยักษ์ชื่อ พัลลัส ซึ่งไม่ปรากฏตำนานชัดแจ้ง อาศัยเหตุที่ เจ้าแม่ถลกหนังยักษ์มาคลุมองค์ คนทั้งหลายเลยพลอย เรียกเจ้าแม่ในชื่อของยักษ์นั้นด้วย และเรียกรูปประติมา หรือ อนุสาวรีย์อันเป็นเครื่องหมายถึงเจ้าแม่ ว่า พัลเลเดียม (Palladium) ในที่สุดคำว่า Palladium ก็มีที่ใช้ใน ภาษาอังกฤษถึงภาวะหรือ ปัจจัยที่อำนวยความคุ้มครองหรือความปลอดภัยให้เกิดแก่ชุมชน ทำนอง Palladium ที่ชาวโรมัน อารักขาไว้ในวิหารเวสตาฉะนั้น

 

 จนถึงกับเอาอานม้าทองคำมาให้เขาในความฝัน เนื่องจาก เบลเลอโรฟอนต้องการขี่ม้าวิเศษเกี่ยวกับการครองความบริสุทธิ์ของเจ้าแม่ มีเรื่องเล่าว่า เทพฮีฟีสทัสหมายปองเจ้าแม่ใคร่จะได้วิวาห์ด้วย ได้ทูลขอต่อเทพ บิดา เทพบิดาประทานโปรดอนุญาต แต่ให้ฮีฟีทัสทาบทามความสมัครใจของเจ้าแม่เอาเอง เทพฮีฟีทัส ไปทำรุ่มร่ามเข้าอย่างไรไม่ปรากฏ เจ้าแม่ไม่เออออด้วย ในที่สุดฮีฟีสทัสก็เดินแบบเจ้าชู้ยักษ์ หมายจะรวบรัด ในระหว่างการ ฉุกละหุกอุตลุดนั้นของไม่บริสุทธิ์ของฮีฟีทัสตก ลงมายังพื้นโลก เป็นเหตุให้เกิดทารกผุดขึ้นมาเป็นเพศชาย เจ้าแม่รอดพ้น มลทินแปดเปื้อน แต่รับทารกไว้ในปกครอง เอาทารกบรรจุ หีบให้งูเฝ้า และฝากไว้ให้ลูกสาวท้าวซีครอปส์ดู โดยห้ามเด็ดขาด มิให้เปิดหีบดู แต่ลูกสาวท้าวซีครอปส์ไม่เชื่อฟัง พยายามจะเปิดหีบ ครั้นเห็นงูเข้าก็ตกใจวิ่งหนีตกเขาตาย ทารกนั้นได้ขนาน ชื่อว่า อิริคโธเนียส (Erichthonius) และดำรงชีวิตอยู่สืบมาจนภายหลัง ได้ครองกรุงเอเธนส์ ส่วนเจ้าแม่เอเธน่าก็ไม่ได้รับ การเกี้ยวพานของเทพองค์หนึ่งองค์ใดอีกต่อไปตั้งแต่บัดนั้น แม้ว่าจะมีบางตำนาน กล่าวว่าเอเธน่าเคยแอบรักบุรุษรูปงาม คนหนึ่งชื่อว่า เบลเลอโรฟอน เปกาซัส แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าแม่ได้สานเรื่องราวระหว่างเจ้าแม่กับเบลเลอโรฟอนต่อไปแต่อย่างใด แต่ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นเสีย อีกที่เกิดตกม้าตายในตอนหลัง

เทวีเอเธน่ามีต้นโอลีฟเป็นพฤกษาประจำตัว และนกฮูกเป็นนกคู่ใจ...

........................................................................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2013, 12:41:36 PM โดย bobenz »

ออฟไลน์ กาฬฯ

  • *
  • 6324
  • -4
  • เพศ: หญิง
  • ஐ~ เผ่าพันธุ์นาคีซ่อนพิษไว้เสมอ ~ஐ
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 12:38:22 PM »
ในที่สุดก็เปิดกระทู้จนได้
เตรียมท่องไปบนโอลิมปัส  :)

ภาพต้นแบบงามมาก หาเจอได้ไงเนี่ย
**จักรวาลนี้กว้างไกลแลไพศาลนัก เราเป็นเพียงละอองธุลีอันน้อยนิดล่องลอย ยากที่จะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งให้จบครบสิ้น
สิ่งที่เรามิเคยเห็น ใช่ว่าจะมิมี แลสิ่งที่มิเคยได้ประสบ ก็ใช่ว่าจะมิเคยเกิดขึ้น**

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 12:40:21 PM »
ใหม่ ดาวิก้า โฮร์เน่



อีกภาพ ภาพนี้จะเหมือนในตำนานมากกว่า



เทพีอโฟรไดท์ (Aphrodite) หรือ Venus เทพีแห่งความงามและความรัก

เทวีองค์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มากที่สุดได้แก่เทวี อโฟรไดที่ (Aphrodite) หรือ วีนัส (Venus) ซึ่งงเป็นเจ้าแม่ครองความรักและความงาม สามารถสะกดเทพและมนุษย์ทั้งปวงให้ลุ่มหลง ทั้งอาจจะลบสติปัญญาของผู้ฉลาดให้ตกอยู่ในความโฉดเขลาไปได้ และเจ้าแม่จะคอยหัวเราะเยาะบรรดาผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความเย้ายวนของเจ้าแม่ร่ำไป

หากจะสืบสาวต้นกำเนิดของอโฟร์ไดที่ อาจต้องสืบสาวไปไกลกว่าตำนานของกรีกเสียอีก เนื่องจากเจ้าแม่มี ต้นกำเนิดมาจากดินแดนซีกโลกตะวันออก ว่ากันว่าเจ้าแม่เป็นเทวีองค์แรกเริ่มของชน ชาติฟีนีเซีย ที่มาตั้งอาณานิคม มากมาย ในดินแดนตะวันออกแถบตะวันออกกลาง ทราบกันมาว่าเจ้าแม่ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวอัสสิเรีย กับบาบิโลเนีย ที่มีนามว่า อีชตาร์ (Ishtar) และก็ยังเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวไซโร-ฟีนิเซี่ยน ผู้มีนามกรว่า แอสตาร์เต (Astarte) จึงนับได้ว่าเป็น เทวีที่มีความสำคัญมากมาแต่ดึกดำบรรพ์


ตามมหากาพย์อิเลียดของโฮเมอร์ เทวีอโฟรไดที่เป็นเทพธิดาของซูส เกิดกับนางอัปสร ไดโอนี (Dione) แต่บทกวีนิพนธ์ชั้นหลัง ๆ กล่าวว่า เจ้าแม่ผุดขึ้นจากฟอง ทะเล เนื่องจากคำว่า Aphros อันเป็นที่มาของชื่อเจ้าแม่ใน ภาษากรีกแปลว่า "ฟอง" แหล่งกำเนิดของเจ้าแม่อยู่ในทะเลแถว ๆ เกาะ ไซเธอรา (Cythera) จากนั้น เจ้าแม่ถูก คลื่นซัดไปจนถึงเกาะ ไซพรัส (Cyprus) อาศัยเหตุนี้ เกาะทั้งสองจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับเจ้าแม่ และบางทีเจ้าแม่ก็มีชื่อเรียกตามชื่อเกาะทั้งสอง นี้ว่า ไซเธอเรีย (Cytherea) และ ไซเพรียน (Cyprian)

ตามเรื่องที่เล่ากันแพร่หลายกล่าวว่า เมื่อเทวีอโฟรไดทีถูกคลื่นซัดไปติด ณ เกาะไซพรัสนั้น ฤดูเทวีผู้รักษาทวาร แห่งเขาโอลิมปัสลงมารับพาเจ้าแม่ขึ้นไปยังเทพสภา เทพทุกคนในที่นั้นต่างตะลึงใน ความงามของเจ้าแม่ และต่างองค์ต่าง ก็อยากได้เจ้าแม่เป็นคู่ครอง แม้แต่ซูสเองก็อยากจะได้ แต่เจ้าแม่ ไม่ยินดีด้วย ไท้เธอจึงโปรดประทานเจ้าแม่ให้แก่ ฮีฟีสทัส (Hephaestus) เทพรูปทรามผู้มีบาทอัน แปเป๋เป็นบำเหน็จรางวัลทดแทนความชอบ ในการที่ฮีฟีสทัส ประกอบอสนียบาตถวายและเป็นการลงโทษ เจ้าแม่ในเหตุที่ไม่ไยดีซูสไปในตัวด้วย

แต่เทพองค์แรกที่เจ้าแม่พิศวาสและร่วมอภิรมย์ด้วยคือ เอรีส (Ares) หรือ มาร์ส (Mars) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการสงคราม เทพบุตรของซูสเทพบดี เกิดกับเจ้าแม่ ฮีรา ได้เป็นชู้สู่หากับเทวี อโฟรไดที่ จนให้ประสูติบุตรสอง ธิดาหนึ่งรวมเป็นวาม มีนามตามลำดับว่า อีรอส (Eros) หรือ คิวพิด (Cupid) แอนติรอส (Anteros) และ เฮอร์ไมโอนี (Hermione) หรือ ฮาร์โมเนีย (Harmonia) นางเฮอร์ไมโอนีนั้นได้วิวาห์กับ แคดมัส (Cadmus) ผู้สร้างเมืองธีบส์ ซึ่งเป็นพี่ของนางยุโรปา ผู้ถูกซูสลักพาไป เป็นคู่ร่วมอภิรมย์ ดังเล่ามาแล้วแต่ต้น

