ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

!!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #105 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2021, 06:16:50 PM »
แสงสุรีย์ได้เห็นพระอัคนีทีมีเปลวเพลิงรอบพระเศียรรับรู้ด้วยญาณว่ามกุฎราชกุมารสีตลราชใช้พลังที่ได้รับพรมาทำการกบฏแย่งราชบัลลังก์พระบิดา บ้านเมืองล้วนเป็นน้ำแข็งเย็นไปทั่วเหลือแต่ราชวังที่กำลังจะเข้าไปช่วงชิงเท่านั้น
เช่นนั้นแล้วพระเทวาท่านจึงยิงศรผ่านประตูเตโชก่อเกิดเป็นสตรีถือมณีสีทับทิม นามว่า “วิศัลย์ศยา” ไปปราบสีตลราชก่อนที่จะทำปิตุฆาต รวมถึงแก้ความหนาวเย็นในเมืองให้กลับมาสงบสุข  ต่อมาเธอจึงเดินทางแก้มนตราที่เกี่ยวกับความทรมานจากความหนาวเย็นทั่วทุกถิ่นแดน วันหนึ่งที่เธอกำลังตามแก้มนตราก็ไปพบกับการรวมตัวที่น่าสงสัยของอสูรที่หลงเหลืออยู่
“พวกเราบำเพ็ญขอพรพระศิวะได้แล้ว พวกเทพเทวดาไม่สามารถสังหารพวกเราได้อีกต่อไป” อสูรตนหนึ่งกล่าว
“พระองค์มิโปรดให้ขอความอมตะก็จริง แต่สิ่งที่พวกเราขอก็คงไม่มีใครสังหารพวกเราได้หรอก” อสูรอีกตนกล่าว
“ด้วยเหตุนี้ล่ะ พวกเราจะประกาศสงครามนำพี่น้องของพวกเรากลับมา” พวกเขาไม่พอใจในสิ่งที่พระอินทร์เนรมิตเขตแนวอสุรากั้นดินแดนเอาไว้ไม่ให้อสูรที่อยู่อีกด้านไร้อิสระ ถ้าชนะได้พวกเขาก็กะจะให้กลับมารวมกำลังช่วงชิงความเป็นใหญ่ในแดนต่างๆต่อไป
“พวกเรามีกองกำลังราวสามพัน ครานี้ถ้าพลาดก็ต้องไปสู่ที่แดนอสุราอย่างเดียวแล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราก็ต้องชนะเท่านั้นล่ะ”
“ผู้นำหลักมี ๒๐ ตนสินะ” วิศัลย์ศยาพึมพำกับตนเองแล้วจึงเดินทางมุ่งสู่สวรรค์ไปทูลให้พระอินทร์ทรงทราบ 

“เรื่องนี้เรามอบให้อยู่ในการดูแลของพระเทวาวิษุวัตแล้ว ไปทูลให้พระองค์ทราบเถิด”  พระเทวราชทรงทราบเรื่องแล้วจึงกล่าวกับผู้หวังดี แต่เพราะให้เกียรติกับพระโอรสของพระอินทร์องค์ก่อนจึงยกเรื่องการรบการต่อสู้ให้พระวิษุวัติแทน
“เพคะ” เธอรู้ดังนั้นจึงลาไปยังเกาะแก้วผลึกต่อ

“เรามาเข้าเฝ้าพระเทวาวิษุวัต” เธอเจอผู้ที่เหมือนจะเป็นบริวาร ไม่รู้ทางต่อจึงได้เข้าไปหาหวังจะขอความช่วยเหลือ
“พระองค์เสด็จยังอุทยานกับพระชายา ตามเรามาเถอะอีกไม่นานจะได้พบพระองค์”
ว่าแล้วชายแปลกหน้าก็พาเธอขึ้นไปรอยังหอชิดดารา
“เราคือศรุตเทพ มีเรื่องอะไรเล่าให้เราช่วยฟังก่อนก็ได้นะ”
“ศรุตเทพที่ปราบกษัตริย์สิบสองเมืองนี่เอง เราวิศัลย์ศยา เราได้ยินมาว่าพวกอสูรจะรวมตัวกันทำสงครามกับสวรรค์จึงได้เดินทางมาทูลให้ทรงทราบ”
“เช่นนี้นี่เอง อย่างนั้นพวกเราต้องรวบรวมกำลังพลที่มีฝีมือมาร่วมช่วยกัน”



  ในขณะที่ทั้งสามกำลังระลึกใครจะไปนึกเล่าว่าคนที่เหลือจะระลึกในเวลาเดียวกันไปด้วย กายภายนอกของผู้สวมใส่สิ่งวิเศษทั้งสองก็สลับหมุนเวียนคนเปลี่ยนก็ไปพร้อมๆกับการระลึกชาติ
   
จันทราภามีอดีตชาติคือพระจันทร์ทรงนำอินทุสินธุ์จากดวงจันทร์ดวงที่สองที่นำไปสร้างเป็นเขตแนวอสุรามาสร้างให้มาช่วยดูแลเขตแนวอสุราในช่วงแรก ประทานนามว่า “ฤทัยกานต์” ครั้งหนึ่งมารนามว่าชยันตีได้ตั้งพิธีทลายเขตแนวอสุราที่สาม เธอจึงทำทีอาสาถอดดวงใจของชยันตีไปซ่อนให้เป็นอมตะ แต่กลับนำมาสร้างกำแพงซ้อนกันแนวอสุราแทน ชยันตีที่ทนความเจ็บปวดจากการท่องคาถาทำลายไม่ไหวร่างจึงกลายเป็นหินเฝ้าอยู่ทางเข้าแดนอสุรา ภายหลังมีการเปลี่ยนหน้าที่จึงได้เดินทางไปยังที่ต่างๆเพื่อคุ้มครองช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากและช่วยดูแลเลี้ยงดูบุตรธิดาของผู้คนทั้งหลาย

จันทลักษณ์มีอดีตชาติคือพระอัศวินทัสระทรงนำแสงรุ่งอรุณที่ส่องกระทบเมฆมาสร้าง ประทานนามว่า “ขัมปกรณ์” ให้ลงไปยังโลกมนุษย์พร้อมกับพี่น้องอีกคนที่มาจากพระอัศวินอีกองค์ ไปทำหน้าที่แพทย์ดูแลรักษาชาวประชาที่ได้รับผลกระทบจากสงครามของกษัตริย์สิบสองเมือง เมื่อหมดหน้าที่จึงแยกทางกับพี่น้องอีกคนไปรักษาผู้คนทั่วสารทิศรวมถึงหาประสบการณ์และวิธีการในการรักษาให้หลากหลายมากขึ้น ครั้งหนึ่งหมอผู้ถือว่าเป็นเลิศในการรักษาอย่างพิศลยามาท้าให้เข้าร่วมแข่งขันกันรักษาคนโดยให้ผู้ที่มีอาการเดียวกันมาประลอง ในตอนแรกเขาไม่สนใจจนถูกพิศลยาประกาศว่าเป็นผู้ขลาดเขลานัก แต่สุดท้ายแพทย์ผู้นั้นก็ต้องขอขมาแล้วเรียกตัวกลับไปช่วยเพราะรักษาผิดพลาด ด้วยฝีมือการรักษาที่ช่วยชีวิตคนไว้ได้ทันท่วงทีเขาจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้ในด้านการรักษา


   อังคารได้ทราบว่าพระอังคารต้องการผู้ที่มาปราบอสูรที่ชื่อรณภูมิ อสูรตนนี้ขอให้เทพเทวาไม่สามารถสังหารตนได้จึงย่ามใจอาละวาดระรานผู้คนและดลบันดาลให้เกิดน้ำท่วมไปจนถึงป่าหิมพานต์ พระองค์จึงใช้พระขรรค์กรีดฝ่าพระหัตถ์นำโลหิตหยดลงยังหางนกยูงแปรเปลี่ยนเป็นบุรุษนามว่า “ชยานันท์” เขาได้นำพระขรรค์ไปปราบรณภูมิที่เขาจิตตะแห่งหิมพานต์ หลังจากนั้นเขาได้คอยช่วยเป็นกำลังรบให้กับพระอังคาร ไปสู้กับพวกอสูรที่มักจะประกาศจะทำสงครามแต่กลับยกทัพมาลอบโจมตีก่อนที่กล่าวไว้ เรื่องฝีมือการต่อสู้ของชยานันท์เป็นที่เลื่องลือพอๆกับศรุตเทพจึงมีประเด็นถกกันหลายครั้ง แต่เขาทั้งสองไม่เคยพบกันเลย

   ปัทมาสน์รับรู้ว่าเหล่ายักษ์อสุราที่ประพฤติตนไม่ดี นอกจากจะไปรังแกเผ่าพันธุ์อื่นแล้วยังมาทำร้ายกันเองจนเกิดเป็นความแตกแยกและต่างพากันใฝ่ที่จะเป็นอสุราที่แข็งแกร่งที่สุด ด้วยเหตุนี้พระเวสสุวรรณจึงนำดอกบัวขาวในสระธรณีมาสร้างให้เป็นยักษีนามว่า “สัตตบุษย์” เพื่อจัดการความวุ่นวายในหมู่อสุรา ด้วยกำลังที่เหมือนรวมบุรุษทั้งเจ็ดมารวมในตนเดียว พวกยักษ์จึงเกิดความหวาดกลัวยอมศิโรราบและทำตามคำสั่งเลิกทำร้ายกันเอง ภายหลังพระกุเวรให้ไปทำหน้าที่ปกป้องรักษาพระเทวีเบญจเนตร ผู้ที่ไม่เคยพบมักนึกว่าเธอเป็นชายโดยคิดว่าเป็นชื่อ“สัตตบุตร” เช่นนี้ในยักษ์ทั้งหลายจึงยกย่องว่าเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่อสุรา

   

พุทธรัตน์ได้เห็นว่าพระพุธทรงนำมรกตจำนวนหนึ่งโปรยลงยังเมฆาสร้างสตรีขึ้นมา ประทานนามว่า “นัยน์ปพร” โปรดให้จัดการปัญหาเทวดานามพนากรที่มาปั่นป่วนมิยอมให้พืชพรรณออกตามฤดูกาลสร้างความเสียหายให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังจับคนไปให้เป็นอาหารอสูรในบัญชาตั้งหลายคน  เธอต้องเดินทางไปเจรจาในคราแรกนั้นไม่เป็นผลเพราะเขาเอาแต่หันหลังให้ เธอจึงได้ทำทีจากไปเขาจึงหันแล้วเห็นว่ายังอยู่จึงจะสังหารเสีย เธอจึงจ้องเข้าไปในดวงตาแล้วสร้างภาพมายาทำให้พนากรตกอยู่ในความกลัวเสียสติไป ภายหลังเธอจึงไปเดินทางเจรจาทั่วสารทิศเพื่อผูกมิตรไมตรีระหว่างเมืองให้ดีขึ้น

เพชรราหูเฝ้ามองอดีตของตนเห็นว่ามีอสูรนามอิทธิชัยที่ขอพรให้พระราหูสังหารตนไม่ตาย กลับมาล้างแค้นในอดีตที่เคยติดค้างกัน อสูรตนนี้ไล่สังหารอริมามากมายทั้งยังจับมนุษย์จำนวนมากเป็นเชลย แต่เท่าไหร่ก็ไม่สาแก่ใจถ้าไม่ชนะสหายเก่าของตน พระองค์ท่านมิโปรดที่จะเสียเพลามาต่อสู้ด้วย จึงนำกระบองฟาดลงภูเขาลูกหนึ่งสร้างเป็นบุรุษมนุษย์นาม “เตชณัฐ” ทางนั้นไม่ยอมให้ตั้งตัวก็มุ่งโจมตี มองไปเขาก็รู้ในทันทีว่าดวงใจของอิทธิชัยไม่ได้อยู่กับตัวจึงหายตัวไปยังที่เก็บดวงใจในถ้ำแห่งหนึ่งแล้วนำไปเผาไฟเอากุญแจเวทย์มาปลดปล่อยเชลยทั้งหมดให้เป็นอิสระ ภายหลังเดินทางไปปลดพันธนการออกจากผู้ที่ได้รับความเป็นธรรมทั่วทุกถิ่น

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #106 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2021, 06:34:39 PM »
ภูมินทร์เห็นเหตุการณ์ที่มีฤษีท่านหนึ่งไม่มีความน่าเลื่อมใสเอาเสียเลย เขาเอาแต่อวดอ้างว่าเป็นผู้เหนือกว่าฤษีอื่นใดในถิ่นแดนนี้ เย่อหยิ่งยิ่งนัก อีกทั้งกีดกันสตรีเพศไม่ให้ทำสิ่งใดเลย กล่าวว่าสตรีเป็นเพียงเพียงเครื่องสนองตัณหาก็เท่านั้น ลำพังคิดอย่างนั้นคนเดียวว่าแย่แล้วยังเปิดสำนักรับศิษย์รวมความคิดร้ายกาจมาเข้าด้วยกัน นี่อาจจะร้ายกว่าพวกอสูรด้วยซ้ำ เหตุนี้พระพฤหัสบดีจึงนำเขากวางมาป่นสร้างเป็นบุรษนามว่า “ศตายุ” เขาไปเป็นศิษย์ของฤษีสวรินทร์ผู้นี้  วันหนึ่งที่ออกมายังชุมชนผู้อาวุโสก็พูดจาดูถูกผู้คน เขากับสหายจึงยกข้อคัดค้านประลองปัญญากัน กลายเป็นว่าผู้ที่ได้ฟังนั้นหมดความเลื่อมใสกับฤษีท่านนี้ ศิษย์ที่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำของสวรินทร์ก็ถูกไล่ไปไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ ภายหลังเขาจึงออกเดินทางไปให้ความรู้และแลกเปลี่ยนกับผู้คนในที่ต่างๆ เพิ่มพูนปัญญาต่อไป

จินดาจำได้ว่าฤษีปราญชลีที่สูญเสียภรรยาและบุตรีในครรภ์ บำเพ็ญขอบุตรีที่มีปัญญาขจัดความร้ายกาจของฤษีสวรินทร์อันเป็นเหตุให้ภรรยาขอเขาต้องสิ้นชีพอย่างไม่เป็นธรรม พระแม่อันนาปุระเห็นว่ามีเรื่องเช่นนี้จึงนำข้าวฝ่ามือหนึ่งมาสร้างให้เป็นสตรีนางหนึ่งนามว่า “อัณณ์ภวิกา” ปราญชลีสอนเธอได้สักระยะหนึ่งจึงให้ปลอมเป็นบุรุษนาม “อักษราภัค” เธอกับสหายเป็นศิษย์คนโปรดที่สุดของฤษีผู้ร้ายกาจ วันหนึ่งที่ออกมายังชุมชนผู้อาวุโสก็พูดจาดูถูกผู้คนมากมาย เธอจึงเฉลยว่าตนเป็นสตรีสร้างความอับอายต่อฤษีท่านนี้มาก เพราะเขาเคยลั่นวาจาว่าหากตนมีศิษย์เป็นสตรีจะสังหารตัวเองให้แล้วสิ้น ถึงกระนั้นเขาก็ไม่วายด่าทอเธออยู่ดี เธอกับสหายจึงได้ต่อความประลองปัญญากัน ผู้ที่ได้ฟังนั้นหมดความเลื่อมใสกับฤษีท่านนี้ ศิษย์ที่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำของสวรินทร์ก็ถูกไล่ไปไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ ภายหลังเธอจึงออกเดินทางไปศึกษาที่อื่นเพิ่มเติมปัญญาต่อไป
ประกายพฤกษ์เห็นว่ามีอสูรนามนิทรารันดร์นั้นออกมาทำให้เมืองมนุษย์ต่างได้รับความเดือดร้อนด้วยการทำให้ทุกคนตกอยู่ในห้วงความฝันแล้วจึงเผาเมืองไปพร้อมกับร่างที่กำลังฝันเหล่านั้น เหตุนี้พระศุกร์จึงนำน้ำนมโคเทลงมหาสมุทรสร้างเป็นสตรีนามว่า “วารีรัตน์” เธอใช้พลังเรียกน้ำมาช่วยดับไฟจากอสูรตนนี้แล้วจึงเข้าไปในห้วงความคิดของนิทรานันท์แล้วทำให้สลบไป เธอสร้างน้ำท่วมในความฝันของเขา และตัวเขาก็ติดอยู่ในห้วงฝันออกมาไม่ได้อีกตลอดชั่วชีวิต ภายหลังเธอเดินทางไปแก้ไขอาการฝันไม่สิ้นสุดของผู้คนรอดชีวิตที่ได้รับคำสาปมาจากนิทรารันดร์


ศุภลักษณ์มีอดีตชาติคือพระอัศวินนาสัตยะทรงนำแสงรุ่งอรุณที่ส่องกระทบเมฆมาสร้างประทานนามว่า“ภัคนันท์” ให้ลงไปยังโลกมนุษย์พร้อมกับพี่น้องอีกคนที่มาจากพระอัศวินอีกองค์ ไปทำหน้าที่แจกจ่ายโภคทรัพย์ให้กับชาวประชาที่ได้รับผลกระทบจากสงครามของกษัตริย์สิบสองเมือง เมื่อหมดหน้าที่จึงแยกทางกับพี่น้องอีกคน โดยหาเจรจานำโภคทรัพย์ต่างๆของผู้มั่งมีไปแจกจ่ายยังผู้ยากไร้ ขณะเดียวกันก็เที่ยวไปศึกษาวิธีต่อสู้เผื่อสักวันจะได้ใช้มัน






ศนิวารเห็นพระเสาร์นำเขี้ยวพยัคฆ์มาสร้างบุรุษผู้หนึ่งนามว่า “พชรดนัย” เพราะว่ามีอสูรพี่น้องตระกูลวารณะเข้าทำการยึดที่ทำกสิกรรมของชาวประชาไปตั้งเป็นเมืองของตน ซ้ำยังนำทุกคนไปเป็นทาสใช้แรงงาน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ พระองค์จึงส่งให้เขาไปปราบตระกูลนี้ เขาใช้คฑาสังหารผลาญตระกูลนี้จนสิ้นและช่วยฟื้นฟูที่ดินให้กับชาวประชา ภายหลังเขาไปออกเดินทางไปหาฝึกวิชาเพิ่มเติมและได้เป็นสหายกับศตายุ

เมธาวีนั้นได้ทราบว่าพวกอสูรนั้นซ่องสุมกำลังจะทำการรบตลอดเวลา ทั้งนี้กองกำลังก็ต้องต่างแยกกันไปกำจัดจึงในบางเวลาก็มิอาจแบ่งกำลังไปช่วยได้ทัน พระเกตุจึงทรงนำทองคำมาป่นสร้างสตรีที่มีกำลังแข็งแกร่งนามว่า “มุนินทร์รัตน์” เพื่อช่วยเป็นกำลังเสริมในการต่อกรกับพวกอสุราทั้งปวง เธอยังคงช่วยทำหน้าที่เป็นบางครั้ง ส่วนเวลาที่เหลือก็ออกเดินทางไปแอบแฝงตัวช่วยเหลือกองกำลังที่เป็นฝ่ายธรรมมะในโลกมนุษย์