เรื่องราวความรกของเทวีแห่งความงามและความรักอโฟร์ไดที่ไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เจ้าแม่เที่ยวหว่าน เสน่ห์ไปทั่วไม่ว่าเทพหรือมนุษย์ อาทิเช่น การมีจิตปฏิพัทธ์ เสน่หากับเทพเฮอร์มีส จนเกิดมีโอรสองค์หนึ่งนามว่า เฮอร์มาโฟร์ดิทัส (Hermahroditus) ในด้านของมนุษย์เทวีอโฟร์ไดที่ยังเคยแอบไปมีจิตพิศวาสกับบุรุษ เดินดิน เช่น ไปชอบพอกับเจ้าชายชาวโทรยันนามว่า แอนคิซีส (Anchises) จนมีโอรสครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ออกมานามว่า เอนิแอส(Aenias) ผู้เป็นต้นตระกลูของ ชาวโรมันทั้งหมด และที่อื้อฉาวฮือฮามากที่สุดได้แก่ การไปแอบรัก สุดหล่อแห่งยุคคือ อโดนิส

ในกาลวันหนึ่ง เจ้าแม่อโฟรไดที่เล่นหัวหยอกเอินอยู่กับอีรอส บังเอิญถูกศรซึ่งอีรอสถืออยู่สะกิดเอาที่อุระ ถึงแม้ว่า จะเป็นแผลเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นการเพียงพอที่จะทำให้เจ้าแม่ตกอยู่ในอำนาจพิษศรของบุตรได้ ยังมิทันที่แผลจะ เหือดหาย เจ้าแม่ได้พบกับ อโดนิส (Adonis) มานพหนุ่มพเนจรอยู่ในราวป่า ให้บังเกิดความพิสมัยจนไม่อาจระงับ ยับยั้งอยู่ใน สวรรค์ได้ เจ้าแม่จึงลงมาจากสวรรค์มาพเนจรตามอโดนิส หมายที่จะได้ใกล้ชิดซึ่งกันและกันไม่ว่าจะไป ทางไหนเจ้าแม่ก็จะ ตามไปด้วย

เทวีอโฟรไดที่หลงใหลและเป็นห่วงอโดนิส จนไม่เป็นอันระลึกถึงสถานแห่งหนึ่งแห่งใดที่เคยโปรด เที่ยวติดตาม อโดนิสไปในราวป่าคลอดเวลาเพื่อคอยตักเตือน และกำชับอโดนิสในเวลาล่าสัตว์ มิให้หักหาญเสี่ยงอันตรายมากนัก ให้หลีก เลี่ยงสัตว์ใหญ่ ล่าแต่สัตว์เล็กชนิดที่พอจะล่าได้เท่านั้น ตลอดเวลาที่เฝ้าติดตามเจ้าแม่พะเน้าพะนอเอาใจ อโดนิสด้วยประการ ทั้งปวง

แต่ความรักของเจ้าแม่ที่มีต่ออโดนิสเป้นความรักข้างเดียว เจ้าหนุ่มหาได้รักตอบเจ้าแม่ไม่ ชะรอยจะเป็น เพราะอีรอสมิได้แผลงศรรักเอากับเจ้าหนุ่มดอกกระมัง ด้วยเหตุนี้อโดนิสจึงไม่แยแสต่อคำกำชับตักเตือนของเจ้าแม่ คงเที่ยวล่าสัตว์ใหญ่น้อยเรื่อยไปตามใจชอบ วันหนึ่งเจ้าแม่อโฟรไดที่มีธุระต้องจากไป จึงทรงเทพยานเทียมหงส์เหิน เหาะไปในนภากาศ ฝ่ายอโดนิสพบหมูป่าแสนดุร้ายเข้าตัวหนึ่ง (บางตำนานเล่าว่าหมูป่าตัวนี้ เกิดจากเสกจำแลงของ เทพเอเรส เนื่องจากหึงหวงความรักที่เทวีอโฟรไดที่มีให้แก่อโดนิส) และตามล่ามันไปจนหมูป่าจนมุมแล้ว อโดนิสก็ ซัดหอกไปถูกหมูป่า แต่หอกพลาดที่สำคัญ หมูป่าได้รับความเจ็บปวดจึงเพิ่มความดุร้ายยิ่งขึ้น จึงรี่เข้าขวิดอโดนิสล้มลง ถึงแก่ความตาย

เจ้าแม่อโฟรไดที่ได้สดับเสียงร้องโอดโอยของอโดนิสในกลางหาวผินพักตร์มาเห็นดังนั้น จึงชักรถเทียม หงส์กลับลงมายังพื้นปฐพี และลงจากรถเข้าจุมพิตอโดนิสซึ่งกำลังจะสิ้นใจ ครั้นแล้วเจ้าแม่ก็ครวญคร่ำรำพันพิลาปพิไร ด้วยสุดแสนอาลับรัก แถมทึ้งเกศาข้อนทรวงทำอาการต่าง ๆ ตามวิสัยผู้ที่คลุ้มคลั่ง เจ้าแม่รำพันตัดพ้อเทวีครองชะตา กรรมที่ด่วนเด็ดชีวิตผู้เป็นที่รักของเจ้าแม่ให้พรากจากไป ประดุจควักดวงเนตรออกจากเจ้าแม่ก็ไม่ปาน พอค่อยหาย โศกแล้วเจ้าแม่จึงเอื้อนโอษฐ์ออกปณิธานว่า "ถึงมาตรว่าดังนั้นก็อย่าหมายเลยว่า ผู้เป็นที่รักแห่งข้าจะต้องอยู่ ในยมโลกตลอดกาล หยาดโลหิตของอโดนิสแก้วตาข้าจงกลายเป็นบุปผชาติชนิดหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ความ โศกของข้าให้ข้าได้ระลึกถึงวาระเศร้าสลดครั้งนี้เป็นประจำปีเถิด" เมื่ออกปณิธานดังนั้นแล้ว เจ้าแม่ก็พรมน้ำ ต้อยเกสรอันศักดิ์สิทธิ์ลงบนหยาดโลหิตของอโดนิส บัดดลก็มีพันธุ์ไม้ดอกสีแดงเลือดดังสีทับทิมผุดขึ้น ดังมีชื่อเรียกกัน สืบๆ มาว่าดอกอโดนิส หรือ ดอกเออะเนมโมนิ (Anemone) ก็เรียก แปลว่า ดอกตามลม (บางตำนานว่าก็คือ ดอกกุหลาบนั่นเอง) เนื่องจากธรรมชาติซึ่งกล่าวกันว่า ลมทำให้ดอกไม้นี้แย้มบานและภายหลังก็พัดกลีบให้ร่วงหล่นไป มีฤดูกาลอยู้ได้เพียงชั่ว 3-4 เดือนเท่านั้น

ว่ากันว่าแรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะกลายเป็นเทวีแห่งความงามและความรักนั้น อโฟร์ไดที่เป็นเทวีแห่งความสมบูรณ์ มาก่อน เมืองที่นับถือเจ้าแม่มากที่สุดได้แก่ เมืองปาฟอสในไซปรัสและเมืองไซธีราในเกาะครีต นอกจากนั้น วิหารที่เล่าลือ ว่าโอ่อ่าที่สุดของซีกโลกทางด้านตะวันออกได้แก่ วิหารที่เมืองคนิดุส ในรัฐแคเรีย (Caria) เมื่อเดินทางมาถึงกรีกก็มีผู้ ศรัทธาเชื่อถือสร้างวิหารใหญ่ให้หลายแห่ง รวมทั้งกรุงเอเธนส์ซึ่งมีเทวีเอเธน่า เป็นเทพอุปถัมภ์อยู่บนเนินอโครโปลิส

ได้กล่าวแล้วว่า อโฟรไดที่เป็นเทวีที่ชาวกรีกและโรมันโบราณถือว่าเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของมนุษย์มาก ที่สุด เนื่องจากเจ้าแม่เป็นเทวีครองความรักและความงาม และความงามกับความรักก็เป็นสิ่งที่จับใจคนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เจ้าแม่จึงมักเป็นที่เทิดทูนและกล่าวขวัญในวิจิตรศิลป์และวรรณคดีต่าง ๆ นอกจากนั้นชาวกรีก และโรมันยังถือ ว่าเจ้าแม่เป็นเทวีครองความมีลูกดกและการให้กำเนิดทารกอีกด้วย มีคติความเชื่อประการหนึ่งซึ่งอย่างน้อยก็ยังพูดกันติด ปากชาวตะวันตกมาจนถึง ปัจจุบันนี้ว่า ทารกถือกำเนิดเพราะนกกระสานำมา คตินี้สืบเนื่องจากข้อยึดถือของชาวกรีกและ โรมันมาแต่เดิมเหมือนกัน

ในเทพปกรณัมกล่าวว่า นกกระสาเป็นนกประกอบบารมีของอโฟรไดที่ คราวใดมีนกกระสาผัวเมียไปทำรังอยู่บน ยอดหลังคาบ้านใด ก็หมายความว่าเจ้าแม่อโฟรไดที่โปรดให้ครอบครัวในบ้านนั้นมีลูกและจะให้ประสบความรุ่งเรือง ใน ยุโรปโดยเฉพาะภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ถือนกกระสาประหนึ่งที่เคารพทีเดียว ในเยอรมันและเนเธอร์แลนด์ถือว่านก กระสาเป็นนกที่นำโชคลาภมาให้ ดังนั้นชาวเยอรมันและวิลันดาจึงยินดีที่จะให้นกกระสามาทำรังบนหลังคาบ้านเสมอ ยิ่ง อาศัยอยู่นานเท่าใด ก็ยิ่งเป็นมงคลแก่บ้านนานเท่านั้น นกกระสาจึงเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่าวสำคัญตามเทพนิยาย นิทาน ชาวบ้าน และนิทานเทียบสุภาษิตต่าง ๆ ของฝรั่งด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้

อนึ่งชาวยุโรปทั่วไปเขาเชื่อกันมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษด้วยว่า ในคราวที่บ้านหนึ่งบ้านใดกำลังจะมีเด็ก เจ้าแม่อโฟรไดที่จะให้นกกระสามาบินวนเวียน เหนือบ้านนั้น คตินี้กินความไปถึงว่า ถ้านกกระสาบินวนเหนือบ้านที่กำลังจะมีเด็กเกิด เด็กนั้นจะคลอดออกจากครรภ์โดยง่ายและอยู่รอดด้วย แต่คตินี้ในที่สุดก็เป็นเพียงข้อ อ้างที่พ่อแม่จะใช้ตอบลูกตอนโต ๆ เมื่อถูกถามว่าน้องเล็กเกิดมาแต่ไหน หรือตัวเกิดจากอะไรเท่านั้น

เทวีอโฟร์ไดที่มีต้นเมอร์เทิลเป็นพฤกษาประจำองค์ สัตว์เลี้ยงของเจ้าแม่เป็นนก บ้างว่าเป็นนกเขา นกกระจอกบ้าง หงส์บ้าง ตามแต่กวีคนไหนจะชอบใจยกให้เป็น สัญลักษณ์ของเทวีแห่งความงามและความรัก

ที่มา http://www.tumnandd.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%8C-aphrodite-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-venus/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2013, 03:29:36 PM โดย bobenz »

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 01:01:13 PM »
แอน ทองประสม



เทพีเฮรา หรือ เฮรา (Hera) หรือ จูโน (Juno)

เฮรา (Hera) หรือภาษาโรมันว่า จูโน (Juno) เป็นราชินีของเทพธิดาทั้งหลายเพราะเป็นชายาของซุส เฮราเป็นธิดาองค์ใหญ่ของเทพไทแทนโครนัสกับเทพมารดารีอา ต่อมาในตอนหลังได้อภิเษกสมรสกับ ซุสเทพบดีอนุชาของนาง ทำให้นางกลายเป็นราชินีสูงที่สุดในสวรรค์ชั้นโอลิมปัส ที่ไม่ว่าผู้ใดก็คร้ามเกรง เทวีเฮราไม่ชอบนิสัยเจ้าชู้ของซุส ด้วยเหตุที่ซุสเป็นคนเจ้าชู้ ทำให้เฮรากลายเป็นคนขี้หึง และคอยลงโทษหรือพยาบาทคนที่มาเป็นภรรยาน้อยของซุสอยู่เสมอ เมื่อแรกที่ซุสขอแต่งงานด้วย เฮราปฏิเสธ และปฏิเสธเรื่อยมาจนถึง 300 ปี วันหนึ่งซุสคิดทำอุบายปลอมตัวเป็นนกกาเหว่าเปียกพายุฝนไปเกาะที่หน้าต่าง เฮราสงสาร ก็เลยจับนกมาลูบขนพร้อมกับพูดว่า "ฉันรักเธอ" ทันใดนั้น ซุสก็กลายร่างกลับคืน และบอกว่าเฮราต้องแต่งงานกับพระองค์

แต่ทว่าชีวิตการครองคู่ของเทวีเฮรากับเทพปริณายกซุสไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก มักจะทะเละเบาะแว้ง เป็นปากเสียงกันตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า ในเวลาที่เกิดฟ้าคะนองดุเดือดขึ้นเมื่อไร นั่นคือสัญญาณว่าซุสกับเฮราต้องทะเลาะกันเป็นแน่ เพราะ 2 เทพนี้เป็นสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์ เมื่อท้องฟ้าเกิดอาเพศ ก็เหมาเอาว่าเป็นเพราะการขัดแย้งรุนแรงของเทพคู่นี้

แม้ว่าเทวีเฮรามีศักดิ์ศรีเป็นถึงราชินีแห่งสวรรค์หรือเทพมารดาแทนรีอา แต่ความประพฤติและอุปนิสัยของเจ้าแม่ไม่อ่อนหวาน และมีเมตตาสมกับเป็นเทพมารดาเลย โดยประวัติของเจ้าแม่นั้นมีทั้งโหดร้าย ไร้เหตุผล เจ้าคิดเจ้าแค้นและอาฆาตพยาบาทจนถึงที่สุด ผู้ใดก็ตามที่ถูกเทวีเฮราอาฆาตไว้ มักมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก ว่ากันว่าชาวกรุงทรอยทั้งเมืองล่มจมลงไปเพราะเพลิงอาฆาตแค้นของเจ้าแม่เฮรานี้เอง สาเหตุเกิดจากเจ้าชายปารีสแห่งทรอยไม่เลือกให้เจ้าแม่ชนะเลิศในการตัดสินความงามระหว่าง 3 เทวีแห่งสวรรค์ คือเทวีเฮรา เทวีเอเธนา และเทวีอโฟรไดท์

รูปเขียนรูปสลักของชาวกรีกโบราณมักทำรูปของเจ้าแม่เฮราเป็นเทวีวัยสาวที่สวยสง่า ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น ว่ากันว่ามีคนหลงใหลความงามของเจ้าแม่จนคลั่งไคล้หลายคน โดยเฉพาะ อิกซิออน (Ixion) ราชาแห่ง ลาปิธี (Lapithae) ต่อมาถูกซุสเทพบดีลงโทษอย่างรุนแรง และบางทีอาจเป็นเพราะทรนงตนว่ามีสิริโฉมงดงามก็ได้ ที่ทำให้เทวีเฮราเป็นเดือดเป็นแค้นนักที่สวามีปันใจให้สตรีอื่น จึงต้องราวีอย่างถึงที่สุดเสมอ ความร้ายกาจของเจ้าแม่เคยถึงขนาดคิดปฏิวัติโค่นอำนาจของสวามีจนเกือบสัมฤทธิ์ผล

เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าแม่โกรธแค้นความไม่ซื่อสัตย์ของสวามีขึ้นมาอย่างเต็มกลืน จึงร่วมมือกับเทพโปเซดอน จ้าวสมุทร เชษฐาของซุสเอง และเทพอพอลโลกับเทวีอธีนาด้วย ช่วยกันกลุ้มรุมจับองค์เทพซุสมัดพันธการไว้แน่นหนา จนเป็นเหตุให้เทพปริณายกซุสจวนเจียนจะสูญเสียอำนาจอยู่รำไร ก็พอดีชายาอีกองค์ของซุสนามว่า มีทิส (แปลว่าภูมิปัญญา) ได้นำผู้ช่วยเหลือมากู้สถานการณ์ทันเวลา โดยไปพา อาอีกีออน (Aegaeon) ซึ่งเป็นอสูรร้อยแขนที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงมาช่วยเหลือเทพบดีซุส อสูรตนนี้มีฤทธิ์อำนาจมากเสียจนเทพเทวาน้อยใหญ่ต้องยอมศิโรราบไปตามๆ กัน เมื่ออาอีกีออนมาแก้ไขให้ซุส และนั่งเฝ้าอยู่ข้างบัลลังก์ของซุส บรรดาผู้คิดกบฎปฎิวัติก็หน้าม่อย ชวนกันหนีหน้าไปหมด แผนการณ์จึงล้มครืนด้วยประการฉะนี้

องค์เทพซุสเองก็เคยร้ายกาจกับราชินีเทวีเฮราเหมือนกัน ทรงลงโทษลงทัณฑ์แก่เจ้าแม่อย่างไม่ไว้หน้าอยู่บ่อยๆ นอกจากทุบตีอย่างรุนแรงแล้ว ซุสยังใส่โซ่ตรวนที่บาทของเจ้าแม่กับผูกข้อหัตถ์และพาหาติดกันมัดโยงโตงเตงอยู่บนท้องฟ้า จนเป็นเหตุให้เกิดตำนานเกี่ยวกับเทพ ฮีฟีสทัส ขึ้นมาว่า จากการวิวาทครั้งนี้ เทพฮีฟีสทัสผู้เป็นโอรสเข้าขัดขวางมิให้พระบิดากระทำรุนแรงแก่พระมารดา ซุสเทพบดีที่กำลังโกรธกริ้ว จับตัวฮีฟีสทัสขว้างลงมาจากสวรรค์ กลายเป็นเทพพิการไปเลย

เทวีเฮรานอกจากขี้หึงแล้ว ยังช่างริษยามากอีกด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อซุสทรงมีราชธิดานามว่า อธีนา ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร นางกระโดดออกจากเศียรของซุสเอง เจ้าแม่เฮราก็ริษยายิ่งนัก ตรัสว่าเมื่อสวามีทรงมีกุมารีด้วยองค์เองได้ นางเองก็มีได้เช่นกัน ทว่าบุตรที่เกิดจากตัวเจ้าแม่เองนั้นกลับมิได้สะสวย เรืองฤทธิ์เช่นอธีนา แต่กลับเป็นอสูรร้ายน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง (แต่บางตำนานกล่าวว่าบุตรที่จากเทวีเฮราก็คือ ฮีฟีทัสนั่นเอง) คืออสูรร้าย ไทฟีอัส (Typheus) ซึ่งผู้ใดเห็นก็หวาดกลัว เลยทำให้เทพปริณายกซุสกริ้วใหญ่ และการวิวาทบาดหมางก็เกิดขึ้นอีก

เจ้าแม่เฮรามีโอรสธิดากับเทพบดีซุส 4 องค์ นามว่า เฮบี (Hebe), อิลลิธธียา (Ilithyia), เอเรส (Ares), และฮีฟีสทัส (Hephaestus) เทพ 2 องค์หลังนี้เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเทพเอเรส คือ เทพแห่งสงคราม ส่วนเทพฮีฟีสทัสคือเทพถลุงเหล็กหหรือเทพแห่งงานช่าง

แม้ว่าชีวิตสมรสของเจ้าแม่เฮราจะไม่ราบรื่นนัก แต่ในฐานะที่เป็นราชินีหรือเป็นมารดาแห่งสวรรค์ เฮราเป็นเทพที่คุ้มครองการแต่งงาน มีหลายครั้งที่เธอคอยดลใจให้วีรบุรุษได้แสดงความกล้าหาญ จึงทำให้เป็นที่เคารพนับถือในเขตโอลิมปัส เทวาลัยที่เป็นที่บูชาขนาดใหญ่ที่สุดของเทวีเฮราอยู่ที่เมืองอาร์กอสเรียกว่า เดอะ เฮราอีอุม (Heraeum)