ความทรงจำของแต่ลละคนสลับไปมาเช่นนี้ก็ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแรงได้มากเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็อยากจะรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้พวกเขามารวมตัวสู้ชะตากรรมไปกับสุริยะจนถึงตอนนี้
                                                                        --อัพเดตทุกวันอาทิตย์เวลา18.00น.โดยประมาณค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #107 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2021, 12:02:27 PM »
เนื่องจากจักรกรดเข้ารับการฉีดวัคซีน​ป้องกันโควิด19แล้วมีผลข้างเคียงค่อนข้างมากจึงของดอัพเดตนิยายก่อนนะคะ​ แล้วจะกลับมาอัพเดตใหม่ในวันที่2มกรา2565เวลาประมาณ18.00น.ค่ะ​ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยนะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #108 เมื่อ: มกราคม 02, 2022, 06:41:08 PM »
“อสูรพวกนี้น่ะบำเพ็ญตบะขอพรให้ไม่สิ้นชีพด้วยเหตุใดๆหากไม่ใช่เงื่อนไขตามนี้ ต้องสิ้นด้วยการจากสังหารโดยผู้สังหารที่ไม่ได้เกิดจากครรภ์ อย่าให้สิ้นชีพในเพลากลางวันหรือกลางคืน และสุดท้ายผู้สังหารจะต้องทราบชื่อตั้งชื่อแรกของพวกเขา  ”
หลังจากที่วิศัลย์ศยารวบรวมกำลังพลมาเพื่อทำสงครามกับพวกอสุราแล้ว ต่อมาสัตตบุษย์จึงได้นำข้อมูลของสหายมาเล่าให้พลพรรคนักรบทราบ เผอิญว่านฤพัชรนั้นเป็นสหายของศรุตเทพและนางจึงติดต่อไปสืบความให้ก่อนได้ไม่ยาก
“ที่ท่านรวบรวมพวกเรามาด้วยเหตุนี้สินะ”  วารีรัตน์ฟังความแล้วจึงพิจารณาดูจากประวัติสหายทั้งหลายก็พอเข้าใจ เพราะว่าทั้งหมดก็ล้วนไม่ได้เกิดจากครรภ์กันทั้งนั้น
“แล้วไม่ใช้สิ้นในเพลากลางวันหรือแม้แต่กลางคืนล่ะ ” พชรดนัยนึกสงสัยขึ้นมา ธรรมดาธรรมชาติแล้วก็มีเพียงสองเวลาคือกลางวันและกลางคืน เงื่อนไขนี้ควรจะทำอย่างไรดีล่ะ
“เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก เพลาสนธยานั่นเป็นคำตอบที่ดีที่สุด” ก็จริงตามที่ศตายุกล่าวเพราะเวลานี้อยู่กึ่งกลางระหว่างกลางวันและกลางคืน
“สองเรื่องนี้จัดการได้ไม่ยาก แต่เรื่องชื่อแรกที่ตั้งโดยบิดามารดานี่สิไม่มีใครรู้เลย” ศรุตเทพกล่าว ถึงจะมีสายอยู่แต่ก็ไม่อาจล่วงรู้ความลับข้อนี้เพราะอสุราเหล่านี้นั้นอายุไม่ใช่น้อย สมญานามต่อตนหนึ่งก็มากหลาย ใครเล่าจะแก้ข้อนี้ได้
“นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลุ้มใจอยู่พอสมควร หากแต่ว่าพวกเราขอให้จงกลนีช่วยก็พอจะได้อยู่ ”  เตชณัฐกล่าวขึ้นมา เพราะก็ได้ยินเรื่องความงามของนางมามิน้อย
“คิดจะให้นางไปลวงพวกนั้นให้คายความลับออกมาอย่างนั้นรึ เราไม่เห็นด้วย”ชยานันท์ฟังความก็พอทราบความคิดจึงคัดค้าน จะสู้ก็สู้ตรงๆไปเลยจะมาเล่นแง่นำสตรีบอบบางมาร่วมด้วยทำไมกัน
“แล้วท่านคิดเห็นเช่นไรล่ะ ในตอนนี้มีผู้สืบสองหน้าอยู่ต้องเอาความไปบอกพวกนั้นด้วยเพื่อให้ได้ความเชื่อใจ นางน่ะไม่ได้อยู่ในการต่อสู้ในสนามรบก็ย่อมส่งผลดีอยู่แล้ว” ที่ฤทัยกานต์กล่าวมาก็มีส่วน เพราะทางนี้มีผู้อาสานำความไปบอกก่อนหน้าแล้ว จะให้สตรีในนี้ไปลวงหรือก็คงไม่เป็นผล เพราะพวกนั้นน่ะเดาทางง่าย
“เอาล่ะๆอย่าเพิ่งมีปัญหากัน เท่าที่เรารู้พวกนั้นมีจุดอ่อนที่สตรี ถึงจะเสี่ยงไปหน่อยแต่ว่าความเสน่หาก็จะช่วยเปิดทางให้พวกเราอย่างน้อยถ้าไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงเรียงนามก็เป็นการยุยงให้แตกกันเอง” ภัคนันท์เกรงว่าจะเป็นปัญหาที่ถกกันนานเกินไปจึงสนับสนุนความคิดนั้น ถึงแม้จะขัดใจใครไปหน่อยก็เถอะ
“ตกลงตามนี้ หวังว่านางจะช่วยพวกเราได้นะ” อัณณ์ภวิกากล่าวกับผู้ที่หนักใจไม่แพ้กันอย่างยักษีผู้รักษาพระเทวีเบญจเนตร เธอได้แต่พยักหน้าตอบ ก็นะเธอก็หวงห่วงผู้ที่ตนรักเหมือนน้องสาวนี่นา
จงกลนีตอบรับที่จะช่วยเหลือ โดยมีอุบายว่าจะจัดงานรื่นเริงก่อนทำศึกเพื่อเรียกความฮึกเหิมและกำลังใจ ถือว่าซ้อมอยู่วิมานบนสรวงสวรรค์ไปในตัว เมื่อเหล่าอสุราเห็นสตรีวิไลลักษณ์   งดงามเสมอเหมือนว่าไตรภพนี้จักหาไม่ได้อีกแล้ว สายตาที่มองมายังตัวนางก็ทำให้เจ้าตัวไม่ค่อยจะสบายใจเท่าใดนักแต่เพื่อช่วยให้ศึกนี้ผ่านพ้นไปก็ต้องทำทีเป็นมิตรกับพวกนี้ เธอเป็นนางรำที่โปรดที่สุดของพระเทวีเบญจเนตร ในคราที่พระนางวิวาห์กับพระสวามี พระเทวีลักษมีนั้นได้มอบสตรีที่สร้างมาจากดอกบัวในพระหัตถ์ให้กับพระองค์  ไฉนสตรีนางนี้จะไม่งดงามเล่า  ด้วยการเล่าจากผู้ใกล้ชิดจึงส่งผลให้เกิดความปรารถนาของพวกอสุราผู้มักใหญ่ ในเมื่อมีสตรีเช่นนี้ก็ควรมายกย่องเป็นชายาข้างกาย เห็นจริงจังกว่าจะฝักใฝ่มากกว่าเหล่านางอัปสรบนสวรรค์เสียอีก นั่นจึงเป็นช่องโหว่ที่จะทำลายความมั่นคงของชีวิตพวกเขาเข้าให้เสียแล้ว
   ในที่สุดวันที่ทำสงครามก็มาถึง เพื่อถ่วงเวลาให้ตรงกับสนธยาจึงต้องทำทีเป็นยอมอ่อนข้อให้อีกฝ่ายตายใจและออมแรงเสียก่อน เมื่อใกล้เวลาทั้งหมดจึงลงมือโจมตีอย่างหนักหน่วงและกล่าวชื่อแรกจากบิดามารดาของศัตรูก่อนจะลงมือสังหารในครั้งสุดท้าย  เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เดาได้ไม่ยากว่ามาจากสหายผู้หักหลังร่วมมือกับสตรีเลอโฉมที่พวกเขาหลงใหล มันก็น่าเสียดายที่ถึงวันศึกจริงกลับพ่ายแพ้ภายในวันเดียวทั้งๆที่แอบตัดกำลังอีกฝั่งไปมากแล้วแท้ๆ
“ศึกครั้งนี้ไม่ควรเป็นเรื่องน่าจดจำหรือพูดถึง เราขอสาปพวกเจ้าหากมีครั้งใดหรือชาติไหนๆที่พวกเจ้ารื้อฟื้นความจำครั้งนี้ขึ้นมาอีก ขอให้พวกเจ้าทนทรมานจากการกระอักเลือดทุกวันคืน  ในเมื่อพวกเจ้ารักคุณธรรมอะไรนั่นก็ขอให้แก้โดยการทำลายดวงใจของผู้ที่เขากำลังทรมานถึงขีดสุดอย่างไม่ใยดี หากมีสักเสี้ยวที่เห็นใจก็ให้ล้มเหลวสังหารคนมากมายอยู่ร่ำไป ” ผู้ที่พ่ายแพ้กล่าวคำสาปแช่งย้อนกลับมาทำร้ายผู้ที่ค้นหาความจริงจนกระอักเลือดทั้งๆที่กำลังนั่งสมาธิอยู่อย่างนั้น ถึงจะเจ็บปวดอยู่แต่ก็ยังไม่ยอมถอดใจที่จะตามอดีตชาติต่อไปให้เสร็จสิ้น


“อินทราณีครั้งนี้เราไปแล้วเราจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุดนะ” ศรุตเทพเข้ามาดูอาการสหายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะออกเดินทางไปนำเกราะวิเศษกลับมารักษา ถึงแม้ตอนนี้เธอจะอยู่ในห้วงนิทราแต่เขาก็มั่นใจว่าเธอรับรู้ได้แน่
หลังจากที่เขาผ่านด่านต่างๆในเขตกั้นแนวอสุราและปราบมังกรสามหัวลงเสร็จแล้วเขาก็ออกเดินทางกลับแต่อยู่ๆจิตสำนึกของเขากลับเรียกเอาประโยคขึ้นมาในห้วงความคิดเสียอย่างนั้น
 “ในเมื่อท่านก่อคุณมากหลือประการเช่นนี้ ขอให้ท่านอยู่และมีเหตุแห่งการสิ้นเฉกเช่นเรา” นี่คือคำกล่าวของพระเทวราชาต่อเทพวิษุวัตเนื่องจากที่วิษุวัตพระองค์ทำความดีความชอบช่วยเหลือผู้คนจากภัยครั้งใหญ่หลายครั้ง จึงได้ถือโอกาสให้พรไปในตัว ถือเป็นการให้เกียรติต่อสหายรักของตนได้เป็นอย่างดีที่สุด นั่นก็คือการถือความอมตะต่อไปโดยเงื่อนไขเพียงรักษาความดีไว้ เหตุสิ้นสุดของพระอินทร์ท่านนั้นจะเกิดได้จากการที่ตนนั้นได้กระทำเรื่องไม่เป็นธรรมและไม่น่าอภัยแก่โลกจนมีผู้รวบรวมของวิเศษอย่างเกราะกายสิทธิ์และสังวาลย์มณีมาเพื่อสังหารพระองค์ แต่นั่นไม่พอที่จะยืนยันได้ถึงเรื่องการกระทำผิดบาปเหล่านั้น จึงต้องสังหารพร้อมๆเพลิงบรรลัยกัลป์จากเนตรทั้งห้าที่พิจารณาเห็นสมควรใช้ดีแล้วของพระเทวีเบญจเนตร
“เราไม่อยากจะขัดน้ำใจของท่านแต่เราอยากจะบอกท่านเอาไว้  อินทราณีกำลังจะถึงฆาต ถึงแม้ท่านจะนำของวิเศษใดๆมารักษาก็ไม่ช่วยให้นางฟื้นกลับมาได้หรอก” พระเทวีกล่าวกับเขาก่อนที่พระชายาอินทราณีจะประชวรหนักเสียอีก
ทั้งสองประโยคนี้ทำให้เขาตัดสินใจที่จะขัดต่อคำสั่งของผู้เป็นนายลงเสีย
“ไม่ได้เราจะนำเหตุแห่งสิ้นของพระองค์ท่านไปให้ไม่ได้ ถึงแม้พระนางจะไม่ได้อยู่แต่ก็ไม่แน่ว่าฤทธานุภาพของสิ่งนี้อาจจะทำให้พระอินทร์ต้องทรงทนทุกข์ทรมานเข้าให้ก็ได้  อินทราณีชาตินี้เราผิดต่อท่านมากนัก ความผิดครั้งนี้เราจะขอรับและชดใช้แต่เพียงผู้เดียว” เขารู้ดีว่าช่วงนี้เทพวิษุวัตเริ่มคิดการใหญ่เพื่อหาทางออกให้กับตนและชายาไม่ต้องทนคำกล่าวร้ายต่อไป นี่จึงเป็นเหตุหลักที่ตัดสินใจถึงจะผิดต่อทั้งสองก็ตาม ตนไม่พร้อมที่จะให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกในตอนนี้

“เพลานี้ศรุตเทพควรจะถึงได้แล้ว ทำไมยังไม่มาอีก….นฤพัชร ธานินทร์ พวกท่านรีบไปตามเขามาเถอะ เราเกรงว่าอาการของพระชายาเราจะไม่ไหวแล้ว” คนที่ไว้ใจที่สุดกลับไม่กลับมาให้เร็วที่สุด นั่นสร้างความข้องใจให้แก่เทพท่าน แต่ว่าเวลานี้ไม่อาจจะไปได้ด้วยตนเอง หวังแต่เพียงว่าบริวารจะเร่งนำเกราะวิเศษมารักษาโดยไว
“พระองค์เพคะ จนถึงตอนนี้แล้วหม่อมฉันเกรงว่าพระนางจะ..ไม่รอด” เกลียวทองออกมาทูลหลังจากที่ยื้อชีวิตสหายมานานพอสมควรแต่ไม่มีวี่แววการช่วยเหลือมาเสริมเอาเสียเลย
“อย่าพูดคำว่าไม่รอดต่อหน้าเรานะเกลียวทอง!!”เขาฉุนเฉียวใส่จนอีกคนต้องกลับเข้าไปดูอาการด้านในห้องบรรทมต่อ

“ศรุตเทพเจ้าเจ้านำเกราะกายสิทธิ์ไปยังแห่งใดกัน!!” หลังจากที่ตามหาได้ไม่นาน ก็พบกับผู้ทำภารกิจ ธานินทร์เรียกด้วยรู้ในท่าทีที่แอบแฝงของอีกฝ่าย
“ไม่นำไปที่แห่งใดหรอก ก็แค่จะเก็บไว้ใช้เอง” เขาตอบกลับ เรื่องนี้ตนไม่ขอบอกความจริงในใจว่าจะเอาไปซ่อนให้พ้นจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง รับบทเป็นผู้คิดโลภหลงมัวเมาอำนาจแทนผู้ที่สำคัญจะเสื่อมเสียเพราะเรื่องแบบนี้
“ว่าอย่างไรนะ ก่อนไปท่านตั้งใจไว้ดีแล้วครั้งนี้เพียงแค่ต้องการอำนาจของเกราะนี่ถึงกับจะทรยศพระองค์เชียวรึ” นฤพัชรสับสนอย่างมากที่สหายรักจะทำเรื่องไม่สมควรเช่นนี้
“ใช่ พวกเจ้าก็รู้ว่าชื่อเสียงของเราเลื่องลือขนาดไหน แต่เพราะว่าต้องทนเคารพบูชาเทพท่านจนมีแต่ผู้ชื่นชมสิ่งที่เราทำเป็นความดีความชอบของพระองค์ไปเสียหมด นี่ล่ะเราจะตามหาสังวาลย์มณีให้พบแล้วใช้มันเพื่อสร้างอำนาจให้แก่เรา ในสักสองในสามโลกก็ยังดี”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์!!” พูดจากันดีๆไม่ได้แล้วร่างกายต้องปะทะเท่านั้น ทั้งสองร่วมมือกันเข้าแย่งชิงสิ่งวิเศษไปคืนเจ้านายตน

“เราว่าเพลานี้ศรุตเทพคงจะได้เกราะกายสิทธิ์มาแล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้เทพวิษุวัตจะทำอะไรหลังจากรักษาพระชายา แต่พวกเราต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อม”  พชรดนัยกล่าวกับสหายที่ร่วมสาบานเป็นพี่น้องระหว่างรอให้ศรุตเทพกลับมา
“จริงๆเลยนะ เราไม่นึกเลยว่าเพียงลมปากจะทำให้พระองค์คิดจะทำลายสหายของตนได้ลง” นัยน์ปพรกล่าว เธอพอจะรู้ความสัมพันธ์ของพระอินทร์กับเทพองค์นั้นอยู่บ้าง
“เกรงว่าจะรอแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ” ศตายุกล่าวหลังจากที่ตรวจดูดวงชะตาของสหาย
“เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ” ฤทัยกานต์รู้สึกใจไม่ค่อยดีขึ้นมาเพราะว่าคำทำนายของสหายมักจะแม่นยำมากเสียด้วย
“ศรุตเทพมีเคราะห์จะถูกสาปในวันพรุ่งนี้”
“เช่นนั้นก็อย่ารอเพลาต่อไปเลย เร่งไปช่วยพาเขาให้พ้นภัยกันดีกว่า” ชยานนันท์ออกตวามเห็น ทั้งหมดจึงไม่รอช้าเร่งออกตามตาสหายกันในทันที

“อินทราณี การมีอยู่ของเจ้าแต่เดิมเราก็นึกว่าเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าชิงทุกอย่างไปจากเรา ทำให้เราต้องเป็นคนที่ไม่มีค่ามากพอในสายตาของผู้ที่เรารัก ขืนยื้อชีวิตเจ้าต่อไปเราก็มีแต่เสียกับเสีย” เกลียวทองตัดสินในถอดดวงใจของสหายขึ้นมาใช้สองมือประกบบีบให้ดวงใจที่ที่กำลังเต้นอย่างอ่อนแรงให้แตกสลายไป  น้ำตาของเธอไหลลงมาด้วยความรู้สึกที่เสียดายช่วงเวลาที่มีร่วมกันแต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอต้องละความสนใจไปเป็นอื่น เธอใช้ความเสียใจนี้มาแสร้งร้องต่อชายที่ตนแอบรักปานดวงใจให้โศกเสีย
“พระชายาสิ้นแล้วเพคะ… เพราะความทรมานในร่างกายนั้นมีมากเกินไปดวงจึงแตกสลายไม่ทัน ไม่ทันการณ์แล้วเพคะ” เธอร้องไห้อย่างหนักราวกับคนเสียสติมันคงเป็นความผิดพลาดที่ดูแลสหายไม่ดีพอ
“อินทราณี อินทราณี!!” เขารู้เช่นนั้นก็เข้าไปห้องบรรทมเพราะไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่มาได้
“ไม่นะอินทราณี เราขอโทษ เราไม่น่าไว้ใจเขาให้ไปนำเกราะมารักษา เราควรไปเองเราไม่น่าโง่เขลาถึงเพียงนี้ อย่าจากเราไปได้มั้ย อย่าจากเราไปเลย”เขาฟูมฟายเมื่อเห็นร่างอันไร้วิญญาณของคนรัก ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ ทำไมต้องเป็นคนรักของเขา ทำไมไม่เป็นคนอื่น  หลังจาการกอดด้วยความเศร้าโศกไม่เท่าไหร่ร่างของอินทราณีก็สลายกลายเป็นผงสีเงินลอยหายไปกับห้วงอากาศ นี่มันเรื่องอะไรกัน แม้แต่ร่างไว้ดูต่างหน้าก็ไม่มีให้หรือนี่
“สวรรค์ไม่มีตา ฟ้าไม่เป็นธรรม” เทพท่านอารมณ์ในตอนนี้ไม่อาจจะสงบนิ่งได้จึงได้ออกอาละวาดทำลายวิมานสวรรค์ เกิดไฟแผดเผาไปทั่วเดือดร้อนกันทั่วลูกไฟก็แรงตกลงยังโลกมนุษย์ด้วยเช่นกัน
 
“ไม่ได้การแล้วพวกเราต้องสู้กับพระองค์ไม่เช่นนี้ทุกสรรพสิ่งจะต้องสิ้นแน่” วิศัลย์ศยากล่าวพลพรรคสหายที่เหลือที่อยู่กับตน
“ได้เลยตายเป็นตายไม่เกี่ยงอยู่แล้ว” ภัคนันท์กล่าวตอบสหาย ครั้งนี้ต่างจากครั้งไหนเพราะพวกเขาต้องผนึกกำลังสู้กับผู้ที่แกร่งที่สุดที่เป็นรองเพียงแค่พระเทวราชาเท่านั้น
“บนสวรรค์วุ่นวายใหญ่แล้ว พวกเราต้องขึ้นไปช่วยพวกข้างบนรับมือก่อน” ชยานันท์กล่าวแล้วจึงรีบพากันไปช่วยต่อสู้บนสวรรค์อีกแรง

“พวกเจ้ารู้ดีใช่ไหมว่าศรุตเทพจะทำการทรยศเราอันเป็นเหตุให้อินทราณีต้องสิ้นชีพ” แสงหิ่งห้อยหรือจะไปเทียบสุริยัน รวมกับอารมณ์ที่รุนแรงของเทพองค์นี้ก็กำราบพวกเขาที่ร่วมมือกับได้ ถึงแม้จะเจ็บตัวจากการเล่นแง่ไปบ้างก็ตามที
“พวกหม่อมฉันไม่ทราบ แต่ก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้น พระองค์ล่ะเพคะมิทรงคิดบ้างหรอกหรือว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้เป็นเพราะพระองค์เอง” วิศัลย์ศยาเข้าข้างสหายอย่างถึงที่สุด เธอรู้ว่าต่อให้ไม่มีศรุตเทพเรื่องเช่นนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี
“ดีจริงๆ กล้าดีนักนะพวกเจ้าที่มาลองดีกับเราเพื่อสหายผู้เดียว ก็ดีเช่นนั้นต่อจากนี้ให้พวกเจ้าต้องเกิดเวียนว่ายชาติเวรตามหาสิ่งวิเศษกลับมามอบคืนแก่เรา ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็ให้ประสบทุกขเวทนาไปทุกภพชาติ” ว่าแล้วเขาก็ใช้พลังสังหารผู้ต่อกรทั้งสิบสามให้สิ้นชีพเพื่อชดใช้ผิดโดยการตามหาสิ่งสำคัญต่อไป