สัญลักษณ์ของเฮราคือ วัว นกยูง และสิงโต พฤกษาประจำตัวของเจ้าแม่คือ ผลทับทิม และนกแขกเต้า

ที่มา http://andaman2002.blogspot.com/2009/01/hera-juno.html
 

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 01:07:35 PM »
ศรีริต้า เจนเซ่น



เฮสเทีย Hestia เทพีแห่งเตาไฟ

อัคนีเทพีผู้ครองเตาผิงไฟ

      ครั้งนี้มาพูดถึงพระเทพีผู้ถือว่าเป็นเทพีที่สำคัญพระองค์หนึ่งและทรงสิริโฉมงดงาม พระองค์ทรงสง่างามและเป็นตัวอย่างที่ดีต่ออิสตรีทั่วไปในการถือครองพรหมจรรย์ (เป็นเทพีผู้ครองพรหมจรรย์รุ่นบุกเบิกซึ่งต่อมามีหลานสาว 2 พระองค์ดำเนินรอยตาม คือ เทพีอธีน่า และ เทพีอาร์ทิมิส) ใช่พระองค์ไม่มีพระสวามีและไม่เคยคิดที่จะมีด้วย ถึงจะเคยถูกตามตื้อจากเทพโพไซดอนและเทพอะพอลโลก็ตาม พระเทพีก็มิสนใจ พระองค์ทรงอยู่แต่หน้าเตาไฟที่รุ่งโชติช่วง พระเทพีทรงเป็นพระพี่นางคนโตแห่งเทพซีอุสอีกด้วย
     พระเทพีเป็นเทพเจ้าที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากองค์หนึ่ง เพราะชาวกรีกเชื่อว่า พระเทพีได้ทอดทิ้งความสุขสบายแห่งพระองค์ลงจากเขาโอลิมปัสอันเป็นสถานที่อันบรมสุข มาสถิตคุ้มครองผู้คนโดยประทับในเตาผิงไฟในแต่ละบ้านเรือน ชาวกรีกจึงมีความเชื่อว่าพระเทพีจะเป็นเทพคุ้มครองบ้านเรือน (คงคล้ายกับพระภูมิบ้านเรา) เวลามีเด็กแรกเกิดเกิดขึ้นในบ้าน ผู้เป็นพ่อจะนำบุตรของตนมายังหน้าเตาผิงเพื่อให้พระเทพีรับรู้ว่ามีสมาชิกใหม่เกิดขึ้นแล้วและให้พระองค์เมตตาคุ้มครองบุตรของตน ซึ่งรูปลักษณ์ของพระเทพีคือ ไฟในเตาผิงนั้น
     ในเมืองต่างๆของประเทศกรีซและโรมันจึงมีเทวาลัยและวิหารของพระเทพีเพื่อให้พระองค์ปกปักษ์รักษา โดยในวิหารจะมีกองไฟที่จุดแล้วโดยมีเหล่านักบวชหญิงที่ต้องเป็นสาวพรหมจรรย์ พวกนางเรียกว่า "เวสตัน" พวกนางจะเฝ้ากองไฟศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ให้ดับและเติมเชื้อเพลิงให้ไฟอยู่เสมอเพราะไฟกองนี้เสมือนเป็นองค์เทพีมาสถิต เวสตันสามารถเป็นได้ตั้งแต่อายุ 6-10 ปี และต้องปฎิบัติหน้าที่นี้ตามวาระ10ปีเมื่อครบแล้วจึงจบหน้าที่ของเวสตันได้ บางทีมีกำหนดว่าจะลาจากหน้าที่ต้องมีอายุได้ 40 ปี พวกนางจะสามารถที่จะมีครอบครัวได้
     พวกนางจึงเท่ากับว่าเป็นผู้เสียสละความสุขของตนแท้ๆ แต่พวกนางในฐานะเวสตันก็ถูกเคารพยกย่องจากปวงชนและกษัตริย์เช่นกัน และพวกนางมีอำนาจอันชอบธรรมที่ดูแล้วช่างดีจริงๆคือ หากพวกนางพบนักโทษที่กำลังจะถูกประหารหรือลงทัณฑ์พวกนางสามารถใช้สิทธิในฐานะข้ารับใช้แห่งเทพีเฮสเทียให้อภัยโทษนักโทษผู้นั้นได้ นี้คือข้อที่แสดงว่า เทพีเฮสเทียเป็นเทพเจ้าที่ชาวกรีกรักมากองค์หนึ่งเลยทีเดียว 

ที่มา http://legend-greek.blogspot.com/2012/09/blog-post_1761.html

ออฟไลน์ วี

  • *
  • 3897
  • 1
  • นัยจัยน้อย
    • อีเมล์
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 07:01:03 PM »
เจิมกระทู้ใหม่ สวยมากๆเลยคับทุกนางเลย รีทัชเมพมากอยู่แล้ว ลุ้นพื้นหลัง ทำได้เป๊ะและเข้ากับเทพีองค์นั้นๆเลย
ผมชอบชื่อกรีกมากกว่าชื่อโรมันนะ (แม้จะเรียกและจำยากกว่าก็เถอะ ^^") สังเกตว่าดาราที่ดำมารีทัชเป็นลูกครึ่งทั้งนั้นเลย
กระทู้นี้จะสงวนให้ดาราลูกครึ่งเท่านั้นรึเปล่าน้าเพราะดาราลูกครึ่งในไทยก็เยอะมากกกก


ออฟไลน์ Moon

  • **
  • 782
  • 0
  • เพศ: หญิง
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 10:15:27 PM »
สวยมากเลยค่ะ ชอบอาเธน่าจัง  :) อยากเห็นอาร์ทีมิส เทพีแห่งดวงจันทร์บ้างจังว่าจะเป็นใคร

ออฟไลน์ นานะจัง

  • *
  • 6896
  • -3
  • เพศ: หญิง
  • นิศาอรพินท์
    • อีเมล์
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2013, 05:21:26 PM »
 :icon_evil:ไอเดียเจ๋งที่มาพร้อมความงามอีกแล้วครับท่าน  :P :P

ออฟไลน์ augustle

  • *
  • 549
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • iNUTTi
    • มาย ทวิต^^
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2013, 04:30:40 AM »
 ;D ;D ;D
สวยมากเลยคะ เข้ามาเป็นกำลังใจ ขอรีเควสสาวๆจากสุภาพบุรุษจุฑาเทพด้วยนะคะ  :icon_eek:

ออฟไลน์ nantaporn

  • *
  • 19
  • 0
  • เพศ: หญิง
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2013, 01:46:40 PM »
สวยทุกภาพเลย แต่ชอบอาเธน่า กับเฮร่า ทั้งสองงดงามมากเลยค่ะ

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2013, 02:29:12 PM »
ชมพู่ อารยา เอฮาร์เก็ต



Demeter เป็นเทพีแห่งเกษตรกรรม

ซูสเทพปริณายก มีเทวีภคินี 3 องค์ ในจำนวนนี้ 2 องค์เป็นคู่พิศวาสของซูสด้วย องค์หนึ่งคือเจ้าแม่ฮีรา ที่เราได้รู้จักกันมาแล้ว อีกองค์ทรงนามว่า ดีมิเตอร์ (Demeter) ตามชื่อกรีกหรือภาษาโรมันว่า ซีริส (Ceres) เป็นเทวีครองข้าวโพด ซึ่งหมายถึงการเกษตรกรรมนั่นเอง

เจ้าแม่ดีมิเตอร์มีธิดาองค์หนึ่งทรงนามว่า พรอสเสอะพิน (Proserpine) หรือ เพอร์เซโฟนี (Persephone) เป็นเทวีครองฤดูผลิตผลของพืชทั้งปวง เพื่ออธิบายธรรมชาติของการผลัดฤดู กวีกรีกโบราณจึงผูกเรื่อง ให้เทวีองค์นี้ถูกฮาเดสลักพาตัวไปเป็นคู่ครองในยมโลก ดังมีเรื่องพิสดารดังนี้
ฮาเดสปกครองยมโลกอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวไร้คู่ปฏิพัทธ์มาเป็นเวลานาน หามีเทวีองค์ใดไยดีที่จะร่วมเทวบัลลังก์ กับเธอ เทวีแต่ละองค์ที่เธอทอดเสน่หา ต่งองค์ต่างก็ไม่สมัครรักใคร่เธอ ด้วยไม่ปรารถนาจะลงไปอยู่ในใต้หล้าแดนบาดาล อันดวงสุริยาไม่สามารถทอแสงลงไปถึง ทำให้เธอมึนตึงหมางหทัยนัก ในที่สุดจึงต้องตั้งปณิธานจะไม่ทอดเสน่หาใครอีกเป็น อันขาด หากปฏิพัทธ์สวาทกับใคร ก็จะฉุดคร่าพาเอาลงไปบาดาลดื้อ ๆ

วันหนึ่งเพอร์เซโฟนีพร้อมเพื่อนเล่นทั้งมวลชวนกันลงเที่ยวสวนดอกไม้ เที่ยวเด็ดดอกไม้อันจรุงกลิ่น สอดสร้อย ร้อยมาลัยอยู่เป็นที่สำราญ บังเอิญฮาเดสขับรถทรงแล่นผ่านมาทางนั้น ได้ยินสรวลสรรหรรษาร่าเริงระครเสียงขับร้องของ เหล่านางอัปสรสาวสวรรค์ลอยมา เธอจึงหยุดรถทรง ลงไปเยี่ยมมองทางช่องสุมทุมพุ่มไม้ ครั้นพบเทวีรุ่นสะคราญทรงโฉม วิลาสลิไลนักให้นึกรัก จะเอาไปไว้ในยมโลก เธอจึงก้าวกระชากชิงอุ้มเพอร์เซโฟนีเทวีขึ้นรถไปในทันที

ฮาเดสขับรถเร่งไปจนถึงแม่น้ำ ไซเอนี (Cyane) ซึ่งขวางหน้าอยู่เห็นน้ำในแม่น้ำเกิดป่วนพล่านแผ่ ขยายท่วมท้นตลิ่งสกัดกั้นเธอเอาไว้ จึงชักรถไปทางอื่น ใช้มือถือคู่หัตถ์มีง่าม 2 แฉก กระแทกกระทุ้งแผ่นดินให้แยก ออกเป็นช่อง แล้วขับรถลงไปยังบาดาล ในขณะเดียวกันนั้น เพอร์เซโฟนีแก้สายรัดองค์ขว้างลงในแม่น้ำ ไซเอนี พลาง ร้องบอกนางอัปสรประจำแม่น้ำให้เอาไปถวายเจ้าแม่ดีมิเตอร์ ผู้มารดาด้วย

ฝ่ายดีมิเตอร์แม่โพสพกลับมาจากทุ่งข้าวโพด ไม่เห็นธิดา เที่ยวเพรียกหาก็ไม่พานพบวี่แววอันใด เว้นแต่ ดอกไม้ตกเรี่ยราดกลาดเกลื่อนอยู่ เจ้าแม่เที่ยวหากระเซอะกระเซิงไปตามที่ต่าง ๆ พลางกู่เรียกไปจนเวลาเย็นให้อาดูร โทมนัสนัก ล่วงเข้าราตรีกาลเจ้าแม่ก็ไม่หยุดพักการเสาะหาธิดา จนถึงรุ่งอรุรของวันใหม่ แม้กระนั้นเจ้าแม่ก็ไม่ลดละ ความพยายาม คงดั้นด้นเรียกหาธิดาไปตามทางอีก มิได้ห่วงถึงภาระหน้าที่ประจำที่เคยปฏิบัติแต่อย่างใด ดอกไม้ทั้งปวง จึงเหี่ยวเฉาเพราะขาดฝนชะโลมเลี้ยง ติณชาติตายเกลี้ยงไม่เหลือเลย พืชพันธุ์ธัญญาหารถูกแดดแผดเผาซบเซาหมด ในที่สุดเจ้าแม่ก็สิ้นหวังระทดระทวยหย่อนองค์ลงนั่งพักที่ริมทางใกล้นครอีลูสิส ความระทมประดังขึ้นมาสุดที่จะหักห้าม เจ้าแม่ก็ซบพักตร์กันแสงไห้ตามลำพัง

ในระหว่างที่ยังไม่พบธิดานี้ มีเรื่องแทรกเกี่ยวกับเจ้าแม่ดีมิเตอร์เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง สมควรจะเล่าไว้เสียด้วย

เพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดรู้จัก เจ้าแม่ดีมิเตอร์ได้จำแลงองค์เป็นยายแก่ ในขณะที่เจ้าแม่นั่งพัก พวกธิดาของเจ้านคร อีลูสิสรู้ว่ายายแก่มานั่งคร่ำครวญคิดถึงลูก บังเกิดความสังเวชสงสาร และเพื่อที่จะให้ยายหายโศกเสร้า นางเหล่านั้นจึงชวน ยายแก่เข้าไปในวังให้ดูแลกุมาร ทริปโทลีมัส (Triptolemus) ผู้น้อง ซึ่งยังเป็นทารกแบเบาะอยู่

เจ้าแม่ดีมิเตอร์ยอมรับภาระนี้ พอลูบคลำโอบอุ้มทารก ทารกก็เปล่งปลั่งมีนวลขึ้นเป็นที่อัศจรรย์แก่เจ้านครและบริษัท บริวารยิ่งนัก ตกกลางคืนขณะที่เจ้าแม่อยู่ตามลำพังกับทารก เจ้าแม่คิดใคร่จะให้ทารกได้ทิพยภาพเป็นอมรรตัยบุคคล จึงเอา น้ำต้อยเกสรดอกไม้ชะโลมทารกพลางท่องบทสังวัธยายมนต์ แล้ววางทารกลงบนถ่านไฟอันเร่าร้อน เพื่อให้ไฟลามเลียเผา ผลาญธาตุมฤตยู ที่ยังเหลืออยู่ในกายทารกให้หมดสิ้น

ฝ่ายนางพญาของเจ้านคร ยังไม่วางใจยายแก่นัก ค่อยย่องเข้าไปในห้องเพื่อคอยดู ประจวบกับตอนเจ้าแม่ดีมิเตอร์ กำลังทำพิธีชุบทารกอยู่พอดี นางตกใจนัก หวีดร้องเสียงหลง พลางถลันเข้าฉวยบุตรออกจากไฟ ครั้นเห็นบุตรสุดสวาทไม่ เป็นอันตรายแล้ว จึงหันกลับมาจะไล่เบี้ยเอากับยายแก่เสียให้สาสมกับความโกรธแค้น แต่แทนที่จะเห็นยายแก่ กลับเห็น รูปเทวีประกอบด้วยรัศมีเรืองรองอยู่ตรงหน้า เจ้าแม่ตรัสพ้อนางพญาโดยสุภาพ ในการที่เข้าไปขัดขวางการพิธีเสีย ทำให้ มนต์เสื่อมและชุบทารกอีกไม่ได้ แล้วเจ้าแม่ดีมิเตอร์ก็ออกจากเมืองอีลูสิสเที่ยวหาธิดาต่อไป

วันหนึ่งเจ้าแม่ดีมิเตอร์พเนจรเลียบฝั่งแม่น้ำอยู่ พลันได้ประสบวัตถุแวววาวสิ่งหนึ่งอยู่แทบบาท เจ้าแม่จำได้ ทันทีว่าเป็นวายรัดองค์ของธิดา คือสายรัดองค์ที่เพอร์เซโฟนีทิ้งฝากนางอัปสรแห่งแม่น้ำไซเอนีไว้ เมื่อตอนรถทรงของฮาเดส จะลงสู่บาดาล เจ้าแม่ได้ของสิ่งนี้ยินดียิ่งนัก แสดงว่าธิดาอยู่ใกล้ที่นั้น จึงรีบดำเนินไปจนถึงน้ำพุแก้วแห่งหนึ่ง รู้สึกเมื่อยล้า จึงลงพักทอดองค์ตามสบาย พอรู้สึกเคลิ้มจะหลับ เสียงน้ำพุก็ฟ่องเฟื่องยิ่งขึ้นเหมือนเสียงพูดพึมพำ ในที่สุดเจ้าแม่ก็จับความ ได้ว่า เป็นความประวัติของตนให้เจ้าแม่สดับฟัง และต้องการจะแจ้งข่าวของธิดาเจ้าแม่ว่าเป็นประการใด น้ำพุเล่าประวัติของ ตนเองว่า เดิมตนเป็นนางอัปสรขื่อว่า แอรีธูสะ (Arethusa) บริวารของเทวี อาร์เตมิส (Artemis) วันหนึ่งลง อาบน้ำในแม่น้ำ แอลฟีอัส (Alpheus) เทพประจำน่านน้ำนั้นหลงรัก แต่นางไม่ไยดีด้วยจึงหนีไป ส่วนเทพนั้นก็ ติดตามไม่ลดละ นางหนีเตลิดข้ามเขาไปตลอดแว่นแคว้น ซ้ำผ่านแดนบาดาลไปตลอดอาณาเขตของฮาเดส ได้เห็น เพอร์เซโฟนีประทับบัลลังก์อาสน์อยู่ในที่ราชินีแห่งยมโลก ครั้นกลับขึ้นมาอ่อนแรงเห็นไม่พ้นเทพแอลฟีอัส นางเสี่ยงบุญ อธิษฐานยึดเอาเจ้าแม่ของนางเป็นที่พึ่ง เทวีเดียนาจึงโปรดบันดาลให้นางกลายเป็นน้ำพุอยู่ ณ ที่นั่น

เมื่อได้รู้ถึงที่อยู่ของธิดาดังนี้แล้ว เจ้าแม่ดีมิเตอร์จึงรีบไปอ้อนวอนเทพปริณายกให้ช่วย ซูสอนุโลมตามคำวอนขอ โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าเพอร์เซโฟนีไม่ได้เสพเสวยสิ่งใดในระหว่างที่อยู่บาดาล จะให้ฮาเดสส่งเพอร์เซโฟนีขึ้นมาอยู่กับมารดา แล้วมีเทวบัญชาให้ เฮอร์มีสลงไปสื่อสารแก่ฮาเดสในยมโลก เจ้าแดนบาดาลจำต้องยอมโอนอ่อนจะส่งเพอร์เซโฟนีคืนสู่ เจ้าแม่ดีมิเตอร์ แต่ในขณะนั้นภูตครองความมืดเรียกว่า แอสกัลละฟัส (Ascalaphus) ร้องประกาศขึ้นว่า ราชินีแห่ง ยมโลกได้เสวยเมล็ดทับทิมแล้ว 6 เมล็ด ในที่สุดจึงตกลงกันเป็นยุติว่า ในปีหนึ่ง ๆ ให้เพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับฮาเดสใน ยมโลก 6 เดือน สำหรับเมล็ดทับทิมที่เสวยเมล็ดละเดือน แล้วให้กลับขึ้นมาอยู่กับมารดาบนพิภพอีก 6 เดือน สลับกันอยู่ทุกปี ไป ด้วยเหตุนี้เมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับมารดา โลกจึงอยู่ในระยะกาลของวสันตฤดู พืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิดผลิดอก ออกผล และเมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีลงไปอยู่ในบาดาล โลกก็ตกอยู่ในระยะกาลของเหมันตฤดู พืชผลทั้งปวงร่วงหล่นซบเซา อัน เป็นความเชื่อของชาวกรีกและโรมันโบราณ ตามเรื่องที่เล่ามาฉะนี้