“เขาคงหลงผิดไปชั่วขณะ คงไม่ได้ตั้งใจ” นฤพัชรลอบคิดในใจขณะที่ขึ้นมาทูลให้พระเทวาทรงทราบเรื่องที่ตามหาตัวสหายจนเจอแล้ว ภาพตรงหน้าที่เห็นสหายอีกคนต้องสิ้นต่อหน้ามันค่อนข้างทำใจลำบาก แต่หน้าที่ก็ต้องทำต่อไปจะมามัวเสียใจอยู่ไม่ได้
“เจอตัวศรุตเทพแล้วพระเจ้าค่ะ” บทจะเจอก็เจอง่ายและก็จับง่ายเสียด้วยแต่ขาดอย่างเดียวสิ่งวิเศษที่ต้องการเท่านั้น
“ดี เราจะได้จัดการให้หายแค้น”

“หม่อมฉันผิดไปแล้วพระเจ้าค่ะ ขอพระองค์ลงโทษหม่อมฉันเพียงผู้เดียวอย่าได้ทำลายชีวิตผู้อื่นอีกเลยนะพระเจ้าค่ะ” เขานั่งคุกเข้าพนมมือขอโทษทัณฑ์เพราะเห็นว่าสิ่งที่ตนตัดสินใจมันส่งผลร้ายต่อผู้อื่นมากจริงๆ
“ถ้าเจ้าต้องการเราให้เจ้าได้ ขออย่างเดียวเจ้าต้องบอกเราว่าเจ้านำเกราะกายสิทธิ์ไปไว้ที่ไหน”
“ไม่ได้พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันทูลต่อพระองค์ไม่ได้จริงๆ”
“ศรุตเทพ เสียแรงที่ไว้ใจเจ้า  เราขอสาปให้เจ้าพิการเป็นง่อยเข็ญใจจนกว่าจะได้สวมเกราะกายสิทธิ์ เจ้าจะต้องตามหาให้เจอแล้วเราจะมาทวงของๆเราคืน" ภาพเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สุริยะและสหายเข้าใจเรื่องราวที่กำลังเผชิญอยู่มากขึ้น มันคงหมดเวลาแล้วล่ะเพราะตอนนี้ทั้งคู่ก็เสียเลือดไม่น้อยเลย

“พอได้แล้วสุริยะแสงสุรีย์ พอสักที!!!”อัญญานีเขย่าตัวเรียกอยู่เสียนานสุดท้ายก็ต้องผลักเพื่อเรียกสติทั้งคู่กลับคืนมา ไม่อย่างนั้นเลือดก็หมดตัวทั้งที่ไม่รู้ตัวอย่างนั้นแน่
“เราเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ตอนนี้..”สุริยะที่กลับมาในปัจจุบันนึกขึ้นได้ถึงคำสาปของศัตรูก็ต้องหาทางแก้แล้ว
“ตอนนี้พวกเราต้องทำลายดวงใจของเกลียวทอง ไม่ใช่เพื่อแก้คำสาปที่เกิดจากการสลักอย่างเดียวรวมถึงคำสาปในอดีตชาติด้วย”แสงสุรีย์เสริม
“พวกเจ้าดูท่าไม่ดีเลย อย่าเพิ่งไปจะดีกว่านะ” เธอเป็นห่วงสหายจึงปรามไว้
“ไม่ได้ต้องไปเดี๋ยวนี้!!” สหายทั้งสองตวาดใส่คนที่ห้ามแต่กลายเป็นว่าร่างที่ปรากฏกลับเป็นอังคาสกับปัทมาสน์ที่อารมณ์ดูจะรุนแรงจากความเจ็บปวดพอตัว ลำพังเจ็บผู้เดียวน่ะทนได้แต่พวกพี่น้องจะไม่ไหวใครจะอารมณ์เย็นกัน
“เราขอโทษนะอัญญานีแต่นี่มันเกิดอะไรขึ้นไม่รู้”สุริยะกลับมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อขออภัยสหายตน
“เราว่าเรื่องจะไปกันใหญ่แล้ว ทุกคนตอนนี้รับรู้ในเวลาเดียวกันไปหมด”ศุภลักษณ์ขึ้นมาแทนเขารู้สึกว่าเรื่องนี้จะประหลาดและทำลายร่างกายของพวกเขาไปเรื่อยๆหรือเปล่า เพราะตอนนนี้ใครอยากจะพูดอะไรก็แสดงตนออกมาเดี๋ยวนั้นเลยไม่รอเปลี่ยนวัน ขืนเป็นอย่างนี้ติอไปร่างกายรับไม่ไหวแน่
“เอาเป็นว่าพวกเจ้าทั้งหมดใจเย็นไว้ก่อน ดูสถานการณ์ไว้อย่าเพิ่งถกเถียงแย่งกันออกมา ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือกำจัดนางก่อนไว้เรื่องนี้มาแก้สถานการณ์อีกที” แสงสุรีย์กลับมาแล้วกล่าว
“ได้ พวกเราไปกันเลย” อัญญานีติดสินใจใช้แหวนหายตัวไปยังที่ศาศวัตบุรีที่ที่ไว้ซึ่งดวงใจของสหายในอดีตชาติของเธอ อีกไม่นานเรื่องที่เกิดขึ้นในครานี้จะส่งผลต่อไปในอนาคตอย่างแน่แท้
                                                                                    ---ขอเปลี่ยนเป็นทุกวันอาทิตย์เวลาประมาณ20.00น.แทนนะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #109 เมื่อ: มกราคม 02, 2022, 06:46:43 PM »
สวัสดีปีใหม่๒๕๖๕ ท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขภาพแข็งแรง  ร่ำรวยทรัพย์สิน คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาทุกประการค่ะ:)
ช่วงนี้จักรกรดต้องเตรียมตัวในช่วงสอบกลางภาคจึงไม่สามารถแต่งได้มากเท่าที่ควรต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #110 เมื่อ: มกราคม 09, 2022, 08:11:04 PM »
“ทำไม ทำไมกัน!!!” ”  เกลียวทองที่พยายามจับลำต้นของดอกไม้สารพัดพิษเพื่อดึงขึ้นมาแต่กลับไม่เป็นผล นอกจากจะดึงไม่ขึ้นแล้วตัวเองก็ร่างกายราวกับจะถูกแร่แยกหนังกับเนื้อออกจากกัน ทั่วร่างมีแต่แผลถลอกยิ่งดึงดันจะนำต้นไม้นี้ออกเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนไปซ้ำแผลเหล่านั้น เธอไม่ทันเอะใจเลยว่าโดนสาปอริก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเธอเสียแล้ว
“ทำไมน่ะเหรอ นั่นก็เพราะเราสาปเจ้าไว้ยังไงล่ะ” อัญญานีทักทายสหายด้วยท่าทีที่เยาะเย้ย
“อัญญานี..” เรียกชื่อแล้วก็เกิดกระอักเลือดอย่างหนักตามมา
“เราว่าไม่มีประโยชน์ที่ท่านจะยื้อชีวิตต่อไปอีกแล้ว” แสงสุรีย์กล่าวต่อ
“ถึงจะผิดต่อท่านแต่ว่ามันเป็นลิขิตที่ชีวิตต้องจบแล้ว” สุริยะรู้ดีว่านี่อาจเป็นหนึ่งในความผิดที่สังหารชีวิตผู้อื่น แต่กับผู้นี้แล้วใครจะทำหน้าที่สละชีพรักษาอาการเจ็บปวดของพี่น้องและสหายได้ดีกว่าล่ะ
“พวกเจ้าสองคนยังไม่ตาย!!....อ้อที่แท้สองคนนั่นก็คือหนึ่งในพวกเจ้านี่เอง”
 ตอนแรกเธอก็ตกใจอยู่หรอก แต่พอมานึกแล้วมันก็สมเหตุสมผลจริงๆที่ตอนสู้กันสองคนนั้นไม่ยอมใช้มนตราคาถาเลย
“ถูกต้องและเราก็ช่วยเหลือพวกเขามาจากเจ้า เกลียวทองอาจารย์ของพวกเราก็พร่ำสอนมาไม่ใช่หรอกเหรอว่าอย่าใช้ลูกไม้ทำร้ายผู้อื่นตอนทีเผลอ” เธอใช้ความทรงจำที่ระลึกได้มาใช้พูดกับอดีตสหายรัก
“ทำร้ายผู้อื่นตอนทีเผลอ หมายความว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราก็เป็นฝีมือของเจ้า!!”
“ใช่ เป็นยังไงล่ะรสชาติของกรรมตามสนอง เอาจริงๆมีกรรมอีกเยอะที่เจ้าทำไว้และควรจะจบชีวิตลงตรงนี้เพื่อหยุดการกระทำของเจ้า”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังต่อปากต่อคำสองสหายผู้สวมสิ่งวิเศษก็มีอาการไม่พึงประสงค์อย่างเลือดที่กำลังไหลออกผ่านทางนาสิกขืนปล่อยไว้นานกว่านี้ก็ทรมานแย่ ทั้งคู่จึงพยักหน้าส่งสัญญาณกันแล้วจึงช่วยกันดึงดอกไม้สารพัดพิษโดยจับลำต้นด้วยคนละมือ แต่พอดึงแล้วหนามไม้รับแขกที่แหลมคมมากอยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มความคมขยายความยาวของตัวหนามทิ่มแทงเข้าไปฝังยึดด้านในเนื้อ ไหนจะใบผกากรองที่ขยายก้านมาพันแขนทั้งคนมาเลื้อยพันรัดคอทั้งสองคน เลือดที่ไหลออกจมูกก็มากแล้ว ถูกทำอย่างนี้ก็กลับมากระอักเลือดหนักอีกรอบ
“ฮ่าๆ พวกเจ้าโง่เขลาเบาปัญญา ขนาดเราที่เป็นเจ้าของยังเอาออกมาไม่ได้แล้วพวกเจ้าจะเอาออกได้ยังไง” เธอทันเห็นการกระทำของผู้ที่อ่อนประสบการณ์แล้วอดยิ้มชอบใจไม่ได้
“บอกมาว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไง!!” อัญญานีเห็นสหายประสบปัญหาก็ไม่อาจเฉยได้ จึงเข้าบีบคอศัตรูเพื่อข่มขู่เอาวิธีช่วยเหลือ
“ไม่บอกเรื่องอะไรจะบอก ” เกลียวทองฉีกยิ้มจนเห็นเลือดตามซอกฟัน มีอย่างที่ไหนจะยอมบอก เธอใช้มือจับแขนอีกคนส่งพลังที่มีอยู่หวังทำลายให้สิ้น แต่ด้วยอำนาจแหวนวิเศษทำให้มนตราย้อนกลับ แผลที่ถลอกก็เกิดไหม้จนอริต้องนำมือออกด้วยความตกใจ
“….ดูสิเกลียวทอง เจ้าทรมานขนาดนี้ยังคิดจะมีชีวิตอยู่อีกงั้นรึ” เธอนิ่งไปครู่จนนึกประโยคที่เคยรับมายอกย้อนใส่แม่มดตัวร้าย
“อินทราณีเจ้ารู้ เจ้าจำได้งั้นรึ” เธอกะจะให้ความลับนี้จบๆไปพร้อมกับความตายเมื่อครานั้น แต่ประโยคนี้เธอพูดอีกอดีตสหายที่อยู่ในห้วงนิทราทำไมถึงรู้ล่ะ
“ใช่เราจำได้ ถึงดูเหมือนว่าเราจะสลบอยู่แต่เราก็อยู่ความเป็นไปรอบตัว น่าเสียใจที่เราควบคุมอะไรไม่ได้เลย”
ในขณะที่ทั้งสองคนรำลึกความหลัง อีกสองคนก็ทรมานกับการกระอักเลือด ในหนามนั่นนำพิษที่เหมือนจะกลั่นคัดเฉพาะมาอย่างดีจากดอกว่านสี่ทิศเข้าสู่ร่างกายของทั้งสอง ใบของยี่โถได้ออกมาตามรอยขาดแยกของใบผกากรองแล้วนาบกับผิวหนังซึมลงไปแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันอยู่ มือนึงก็ต้องใช้แรงดึงต้นขึ้นอีกมือก็ต้องคอยดึงคอยปัดไม่ให้เกิดอันตรายจนถึงชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความปั่นป่วนให้ร่างกายจนคนทั้งเจ็ดสลับไปมาในร่างเดียวเสียจนเวียนหัว
“เรามาช่วยแล้ว แข็งใจไว้นะ” เธอใช้แหวนทำลายอันตรายจากดอกไม้ประหลาดนี่ แต่แทนที่มันจะสลายหายไปกลับกลายเป็นว่าเพิ่มปริมาณและอานุภาพทำลายสหายยิ่งนัก ถึงตอนนี้นางแม่มดจะสู้ไม่ไหไวแล้วแต่ต้นไม้ที่สร้างมาได้พันปีก็มีฤทธีอยู่พอตัวเพื่อจะช่วยรักษาชีวิตของเจ้านายตน จังหวะนี้เธอใช้พลังพร้อมทั้งสองทาง ทางหนึ่งก็ลอบโจมตีอีกทางก็เรียกพรรคพวกให้มาช่วย
“ยังคิดจะมาลอบกัดเราไม่เลิก!!.....ถ้าไม่ติดว่าหัวใจเจ้าขึ้นกับดอกไม้นี่เราจะสังหารเจ้าด้วยตนเอง!!” ก็จริงดังว่า คนที่ถูกอักสรสาปน่ะต้องเป็นคนกระทำเองถึงจะพ้นคำสาป ขืนคนสาปตายด้วยฝีมือผู้อื่นไม่นานผู้โดนสาปก็ตายตาม ต่อให้ถอดดวงใจได้ร่างกายก็ไม่วายจะกหลายสภาพเป็นศพเดินได้จนร้องขอความตายอยู่ดี เธอโมโหจนใช้พลังบีบคออีกคนไม่คิดซื่อจนลอยตัวขึ้นสูงเสียดกับพื้นดินด้านบน
…………
“บดิศร อัคนินทำไมถึงได้ช้านักล่ะ แล้วนี่ยังลีลามาเรียกให้เรามารับอีกแหนะไม่รีบขึ้นไปเข้าเฝ้าพระเทวาวิษุวัตอีก” ธานินทร์มาตามการเรียกหาของทั้งสองไม่คิดว่าผู้ที่มีโลหะเคลื่อนย้ายจะออกมาช้าได้ขนาดนี้นะ
“ไม่ได้อยากจะช้าหรอกนะ แต่ว่าพวกเราถูกชิงโลหะเคลื่อนย้ายน่ะสิ!!!” อัคนินไม่ชอบใจเลยที่ถูกทักทายแบบนี้ไม่ใช่เวลาเลยนะ
“เราไม่รู้นี่ เออนี่บดิศรเจ้าได้แผลเป็นประกายสายฟ้าเชียวนะเป็นยังไงล่ะประสบการณ์ครั้งนี้”
“ไร้สาระสิ้นดี ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเล่น พวกเกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณีไม่ได้ตายอีกทั้งยังนำสองวิเศษทั้งสองมารักษาแล้วด้วย คิดดูเอาเถอะว่าเป็นความผิดพลาดของใครที่ไม่ตรวจสอบให้ดี” บดิศรก็ร้อนใจไม่น้อยยังจะมาเจอถ้อยคำน่ารำคาญใจนี่อีก
“เป็นไปไม่ได้ เรากับปัจจาเห็นกับตาว่าสองคนนั้นน่ะเป็นศพอืดเน่าไปแล้ว”
“เป็นไปแล้ว ศิลาพยากรณ์ไม่เคยโกหกเจ้าก็น่าจะรู้ดีนะ”โอรสเมืองคีรีมาศยืนยัน
“ไม่ใช่เวลามาเถียงกัน รีบนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระองค์ท่านจะได้ตามหาพวกนั้นและกำจัดได้ทัน” โอรสรัตนบุรีไม่ต้องการเสียเวลาจึงได้กล่าว
“ให้ตายเถอะเกลียวทองเรียกเราให้ไปหานาง” เทวดาก็อยากจะพาไปให้เร็วหรอกแต่มีผู้เรียกเข้าให้นี่สิ
“แม่มดเกลียวทองสาปพวกนั้นอยู่ไม่แน่พวกนั้นอาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้” บดิศรจำได้เรื่องอักษรสาป บางทีเรื่องคราวนี้คงตรงตามคาดแน่
“แล้วจะรออะไรกันอยู่ล่ะ ” อัคนินพูดอย่างนั้นธานินทร์จึงรีบพากันไปยังสถานที่ที่อยู่ของเกลียวทองทันที

“อะไรจะเกิด…ก็..ให้เกิดเถอะ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะต้องทนทรมานจนเสียสติ…ไม่ก็ตายก่อนแน่”เพชราหูเสนอด้วยน้ำเสียงที่ไม่ราบรื่นจากความทรมาน
“จะให้ใช้พลังเพื่อเรียกให้พวกนั้น…ยกโขยงกันมาที่นี่นี่นะ” พุทธรัตน์ฟังความเห็นก็รู้ว่าสหายร่วมทุกข์คิดจะใช้วิธีที่เสี่ยงเข้าให้แล้ว
“มันไม่มีวิธีอื่นต้องใช้วิธีนี้แล้วล่ะ” จันลักษณ์เห็นด้วยกับความคิดนี้
 “เราไม่เห็นด้วย” จันทราภาห่วงอันตรายต่อจากนี้ หากว่าใช้พลังมาช่วยก็ไม่แน่ว่าอาจเสริมพลังให้ดอกไม้นั่นเหมือนกับธำมรงค์แก้วศุภร
“พวกเจ้ากลัวอะไร ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ….ไม่ใช้วิธีนี้ก็ไม่เหลือทางให้แก้แล้วนะ” เมธาวีช่วยเสริม
“พวกเราไม่ได้กลัว แต่พวกเราเพิ่งจะประสบเคราะห์มาจะให้วางใจได้ยังไงว่าจะปลอดภัย… ลำพังพวกเราน่ะไม่หรอกแต่พวกเจ้านี่สิ..”ศนิวารเป็นห่วงสหาย คืนนั้นก็กลายเป็นแก้วไปคราหนึ่งแล้วไม่อยากให้เสี่ยงอีก
“พวกเจ้ามันขี้ขลาดตาขาวมากกว่า อย่า..มา..อ้าง”ปัทมาสน์ต่อว่าด้วยโทสะ
“นี่เจ้า!!พวกเราไม่ได้ขี้ขลาด..ใครจะทำอะไรวู่วามไร้ความคิดอย่างพวกเจ้ากันล่ะ” ประกายพฤกษ์ได้ยินคำกล่าวว่าก็ฉุนขาดเหมือนกัน
“พอกันสักทีเถอะ!!!”เสียงดุดันมาจากผู้ที่จิตใจของคนสงบอย่างภูมินทร์กับจินดา ทำให้บทสนทนาที่กำลังจะดุเดือดจบลงด้วยความเงียบที่ไม่เกิดขึ้นอีก นี่คงเป็นเหตุการณ์ที่สุดจะทน
อาจจะเป็นที่พิษทำให้คนอารมณ์แปรปรวนจนเกือบแย่จริงๆไปจนถึงจิตวิปลาสได้ทีเดียว เพราะคนธรรมดาโดนพิษพวกนี้ก็ตายไม่ทันนับเวลาแล้ว พอเป็นผู้ที่สามารถทนได้กับความตายก็เลยส่งโทษให้ความคิดเริ่มก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆจากความเห็นที่ไม่ลงรอยกรณีที่มีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป

“พวกเจ้านี่มันดวงแข็งจริงๆ  แต่ดูท่าว่าจะดวงแข็งได้ไม่นานนักหรอกธานินทร์เมื่อมาถึงก็เห็นสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยดีของพวกศัตรูก็อดจะสะใจไม่ได้
“พวกเจ้า!!” อัญญานีใช้มืออีกข้างส่งพลังไปพันธนาการให้เหมือนกับแม่มดที่ตะเกียกตะกายด้วยความทรมาน
“พลังแค่นี้ริอาจมาสู้พวกเรา!!” อัคนินใช้สังวาลโจมตีอัญญานีจนพลาดท่าเจ็บเข้าให้แล้ว
“พระแม่เจ้า ไม่ใช่ว่าพระนางทรงประทับอยู่กับพระเทวาวิษุวัตหรอกหรือพระเจ้าค่ะ”ธานินทร์ต้องตกใจอยู่แล้วก็เพราะว่าก่อนที่เขาจะลงมาแดนมนุษย์ตนก็อยู่บนงามชมดอกไม้สวรรค์
“เราไม่ใช่นาง ไม่มีวันเป็นนาง” เธอที่ใช้พลังจิตเชื่อมกับของวิเศษมากไปก็อ่อนแรงลงเมื่อถูกทำร้ายด้วยอาวุธวิเศษที่มีฤทธิ์มากกว่าจึงไม่แปลกที่จะบาดเจ็บเข้าให้ “นี่ยังไงล่ะสหายพวกเราโดนทำร้ายบาดเจ็บไปแล้ว อย่ามัวแต่รีรอเลย”ศุภลักษณ์กล่าว
“พวกเรามาใช้พลังกันเถอะ ตายเป็นตายไม่ต้องลังเล”สุริยะกล่าวเช่นนั้นทั้งหมดก็เห็นพ้องต้องกันว่าต้องร่วมมือกันสู้เสียแล้ว
“ถ้าร้องงว่าดึงให้รีบดึงดอกไม้ขึ้นพร้อมกันเลยนะ”แสงสุรีย์กล่าวก่อนที่จะรับการต่อศัตรู
“คิดเหรอว่าครั้งนี้จะรอดไปได้!!”บดิศรใช้พลังจากเกราะเหล็กมุ่งทำร้ายพวกเกราะกายสิทธิ์ให้วอดวายแต่ว่าก็มีพระขรรค์ได้เรียกจากพลังเกราะของอังคาสมาขัดขวางไว้  บดิศรจึงแบ่งพลังไปสู้สกัดกับพระขรรค์แล้วตัวเองก็เข้าสู้ระยะประชิดกับอริ
“เจ้านึกเหรอตัวเจ้าเองจะรอด!!”อังคาสหลบการซัดหมักจากบดิศร ขาซ้ายนั้นตั้งมั่นอยู่แล้วใช้ขาขวาเตะให้อีกฝ่ายล้มไป
“ตายยากตายเย็นจริงๆนะไอ้พวกลูกนอกไส้!!” อัคนินวิ่งเข้ามาจะปะทะโดยตรงก่อนที่จะใช้พลังจากสังวาลย์ศิลา
“ว่าเขาไปทั่วเป็นเองรึเปล่า!!” จันทลักษณ์ใช้หอกจากพลังสังวาลซัดใส่อริ อีกฝ่ายวิ่งมาเร็วจึงเสียจังหวะเลยต้องใช้พลังตั้งรับอนุภาพอาวุธนี้
“ดึง!!”ทั้งอังคาสและจันทลักษณ์ใช้จังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามพลาดท่าดึงต้นไม้ขึ้นคราวนี้พิษเริ่มหายจากตัวของพวกเขาเถาที่พันตัวก็กลับไปยังต้น ต้นเริ่มขยับขึ้นจากดินแล้วคาดว่าดึงอีกไม่กี่ครั้งก็สามารถเอาชีวิตของแม่มดเกลียวทองได้แน่
------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ประมาณ20.00น.ค่ะ สัปดาห์นี้มีสอบเลยเขียนได้ไม่เยอะมากต้องขออภัยด้วยนะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #111 เมื่อ: มกราคม 16, 2022, 08:53:48 PM »
“พระเทวาวิษุวัตโปรดประทานอภัยโทษให้หม่อมฉันด้วยเถอะพระเจ้าค่ะ!!”ในงานชมดอกไม้ขณะที่สำราญกับสุรารสเลิศอยู่นั้น ไม่ทันไรติณกฤตก็พรวดพราดคุกเข่าเอาเสียนายเหนือหัวไม่ทันตั้งตัว
“เป็นอะไรไป เจ้าทำอะไรผิดงั้นรึ ตั้งแต่เจ้าเข้ามาพบเราก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่เจ้าทำพลาดนี่” ก็จริงดังว่า เขาน่ะออกจะถูกใจอีกคนด้วยซ้ำ แต่ว่ามีข้อผิดพลาดอะไรถึงไม่กล้าบอกจนต้องมาพูดวันนี้
“ในตอนแรกที่หม่อมฉันมาพบพระองค์เพราะเป็นประสงค์ของบิดาหม่อมฉันจึงช่วยปกปิดความลับเอาไว้ ภายหลังหม่อมฉันคิดทบทวนดีแล้วจึงเปลี่ยนฝ่ายกระทำสิ่งที่ไม่มีใครทำลงไป แต่นั่นก็ไม่อาจจะลบล้างความรู้สึกผิดในใจของหม่อมฉันได้ เรื่องนั้นก็คือสุริยะกับแสงสุรีย์ยังมีชีวิตอยู่พระเจ้าค่ะ” เขาก้มหน้าเล่าความ นี่มันเป็นเรื่องใหญ่นักถ้าไม่ยอมบอกก่อนล่ะก็คงโดนโทษหนักกว่าเดิมแน่ฐานปกปิดความลับ
“เจ้าว่ายังไงนะ!! เจ้ารู้จักพวกนั้นและยังรู้ด้วยว่ายังมีชีวิตอยู่ ทำไมถึงได้บอกช้าอย่างนี้ เจ้าอยากตายนักใช่มั้ย!!”เขารู้สึกโมโหขั้นสุดที่รู้ว่าศัตรูยังไม่ได้จากโลกนี้ไป อีกทั้งคนที่ไว้ใจไม่คิดที่จะบอกกล่าวจนเวลาผ่านไปเช่นนี้
“พระเจ้าค่ะ แสงสุรีย์เป็นศิษย์ร่วมสำนักของหม่อมฉัน ในตอนแรกหม่อมฉันมีใจคิดช่วยเหลือนางกับสหาย แต่คราวนี้หม่อมฉันคิดได้แล้วว่าไม่มีใครจะสำคัญไปกว่าการที่ได้รับใช้พระองค์” เขาไม่มีคำแก้ตัวอะไร ถ้าในตอนนั้นนึกถึงอำนาจได้เร็วกว่านี้คงไม่ต้องมีปัญหาภายหลังแล้ว
“พระทัยเย็นก่อนเถอะเพคะ ติณกฤตเขาคงไม่ได้ตั้งใจ ลำพังสังหารบุพการีก็รู้สึกผิดเต็มทนแล้วยังจะสหายอีก เพียงเท่านี้ความหนักใจทั้งหมดนี่ก็พอจะทำให้เขาไขว้เขวไปบ้าง แต่ก็ยังดีนะเพคะที่เขาคิดได้” อัญญานีตัวปลอมได้ปรามเอาไว้ ตัวจริงก็ไม่ได้สร้างให้ไร้รู้สึกถึงขนาดแบ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีส่วนตัวใส่ลงไปเผื่อจะช่วยชีวิตใครจากความโมโหของเทพวิษุวัตได้บ้าง
“เอาเถอะ แล้วทีนี้พวกนั้นอยู่ที่ไหนแล้ว”
“พวกนั้น….”
“พระเทวาพระเจ้าค่ะ เกิดเรื่องแล้วพระเจ้าค่ะ!!”ธานินทร์ใช้จังหวะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้อยู่ใต้ดินศาศวัตบุรีหายตัวขึ้นมาทูลต่อนายเหนือหัวเพื่อจะได้นำกำลังเสริมไปต่อกร
“มีเรื่องอะไรอีกล่ะ!!!” ก่อนหน้าเพิ่งจะลาลงไปรับคนรักษาสิ่งวิเศษแท้กลับมีปัญหามาเพิ่มได้ แค่เรื่องศัตรูมีชีวิตรอดก็ปวดเศียรเวียนเกล้าพออยู่แล้ว
“พวกเกราะกายสิทธิ์กับสังวาลมณียังไม่ตายและตอนนี้กำลังสู้บดิศรกับอัคนินอยู่เพื่อจะทำลายดวงใจแม่มดเกลียวทองล้างอักษรสาปพระเจ้าค่ะ” เขารีบรายงานเหตุการณ์ที่ได้พบ
“ดี เราจะได้กำจัดพวกนั้นให้สิ้นซาก” เขารู้สึกยินดีที่จะได้พบศัตรูทันทีหลังจากที่ได้ทราบเรื่องการมีชีวิตรอด ครั้งนี้ล่ะจะได้เห็นกันจริงๆว่าตายต่อหน้าไม่พลาดอีก
“อีกอย่างพระแม่เจ้าก็ประทับที่นั่นด้วยเช่นกันพระเจ้าค่ะ” เขาเกือบลืมเรื่องสำคัญไป  ถึงจะสับสนอยู่บ้างแต่ก็ต้องทูลไปก่อนเพื่อรอตรวจสอบ
“อะไรกันเราอยู่ที่นี่จะไปอยู่ที่อื่นในเวลาเดียวกันได้ยังไง!!”เธออารมณ์ขึ้นทันที อย่างนี้เธอก็โกหกต่อไปยากน่ะสิ
“หม่อมฉันว่าไปที่นั่นกันก่อนดีกว่าพระเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องพระชายาทรงได้ทราบแน่” นาคาหนุ่มเสนอ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเถียงกัน สำคัญสุดก็คือกำจัดศัตรูสิถึงจะถูก
………….
“ธานินทร์หายตัวไปตามเทพวิษุวัตแล้ว อัญญานีเจ้าไปก่อน” เมธาวีพูดในใจกับอัญญานีหลังจากที่ออกมาเพื่อรับการต่อสู้
“แต่ว่า..” เธอไม่อยากจะทิ้งเหล่าสหายไปเลย
“ไม่มีเวลาแล้ว ไป!!” เธอพูดในใจพร้อมกับถีบร่างของอัคนิน
“จันทราภาเจ้าคิดว่าเจ้าแน่กว่าเรานักเหรอ ในพี่น้องทั้งหมดเจ้าน่ะอ่อนแอที่สุดแล้ว” บดิศรคว้าข้อมือของพี่หญิงได้หลังจากที่หลบการโจมตี กำลังแค่นี้จะไปสู้อะไรได้ เอาใช้กำลังฉุดกระชากอีกคนให้ออกจากต้นไม้สารพัดพิษ แต่ด้วยหนามที่ฝังลึกที่ข้อแขนทำให้เคลื่อนไหวไปได้ไม่มากนัก
“ปล่อยเรานะ!!” จันทราภาราวกับจะถูกฉีกกระชากเป็นสองซีกอยู่แล้ว ร่างกายที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็จวนจะไม่ไหวจนต้องกระอักเลือดออกมา
“ทำไมไม่เรียกพรรคพวกเจ้าออกมาแทนล่ะ  เจ้าก็หลบด้านในไม่ต้องออกมา” เขาออกแรงดึงมากขึ้นอีก ตอนแรกก็กะแค่ดึงให้พ้นจากดอกไม้พิษ แต่ในเมื่อออกจากดอกไม้นั่นไม่ได้ก็ให้ร่างมันฉีกออกไปเลยก็แล้วกัน

“อัคนิน เจ้ามีปัญญาแค่นี้รึยังไง” เธอท้าทายคู่ต่อสู้
“พูดไปเถอะเจ้าน่ะ!!” เขาที่ทำท่าจะเข้าชกระยะประชิดอยู่ดีๆก็รีบถอยออกเปลี่ยนเป็นเตะเพื่อให้อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
“สหายสอนมาดีสิท่า” ยังดีที่เธอขยับตัวใช้แขนอีกข้างรับได้ทันก็เลยแก้สถานการณ์โดยพลิกขาของอัคนินจนเจ้าตัวต้องบิดตัวตามเพื่อไม่ให้ขาหักแต่หารู้ไม่ว่าในจังหวะที่บิดตัวนั่นเกิดช่องว่างให้เมธาวีผลักขาเขาออกพร้อมกับตอกตะปูที่สร้างจากพลังลงยังบริเวณเอ็นร้อยหวายของอีกฝั่ง
“เจ้ามันไร้ยางอาย ใช้วิธีลอบกัดข้า!!” เขาล้มกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณข้อเท้าด้านหลัง ก็ไม่วายจะลุกมานั่งชี้หน้าว่าอีกคน
“เราว่าถ้าเจ้ามีโอกาสคงจะทำเหมือนกันนั่นล่ะ” เธอตอบกลับแล้วก็ไปให้ความสนใจกับสหายตนดีกว่า เพราะยังไงอีกฝ่ายก็ต้องรักษาอาการเจ็บก่อนไม่ได้มาสนใจเธอแน่

“เลิกถ่วงคนอื่นแล้วหลบไปได้แล้ว กะจะให้พี่น้องเจ้าตายเพราะความอ่อนแอเจ้ารึยังไง” บดิศรกล่าวว่าอีกคน
“ถึงเราจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าพี่น้องคนอื่น แต่เราก็ไม่ใช่ตัวถ่วง” ในที่สุดการที่เธอขัดขืนไปมาประกอบกับการทำเป็นฟังการต่อว่าของอีกฝ่ายทำให้สบโอกาบิดแขนลงไปใต้ข้อมืออีกคนออกด้านนอกทำให้หลุดจากจากจับและอาศัยขังหวะนั้นดีดลูกพลังที่ดูเท่ากับไข่มุกเข้าอกซ้ายของบดิศร หลังจากนั้นจันทราภาก็ขยับตัวไปใกล้ต้นไม้อีกครั้งพร้อมกับพยักหน้าเป็นสัญญาณบ่งบอกความพร้อม
“ดึง!!” คราวนี้ใบผกากรองได้หลุดออกจากผิวหนังพิษที่มาพร้อมกันก็ไปพร้อมกันอย่างนั้น

“เป็นพวกเจ้าจริงๆด้วย เราจำได้ว่าอาวุธของพวกเจ้าถูกทำลายไปก่อนหน้าแล้วไม่ใช่เหรอ”  เทพวิษุวัตมาเห็นกับตาว่าสิ่งวิเศษยังอยู่ครบอย่างนั้นก็ฉงนใจไม่น้อย อีกทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหน้าก็เป็นคนต่างวันกันอีก นี่มันเรื่องอะไรกันแน่
“จะว่าใช่ก็ใช่ แต่จะว่าไงดีล่ะก็ของมันไม่ได้เก๊อะไรเหมือนอาวุธที่ท่านมอบให้สองคนนั้นนี่” ศุภลักษณ์ตอบคำถามด้วยท่าทางครุ่นคิดแต่นั่นก็แค่ต้องการกวนใจอีกฝ่ายมากกว่า
“อย่าได้จองเวรจองกรรมกันอีกต่อไปเลยนะพระเจ้าค่ะ”ภูมินทร์ขอร้องเขาเผื่อจะเปลี่ยนใจสักครั้งจะได้ไม่ต้องมาเสียแรงฆ่าแกงกันอีก
“อ้าวติณกฤตเจ้าเลือกไปอีกฝั่งแล้วเหรอ ทำไมไม่มาช่วยสหายรักล่ะ เลิกใส่หน้ากากแล้วมาช่วยพวกเราได้แล้ว”เขาเห็นสหายร่วมสำนักก็อดทักทายไม่ได้ แต่หารู้ไม่ว่าเพื่อนคนนี้ได้เลือกข้างเรียบร้อยแล้ว
“ไม่ต้องมาพูดพร่ำ” เขาใช้ทวนวงเดือนกรีดฟ้าที่ได้มาจากดินแดนมังกรพร้อมกับใช้วิชาวายุเคลื่อนเร่งความเร็วเข้าแทงกลางอกของศุภลักษณ์ในทันที อีกคนเพิ่งจะจับสังเกตได้ก็โดนแทงเข้าให้แล้ว
“เจ้าใจกล้ามากนะที่ทำเรื่องนี้” โอรสคีรีมาศกระอักเลือกด้วยความเจ็บปวดแล้วจึงเรียกเมฆหมอกมาบดบังวิสัยทัศน์รอบๆ ทำให้มองเห็นแต่ตนเอง แต่กับผู้อื่นไม่เห็นแม้แต่เงา
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”ภูมินทร์ถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องห่วง ขอบทสวดดีๆสักบทสิ เราชักเบื่อๆแล้ว” เขาใช้มือดึงเอาทวนออกจากร่างไป ถึงจะเจ็บไปบ้างแต่ยังดีที่ไม่มีดวงใจเลยไม่ถึงตาย
“ได้..” ภูมินทร์ได้สวดบทสุราโฆรวิสปรากฏอักษรวนรอบไปทั่วเคลื่อนตัวไปเข้าถึงเนตรถึงกรรณของวิษุวัตและบริวารที่เป็นเทวดา เพราะว่าฤษีอนุชิตได้สอนมนต์นี้ไว้ใช้กับเทวดาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ในเมื่อชอบสุรานักก็ให้รับความทรมานจากสุราสวรรค์นี่ล่ะ
“ขอยืมของหน่อยแล้วกัน”ศุภลักษณ์หยิบใบผกากรองจากพื้นแล้วจึงใช้พลังสร้างภาพมายาซ้อนว่าเป็นพวกเขาสองคนอีกที
“เท่านี้น่าจะพอแล้วล่ะ” โอรสรัตนบุรีกล่าวแล้วทั้งสองก็ทำการดึงต้นไม้พิษพร้อมกัน ครานี้หนามที่ฝังยึดพวกเขาได้เป็นหนามที่แทงธรรมดาแล้ว
บดิศรที่รักษาเอาพลังออกจากร่างได้ก็ใช้พลังจากเกราะเปิดม่านหมอกที่ปกคลุมออก อัคนินที่เห็นว่าเปลี่ยนคนก็ใช้สังวาลศิลาพุ่งพลังหวังจะทำร้ายแต่พลังกลับกระจายออกทั่วไปซ้ำเติมเหล่าเทวดาที่ทรมานกับคาถาของพระโอรสวันพฤหัสอยู่
“นี่เป็นมนต์มายากระจายพลัง พวกเจ้าใช้ของวิเศษทำลายซ้ายขวา เดี๋ยวเราจะทำลายตรงกลางเอง” ตอนนี้ไม่มีเวลามาเถียงกันทั้งสามจึงร่วมมือทำลายมายานั้นลงเสีย เขาใช้ลูกตุ้มดาราพ่ายเหวี่ยงไปตีกับภาพมายานั้น
“ตอนนี้ล่ะเพชรราหู” เพชรราหูรู้สัญญาณจากสหายก็ใช้มนต์พันธนาการสร้างโซ่ดึงทั้งสามที่กำลังวุ่นกับการทำลายภาพมายาจากด้านล่าง
“จัดการต่อเลยศนิวาร”  สหายเรียกหลักศิลามาให้ ถึงแม้ศัตรูจะไม่อยู่ใกล้ตนในระยะประชิดแต่เขาก็สามารถส่งต่อความเย็นจากคฑาวุธได้ เขาใช้มือจับคฑาวุธมั่นแล้วจึงตีลงหลักศิลาทำให้ทั้งสามนั่นถูกแช่แข็ง เขากำลังจะตีซ้ำอีกครั้งเพื่อเป็ฯการสังหารแต่ว่าพวกเทวดาที่พ้นจากบทสวดแล้วได้เข้ามาได้เสียก่อน จึงได้มีการต่อสู้กัน ฝั่งเพชรราหูใช้กรงขังพวกที่มายุ่มย่ามกับตนได้ ศนิวารนั้นใช้คฑาเหวี่ยงเอาพลังจากเกราะกายสิทธิ์มาซัดใส่พวกเทวดาที่มายุ่งกับตนเช่นกัน
“ดึง!!”ทั้งสองพากันดึง คราวนี้หนามไม้รับแขกหายไปแล้วเป็นเพียงลำต้นธรรมดาแถมดวงใจยังออกมาเหนือดินได้ส่วนหนึ่งแล้ว