ยังมีเรื่องที่ต้องเล่าต่ออีกเล็กน้อย คือเมื่อเจ้าแม่ดีมิเตอร์พบธิดาแล้ว ก็กลับไปยังเมืองอีลูสิสอีก เพราะว่าเจ้า ครองนครกับนางพญาปลูกวิหารถวายเจ้าแม่ไว้ที่นั่น เพื่อให้มนุษย์รู้จักการทำไร่ ไถนา เจ้าแม่ได้สั่งสอนทริปโทลีมัส ซึ่ง เติบโตเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว ให้รู้จักใช้ไถ จอบ และเคียว สั่งสอนชาวนาสืบ ๆ กันมาจนตราบเท่าบัดนี้

ที่มา http://sad-love-story.exteen.com/20060329/chapter-2-demeter
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2013, 02:39:34 PM »
ปู ไปรยา สวนดอกไม้



Persephone เทพีแห่งฤดูกาล
เป็นธิดาของดิมีเทอร์เทวีแห่งธัญพืชและการเกษตรกับเทพซูส พระนางมีทั้งรูปโฉมที่สวยสะคราญและน้ำเสียงอันไพเราะที่สามารถปลุกชีวิตชีวา ให้แก่ธรรมชาติ เหล่าสัตว์ป่ามักจะชอบเข้ามาคลอเคลียกับพระนาง ไม่ว่าเยื้องกรายไปทางไหน พืชพันธุ์ที่เคยเหี่ยวแห้งก็จะฟื้นกลับมาอุดมสมบูรณ์ เทพีดิมีเทอร์จึงรักพระธิดาองค์เดียวอย่างสุดสวาทขาดใจ

ในยามเยาว์เพอร์เซฟะนีมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะประพฤติตนเป็นเทพพรหมจารย์เช่นเดียวกับ เฮสเทีย ผู้เป็นป้า และอธีนากับอาร์เทอมีสผู้เป็นพี่สาว แต่ความตั้งใจนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่เทพีอโฟรไดต์ ผู้เป็นเทวีแห่งความรักเป็นอย่างมาก เพราะการมีเทพที่ประพฤติตนเป็นพรหมจารีย์มากถึง 3 องค์นั้นมากเกินพออยู่แล้วสำหรับนาง ประกอบกับในขณะนั้นเฮดีสเทพแห่งโลกใต้พิภพเองก็ไร้คู่ เนื่องจากไม่มีเทวีองค์ใดต้องการที่จะลงไปใช้ชีวิตอยู่ใต้พิภพที่มืดมิดและเงียบเหงา อะโฟรไดต์จึงส่งอีรอส หรือ คิวปิด ไปหาโอกาสทำให้เทพเฮดีสและเทวีเพอร์เซฟะนีหลงรักกันให้ได้

จนกระทั่งวันหนึ่งเทพ เฮดีสแห่งยมโลกได้ขึ้นมายังพื้นโลก อีรอสจึง ยิงลูกศรกามเทพปักอกเทพแห่งยมโลกอย่างจัง และคนแรกที่เทพเฮดีสได้พบก็คือ เทวีคนงาม เพอร์เซฟะนี นั่นเอง ทำให้เทพเฮดีสหลงรักเทพีผู้เป็นหลานสาวอย่างสุดหัวใจ ทันใดนั้นเองเทพเฮดีสก็ได้ตัดสินใจคว้าร่างเทพีเพอร์ซิโฟเน่ขึ้นมาบนรถม้า และตรงดิ่งลงไปยังใต้พิภพและแต่งตั้งนางให้เป็นราชินีแห่งโลกใต้พิภพ

เทพีดิมีเทอร์เศร้าโศกเสียใจอย่างหนักที่ธิดาสุดที่รักหายตัวไปจนกระทั่ง พืชผลเหี่ยวแห้งทั่วโลก ชาวมนุษย์เดือดร้อนอดตายเป็นจำนวนมาก เทพซูสจึงเรียกตัวพี่ชาย เทพเฮดีส ขึ้นมา เพื่อขอเทพีเพอร์เซฟะนีคืน แต่ทว่าในระหว่างที่อยู่ในยมโลก เทพีเพอร์เซฟะนีได้เสวยอาหารทิพย์เม็ดเล็กๆ หรือในบางตำนานว่าเมล็ดของผลทับทิมของ ยมโลกไป 3 เมล็ด ซึ่งผู้ใดได้รับประทานอาหารชนิดนี้ไปแล้วจะต้องผูกพันอยู่กับโลกใต้พิภพและ จะจากไปไม่ได้ เทพซูสจึงทำข้อสัญญาตกลงกันว่า จะให้เทพีเพอร์เซฟะนีอยู่บนโลกตามใจชอบเป็นเวลา 9 เดือน จากนั้นก็ให้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่ยมโลกเป็นเวลาอีก 3 เดือน ซึ่งในระหว่างที่ธิดาไม่อยู่ เทพีดิมีเทอร์ก็จะเศร้าโศก พืชผลก็จะปลูกไม่ขึ้น แห้งแล้ง แต่เมื่อองค์ธิดากลับมาสู่อ้อมอก พืชผลก็จะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของฤดูกาลนั่นเอง

เทพีเพอร์เซฟะนี ยังเป็นเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิด้วย ในตำนานมักระบุว่าเพอร์เซฟะนีเป็นราชินีแห่งยมโลกผู้เย็นชาไม่ต่างจากพระ สวามี มีเพียงคราวที่ออร์ฟิอุสเดิน ทางมายังยมโลกและเล่นดนตรีเล่าถึงความโศกเศร้าที่ต้องจากคนรักเท่านั้น ที่ทั้งนางและฮาเดสถึงกับกรรแสง และจริงๆแล้วนางยังหึงหวงเฮดีสอย่างมากทีเดียว โดยในตำนานนั้น เพอร์เซฟะนีได้สาปพรายน้ำมินเธซึ่งพยายามยั่วยวนเฮดีส ให้กลายเป็นต้นมินต์

Persephone2 part เทพีแห่งยมโลก




ในตำนานมักระบุว่าเพอร์เซฟะนีเป็นราชินีแห่งยมโลกผู้เย็นชาไม่ต่างจากพระสวามี มีเพียงคราวที่ออร์ฟิอุสเดิน ทางมายังยมโลกและเล่นดนตรีเล่าถึงความโศกเศร้าที่ต้องจากคนรักเท่านั้น ที่ทั้งนางและฮาเดสถึงกับกรรแสง และจริงๆแล้วนางยังหึงหวงเฮดีสอย่างมากทีเดียว โดยในตำนานนั้น เพอร์เซฟะนีได้สาปพรายน้ำมินเธซึ่งพยายามยั่วยวนเฮดีส ให้กลายเป็นต้นมินต์

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2013, 02:46:43 PM »
ญาญ่า อุรัสยา เสเปอร์บัน



เทพีอาร์เทมีส (Artemis) เทพีแห่งจันทรา

 เมื่อคราวที่แล้วกล่าวถึงเทพอะพอลโล สุริยเทพสุดหล่อไปแล้ว ครั้งนี้คงไม่พูดไม่ได้แล้ว สำหรับ เทพีอาร์เทมิสผู้เลอโฉมและสง่างามไม่แพ้เทพอะพอลโลผู้เป็นพระเชษฐา ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพี่น้องฝาแฝดชายหนุ่มแห่งยุคเลยทีเดียว เทพีอาร์เทมิสทรงเป็นพระธิดาในเทพซีอุสกับเทพีแลโตนา ชีวิตของพระองค์ในวัยเยาว์นั้นทรมานและลำบากมาก อย่างที่เคยเล่าไปแล้วในตอน เทพอะพอลโล สุริยเทพแห่งกรีก

 เทพีอาร์เทมิสยังเป็นจันทราเทพี เทพีผู้ครองช่วงเวลาแห่งราตรีกาลและเทพีผู้ประทานแสงสว่างแก่รัตติกาลอีกด้วย แต่พระเทพียังมีความสามารถที่ดูจะออกแนวบู้ๆคือ การล่าสัตว์ พระเทพีโปรดการล่าสัตว์ พระองค์จะมีคันธนูและลูกศรติดตัวเสมอ แต่พระองค์ถูกนับถือในนาม เทพีผู้คุ้มครองสัตว์ป่าเสียมากกว่า หากใครเข้าไปในเขตป่าของพระองค์โดยยิงหรือจับสัตว์ีป่าที่อยู่ในอาณาเขตของพระองค์ หากพระเทพีทราบเข้าผู้นั้นอาจต้องถูกสังหารถึงฆาตด้วยลูกธนูแห่งเทพีอาร์เทมิส

 เทพีอาร์เทมิสยังทรงเป็นเทพีผู้ถือพรหมจรรย์เจริญรอยตาม เทพีเฮสเทียและเทพีอธีน่า ด้วยเหตุเพราะพระองค์ทรงเห็นความทุกข์ของเทพีแลโตนาผู้เป็นมารดาที่ต้องลำบากลำบนกับความรักที่มาเป็นพระชายาเทพซีอุึสที่ถูกเทพีเฮร่าตามราวี จึงทำให้พระเทพีมิโปรดและกลัวที่จะออกเรือน จึงปฏิญาณว่าจะไม่ขอมีครอบครัวและจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ให้ยิ่งชีพ แต่ก็ยังมีตำนานบางตอนที่กล่าวถึงพระเทพีหลงรักกับบุรุษรูปงาม2คน คือ ไอโอออน  กับ เอนดิเมียน แต่ก็มักจะจบไม่ดีทุกครั้ง เอาไว้จะเล่าในตอนต่อไป ความรักของเทพช่างน่าสงสารจริงๆมักเป็นรักที่จะไม่ค่อยสมหวังเสียจริงๆ

 ถึงเทพีอาร์เทมิสจะมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นที่เคารพในนาม เทพีแห่งแสงจันทร์ก็ตาม แต่มีบางตำนานที่กล่าวว่าพระองค์ทรงโหดเหี้ยมผิดวิสัยแห่งพระเทพี เช่น ตำนานของนายพรานที่น่าสงสารนามว่า "แอคเตียน" ที่บังเอิญหลงทางเข้าไปยังป่าต้องห้ามที่เป็นอาณาเขตที่พำนักแห่งเทพีอาร์เทมิส และบังเอิญยิ่งที่พบเข้ากับเทพีอาร์เทมิสกำลังสรงน้ำอย่างสบายพระทัย โดยมีเหล่านางไม้ค่อยปรมนิบัติอยู่ข้างๆ เจ้านายพรานหนุ่มก็อาจดูไม่ขาดตา ผิวอันขาวนวลดังแสงจันทร์ที่กระจ่าง เส้นผมอันเป็นประกายดั่งทองคำเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ถึงแม้นายพรานก็เกรงกลัวในอำนาจแห่งเทพเจ้า แต่ด้วยความราคะก็แอบดูในพุ่มไม้บริเวณที่ใกล้ๆนั้น พระเทพีบังเอิญอีกเหมือนกัน ดันเห็นแสงประกายประหลาดจากพุ้มไม้เห็นว่าผิดสังเกต พระเทพีจึงรับรู้ได้ว่ามีคนกำลังแอบดูพระองค์ พระเทพีจึงพิโรธเป็นอันมาก นายพรานรู้ตัวแล้วว่าพระเทพีรู้ว่าตนแอบดู จึงหมายจะหนี แต่พระเทพีได้ใช้มือตัดน้ำขึ้นและสาดไปเต็มแรง น้ำนั้นกระเด็นไปต้องนายพรานหนุ่ม จากนั้นร่างของนายพรานหนุ่มก็กลายเป็นกวางไป นายพรานในร่างกวางก็วิ่งพยายามขอความช่วยเหลือดันไปพบกับสุนัขล่าเนื้อที่เป็นสุนัขของตนตามไล่กัด คิดว่าเป็นกวางโดยหารู้ไม่ว่ากวางตัวนี้เป็นนายของมัน และนายพรานหนุ่มก็จบชีวิตลงโดยสุนัขล่าเนื้อของตนอย่างน่าอนาถ

 ยังไม่จบเพียงเรื่องนี้เท่านั้น ยังมีต่อ มีชายหนุ่มนามว่า "แอดมีทัส" เป็นสาวกผู้มีหน้่าที่ถวายเครื่องสักการะแด่เทพีอาร์เทมิส แต่เมื่อเขาได้พบรักหญิงงามและขอเธอเป็นภรรยา เธอยินดีที่จะเป็นภรรยาเขา และเขาก็ปราบปลื้มปิติและวุ่นวายกับการจัดงานแต่งของตน จนลืมหน้าที่ที่จะต้องถวายเครื่องสักการะแด่พระเทพี พระเทพีทราบว่า แอดมีทีสลืมหน้าที่ๆพึ่งกระทำ พระองค์โกรธกริ้วมากจึงเสกให้ห้องหอของแอดมีทีสกัีบเจ้าสาวของเขาเต็มไปด้วยงูพิษ

 ยังมีเรื่องต่อ พระราชานามว่า "ท้าวโอนีอัส" แห่งเมืองคาลีดอน เกิดลืมการถวายเครื่อสักการะแด่พระเทพี พระเทพีกริ้วอีกแล้ว…ทรงบันดาลให้วัวป่าที่บ้าคลั่งเข้าโจมตีทำลายเมืองคาลีดอน และวัวป่านั้นสังหารเชื้อพระวงศ์และครอบครัวของท้าวโอนีอัสสิ้นพระชนม์สิ้น นี้เป็นการลงโทษอย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมจากพระเทพีพระองค์นี้

  ยังมีอีก พระเทพีเคยลงทัณฑ์นางไม้ผู้น่าสงสารที่ถูกเทพซีอุสปลุกปล้ำจนได้นางเป็นชายา นางคือ "คัสลิสโต" เทพีอาร์เทมิสอาจจะว่าอะไรเทพซีอุสผู้เป็นบิดาได้ จึงลงมือกับนางไม้คัสลิสโตผู้น่าสงสารโดยสาปในนางกลายเป็นหมีไป แค่นั้นไม่พอ นางคัสลิสโตมีพระโอรสให้เทพซีอุส แต่ไม่ทราบว่าหมีตัวนั้นเป็นพระมารดาจึงสังหารยิงหมีตัวนั้นตายกับหมี มาทราบภายหลังว่าหมีนั้นเป็นพระมารดาที่ถูกเทพีอาร์เทมิสสาป เขาฆ่าแม่ของเขาลงกับมือ และเขาก็ฆ่าตัวเองตายตามผู้เป็นมารดาไป เทพีอาร์เทมิสทราบว่าพระองค์ผิดจึงเนรมิตให้สองแม่ลูกไปเป็นดวงดาวบนท้องฟ้า คือ ดาวหมีเล็ก กับ ดาวหมีใหญ่

 เทพีอาร์เทมิส ถึงดูภายนอกของพระองค์จะเป็นเทพีผู้แข็งแกร่ง เพราะทรงโปรดกิจกรรมที่เป็นของบุรุษอย่างการล่าสัตว์ ผิดวิสัยแห่งสตรี พระองค์คงเกิดมาจากอุดมคติแห่งสตรีในสมัยกรีกโบราณที่อย่างจะทำการใดได้เหมือนดั่งบุรุษบ้าง ถึงอย่างไรเทพก็เสมือนเงากระจกที่สะท้อนกลับของมนุษย์นั่นอยู่ดี

ที่มา http://www.tumnandd.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA-artemis/

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2013, 02:52:42 PM »
แหม่ม คัทลียา แมคอินทอช กระจ่างเนตร



Gaia พระแม่ธรณี พระแม่แห่งโลก พระแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง

ไกอา ถูกรู้จักในฐานะ พระแม่ธรณี พระแม่แห่งโลก พระแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง มาแต่ช้านาน
ชื่อ ไกอา มีความหมายเกี่ยวกับ พิภพ ธรณี โดยเสียง เก (Ge) เป็นคำอุปสรรคในภาษากรีก ที่มีความหมายเกี่ยวกับโลก และ ผืนพิภพอยู่แล้ว (Geo ก็เช่นเดียวกันที่มีที่มาดังนี้)  พระนางเป็นองค์เทวีแห่งพิภพในยุคแรก ๆ  และเป็นแม่ผู้ดูแลและโอบอุ้มโลกใบนี้ของทางกรีก ในขณะที่ทางโรมันจะรู้จักพระนางในชื่อ เทลลัส (Tellus) หรือ เทร่า (Terra) ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกัน

กำเนิดไกอา
    ตำนานการกำเนิดของ ไกอา ที่คลาสซิกและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดด้วยกันอยู่ 2 ตำนาน คือตำนานที่แต่งโดยกวีนาม โอวิต กับ เฮซิออด
    ตำนานแรกของโอวิตนั้น เชื่อกันว่าไกอาถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่มสภาพของ เคออส (Chaos) สภาพอันสับสนว่างเปล่าและไร้ซึ่งกฎระเบียบของจักรวาล  ตามมาด้วยการกำเนิดของ อีรอส (รักกามารมณ์)  ซึ่งนำไปสู่การกำเนิดของ พอนตัส (ท้องทะเล) ยูเรนัส (ท้องนภา) และ ออเรียร์ (ภูเขา) 

    ส่วนอีกตำนานหนึ่งของเฮซิออด กล่าวไว้ว่า ไกอา ได้ถือกำเนิดมาจากสภาพ เคออส ก่อน แล้วจึงตามมาด้วย ทาร์ทารัส (Tartarus) ผู้เป็นเสมือนน้องชายของนาง (ทาร์ทารัส เป็นส่วนที่อยู่ลึกสุดลงไปใต้โลก ซึ่งลึกยิ่งกว่า เฮเดซ เสียอีก)
 ผู้ที่กำเนิดตามมาคือ อีรอส  ขณะที่สภาพเคออสยังดำเนินอยู่ ความมืด เอเรบัส (Erebus) และ น็อกซ์ (Nyx) ก็ได้กำเนิดขึ้นตามมา  หลังจากนั้นในยามนิทราของไกอา นางจึงให้กำเนิด ยูเรนัส  และ พอนตัส 

“ไกอา องค์เทวีผู้งดงามจุติ
แผ่ขยายด้วยความงดงาม
องค์เทวีผู้เป็นผู้รังสรรค์สรรพสิ่ง
ไกอาผู้แรกกำเนิด
กับดวงดาราแห่งสรวงสวรรค์ที่เทียบเคียงกับพระนาง
ปกคลุมรอบกายาทุกด้าน
และเป็นบ้านนิรันดรให้เหล่าทวยเทพ”
จากตำนานกำเนิด ไกอา ของ กวี โอวิต

ผู้กำเนิดจากไกอา
    ไกอา เป็นเทพองค์แรก ๆ ดังนั้นพระนางจึงเป็นเทพผู้เป็นต้นกำเนิด และให้กำเนิดเทพ และ สิ่งมีชิวิตอื่น ๆ ตามมา
(ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่พระนางเป็นพระแม่แห่งการกำเนิด จนเป็นสำนวนว่า Mother Nature หรือ Mother Earth )
ไกอา ในตอนแรกให้กำเนิดสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคู่ หรือ สามีเลย พระนางให้กำเนิดสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลขึ้นมาได้โดยลำพังตัวคนเดียว    แต่หลังจากพระนางได้ให้กำเนิด เทพองค์แรก ๆ ในธรรมชาติขึ้นมาแล้ว
พระนางก็ ได้รับเอา ยูเรนัส (ซึ่งเป็นบุตรของพระนางด้วย) มาเป็นสามี และได้ให้กำเนิดบุตรธิดามากมาย ซึ่งรวมถึง
ยักษ์ตาเดียว  ไซครอปส์ (Cyclopes) และสัตว์ประหลาดสามตัวที่รู้จักในนาม “เฮคาตอนชิเรส” (Hecatonchires) ด้วย
ส่วนยักษ์กิกันเตส (Gigantes) กำเนิดขึ้นมาจากเลือดของยูเรนัสที่หยดลงบนโลกจากบาดแผลจากการตอนที่กระทำโดย
โครนัส (Cronus) บุตรของตน    พระนางยังให้กำเนิดบุตร ธิดา อีกจำนวนมาก ทั้งโดยลำพัง หรือ อาศัยผู้อื่นเป็นสามี (ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง สามีก็คือบุตรของพระนางนั่นเอง)  และไม่ใช่เพียงทวยเทพเท่านั้น พระนางยังให้กำเนิดบุตรที่เป็นมนุษย์อีกด้วย หนึ่งในนั้นคือ เอริคโทนิอัส ผู้ก่อตั้งกรุงเอเธนส์ขึ้นมา