“พวกเจ้าไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย” ธานินทร์เข้ามาละลายน้ำแข็งจากร่างของทั้งสามที่โดนฤทธิ์ฝ่ายตรงข้ามกระทำ
“ไม่หรอก” บดิศรกล่าว
“มันต้องแก้แค้น!!” บดิศรพุ่งพลังไปยังจินดาในขณะที่เพิ่งเปลี่ยนคนมาได้ประเดี๋ยวเดียว เธอกำลังเรียกอาวุธมาจึงใช้แขนซ้ายยกกันจนบาดเจ็บ
“ฮ่าๆ นี่เหรอที่เรียกกันว่ามันสมองของกลุ่ม ไร้สาระสิ้นดี”เขาซัดพลังใส่ไม่ยั้งโดยหารู้ไม่ว่าคราวนี้นางได้นำกระจกวิเศษมาตั้งรับเข้าแล้ว กระจกนั้นท้อนพลังที่ได้รับมาทั้งหมดกลับคืนสู่เจ้าของจนเหมือนกับถูกดินระเบิดนับร้อย
ฝ่ายพุทธรัตน์ก็เข้าชกต่อยกับบดิศรกันอย่างดุเดือด ติณกฤตได้จังหวะโจมตีจากด้านหลังของทั้งสองคน แต่ว่าพุทธรัตน์ไหวตัวทันจึงเรียกธนูมายิงคืน ธนูที่ใช้คราวนี้มันตามเป้าหมายที่คิดไว้ เธอยิงทีเดียวสามดอกทั้งสามดอกนั่นก็ไปเข้าทำร้ายทั้งสามคนนั้นจนบาดเจ็บ จินดาได้จังหวะจึงใช้กระจกสร้างมนต์สะท้อนตัวให้กับเหล่ากองกำลังที่มาช่วยสมทบทำให้ต้องสู้กับตัวเองไปสักพัก
เทพวิษุวัตไม่อยากจะสู้กับคนพวกนี้ คนเดียวที่จะสู้ก็คือสุริยะคนเดียว เพราะถ้าสุริยะตายคนพวกนี้ก็ไม่เหลือชีวิตเหมือนกัน ส่วนแสงสุรีย์น่ะเหรอ รายนั้นใจเสียง่ายคงไม่มีแรงใจจะสู้ก็ยอมแพ้ไปเอง ส่วนดวงใจของเกลียวทองไม่ได้สำคัญกับเขาสักนิด
ทั้งจินดากับพุทธรัตน์ดึงดอกไม้ขึ้นอีกคราวนี้ ดวงใจของเกลียวทองก็ขึ้นมาได้ครึ่งนึงแล้ว
“ย..อย่า..เราทรมานเหลือเกิน” หญิงสาวไม่มีอีกต่อไปแล้วหากแต่มีหญิงชราภาพที่ใกล้จะถึงฆาตเข้าไปทุกที
“ติณกฤตเจ้ามันร้ายกาจ สหายเจ้าก็ไม่เว้น!!” เธอใช้กงจักรปาใส่สหายเก่ากะจะตัดคอคือเสียให้รู้แล้วรู้รอด กล้าดียังไงมาแทงได้ขนาดนั้น
“ปัทมาสน์!!” บดิศรที่เห็นสหายรอดกลับมาได้ก็เลยหลุดเรียกออกมา แต่ด้วยต้องเก็บความดีใจจึงเป็นการตะโกนท้าตีแทน
“ดูท่าพวกเราต้องสลับคู่ต่อสู้ซะแล้ว”ประกายพฤกษ์กล่าว เห็นทีคราวนี้ต้องลองของใหม่ๆเข้าให้แล้ว
“ก็เอาสิ”  ปัทมาสน์ซัดพลังใส่บดิศรและเปลี่ยนพลังจักรให้ปล่อยกระจายราวกับฝนตกก็ไม่ปาน แต่ฝนนี้แรงพอจะสร้างบาดแผลได้เลยทีเดียว
“สู้ต่างอาวุธอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน”อัคนินใช้พลังปะทะกับเกราะกายสิทธิ์
“ใช้ได้เลยนี่”เธอพิ่มพลังเข้าไป อัคนินมีบทเรียนมามากอยู่จึงลอบทำร้ายประกายพฤกษ์โดยการให้ตัวปลอมทำทีต่อสู้แล้วลอบโจมตีด้านหลัง แต่เธอรู้ทันจึงตีศอกใส่อีกคน
“จะทำอะไรก็รีบทำไปก่อนเถอะน่า สีหน้าตอนนี้เจ้าไม่ดีเลย เราจะช่วยเบี่ยงความสนใจให้” เขาลอบพูดในใจกับสหายขณะปะทะระยะประชิดกัน เพราะเห็นอีกคนเห็นจะเสียเลือดที่กรรณอยู่ด้วย
“ว่าไงนะ ช่างเถอะหลังเสร็จจากตรงนี้แล้วเจอกันใหม่” เพื่อนคนนี้เสมอต้นปลายจริงๆ เธอใช้แรงถีบอีกคนไปชนกับอัคนิน ติณกฤตที่รับมือกับจักรอยู่นั้นสอดมือเข้ามาสู้ไม่ได้ด้วยสิ
“ดึง!!!” ดวงใจของแม่มดเกลียวทองออกมาแล้ว
“อินทราณีเราขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ ไม่ เรายัง…ยังไม่อยากตาย” เกลียวทองเห็นภาพหลอนของสหายเก่าจะมาเอาชีวิต
“สะสางเรื่องนี้กันเถอะ” แสงสุรีย์กล่าวกับสุริยะแล้วทั้งสองก็ใช้มือคนละข้างบีบดวงใจของเกลียวทองไปในทันที
“เกลียวทอง การมีอยู่ของเจ้าแต่เดิมเราก็นึกว่าเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าชิงทุกอย่างไปจากเรา ทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมาน เจ้าไม่สมควรมีชีวิตอีกต่อไป ชาติหน้าชาติไหนอย่าได้เจอกันอีกเลย” สิ้นคำกล่าวในห้วงความคิด ชีวิตหญิงชราอย่างเกลียวทองก็สิ้นใจไปพร้อมกับความรู้สึกผิดในใจที่แก้ไขไม่ได้อีกตลอดกาล

 ---------------------------------------------------------------------------------------ทุกวันอาทิตย์เวลาประมาณ20.00น.
จักรกรดเพิ่งกลับจากธุระจึงมาอัพเดตช้าต้องขออภัยด้วยนะคะ  ต้องขออภัยในการจัดสรรเวลาที่ไม่เพียงพอจึงอาจแต่งได้ไม่มากนักแต่จะพยายามแต่งรายสัปดาห์อัพเดตไปเรื่อยๆนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้เป็นอย่างสูงค่ะTT

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #112 เมื่อ: มกราคม 23, 2022, 08:36:37 PM »
“เราคิดว่าจะไม่ได้เห็นสิ่งวิเศษทั้งสองอยู่ในโลกใบนี้อีกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีวิชชุนาคราช พวกเจ้ามีปัญญาหาวิธีรักษาของพวกนี้ได้ที่ไหน” เทพวิษุวัตที่เฝ้าดูเหตุการณ์มาตลอด ในที่สุดก็ได้กล่าวออกมาแล้ว
“ในเมื่อพระองค์ไม่ได้ทรงคิดว่าพวกหม่อมฉันจะมีปัญญา แล้วเหตุใดจะต้องให้แม่มดเกลียวทองใช้วิธีลอบลงอักษรสาปด้วยล่ะเพคะ” แสงสุรีย์ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นมา ลำพังถ้าทำลายสิ่งวิเศษทั้งสองแล้วเธอกับสหายก็เป็นคนที่ลำบากกว่าคนธรรมดาแล้ว แม้นจะมีวิชาติดตัวแต่ว่าคงไม่มีแรงจะไปต่อสู้กับอีกฝั่งที่มีของวิเศษครบมือวิชาแก่กล้าเช่นนั้นได้หรอก
“เราไม่ได้สั่งให้นางทำ นางทำของนางเอง แต่เพื่อเป็นการตัดรากถอนโคนเราก็ไม่เห็นว่าจะผิดอะไรเพราะฤษีอาจารย์ของพวกเจ้าคงจะหาวิธีให้พวกเจ้าไว้อยู่พอสมควร กันไว้ดีกว่าแก้”
“หม่อมฉันไม่เห็นด้วยว่าจะต้องทำถึงขั้นนั้น ทำไมพวกเราไม่สู้กันอย่างยุติธรรมให้เรื่องมันจบแค่ตรงนี้ล่ะพระเจ้าค่ะ ”  สุริยะอยากจะจัดการเรื่องนี้ต่อเหมือนกันจะได้หมดเรื่องหมดราวกันสักที
“เจ้าออกปากท้าเราเองนะสุริยะ” เมื่อกล่าวจบ พระเทวาท่านก็ใช้พลังโจมตีสองสหายในทันที ส่งบนให้พื้นดินด้านบนถล่มลงมาจนแสงอาทิตย์แห่งวันใหม่เข้ามา ดีที่ฝ่ายที่ถูกโจมตีหลบได้เสีย ทั้งหมดจึงพากันขึ้นไปสู้ต่อที่ด้านบนต่อ
“เราอยากจะรู้นักว่าคราวนี้เกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณีจะมีฤทธิ์เทียบเท่ากับเมื่อก่อนได้หรือไม่” ว่าแล้วเทพวิษุวัตก็ยกพระหัตถ์ซ้ายมาตั้งเท่าพระอุระ ดันพลังสีกรมท่าส่งไปด้านหน้า ลำพังจากฝ่ามือก็ดูเล็กจากหรอก แต่มันกลับขยายใหญ่ราวกับมังกรพ่นไฟ
 อีกฝ่ายก็ตั้งรับโดยการเรียกใช้พลังจากสิ่งวิเศษประจำกาย สุริยะกำหมัดนำแขนมากันไว้เป็นรูปกากบาทรับพลังก่อนแล้วจึงแยกแขนออกด้านข้าง ปลดปล่อยพลังสีแดงทับทิมจากเกราะกายสิทธิ์ตอบโต้ แสงสุรีย์ยกแขนซ้ายมาบังพลังไว้ก่อนที่จะใช้มือขวาปลดดึงเอาสังวาลย์มณีออกมาถือต้านพลังอีกแรง
“รู้สึกว่าตอนเด็กจะรับพลังไม่ได้มากเท่านี้นะ” โอรสเมืองรัตนบุรีกล่าว
“ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก” ธิดาเมืองคีรีมาศตอบ
“อีกอย่างที่เราคิดคือ อาจจะเป็นเพราะการรักษาด้วยที่ทำให้พลังกล้าแกร่ง” เขาพูดความเห็นเพิ่มเติม
“เราเห็นด้วย”
“พวกเจ้าอย่าคิดว่าพลังของพวกเจ้าดีขึ้นมาเกินไปหน่อยเลย”ว่าแล้วองค์เทพก็ใช้พระหัตถ์ขวาเรียกเอาหินฐานบางส่วนจากใต้พื้นดินออกมาโจมตีทั้งสองอีกทาง
“ว่าแล้วท่านต้องใช้วิธีนี้!!” ปัทมาสน์ออกมาใช้กงจักรต้านหินฐานกระเด็นกระดอนไปทั่ว
“เห็นทีต้องผลัดกันใช้พลังเข้าสู้แล้วล่ะ” สุริยะกล่าว เดิมทีก็กะจะสู้ด้วยกันแค่สองคน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ก็ไม่มีประโยชน์จะปล่อยนพลังปะทะกันเพียงเท่านี้หรอก
“ล้อมวง!!” ทั้งจันทราภาและอัคนินพูดพร้อมกันเพราะต่างฝ่ายต่างก็จะใช้วิธีนี้ต่อต้านฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายนึงจะวิ่งล้อมวง อีกฝ่ายจะล้อมวงโจมตี
“เริ่มเลย” จันทลักษณ์กล่าวแล้วออกวิ่งเป็นวงกลมไปยังด้านซ้าย ส่วนจันทราภาไปยังด้านขวา 
คราวนี้เทพวิษุวัตจะต้องรับมือทั้งสองคนที่วิ่งล้อมตนอยู่จึงใช้พลังสร้างเกาะกำบังแเป็นดั่งฟองอากาศพร้อมกันกับที่จะส่งพลังสังหารโจมตีไปในตัว
จันทลักษณ์ใช้มือซ้ายถือสังวาลย์ส่งพลังเข้ากรีดเกราะกำบังของเทพวิษุวัตในขณะที่วิ่งเป็นวงกลม ส่วนจันทราภาก็ส่งพลังจากเกราะไปยังฝ่ามือซัดพลังใส่ขณะที่วิ่งอยู่เช่นกัน พวกบริวารของเทพหรือจะทนดูเฉยๆได้ก็ได้ใช้พลังโจมตีพร้อมกัน สตรีวันจันทร์ได้ดีดลูกพลังเข้าที่กลางท้องของอัคนิน บุรุษวันจันทร์ก็วิ่งสวนทางกับสหายมาใช้หอกหมุนรับพลังแทนแล้วจึงขว้างใส่บดิศร ในช่วงชุลมุนก็มีลูกธนูนับพันออกมาจากพลังของเทพวิษุวัต เอาเสียคนด้านนอกทั้งศัตรูและบริวารตั้งตัวกันเกือบไม่ทัน
อังคาสอาศัยจังหวะที่หลบลูกธนูได้แล้วจึงใช้พระขรรค์แทงเข้าที่เกราะกำบังนั้นพร้อมกับวิ่งไปด้านบนวงกลมนั้นตั้งกรีดให้พลีงมีช่องว่าง ติณกฤตเห็นเช่นนั้นก็พ่นพิษนาคาออกมาจากปาก ประสงค์ให้ศัตรูถึงฆาต ยักษีสหายเก่าเห็นการกระทำนี้จึงเข้าป้องกันฝ่ายตัวเองโดยการใช้จักรต้านไว้ ด้วยวงหมุนของจักรนั่นทำให้พ่นกระจายไปถูกอัคนินและบดิศรแทน
“ขอบใจ แต่เราไม่ได้ขอให้ช่วย” อังคาสกล่าวกับอีกคนอย่างไม่ค่อยพอใจ
“ไม่พอใจมันก็เรื่องของเจ้า ทำอะไรก็ทำไปเถอะน่า ” ปัทมาสน์กล่าวตอบ แล้วจึงใช้พลังส่งไปช่วยทำลายอีกแรง ลูกพลังที่ล้อมตัวเทพก็เกิดไฟลุกวอด ส่งผลให้พื้นรอบๆนี่มีแต่ไฟ ทั้งหมดตอนนี้ก็ต้องกันตัวไม่ให้ยืนอยู่บนพื้นเพลิงนี้
   พุทธรัตน์ที่ลอยตัวกลางอากาศใช้ธนูยิงออกมาเป็นน้ำเย็นล้างไฟของวงกลมนั่นเสีย ส่วนเพชราหูออกมาก็ใช้พลังเรียกโซ่มาดึงขาของทั้งสามที่ล้อมพวกเขาไว้ให้ลงสู่พื้น
“เพชรราหูเจ้าฆ่าแม่ข้า ยังจะฆ่าข้าด้วยรึยังไง!!” อัคนินที่ถูกดึงลงไปถูกไฟแผดเผาก็ใช้พลังจากสังวาลย์พาตัวเองออกมาก่อนจะว่าอีกฝ่าย
“พูดออกมาได้นะเจ้าน่ะ เจ้าก็รู้เต็มอกว่าใครทำเรื่องแบบนี้ถ้าไม่ใช่ตัวของมารดาเจ้าเอง” เขาได้ฟังก็โต้ตอบ ไม่ยอมให้มากล่าวหาว่าเป็นฆาตรกรสังหารชายาของบิดาหรอกนะ อัคนินที่ได้ฟังก็แน่ใจความลับของตนกับมารดาถูกรู้เรื่องเข้าให้แล้วจึงปล่อยพลังเข้าทำร้ายอีกคน ในเวลาเดียวกันบดิศรได้จังหวะพอดีจึงปล่อยพลังเข้าทำร้ายพุทธรัตน์ แต่ทั้งสองก็หลบทัน นั่นทำให้พลังของพวกเขาเข้าไปทำลายวงกลมพลังของเทพวิษุวัตแทน
   จินดาไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ใช้พระฉายส่องไปยังวงพลังนั่นแล้วดูดพลังมาเข้าเก็บไว้ในนั้น ภูมินทร์ก็เข้ารับการรุมโจมตีของทั้งสามจากด้านนอกเพื่อกันน่าปกป้องสหายไม่ให้เป็นอันตราย  เขาส่งพลังไปยังส่วนต่างๆของร่างกายแล้วชกต่อยกับอีกสามคนอย่างไม่ลดละ ได้จังหวะก็ปล่อยพลังจากเกราะมาสู้และส่งพลังอีกส่วยไปช่วยเสริมพลังสหายอีกแรง
   ศุภลักษณ์เห็นว่าวงพลังได้หายไปก็เข้าต่อสู้กับเทพวิษุวัตทันที แต่การตอบโต้ของเทพฝ่ายตรงข้ามก็ทำเจ็บตัวไม่น้อย เขาล้มลงแต่ด้วยการช่วยเหลือของประกายพรึก จึงลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง ทั้งสองใช้พลังจากสิ่งที่สวมใส่เข้าต่อกรกันเทพวิษุวัต
   ศนิวารกับเมธาวีออกมาได้ก็ใช้พลังต่อต้านอีกฝ่ายในทันที สามคนที่ฟื้นตัวได้ก็เข้ามารุมกระพวกเขาจากด้านหลัง แต่ด้วยคฑาวิเศษจากพลังของศนิวารก็คอนสกัดเอาไว้ได้ สุดท้ายแล้วเทพวิษุวัตก็อ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น
“พระองค์!!” สุริยะเผลอเรียกด้วยความเป็นห่วง เพราะอย่างไรก็เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมาก่อน
“อย่าใจอ่อนนะสุริยะ” แสงสุรีย์เตือนสติสหาย ตอนนี้ศัตรูก็คือศัตรูกลับไปเป็นมิตรไม่ได้
“แต่ยังไงพวกเราก็ทำร้ายผู้ที่บาดเจ็บไม่ได้หรอกนะ”
“ใครว่าเราบาดเจ็บล่ะ” เทพวิษุวัตใช้ความใจอ่อนของอีกฝ่ายให้มีจังหวะในการโจมตี เขาไม่รอช้าใช้พลังโจมตีทั้งคู่ในทันที ทั้งคู่ที่ไม่ทันระวังก็โดนจัดการได้เสียทีหนึ่ง 
“วันนี้ของพวกนี้ต้องเป็นของเรา” ว่าแล้วเขาก็ใช้พลังเพื่อที่จะถอดเอาสิ่งวิเศษของฝ่ายตรงข้ามออกมา นั่นทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่คนทั้งสิบสี่คนเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมให้ใครชิงไปได้ จึงฝืนใช้พลังต่อสู้ทั้งที่เจ็บปวด ด้วยพลังที่จู่ๆก็พวยพุ่งออกมา มันก็พอทำให้เทพวิษุวัตก็ต้องเสียท่าบาดเจ็บที่พระพาหาจนได้
“รักษาชีวิตไว้ก่อนเถอะ เรื่องสะสางไว้ค่อยว่ากัน” เพชรราหูกล่าวเช่นนั้นแล้วก็จับมือสหายหายพากันหายตัวกลับไปยังป่าหิมพานต์ในทันที
นี่อาจเป็นเพราะช่วงสิบปีนี้เทพวิษุวัตก็มีการพัฒนาฝีมือเพื่อต่อกรกับอาวุธทั้งสองเช่นกันก็เลยทำการต่อสู้ดูจะไม่ง่ายสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่ฝ่ายนั้นก็ได้รับบาดเจ็บ มันก็พอจะยื้อเวลาให้พวกเขาไปทำเรื่องอันสมควรอย่างอื่นก่อน เพื่อจะให้อาวุธทั้งสองทรงอานุภาพเฉกเช่นเมื่อคราที่พระนารายณ์อวตารทรงใช้เมื่อครั้งก่อนกาล
---------------------------------------------------------จักรกรดต้องขออภัยที่ลงช้าด้วยนะคะ เพิ่งจะกลับมาจากงานพิเศษค่ะ ครั้งต่อๆไปขอเปลี่ยนเป็นทุกวันอาทิตย์เวลา20.30น.แทนนะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #113 เมื่อ: มกราคม 30, 2022, 03:53:24 PM »
เนื่องจากสัปดาห์นี้จักรกรดมีภาระงานที่ต้องสะสางและต้องจัดเตรียมงานเกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีนจึงจัดสรรเวลาได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้เนื้อหาค่อนข้างสั้นมากจึงของดอัพเดตในสัปดาห์นี้ และไปรวมกับสัปดาห์หน้าแทนนะคะ ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งด้วยค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #114 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2022, 08:30:03 PM »
“พระโอรสพระธิดาเสด็จยังที่ใดหรือเพคะ บัวกับพวกพี่ๆตามหากันทั่วเลย” บัวแย้มที่ตามหาคนหายทั้งสามเทาไหร่ไม่ได้เจอ  ระหว่างที่ออกตามหานึกเอะใจจึงกลับมาดูที่กระท่อมเพื่อความแน่ใจ
“พวกเราไปทำลายดวงใจของแม่มดเกลียวทองมา ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกบัว” จันทราภาได้ยินเช่นนั้นก็พูดเพื่อลดความกังวลที่ผ่านสีหน้าของอีกฝ่าย
“ไม่มีอะไรห่วงจริงหรือเพคะ ก่อนหน้าที่จะออกตามหาบัวก็ไม่เห็นทั้งสามพระองค์อีกทั้งยังมีเลือดเต็มพื้นไปหมด” เล่นกระอักเลือดกันเกือบเป็นเกือบตายเสียขนาดนั้น การมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ก็ไม่น่าแปลก
“อย่าห่วงเลยบัวพวกเรากลับมาปกติดีแล้ว อีกอย่างไม่มีอักษรสาปพวกนั้นยังหาพวกเราไม่เจอหรอก” จันทลักษณ์เข้าใจความห่วงใยของอีกฝ่าย ถึงจะมีบ้างที่บาดเจ็บจาการต่อสู้ แต่อาการนั้นไม่ได้แย่ถึงขั้นกึ่งเป็นกึ่งตาย
“บัวบอกว่าบัวตามหาพวกเราทั้งสามคน หมายความว่าอัญญานีไม่ได้กลับมาที่นี่งั้นหรอกเหรอ” สุริยะคิดถึงประโยคก่อนหน้าก็อดห่วงอีกคนไม่ได้
“บัวยังไม่พบพระธิดาเลยนะเพคะ…วัน..วันนี้เป็นวันจันทร์นี่เพคะ ทำไมพระโอรสุริยะถึงได้..”
“เรื่องนี้เราว่าน่าจะเป็นผลจากการที่พวกเราระลึกอดีตชาตินะ”
“บางทีนี่อาจเป็นลางที่พวกเราจะได้แยกร่างกันถาวรก็เป็นได้นะ”ศุภลักษณ์ออกความเห็น
“พระโอรส!!.....พระโอรสเจ้าขา เสด็จไหนมาเพคะ จั๊กตามหาเหนื๊ยเหนื่อย” จั๊กแหล่นเห็นคนรวมตัวพูดกันขณะเดินออกจากกระท่อมรับรอง ด้วยความตาดีก็มุ่งเข้าหาบุรุษรูปนามทั้งสองเพื่อออดอ้อน
“น้องจั๊กล่ะก็ พี่บอกแล้วใช่ไหมจ๊ะว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ ไม่เห็นต้องทนลำบากตามหาเลย” โอรสแห่งคีรีมาศเห็นสหายคนโปรดก็พูดด้วยไมตรีจิตเชิงหยอกล้อ
“ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะจั๊กแหล่น….พระโอรสเกราะกับสังวาลย์ยังอยู่ดีใช่ไหมพระเจ้าค่ะ”เจ้าสิงโตกลับมายังที่จุดเริ่มเพราะหาไม่เจอก็ได้พบกับทั้งสองอีกครั้ง แต่ไม่วายจะห่วงของกว่าคน
“อยู่ไม่อยู่ไม่เกี่ยวกับเจ้า!!”ศนิวารออกปากว่า
“แหมๆ พระโอรสพูดกับสุดหล่ออย่างนี้ไม่น่ารักเลยนะ เคยสัญญากันไว้แท้ๆว่าจะคืนเกราะให้แท้ๆ”
“พอก่อนเถอะ ตอนนี้ต้องคิดเรื่องอัญญานีก่อนว่านางหายไปไหน” เมธาวีที่ให้สหายหลีกหนีภัยไปก็เริ่มเป็นห่วง ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาระหว่างที่หนีล่ะ
“ต้องรอพี่ตาหวานกับพี่หิ่งห้อยก่อนนะเพคะ บางทีพวกเขาอาจจะพบก็ได้….อ๊ะ!!..จั๊กว่ามีอะไรแปลกๆนะ”
“มันไม่เห็นจะต้องคิดเลย ก็เห็นๆกันอยู่ว่าพวกเขาน่ะสลับกันออกมาตามใจ”
“ก็จริงนะตุ้บเท่ง  แต่ปกติออกมาไม่ได้นี่นา”
“พวกเราเป็นอย่างนี้ก็เพราะมีผลมาจากการระลึกชาติน่ะ”จินดาเฉลยความให้ทราบ
“พระโอรสพระธิดา!!”ทั้งสองเรียกหากลับมายังกระท่อมจึงได้เจอ ทั้งสองเห็นว่าไม่เป็นอะไรจึงเรียกอย่างดีใจ
“พี่หิ่งห้อย พี่ตาหวานเจออัญญานีบ้างไหมจ๊ะ” สุริยะกลับมาถามอย่างไม่สบายใจ
“ยังไม่พบเลยพระเจ้าค่ะ” ผีโครงกระดูกตอบ
“พี่หิ่งห้อยว่าพระโอรสกับพระธิดาเสด็จพบกับพระองค์ทั้งสามก่อนเถอะพระเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องพระธิดาอัญญานี พวกหม่อมฉันจะออกตามหาอีกที”
“ต้องรบกวนแล้ว ไว้น้องไปพบเสร็จจะรีบมาตามหาต่อนะจ๊ะ” สุริยะฝากเรื่อองนี้ไว้ครู่หนึ่งแล้วจึงไปยังสระพร้อมกับสหาย
…………….
“พระองค์!!.....พวกนั้นทำพระองค์บาดเจ็บพระวรกายถึงเพียงนี้เชียวหรือเพคะ”อินทราณีที่เฝ้ารออยู่ยังสวนสวรรค์เห็นว่ากลับมาเพียงห้าอีกทั้งอดีสวามีได้รับบาดเจ็บ จึงไม่สามารถมองดูอยู่เฉย จึงรีบมาดูอาการในทันที
“เจ้าเป็นใคร!!”ธานินทร์ออกมาขวางชี้หน้าดักด้วยไม่วางใจ
“อะไรของเจ้า!! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาขัดขวางเราไม่ให้เข้าใกล้พระองค์” เธอไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น
“ตอนที่เราพาอัคนินกับบดิศรไปหาพวกศัตรูเราเห็นพระแม่เจ้าอยู่ที่นั่น เจ้ามันตัวปลอม”
“พูดพร่ำเพ้ออะไร ดูสิขนาดรวมพลังกันรักษายังช่วยพระองค์กันไม่ได้ ถ้าไม่ยอมให้เราหยิบยืมพลังธรรมชาติมารักษา พระองค์คงจะไม่ไหวแน่”
“เจ้าโกหกหลอกลวง พวกเราทั้งสามเห็นแล้วว่านางอยู่ที่นั่นอยู่กับพวกมัน เจ้าไม่ใช่แน่” อัคนินจับที่ข้อมือของอินทราณีอย่างก้าวร้าว บีบเสียจนอีกฝ่ายเจ็บปวด
“พวกเจ้าถูกพวกนั้นปั่นหัวเข้าให้แล้วน่ะสิ เราอยู่ที่นี่ตลอดไม่เห็นพระนางจะเสด็จไหนเลย พอลงไปก็ไม่พบ ไม่แน่ที่พวกเจ้าพบคงเป็นภาพมายา”ติณกฤตช่วยแย้ง เพราะตนแน่ใจในตัวตนของชายานายตน
“เราก็เห็นว่าเป็นพระนางจริงๆ นางกำลังทำร้ายแม่มดเกลียวทองอยู่”บดิศรเสริม เขาเห็นอยู่ตำตาจะว่าไม่ใช่ก็ยังไงอยู่
“นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ นางไม่มีมนตราอะไรมาทำร้ายคนอื่น อินทราณีมีแต่วิชารักษา ไม่สันทัดวิชาต่อสู้หรอก ให้นางรักษาเรา เราจะได้รู้ว่าเป็นนางหรือไม่” เทพวิษุวัติกล่าว หลังจากที่ดูเหตุการณ์มาก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสงสัยอย่างที่สามคนนั้นว่าสักนิด
“แต่จะเป็นภัยต่อพระองค์ได้นะพระเจ้าค่ะ” ธานินทร์แย้งด้วยความเป็นห่วง
“อย่าห่วงเลย ให้ติณกฤตอยู่ข้างนางไว้ขณะที่รักษา หากไม่ใช่สังหารเสียก็ไม่สาย” พระเทวาเชื่อใจในชายาตนมาก ในเมื่อพามาชมสูดกลิ่นปาริชาตขนาดนี้แล้วทำไมนางจะจำไม่ได้กันล่ะ
“พระเจ้าค่ะ”ทั้งสี่รับความเห็นของผู้เป็นนาย บริวารคงกล่าวอะไรไม่ได้มากนักหรอก ต้องโดนกับตัวถึงจะรู้สึก
อินทราณีใช้จิตเรียกเอาพลังจากธรรมชาติมาทำการรักษาตามวิถีของแม่มดเหมือนเมื่อคราวอดีตชาติไม่มีผิด นั่นทำให้อาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุเลาลงอย่างมาก แทนที่จะรักษาให้หายดีเหมือนคราวก่อนๆ แต่เหมือนคราวนี้มีอะไรมาขวางกั้นไม่ให้สามารถทำได้เต็มที่เท่าที่ควร
“พระนาง!!”ติณกฤตเข้ารับร่างที่สลบจากความอ่อนแรง คราวนี้คงจะพิสูจน์อะไรได้หลายอย่าง
“เห็นรึยังธานินทร์ นางเหมือนเดิมทุกอย่าง นางไม่ใช่ตัวปลอม หากนางไม่อ่อนแรงไม่เสียก่อนเราคงหายดีไปแล้ว…..ติณกฤต เราวานพาพระแม่เจ้าตามสันต์สินีกลับไปยังหอชิดดาราเสียหน่อยเถอะ นางต้องพักผ่อนมากๆ” เขามั่นใจกว่าเดิม แต่ก่อนที่จะมามัวดีใจก็ต้องห่วงสุขภาพของเธอเสียหน่อย เขายังมีเรื่องต้องปรึกษาพูดคุยเรื่องทำศึกต่อกรพวกที่ภักดีกับพระอินทร์เสียก่อน
“พระเจ้าค่ะ”เขารับคำสั่งแล้วจึงอุ้มนำร่างนั้นกลับไปยังที่ประทับเสีย
“พวกเจ้าทั้งสามเลอะเลือนกันไปใหญ่แล้ว ภาพมายาแค่นี้ก็แยกแยะไม่ได้… เดิมทีเราคิดว่าจะใช้ช่วงเวลาอยู่กับอินทราณีต่ออีกสักหน่อยแต่มันไม่น่าจะจัดการอะไรได้ทัน เรียกพวกเขามาที่นี่ให้หมด ยกเลิกงานสำราญลงเสีย” แทนที่จะได้สุขก่อนออกศึกก็ต้องมายุติอีก ที่เรื่องต้องเป็นอย่างนี้ก็เพราะการกลับมาของพวกศัตรูที่สวมสิ่งวิเศษนั่นล่ะ
………….
“สไบทอง..สไบทอง” ท้าวพีรเชษฐ์พระสุบินเห็นอดีตพระมเหสีก็ละเมอเรียกหาจนคนที่เฝ้าดูอาการรู้สึกไม่ค่อยดีเสียแล้ว
“องค์เหนือหัวเพคะ องค์เหนือหัวตื่นบรรทมเถอะเพคะ” มเหสีคนปัจจุบันเรียกให้ฟื้นคืนสติมามองตนเสีย จะได้ไม่ต้องไปนึกถึงรักเก่า
“สไบทอง!!.....เจ้า..เจ้าเป็นใคร”เมื่อเขาฟื้นคืนมาได้ก็ต้องตกใจว่าเหตุใดคนที่อยู่เคียงข้างนั้นไม่ใช่คนเดียวกับที่เขาเรียกหา
“หม่อมฉันพิมาลาเพคะ มเหสีของพระองค์ ”
“พิมาลาเหรอ..เรา..เราสับสนเหลือเกิน…..ทหาร!!!เรียกอำมาตย์เรืองรองที เรียกเขามาที่นี่”
“พระวรกายร้อนมากเหลือเกิน หม่อมฉันจะนำน้ำกับผ้ามาซับให้พระวรกายเย็นลงนะเพคะ” เธอเป็นห่วงอีกคนมาก ตั้งแต่นางแม่มดบาดเจ็บสวามีก็ไม่เคยได้อยู่สุขเลย ขืนปล่อยไว้เรื่อยๆคงจะแย่
“ไม่ต้อง  เจ้าออกไปก่อนเถอะ…เราบอกให้ออกไปยังไงล่ะ!!” ขาไม่พอใจเท่าไหร่แล้วนะ ใครก็ไม่รู้ไม่คุ้นหน้ามาทำท่าเป็นห่วงเป็นใยอยู่นั่นล่ะ
“พ..เพคะ หม่อมฉันทูลลา ” เธอออกมาก่อนโดยหวังว่าจะทำให้คนข้างในใจเย็นลงได้บ้าง
“อำมาตย์เรืองรองแผลเจ้าหายดีแล้วรึ” เธอเห็นเขาเดินเหินคล่องแคล่วขึ้นมากทั้งที่เพิ่งจะผ่านไปได้ไม่กี่วัน
“แผลของหม่อมฉันยังไม่ทันหายสนิทแต่พอเคลื่อนไหวร่างกายได้บ้างแล้วพระเจ้าค่ะ”
“ดี ถ้าแผลหายสนิทแล้วก็ออกไปตามสามคนนั้นกลับมาให้เราด้วย” เธอไม่วายที่จองเวรกับศัตรูของตน ยังดีที่อำมาตย์นี่รู้จักเปลี่ยนฝั่งมาอยู่กลับตน หวังว่าเรื่องนี้จะสำเร็จได้ อย่างน้อยก็ระหว่างรอแม่มดเกลียวทองกลับมา
“พระเจ้าค่ะ”
หลังจากที่พูดคุยกัน อำมาตย์เรืองรองก็รีบเข้าเฝ้าเจ้าเมืองเสีย นานแล้วที่ไม่ได้เรียกตัวเขา อีกทั้งยังเรียกให้เข้าเฝ้ายังห้องบรรทม ไม่ใช่เพราะประชวรหนักหรอกหรือ
“อำมาตย์เรืองรอง  ยังดีที่เจ้าอยู่ ในวังมีคนที่เราไม่คุ้นหน้าหลายคน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้ แล้วมเหสีสไบทองไปไหนล่ะ”
“หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ คราที่พระองค์ประพาสป่าช่วงสิบหกพรรษา ครานั้นหม่อมฉันได้รับบาดเจ็บจากการปกป้องพระองค์อย่างไรหรือพระเจ้าค่ะ” เขาต้องแน่ใจว่าไม่ถูกทดสอบ หากถูกจับได้เขาจะลำบากจนไม่อาจคอยช่วยเหลือดูแลพระราชาได้
“เจ้าถูกทำร้ายที่ดวงตา มองไม่เห็นข้างขวาแต่ว่ายังดูเหมือนตาปกติ…มีเรื่องอะไรทำไมถึงต้องถามเราอย่างนี้”
“เพื่อความแน่ใจพระเจ้าค่ะว่าเป็นพระองค์จริงๆ ไม่ใช่พระองค์ที่ถูกควบคุมพระทัย เรื่องเป็นเช่นนี้พระเจ้าค่ะ…….”
อำมาตย์เรืองรองเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ให้อีกคนได้ทราบทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็พอจะทำให้เข้าใจความเป็นไปได้บ้าง
“เช่นนั้นแล้วเราต้องหลอกนางไปก่อนว่าเรายังอยู่ในการควบคุมของนาง ตราบใดที่นางยังมีเกลียวทองกับบดิศรอยู่ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะออกตามหาสไบทองได้”
“พระเจ้าค่ะ ทางหม่อมฉันได้รวบรวมกำลังพลเอาไว้ให้มากเสียก่อน หากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องพาพระองค์หนีจากเมืองจะได้ไม่ติดขัดพระเจ้าค่ะ”
“ดี เราจะอดทนรอ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม” ถึงจะหาโอกาสได้ยากแต่เขาเชื่อว่ายังไงสิ่งที่คิดหวังไว้คงไม่ยากที่จะเป็นไปได้นักหรอก
…………….