บุตร ธิดา ที่ เด่น ๆ ของ ไกอา
-ยูเรนัส (ผู้เป็นสามีพระนางในภายหลัง)
-ยักษ์ 50 หัว 100 แขน อย่าง คอตัส บริอาริอัส ไกเกส
-ไซครอปส์ อย่าง บรอนเตส สเตโรเพส อาร์เกส
-ไตตั่น อย่าง โอซิเอนัส โคเออัส ครอัส ไฮเพเรี่ยน อิเอเพตัส โครนัส เธียร์ รีอาร์ ธีมิส เมโนไซน์ โฟบี้ เททิส
-เอริไนซ์ อย่าง อเลคโต้ ทิซิโฟน เมการา
-ยักษ์ ที่มีเกราะและถือหอก อย่าง ออชิซ
-เมเลียด หรือ นางไม้ต้นมะกอก
-เอ็ตน่า ยูริเบียร์ เนเรอุส โฟร์ไคซ์ ซีโต้ ทามัส แอ๊ตลาส อาเครอน อันเทอุส แอ๊คดิสติส เอริคโทนิอัส ฮิลัส ดรีมส์ ไพธ่อน
และอีกมากมาย~

ไกอา กับเรื่องราวต่าง ๆ

    ไกอา ได้หาทางปกป้องบุตร ธิดา ของพระนางจากสามีของพระนางด้วยการซ่อนพวกเขาทั้งหมดไว้ในตัวนาง ขณะที่อีกตำนานหนึ่งว่าพระนางซ่อนไว้กับทาร์ทารัสแทน  ภายหลังไกอาได้ขอให้โครนัสไปตอนยูเรนัสซะ เพื่อที่จะได้ไม่มีอสูรกายสัตว์ประหลาดกำเนิดขึ้นมาอีก (โดยที่ตรงนี้เป็นการแสดงถึงการแตกแยกจากกันของ ผืนพิภพ และ นภากาศด้วย คือการแยกจากกันของ ไกอา พิภพ กับ ยูเรนัส ท้องนภา เป็นสาเหตุให้ผืนดินผืนฟ้าแยกจากันถึงปัจจุบัน)

    และเพื่อให้แผนการนี้สำเร็จขึ้นมา ไกอาได้สร้างอาวุธขึ้นมาชิ้นหนึ่ง คือ เคียวที่ทำมาจากอาดามันไทน์ (Adamantine)
โครนัสหลังรับอาวุธไปก็ซ่อนตัวรอจนกว่ายูเรนัสจะมานอนกับไกอา แล้วจึงย่องเข้าไปใกล้ ใช้เคียวอาดามันไทน์เกี่ยวเพื่อทำการตอนยูเรนัสได้สำเร็จ (และเลือดที่หลดลงมาก็ให้กำเนิดบรรดายักษ์ และ ภูติพรายอื่น ๆ รวมถึงยักษ์กิกันเตสด้วย)

    หลังผืนพิภพ กับ ท้องนภาแยกจากกัน ไกอายังได้ให้กำเนิดบุตรธิดาอื่น ๆ ขึ้นมาอีกโดยอาศัยพอนตัส เป็นสามี โดยบุตรธิดาที่กำเนิดมาจากพอนตัสเป็นเทพแห่งท้องทะเลต่าง ๆ เช่น เนเรอุส ทามัส ฟอซิส ซีโต้ และ ยูริเบีย
ขณะที่อีกตำนานหนึ่ง ไกอา ได้ให้กำเนิดบุตรธิดากับทาร์ทารัส ออกมาเป็น เอคิดน่า และ ไทฟอน ซึ่งเป็นศัตรูกับ เทพซุส และ อพอลโล ในภายหลัง

    ไกอายังเป็นผู้ที่ช่วยซุสจากการถูกโครนัสกลืนหลังการกำเนิดของซุสอีกด้วย  โดยไกอาช่วยเรียร์อุ้มก้อนหินที่พันด้วยผ้าอุ้มทารก  เพื่อหลอกโครนัสว่าก้อนหินที่ถูกพันผ้านั้นเป็นซุส  ซึ่งโครนัสได้รับคำทำนายมาก่อนว่าบุตรคนหนึ่งของเขาจะทำให้เขาหลุดจากตำแหน่งนั่นเอง โครนัสจึงต้องการฆ่าบุตรของตนทั้งหมด แต่เพราะแผนการของไกอา ซุสเลยรอดชีวิตได้และถูกพาไปที่ครีตหลังจากนั้น

ที่มา http://writer.dek-d.com/Invincible/story/viewlongc.php?id=351387&chapter=12

ออฟไลน์ bobenz

  • *
  • 5780
  • -1
Re: เทพีกรีกในตำนาน@ดาราไทย Fantasy Greek&Roman
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2013, 09:36:31 AM »
คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เทียมศิริ



Andromeda ... เจ้าหญิงต้องสาป

ตามตำนานกรีกโบราณ เจ้าหญิงอันโดรเมดา (Andromeda) คือธิดาผู้เลอโฉมของกษัตริย์เซเฟอุส (Cepheus) และราชินีคัสสิโอเปีย (Cassiopia) เเห่งอาณาจักรของชาวฟินิเชี่ยน (Phoenician) เอธิโอเปีย (Ethiopia) แต่เพราะราชินีคัสสิโอเปียชอบอวดอ้างถึงความงามของธิดาว่าเลอโฉมยิ่ง แม้แต่ธิดาแห่งเทพโพเซดอน (Poseidon) เจ้าแห่งมหาสมุทร ก็มิอาจเทียบเทียม

ความทราบถึงเทพเเห่งมหาสมุทร โพเซดอนส่งเซตุส (Cetus) อสูรแห่งท้องทะเล ขึ้นมาก่อกวนทำลายล้างและสร้างความวุ่นวายตลอดแนวชายฝั่งของเอธิโอเปีย เป็นการลงโทษความอวดดีของมนุษย์

ด้วยความสิ้นหวัง กษัตริย์เซเฟอุสจึงหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากอัมมอน (Ammon) เทพยากรณ์แห่งเซอุส (Zeus) มหาเทพแห่งสรวงสวรรค์ เทพยากรณ์ประกาศว่า ไม่มีหนทางใดจะแก้ไขเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ เว้นเสียแต่กษัตริย์เซเฟอุสจักต้องสังเวยชีวิตพรหมจรรย์ของเจ้าหญิงอันโดรเมดา ธิดาผู้เลอโฉม ต่ออสูรร้าย
เพียงเพราะคำอวดอ้างของพระมารดา เจ้าหญิงผู้เลอโฉมต้องทัณฑ์แห่งสวรรค์ ร่างเปลือยเปล่าถูกล่ามตรึงไว้กับหินผา เพื่อเป็นเครื่องสังเวยต่ออสูรเเห่งท้องทะเล ณ ชายฝั่งจาฟฟา (Jaffa) ซึ่งหินผาก้อนนั้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่เดิม มาจนถึงทุกวันนี้

เพอเซอุส (Perseus) ผู้ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นตำนานของฮีโร่ตามความเชื่อของกรีกโบราณ ด้วยสามารถปลิดชีพอสูรร้ายได้เป็นจำนวนมาก เดินทางกลับจากการสังหารกอร์กอน เมดูซา (Gorgon Medusa) อสูรเพศหญิงที่มีศีรษะเป็นงูพิษ ซึ่งหากผู้ใดจ้องมองมาจะต้องสาปทำให้ร่างกลายเป็นหิน
เมื่อพบเข้ากับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมซึ่งถูกล่ามตรึงเอาไว้กับหินผา ชายหนุ่มก็ตกหลุมรักนางเข้าทันที เพอเซอุสเข้าต่อสู้และปลิดชีพอสูรแห่งท้องทะเลเซตุส ช่วยชีวิตเจ้าหญิงอันโดรเมดาให้รอดพ้นจากชะตากรรมอันโหดร้าย

กษัตริย์เซเฟอุสเเละราชินีคัสสิโอเปียขอบคุณเพอเซอุส ที่ช่วยชีวิตเจ้าหญิงอันโดรเมดา Andromeda, La Délivrance d'Andromède วาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส Pierre Mignard (1679) จัดเเสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvr) ประเทศฝรั่งเศส

หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็เข้าสู่พิธีวิวาห์ เจ้าหญิงอันโดรเมดาและเพอเซอุสออกเดินทางไปยังอาร์กอส (Argos) ทั้งสองมีบุตรชายด้วยกันเจ็ดคนเเละบุตรหญิงอีกหนึ่ง ซึ่งภายหลังเพอเซส (Perses) หนึ่งในบุตรทั้งเจ็ดก็ได้กลายมาเป็นต้นตระกูลของชาวเปอร์เชียน (Persian)

เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง เทพีอเธนา (Athena) ได้ส่งเจ้าหญิงอันโดรเมดาผู้เลอโฉมให้ขึ้นไปเป็นดวงดาวอันเจิดจรัส ประดับฟากฟ้าทางทิศเหนือ ใกล้กับเพอเซอุสสวามี และราชินีคัสสิโอเปียพระมารดา เรื่องราวของเจ้าหญิงอันโดรเมดาจึงกลายมาเป็นตำนานสะท้อนอยู่บนงานศิลป์นับแต่โบราณ....

ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=purplegem&month=12-01-2009&group=5&gblog=2