"สุริยะเป็นอย่างไรบ้างลูก แม่กลัวอันตรายจะเกิดกับลูกเสียแล้ว" มารดาผู้รออยู่ที่บัวยักษ์ริมสระ เมื่อได้เห็นลูกก็พอจะสบายใจขึ้นมาบ้าง
"หม่อมฉันไม่เป็นอะไรหรอกพระเจ้าค่ะ"
"แปลกจริงนี่ก็ล่วงเข้าสู่วันจันทร์แล้วทำไมยังเป็นหลานอยู่ หรือว่านี่เป็นวันอาทิตย์ทรงกลดกัน" ผู้เป็นตาแปลกใจอยู่ที่คนวันอาทิตย์มาอยู่วันนี้ได้ ถ้าแยกร่างกันจริงๆทำไมถึงมาแค่สองคนล่ะ
"เป็นผลจากการระลึกชาติทำให้สามารถปรากฏร่างออกมาได้ตามต้องการน่ะพระเจ้าค่ะ" เขาชี้แจง คงไม่มีใครมาถามเรื่องนี้อีกแล้วนะ
" ย่าว่าทั้งสองคนควรพักผ่อนดีกว่า ยังไงวันนี้ก็เป็นวันของจันทราภากับจันทลักษณ์น่าจะได้รับพลังของวันได้ดีกว่านะ" ในเมื่ออยู่ร่างเดียวกับก็น่าจะต้องอิงตามนี้ไปก่อนจริงๆล่ะนะ
" เรื่องนั้นหม่อมฉันก็เห็นด้วยพระเจ้าค่ะ สุริยะอย่าห่วงเลย  พักสักหน่อยแล้วเรื่องที่เหลือพวกเราจะจัดการเอง"จันทลักษณ์ออกมาแทนที่พี่สาวเด้วยต้องการให้พักผ่อนเสียหน่อย กับสหายเขาก็อยากให้ทำเช่นนั้น
อีกคนพยักหน้ารับก่อนจะยอมให้เจ้าของวันออกมาแทนที่
"เวลานี้อัญญานีหายไป พวกหม่อมฉันต้องช่วยกันออกตามหากันก่อนนะเพคะ"จันทรากล่าวให้ทราบ
" อัญญานีเขามีแหวนวิเศษอยู่กับตัวคงไม่เป็นอะไรมาก อย่ากังวลเกินเหตุเลยนะลูก ดูสิท่าจะเหนื่อยล้ากันมาก อาหารยังไม่ลงท้องดีเลยใช่ไหม" เธออดห่วงไม่ได้ ตัวเพิ่งจะมาจะไปอีกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคงจะออกไปสำรวจป่าหิมพานต์ก็เป็นได้นี่นา
" แต่ว่า..."
"หม่อมฉันกลับมาแล้วเพคะ"อัญญานีที่ปล่อยให้คนตามหาอยู่เสียตั้งนานกลับมาได้พอดีเลย ในมือก็ถือลูกไม้มาเยอะแยะ
" ไปไหนมารึอัญญานี  ทุกคนเขาหากันทั่ว"เธอไม่เข้าใจว่าทำไมกลับมาปลอดภัยได้แต่ไม่ยอมกลับมาเร็วๆ ปล่อยให้คนของตนร้อนใจจะไปหาให้ได้อย่างนั้น
"หม่อมฉันไปจัดการเรื่องสำคัญมาน่ะเพคะ "
" เรื่องอะไรน่ะอัญญานี" จันทราภาอดสงสัยไม่ได้
"ก็เรื่อง...."
"พระโอรสพระธิดา แย่.. แย่แล้ว" เจ้าตุ้บเท่งวิ่งมาหน้าตาตื่นราวกับว่าหนีอะไรมา
"เป็นอะไรไปสุดหล่อ" โอรสคีรีมาศถามด้วยสงสัย
"ฝ.. ฝูงนกหน้า.. นกหน้าคนไล่พวกเรามา พวกเราโดนทัพตายหมดเลย  น่ากลัวน่ากลัวมาก"
" ทีเจ้าตัวเป็นคนพวกเรายังไม่กลัวเลย อีกอย่างพวกที่เหลือจะไม่มีปัญญาหลีกหนีหรือต่อสู้เลยเหรอถ้าถูกทำร้ายจริงๆ" อัญญานีกล่าว ไม่เห็นจะแปลกอะไร
" วิทยาธรเล่นอะไรไม่รู้ความอีกแล้ว... ตายจริงวิทยาธรกำลังมาที่นี่!! "พระธิดาเมืองรัตนบุรีที่ชินแล้วก็กล่าวอย่างไม่คิดอะไรมาก แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่าพวกตนเพิ่งจะขโมยเอาดอกปาริชาตมาเพื่อระลึกชาติ แม้จะทำลายหลักฐานไปแล้วก็ไม่แน่ว่าที่มาจะเป็นพวกเดียวกับวิษุวัตไหมด้วย  ลำพังตนสู้ตายไม่หวั่น ห่วงแต่คนในครอบครัวนี่ล่ะ
" ต้องรีบไปออกตามหาคนที่เหลือก่อน ถ้ายังไม่กลับมาที่นี่ ดอกบัวไม่ทันปิดเกรงว่าทุกคนจะไม่ปลอดภัยกันครบนะ" โอรสวันจันทร์กล่าว
"พวกเจ้าไปเถอะ ทางนี้เรารอรับมือเอง เราพอจะคุ้นเคยกับพวกนี้อยู่บ้าง" ธิดาวันจันทร์ขออยู่รับที่นี่เพราะตนก็ร่ำเรียนวิชามาตั้งสิบปีย่อมจะคุ้นเคยก็พวกวิทยาธรที่เข้ามาเยี่ยมเยือนอาจารย์ตนบ่อยๆ
" ดูแลตัวเองด้วยนะ"  เขาจากไปกับสหายอีกคนโดยไม่ลืมจะฝากความห่วงใยไว้ตรงนี้
" เจ้าก็เหมือนกัน"เธอคิดว่าคงไม่มีอะไรที่จะรับไม่ไหวหรอก แต่มันก็ไม่แน่นี่นา

"บัว.. บัวอยู่นี่เอง เรากลับมาแล้วนะบัว" อัญญานีเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่เหนื่อยหอบ
"พระธิดาเสด็จมาแล้วหรือเพคะ ตอนนี้พระโอรสกับพระธิดาองค์อื่นๆกำลังตามหาพระองค์อยู่ดีเลยเพคะ"เธอเข้าไปดูอาการของคนที่หายใจหอบ
"ขอโทษทีแต่พอดีเราไม่ใช่" พอได้จังหวะก็รีบอุ้มบัวแย้มอย่างไวก่อนจะกลับกลายเป็นบุรุษที่ไม่คุ้นหน้า
"ปล่อยเรานะ อย่ามาแตะต้องตัวเรา" เธอที่อยู่ในอ้อมแขนก็ดิ้นขัดขืน ทั้งทุบทั้งตีแต่ก็ไม่ได้ผล อีกคนไม่เจ็บอีกทั้งตัวเองยังไม่ตกง่ายๆด้วย
"บัว อย่าพูดอย่างนั้นกับเราสิ  อีกเดี๋ยวเราจะพาเจ้าเข้าวิวาห์แบบเรียบง่าย จากนั้นพวกเราก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว"
"สามีภรรยาอะไรเรามีคนรักแล้วนะ" เธอพยายามโกหกให้อีกคนรับรู้
"คนรัก?  ออ พวกที่ที่เดี๋ยวก็เป็นหญิงเดี๋ยวก็เป็นชายน่ะเหรอ คนแบบนั้นไม่น่าคบหาสักนิด เราเป็นผู้ชายตลอดน่ะดีกว่าเป็นไหนๆ"
" เราไม่ใช่นารีผลนะ"
" เพราะว่าไม่ใช่เลยต้องวิวาห์กันยังไงล่ะ"
" มันไม่ถูกต้องนะ ที่ลักพาผู้หญิงแบบนั้น" จันลักษณ์ที่ตามหาก็เจอกับทั้งคู่พอดี
" เจ้านั่นล่ะผิดที่ชอบมายุ่งเรื่องของคนอื่น จะอ้างว่าเป็นคนรักของนางงั้นสิ"
" ใช่หรือไม่ไม่เกี่ยวกับเจ้า แต่เจ้าต้องคืนบัวให้กับเราได้แล้ว"
" ไม่ แล้วเจ้าจะทำไม"
" มาสู้กันตัวต่อตัว อย่ามัวแต่อุ้มผู้หญิงไว้ข้างกาย"
"พระโอรสระวังด้วยนะเพคะ"
"ได้ หลับให้สบายนะสาวงามแล้วเราจะพาเจ้าไปอยู่ด้วยกัน" เขาใช้มนต์เสกอีกคนให้สลบไปและเข้าต่อสู้กับชายอีกคนทันที

“โถๆ เราก็นึกว่าใครมาหาฤษีอนุชิตช่วงจำศีลที่แท้ก็เป็นศิษย์คนโปรดนี่เอง” บุรุษรูปงามเดินเข้ามาทักทายคนคุ้นเคย
“ใช่ ไม่ได้เจอกันปีกว่าท่านสบายดีใช่มั้ย” เธอยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร
“สบายน่ะก็สบายดี แต่เอ๊ะ!! ทำไมมากันตั้งเยอะแยะ อย่างกับว่าจะมาอยู่ยาว” เขาไม่คุยเปล่าทั้งยังกวาดสายตามองไปหยุดยังกลุ่มคนที่อยู่บนดอกบัวยักษ์
“โธ่ เราก็แค่พามาเที่ยวชม พำนักไม่กี่วันก็กลับแล้ว”
“เมื่อวานนี้เหมือนจะได้กลิ่นของดอกปาริชาต ดอกไม้นั่นทำเราเคลิบเคลิ้มเฝ้าฝันถึงอดีต ไม่รู้ว่าในดอกบัวนั้นจะเก็บซ่อนไว้รึเปล่า”
“ไม่หรอก ถ้ามีจริงพวกเราก็ต้องได้กลิ่น จดจำอดีตชาติกันหมดแล้ว ”
“ไม่เชื่อ เราขอดูหน่อย” เขาเดินไปยังท่าริมสระน้ำหลังจากพูดจบ
“เกรงว่าจะไม่ได้นะ”เธอจับไหล่อีกคนไว้ไม่ให้ไปต่อ
“งั้นเราจะไม่เกรงใจแล้ว” เขาแทงศอกไปยังด้านหลังเปิดฉากต่อสู้ทันที ยังดีที่จันทราภาหลบได้ทัน ไม่อย่างนั้นเจ็บตัวแน่ เธอที่หมุนตัวหลบได้จึงเตะอีกคน
อีกฝั่งก็เรียกใช้ขรรค์มาหมายจะเฉือนเอาเนื้ออีกคน แต่ไม่ทันไรก็ถูกแย่งเอาไปเฉือนเนื้อตัวเองเข้าให้
“เราทำอะไรให้ทำไมต้องถึงขั้นใช้พระขรรค์มาทำร้ายเรา”เธอไม่เข้าใจเลย ปกติก็เป็นมิตรที่แวะเวียนมาก่อไมตรีเป็นระยะแท้ๆ
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรให้เราหรอกนะ หากแต่เป็นพระเทวาวิษุวัต เราได้รู้ว่าเขาต้องการตัวคนสวมเกราะกับใส่สังวาลย์จึงจะจับตัวไปแลก ทีแรกเราก็นึกว่าใครคิดๆไปก็เป็นเจ้า ประกอบกับเรื่องดอกปาริชาตที่ถูกลักลงมาที่นี่ ”
“แล้วมันสำคัญกว่ามิตรภาพของพวกเรายังไง”
“เขาจะทำสงครามก็ต้องเลือกข้าง ฝ่ายที่มีพระบิดาเป็นพระอินทร์องค์ก่อนได้เปรียบกว่าเป็นไหนๆ พระองค์นี้น่ะรึ มัวแต่บำเพ็ญอยู่ให้เขาดูแล พวกบริวารคงมีใจอยู่เคียงข้างอยู่หรอก”
“ได้ยินมาว่าพระองค์ไม่ใช่สายทำสงครามนี่ แต่ว่าพระองค์มีปัญญาไม่น้อยเลย”
“นั่นล่ะที่พวกเราไม่ชอบ…… เลิกพานอกเรื่องได้แล้ว!!!”    ในเมื่อจัดการเจ้าตัวไม่ได้ก็ทำร้ายคนใกล้ตัวนี่ล่ะ เขาชี้นิ้วไปที่ดอกบัวใหญ่นั่นเพื่อเผาทำลายทิ้ง แต่ว่าดอกบัวนั้นได้หุบไปเสียแล้ว อีกทั้งกลายเป็นแก้วที่กันไฟไม่ให้ถึงตัวคนที่อยู่ด้านใน เห็นแต่ไฟทำได้แค่ล้อมรอบไม่อาจเผาไหม้ได้เลย
“เกินไปแล้วะเจ้าน่ะ!!” จันทราภาใช้พลังจากเกราะกายกายสิทธิ์โจมตีอีกฝ่ายจนได้รับความทรมาน
“เราไม่ไหว…แสงนี่มันร้อน ร้อนเหลือเกิน”
“ทีเจ้ายังจะเผาคนของเราทั้งเป็นเลยด้วยซ้ำ ..เราไม่ทำเจ้าถึงตายหรอก” เธอบันดาลให้พลังนั้นส่งผลให้วิทยาธรหนุ่มสลบไปพร้อมกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ที่นี่คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเธอแล้วสินะ
“เป็นยังไงบ้างจันทราภา” อัญญานีกลับมากับพวกที่ตามหาแล้วถามด้วยความเป็นห่วง
“ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเราต่อไปแล้วล่ะ มีหลายคนในป่าหิมพานต์ที่เลือกข้างแล้วตามล่าพวกเรา”
“ทุกคนไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” จันทลักษณ์มาสมทบด้วยแต่ต้องอุ้มบัวมาเพราะเธอนั้นยังไม่ฟื้นคืนจาการสลบ
“ไม่เป็นอะไรหรอก แล้วบัวเป็นอะไรน่ะ” เธอถามด้วยความห่วงใย ยังไงสัยก็โตมาด้วยกัน
“นางกำลังจะถูกวิทยาธรลักไปวิวาห์เป็นภรรยาน่ะสิ ยังดีนะที่เอาชนะมาได้”
“พวกเราต้องหาทางสร้างแหล่งที่อยู่ใหม่แล้วล่ะ เพราะป่าไหนก็ไม่ปล่อยภัยเอาเสียเลย” จันทราภาออกความเห็น
“อย่างนั้นก็อย่ารอช้าเลย” เมื่อทั้งสองตกลงได้ดังนั้นแล้วจึงใช้พลังสร้างที่อยู่อีกมิติมา เพื่อที่จะเป็นที่พพักพิงอันปลอดภัยให้กับคนรอบตัวต่อไป
------------------------------------------------------------------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์20.30นะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 06, 2022, 08:32:50 PM โดย จักรกรด »

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #115 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2022, 08:38:42 PM »
“ที่นี่คงจะเป็นที่ปลอดภัยได้สักระยะหนึ่งนะ” จันทราภากล่าวหลังจากที่ทุกคนพากันมาที่สร้างแห่งใหม่นี้
“จริงๆแล้วเราอยากให้ที่นี่เป็นที่พักที่ปลอดภัยตลอดไป ถึงจะไม่ได้มีปัญหาให้ต้องมาอยู่ตลอดก็ตาม”จันทลักษณ์กล่าว ตัวเขาอยากให้ทำทำที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่อยู่ถาวร แต่ยังไม่อาจจะมั่นใจในความปลอดภัยได้ จึงต้องเผื่อใจที่จะทำลายลงทุกเมื่อ
“ไว้เรื่องราวที่พวกเราเผชิญอยู่จบสิ้นลงค่อยมาสร้างเป็นถาวรก็ยังไม่สายหรอก” อัญญานีออกความเห็น
“เสด็จตา เสด็จยาย เสด็จแม่เพคะ ที่แห่งนี้ทำได้เพียงสร้างเรือนไม้ ไม่อาจสร้างเป็นวังให้ทรงประทับอยู่ได้ หม่อมฉันต้องขอพระราชทานอภัยให้หม่อมฉันกับสหายด้วยเถิดเพคะ”
“อะไรกัน อยู่ที่เช่นนี้ก็ไม่เห็นจะลำบากเลย ลำบากกว่านี้ก็เคยมาแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”ท้าวนวดลกล่าวตอบ เพราะว่าเคยผ่านการกักขังนอนรวมตัวกับคนมากๆมาแล้ว นี่สบายกว่ามาก ห้องหับก็เป็นส่วนตัวดี
“เป็นความผิดของพวกหม่อมฉันเองพระเจ้าค่ะที่ไม่วางแผนป้องกันให้ดีจึงเป็นเหตุให้ทุกพระองค์ต้องพบกับความลำบาก”  เขารับผิดเพราะเห็นว่าถ้าไม่รีบไปตามคำท้าถึงขนาดนั้นก็คงไม่ก่อปัญหาตามมาขนาดนี้
“ไม่นับเป็นความความผิดเลย เรื่องเช่นนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดนอกจากฝ่ายตรงข้าม” มเหสีอมรินทร์กล่าว เธอไม่โทษเป็นความผิดของฝั่งเดียวกันหรอก ถ้าฝั่งนั้นไม่เริ่มราวีก็ไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ได้
“พวกเจ้าเหนื่อยกันมามากแล้วนะ ควรจะพักผ่อนสักหน่อย ”สไบทองห่วงคนที่ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอีกทั้งยังต้องใช้กำลังต่อสู้มาอีก ไม่อยากให้คิดมากเรื่องอะไรแล้ว อยากให้พักผ่อนมากว่า
“เพคะ/พระเจ้าค่ะ”พอรับคำแล้วจึงพากันแยกย้ายไปยังห้องพักของตนเพื่อพักผ่อนในยามบ่ายเสียหน่อย
…………………
“อีก3วันของโลกมนุษย์พวกเราจะต้องไปร่วมสร้างเขตรบเพื่อไม่ให้ก่ออันตรายต่อผู้บริสุทธิ์ไร้หนทางสู้ เราส่งฑูตไปบอกกับฝั่งนั้นแล้ว ” พระเทวาวิษุวัตกล่าวกับเหล่าผู้ใต้บัญชา
“ทางนั้นยังไม่ยอมส่งทูตมาเลย พวกนั้นไม่เคยเห็นพระองค์ในสายตา” วัศพลนาคราชกล่าว จริงๆแล้วทางนั้นต้องนอบน้อมต่อนายของตนบ้างสิถึงจะถูก แต่นี่อะไรกัน ทั้งที่มีโอกาสส่งทูตมาก่อนแท้กลับถ่วงเวลาให้ฝั่งนี้ส่งไปก่อนแทน
“จะว่าไม่เห็นเลยก็ไม่ใช่ หนึ่งวันสวรรค์เจ็ดวันมนุษย์ ทางนั้นเห็นเราในสายตาอยู่บ้างจึงได้รอให้งานชมสวนสวรรค์นี้จบลง” ถึงเขาจะไม่ชอบใจทางนั้นอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้เหตุผลทีเดียวหรอก ในนี้ถึงจะใจกล้าขนาดไหนก็ยังให้เกียรติกัน ไม่เหมือนกับพวกคนจองหองพวกนั้นที่ทำให้เขาลดตัวไปเสียเกียรติอีกทั้งยังเสียชายาที่รักไปเมื่อคราก่อน
“ระหว่างนี้พวกเจ้าคงจะรู้ว่าควรทำอะไร” เขาไม่ได้ออกคำสั่งก็ไม่ถือว่าเขาผิดนี่นา
“กลม้ากินสวน” ติณกฤตฟังความเช่นนั้นก็พอจะเข้าใจจึงได้พูดออกมาพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ
“ลีลาวดีเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหน้าที่นี้” ท้าววัศพลดูมั่นใจในการเลือกผู้ทำหน้าที่เป็นอย่างมาก สร้างความแปลกใจให้กับคนที่เพิ่งจะยิ้มได้ไม่นาน ทำเอาขมวดคิ้วเปลี่ยนท่าทีเลยทีเดียว
“ไม่ต้องกลัวหรอกหลาน เรื่องนี้ลุงจัดการอย่างดีไม่มีผิดพลาด”
“เจ้าไม่ต้องห่วงน้องสาวมากนักหรอก มีเพียงนางที่ทางนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นหนึ่งในพวกเรา หรือเจ้าจะไปเองแล้วทำให้งานเสียกันล่ะ” บดิศรกล่าว เขาเห็นว่าศิษย์สำนักเดียวกันแทงกันไม่ใยดีในตอนนั้นก็น่าสนใจ  แต่เขายังไม่ปักใจเชื่อเต็มที่หรอกว่าคนนั้นมีเจตนาเข้ามาด้วยใจศรัทธาอะไรนั่น
“จริงด้วย เรื่องที่เจ้าสังหารบิดามารดาตัวเองก็เป็นเรื่องที่รับรู้กันทั่วแล้ว ขืนกลับไปก็มีแต่จะเสียกำลัง”อัคนินเห็นด้วยกับความเห็นนี้ เขาฟังความมาจากสตรีที่รักแล้ว นาคผู้นี้ไว้ใจไม่ได้ เผลอๆอาจคิดตลบหลังทั้งสองฝ่ายแล้วตนก็ชุบมือเปิบเอาอำนาจไปอย่างง่ายดายก็เป็นได้
“ปล่อยนางเดินทางกลับพรุ่งนี้”เทพท่านพูดสั้นแต่ก็พอได้ใจความ ใช้ว่าส่งไปก็ไม่ถูก มันจะไม่เข้าแผนน่ะสิ
“พวกเจ้าต้องไปตามหาพวกเกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณีแล้วชิงเอาของวิเศษมาให้ได้ ช้าสุดก็ต้องหลังจบศึกนี้” วิษุวัตแน่ใจว่าศึกคราวนี้ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย ในเมื่อของวิเศษที่ใช้สังหารอริได้นั้นกลับมาแล้วก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ การที่ได้อำนาจมาทั้งๆผู้ที่ผูกใจเจ็บยังอยู่มันจะไปมีความหมายอะไร
“พระเจ้าค่ะ/เพคะ”พวกเขารับคำ คราวนี้ฉันทนาก็มาร่วมด้วย เมื่อเธอรู้ข่าวการกลับมาของคนพวกนั้นในตอนแรกก็นึกดีใจที่จะได้พบรักแรกแต่ก็อยากจะตัดเยื่อใยให้ขาด เธอตัดสินใจไปตามล่าและอาจถึงขั้นต้องสังหารเพื่อให้เรื่องมันจบ เพื่อที่จะได้เริ่มต้นใหม่อย่างไม่ต้องเจ็บปวดคิดถึงแต่เขาคนนั้นอีก
…………
ยามเย็นเห็นคนมาสร้างแปลงดอกไม้เพิ่ม ธิดาเมืองรัตนบุรีจึงเดินเข้าไปหมายจะพูดคุยแต่ต้องแปลกใจที่อยู่ดีๆเขาก็เรียกเอาเสียมมาขุดปลูกดอกแวววิเชียรด้วยตัวเองเสียอย่างนั้น
“ทำไมถึงต้องลงแรงด้วยล่ะ ดอกไม้อย่างอื่นก็เห็นใช้พลังสร้างขึ้นมาได้”เธอมาถามด้วยสีหน้าเอ็นดูการกระทำของอีกคน
“พักผ่อนเพียงพอแล้ว..แล้วเหรอ.. เอ่อพอดีเราอยากจะลงแรงปลูกดอกไม้นี้ด้วยตัวเอง เป็นเพราะว่า เพราะว่าเป็นพันธุ์ที่ได้มาจากเมืองของเจ้า” อยู่ดีๆก็มาไม่ให้ตั้งตัว ตัวเองก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี
“ไม่เห็นต้องพูดเอาใจเลย เรารู้นะว่าความหมายของดอกไม้นี้คืออย่าลืมฉัน คงจะมีใครที่หมายปองให้คิดถึงล่ะสิ”เธอส่งยิ้มให้ เพราะดูท่าอีกคนน่าจะมีความรักอยู่ก็ได้ เพราะตัวเองเคยได้ถามเรื่องความรักกับมารดาอยู่บ้างเหมือนกัน
“มีมานานแล้ว…เอ่อไม่ใช่หรอก มันไม่มีอะไรจริงๆนะ” เขาหลบตาอีกคนเพราะทนเขินไม่ได้ ก็เรื่องแบบนี้ใช่จะพูดตรงๆได้สะดวกใจนัก
“ใครล่ะ ไม่เห็นจะบอกเราเลย” เธอได้ยินเช่นนั้นก็ถามต่อ ไม่ได้สนใจประโยคหลังเพราะฟังรู้ว่ากลบเกลื่อนชัดๆ
“ไม่ใช่ใครหรอก จริงๆแล้ว..เราไม่อยากจะลืม..ไม่อยากจะลืมเหตุการณ์ร่วมสู้กันตอนเด็กๆนั่นล่ะ” ทีแรกที่ได้มาก็คิดอย่างนี้ล่ะ แต่ต่อมามันไม่ได้หยุดแค่นั้น
“ไม่เชื่อหรอก” เธอพยายามจ้องหน้าอีกคนเพื่อเค้นเอาความจริงจากสหายอย่างใคร่รู้
“ ถ้าเราบอกเจ้า เราคงไม่กล้าสู้หน้าเจ้าอีกแล้วล่ะ” หลังจากที่หลบตาอีกคนมาพักหนึ่งก็ยอมเผชิญหน้าแล้วบอกเหตุที่ไม่อยากจะกล่าวถึงคนสำคัญในตอนนี้ ทั้งคู่หยุดนิ่งขณะที่จ้องตาไปครู่หนึ่ง รู้ตัวอีกทีก็หัวใจเต้นแรงจนต่างคนต่างหลบหน้า มันรู้สึกดีที่ได้มองแววตาคู่นั้นแต่ก็อึดอัดกับประโยคก่อนหน้าด้วยเช่นกัน คนนึงก็รู้สึกผิดที่อยากรู้มากเกินไป อีกคนก็รู้สึกผิดที่ไม่กล้าจะเอ่ยออกไป
“ไว้ถึงเวลาที่เราพร้อม เราจะบอกให้เจ้ารับรู้..ทุกอย่าง” หลังจากความเงียบที่มีมานานพอสมควร เขาก็ควรที่จะพูดอะไรบ้าง สักวันคงกล้าพอที่จะพูดให้มากกว่านี้
“เราจะรอคำตอบนะ ไม่ต้องรีบร้อน..ก็ได้ เราขอโทษด้วยนะที่ทำให้ไม่สบายใจ”
“ไม่เลย เราสบายใจทุกครั้งที่อยู่กับเจ้า แม้ว่าจะแปลกๆไปบ้าง”
“เจ้าว่าเราแปลกเหรอ” เธอสงสัย ปกติไม่เคยเห็นว่าใครแบบนี้เลยนี่
“ไม่นี่”เขากลั้นขำในท่าทีสงสัยของอีกคน ถือซะว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศ
“เจ้าว่าเราจริงด้วย”
“ว่าก็ว่า..เราขอโทษ อย่าโกรธเราเลยนะ” เขายื่นดอกกล้วยไม้สีขาวแทนคำขอโทษ
“เราไม่โกรธเจ้าหรอก เจ้าเป็นเพื่อนแสนดีขนาดนี้” เธอนำดอกไม้มาชมด้วยความยินดี ไมตรีนี้จะคงอยู่อย่างยืนยาวแน่
“เพื่อนเฉยๆสินะ” เขายิ้มตอบอีกคนแต่ก็แอบคิดอย่างอดเสียใจไม่ได้ แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
“นี่ก็เย็นมากแล้ว เราว่าจะไปเรียกบัวมาช่วยกันทำมื้อเย็นสักหน่อย ไปด้วยกันดีไหม” เธอชวนสหาย ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งน่าสนุก
“ดีเลย ” เขาตกลงแล้วพาไปยังห้องพักของบัว เพราะกะว่าเป็นช่วงเวลาที่จะได้ฟื้นพอดี

“บัว ยังไม่ฟื้นอีกเหรอ….บัว บัว!!” จันทลักษณ์เข้าไปดูก่อนเพราะสนิทกันมากกว่า พอดูใกล้ไม่เห็นฟื้นจึงนำมือวางบนหน้าผากอีกคนเพื่อดูว่าเป็นไข้หรือไม่ แต่วางลงไม่นานก็พบว่าร้อนราวกับไฟลน ร้อนจนหน้าตกใจ
“ใจเย็นก่อน พวกเราน่าจะใช้พลังช่วยรักษาได้นะ เพราะว่านางถูกวิทยาธรลักพาตัว” ก็จริงดังว่า วิทยาธรน่ะรู้วิชามนตรามาก บางทีอาการนี้ก็น่าจะมีเพื่อให้ผู้พบเห็นช่วยเหลือพาตัวตามหาคนรักษา จนมาเจอกับเจ้าตัวที่ใช้คาถานั่นเอง เธอกล่าวจบก็จับมือคนสลบทั้งสองข้างมาอยู่ในฝ่ามือตน แล้วพนมมือเรียกเอาพลังมารักษา
“เราช่วยอีกแรงนะ” เขาทำแบบเดียวกันด้วยการพนมซ้อนมือของจันทราภา ส่งพลังรักษาไป ไม่นานเกินรอบัวแย้มก็ฟื้นคืน
“บัว ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”เขาถามด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าจะมีบางส่วนที่อาจรักษาได้ไม่ดีพอ
“บัว บัวไม่เป็นอะไรแล้วเพคะพระโอรส” เธอเห็นท่าทีเป็นห่วงของอีกคนนั้นมีมากจึงตอบเพื่อให้สบายใจขึ้น
“เราว่าบัวพักผ่อนในนี่ต่อดีกว่า เราไปทำมื้อเย็นเสร็จแล้วจะนำมาให้”
“เพคะ”
“เราไปด้วย”
“อย่าเลย ถ้าเจ้าไปแล้วใครจะดูแลบัวล่ะ”
“จั๊กแหล่นน่ะสิ เดี๋ยวเราไปตามนาง หลังจากนั้นจะตามเจ้าไป”

หลังจากทานมื้อเย็นและไปดูอาการบัวแย้มจนแน่ใจหายห่วงแล้ว สองสหายก็ตัดสินใจที่จะกลับยังห้องพักตน
“ไม่ต้องห่วงนะ คืนนี้เราจะอยู่กับบัวเอง” อัญญานีรู้ว่าถึงแม้จะวางใจคงจะไม่วายกลับไปคิดมากอีกก็ได้ จึงย้ำไป เธอเชื่อว่าวันพรุ่งร่างกายของคนสนิทก็จะหายดีอย่างแน่นอน
“เจ้าก็รักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะ”ทั้งคู่พูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายแล้วลาจาก
“คืนนี้ฝันดีนะจันทราภา” เขาตัดสินใจบอกก่อนแยกจากกัน
“เจ้าก็เหมือนกันนะ จันทลักษณ์” เธอยิ้มให้ ก่อนจากหันหลังจากไป
หวังว่าจะเป็นคืนที่ดีสำหรับทั้งสองนะ….



“จั๊กแหล่นมีเรื่องจะทูลด้วยเพคะ พอดีมีเรื่องมากมายต้องพบเจอจึงไม่ได้บอกกล่าว ตอนนี้เห็นว่าพอจะเว้นว่างจากเรื่องวุ่นวายได้เลยอยากจะทูลเรื่องที่ท่านตาฝากไว้กับจั๊กน่ะเพคะ” เธอคิดว่าเวลานี้น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วเพราะเมื่อคืนน่าจะพักอย่างเต็มที่ ถึงแม้ได้ทราบเรื่องก็เดินทางไปอย่างเร็วไวโดยไม่ต้องกังวลความปลอดภัยของคนที่เหลือแล้ว
“เรื่องอะไรเหรอ”อัญญานีถามอย่างสนใจ
“วิธีที่ทำให้พระโอรสพระธิดาแยกร่างกันอย่างถาวรเพคะ”
“ว่ายังไงนะ”อังคาสกับปัทมาสน์ได้ยินก็แทบไม่เชื่อกรรณตัวเองเลย เรื่องนี้เป็นไปได้แน่เหรอ ตลอดชีวิตนี้ไม่เคยมีวิธีเลยจริงๆ หรือว่านี่จะเป็นโชคชะตาที่ช่วยพวกเขากันแน่นะ 

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #116 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2022, 08:45:51 PM »
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน จักรกรดต้องของดอัพนิยายไปก่อน1เดือนกว่านะคะ เพราะเป็นช่วงท้ายของปีการศึกษาไม่อยากจะพะวงทั้งสองทางจนเกิดเป็นปัญหาในด้านการเรียนและการแต่งนิยาย จึงขอโฟกัสกับการเรียนก่อนนะคะ พอปิดเทอมแล้วจะมาลงนิยายตอนต่อไปค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะ จักกรกรดจะกลับมาอัพเดตนิยายต่อในวันที่20มีนาคม2565เวลา20.30น. นะคะ ขอขอบคุณที่ท่านผู้อ่านที่ยังติดตามและขออภัยอีกครั้งจริงๆค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #117 เมื่อ: มีนาคม 20, 2022, 08:43:36 PM »
ปัทมาสน์ตื่นขึ้นมาตั้งเช้าทั้งๆที่ฟ้ายังไม่สางเปลี่ยนกับเจ้าของวันก่อนโดยไม่ต้องรอแสงอาทิตย์ มานั่งคิดคนเดียวอยู่ที่บันไดของเรือน
“จะทำอะไรก็รีบทำไปก่อนเถอะน่า สีหน้าตอนนี้เจ้าไม่ดีเลย เราจะช่วยเบี่ยงความสนใจให้” เหตุการณ์ตอนนั้นยังวนเวียนในความคิดของเธอ นี่มันทำให้เธอรู้สึกกังวลเป็นห่วงสหายลับๆของตน
“เขาไปทำอะไรมาถึงได้มีแผลเป็นขนาดนั้นนะ” ธิดาวันอังคารไม่กล้าเอ่ยชื่อแม้จะเป็นแค่การพึมพำก็ตาม เพราะหากพูดออกไปพวกพี่น้องก็จะรู้เรื่องแน่ เก็บไม่ได้เหมือนตอนก่อนที่สังวาลย์จะถูกทำลาย ต่างกับตอนนี้ความทรงจำในสิ่งที่พบเจอมันเชื่อมต่อ มีแต่เพียงความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวเท่านั้นที่ไม่ถูกเปิดเผยให้รู้ร่วมกัน
“ใจเราก็อยากไปพบเจ้าในตอนนี้ แต่ว่ายังเป็นไปไม่ได้หรอก” ถึงแผลเป็นประกายสายฟ้าสีน้ำเงินที่คอของสหายนั้นจะดูน่าเป็นห่วง เธอก็ไม่อาจจะหาได้ คงจะมีก็แต่รอให้ร่างแยกกันอย่างถาวรนั่นล่ะ
“ใคร”อังคาสที่คิดจะออกมาชมบรรยากาศยามเช้าก่อนจะไปทำอย่างอื่น มาเจอคนนั่งขวางทางอยู่จะให้ลงไปเลยก็ยังไง ทีแรกกะจะเรียกแต่เห็นพึมพำประโยคหลังเลยสงสัย
“ใครอะไร…อ่อ เจ้านี่เอง ตื่นเร็วดีนี่” รุ่งอรุณกำลังฉายแสงอยู่พอดี เลยมองเห็นอีกคนโดยไม่ต้องเพิ่งเล็ง ดีนะไม่ได้พูดชื่อรายนั้น ไม่อย่างนั้นคนที่ยืนอยู่ก็ต้องไม่ไว้ใจเธอแน่
“ที่เจ้าพึมพำเมื่อครู่นี้ไง”
“ก็บัวแย้มน่ะสิ เราตื่นเช้าเกินไปเลยมารอตะวันขึ้นให้ดีก่อน”
“ตอนนี้ตะวันที่เจ้าว่าก็ขึ้นแล้ว ทำไมยังไม่รีบไปหานางล่ะ”
“เราอยากไปก็ไปเอง…เจ้านี่นะ อยากไปก็ไม่ไปเองใช้คนอื่น” ดูท่าก็รู้แล้วว่าห่วงบุคคลที่กล่าวถึง ในเมื่อเป็นอย่างนี้ควรที่จะไปเองไม่ใช่หรอกหรือ
“เราไม่ได้ใช้เจ้า อีกอย่างก็..ไม่..ไม่อยากไปด้วย” เขาทำเป็นไม่สนใจ แค่ว่าไปตามสถานการณ์ คำว่า ไม่ ออกจากปากไปนั้นรู้สึกติดขัดอยู่บ้างที่เหมือนใจจืดใจดำต่อคนที่กำลังพักฟื้น
“ดี ไม่อยากไปก็ดี ในเมื่อขัดใจเจ้านักเราจะพาเจ้าไปซะให้อกแตกตายไปเลย!!” นึกว่ามีใจห่วงคนของตน ที่แท้ก็แค่คนไร้น้ำใจ คิดว่าพูดอย่างนี้จะให้จากไปเฉยๆงั้นเหรอ คิดอย่างนั้นแล้วเธอก็จับข้อมืออีกคนดึงไปยังหน้าประตูห้องของคนที่กล่าวถึงในทันที
“บัว อัญญานีตื่นกันรึยัง” ธิดายักษ์เคาะประตูเรียกพลางยื้อยุดอีกคนที่ดื้อดึงรังแต่จะหนีหน้า
“อยู่เฉยๆไม่ได้รึไง กลัวเห็นหน้าบัวจะขาดใจตายเหรอ”
“พอที เจ้านี่ชักจะเจ้าบงการเกินไปแล้วนะ” โอรสมนุษย์สะบัดแขนออกมาได้ก็ชี้หน้าอีกฝ่ายเพื่อต่อว่า
“ตีกันแต่เช้าเลยนะ พวกเจ้าสองคนนี่ยังไง พูดดีๆกันไม่เป็นเลยเหรอ” อัญญานีที่ได้ยินเสียงจากข้างนอกก็ออกมาดู ไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นคนทะเลาะกันตั้งแต่หัววันแบบนี้
“เรื่องพูดดีต่อกันไม่มีวันอยู่แล้ว เรื่องนั้นก็ช่างมันเถอะ….แล้วบัว….”เรื่องญาติดีคงเกิดขึ้นได้ยากเสียแล้ว นี่ถ้าไม่ติดว่ามีศัตรูเดียวกันแล้วล่ะก็ ป่านนี้คงขับเคี่ยวกันวุ่นวายไปหมด
“บัวเป็นยังไงบ้าง” ทันทีที่เห็นเจ้าตัว บุรุษก็เอ่ยปากถามชิงตัดหน้าอีกคนไปในทันที
“หม่อมฉันดีขึ้นมากแล้วเพคะ” เธอตอบอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเพื่อบ่งบอกว่าอาการดีขึ้นมากแล้วทั้งกายและใจที่ได้ถูกทำร้ายมา
“นี่ขนาดไม่อยากมายังถามตัดหน้าเราขนาดนี้ ถ้าอยากมานี่คงจะมาเฝ้าถามตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางเลยล่ะมั้ง” ทางนี้ก็ยังไม่วายจะว่าอีกคนอยู่ดี
“บัวดีขึ้นก็ดีแล้วนะ แต่เราว่าอย่าเพิ่งทำอะไรมากเลย เดี๋ยวพวกเราจะจัดการเอง” เธอยังไม่อยากให้คนที่รักดั่งน้องสาวต้องทำอะไรที่ออกจะหนักแรงมากนัก ในเมื่อมีคนอยู่ตั้งเยอะแยะช่วยๆกันทำงานเรือนจะเป็นอะไรไป
“หมดเรื่องแล้วใช่มั้ย เราไปล่ะ” อังคาสไม่คิดจะอยู่ต่อแล้ว ในเมื่อคนที่มาหาก็อาการดีเป็นที่พอใจแล้วก็ลงไปดูความเรียบร้อยของมิติที่สร้างขึ้นมาใหม่ดีกว่า
"เจ้านี่นะ!!” อริหญิงเรียกตามหลังอย่างหงุดหงิด คนอะไรไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เอาซะเลย ทั้งๆที่เคยพานพบกันมาตั้งแต่ปางก่อนแท้ๆ
……………..
“ลูกพ่อ อย่างไรเสียพ่อก็ไม่เชื่อว่าพวกเจ้าจะจากไปได้ พวกลูกต้องยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง” ท้าวพีรเชษฐ์ลอบนึกในใจขณะที่มองไปยังท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ
“องค์เหนือหัวกันแสงด้วยเหตุใดหรือเพคะ” พิมาลาที่ตื่นจากบรรทมเห็นท่าทีเศร้าเสียใจของสวามีก็อดจะเข้าไปดูใกล้ๆด้วยความห่วงใยไม่ได้
“เราคิดถึงลูก” เขาไม่ได้โกหก แต่ว่าลูกที่หมายถึงกลับไม่ใช่สายใยที่เกิดจากเขาและชายาผู้นี้
“ที่แท้พระองค์ถวิลหาบดิศร หม่อมฉันก็เช่นกันเพคะ แต่อย่างไรเสียลูกก็อยู่ในสถานที่ที่ดีเคียงข้างพระเทวาวิษุวัต ”
“คิดว่าดีแน่แล้วหรือ ลูกเราไปอยู่เป็นบริวารนะไม่ใช่นาย หากว่าเกิดไปทำให้พระองค์ไม่พอพระทัยจะเกิดอันตรายอะไรพวกเราไม่อาจรู้ได้เลย” พอได้ยินชื่อลูกอีกคนก็อดห่วงไม่ได้
“บดิศร เจ้าว่าเช่นนี้ ไม่เห็นว่าเราเป็นพระบิดาเจ้าแล้วรึถึงได้เลือกอีกฝั่งได้ไม่ลังเล"  " เอาเถอะ ถ้าอยากทำตามใจนักเราไม่ห้าม แต่ห้ามไม่ให้เจ้ามาพบหน้าเราอีกเลยบดิศร” พอคิดถึงประโยคเหล่านี้แล้วเขาไม่น่าพูดออกมาเลย เขาจะกล้าพบหน้าเพื่อเตือนลูกคนนี้ได้อย่างไร ถ้าย้อนเวลาไปได้ก็คงดี เขาจะได้ไม่ต้องทำร้ายจิตใจลูกไม่ว่าคนไหนก็ตาม
“หม่อมฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดีเพคะ ตอนนี้เสาวภาก็ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าตอนนี้ตามหานางในครัวสไบทองได้รึยัง” เธอก็กะจะขอความช่วยเหลือจากแม่มดผู้วิเศษให้ช่วยเป็นธุระติดต่อระยะไกลให้ตนกับลูกเสียหน่อย นี่ก็หลายวันแล้วไม่เห็นวี่แววเลย
“เลิกสนใจนางเถอะ เราว่าให้อำมาตย์เรืองรองไปตามเสาวภามาดีกว่า” ถึงจะพูดด้วยท่าทีที่ไท่ใส่ใจอย่างนั้น แต่หัตถ์ก็แอบกำแน่นไปด้วยความโมโหที่ตนรู้ความจริงทุกอย่าง ไม่อยู่ในมนตราแล้วแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย
…………
“พระปิตุลาเพคะ พระปิตุลาช..ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ” ลีลาวดีเข้ามายังแดนบาดาลตะวันออกด้วยสภาพที่บาดเจ็บสาหัส เลือดตามตัวราวกับอาบมา
“ลีลาวดี ใครทำให้หลานเป็นถึงขนาดนี้”วิทวัสนาคราชเข้ามาดูอาการมาดูอาการของพระภาติยะด้วยความเป็นห่วง
“เสด็จพี่…เสด็จพี่ติณกฤตเพคะ” หลังจากตอบคำถามเธอก็สลบไป ผู้เป็นลุงจึงรีบให้หมอหลวงมาดูอาการ ส่วนตนก็เฝ้ารอดูสถานการณ์ที่หน้าตำหนัก
“ติณกฤต ลุงไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นเรื่องจริงที่เขาว่าเจ้าสังหารบิดามารดา แต่พอเห็นน้องของเจ้าเป็นเช่นนี้แล้ว…เจ้ามันช่าง..” เขาคิดถึงหลานคนโปรดของเขาขึ้นมา ทั้งๆที่ตัวเองหวังจะให้สืบทอดอำนาจปกครองเหล่านาคาทั้งหลายต่อจากตน แต่ผู้ไร้คุณธรรมเช่นแห็นทีต้องปราบให้สิ้น ส่วนเรื่องผู้สืบทอดคงต้องเปลี่ยนของความสามารถแทนสายเลือดไป
“ทูลองค์เหนือหัว พระอาการของพระภาติยะนั้นพ้นเสี่ยงถึงฆาตแล้ว หากแต่จะต้องอยู่ในนิทรายาวนานเสียหน่อยพระเจ้าค่ะ” หมอหลวงก็ว่าไปตามอาการที่ตนรักษา มิได้รู้เรื่องอะไรที่แอบแฝงเลย นาคีข้างในตำหนักก็แอบลอบคิดอยู่อย่างสบายใจ
“หึ เราไม่คิดเลยว่าหมอหลวงที่นี่จะโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้ แค่ฤทธิ์ยาพิษหลอกตาก็เชื่อสนิทใจ คอยดูเถอะ เราจะทำให้พวกเจ้าสูญเสียกำลังและเสบียงให้มากที่สุด”
……….
“เครื่องคาวหวานจำพวกนี้ออกจะธรรมดาไปเสียหน่อย หม่อมฉันต้องขออภัยด้วยนะเพคะ” อัญญานีและสหายต่างช่วยกันนำอาหารมาเพื่อเป็นมื้อเช้าของวัน ทั้งแกงพะแนงไก่ ปลากะพงนึ่งมะนาว แกงส้มดอกแค  ขนมเทียนและขนมกล้วย ถึงแม้จะไม่ใช่อาหารที่ชาววังจะเสวยบ่อยครั้ง แต่จัดได้ว่าเป็นอาหารที่น่าลิ้มรสอยู่มิใช่น้อย
“ไม่เห็นจะธรรมดาเลย น่าลิ้มรสมาก” มเหสีอัมรินทร์ยิ้มอย่างพอใจ เอ็นดูเหล่าสตรีที่ตั้งใจทำอาหารมาให้เช่นนี้
“นั่นสิ อย่าเกรงใจเลย ทำให้พวกเราถึงเพียงนี้แล้วแท้ๆ มาพวกเรามากินดีกว่า”
ท้าวนวดลกล่าวจบ ทุกคนก็เริ่มทานอาหารกันอย่างสำราญใจ

“เป็นไงล่ะเจ้าผีโครงกระดูก อดกินของอร่อยๆเลย ผีน่ะตายไปแล้วไม่จำเป็นต้องกินก็ได้ฮ่าๆ” เจ้าสิงโตกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็ยังไม่วายเย้ยหยันผู้ที่สิ้นแล้วแต่ยังอยู่ถือใบบัวอยู่อย่างนี้
“เหวยๆ เอ็งนี่มันยังไง ข้าอยู่ของข้าดีๆก็มายุแหย่ข้า” ใจจริงเขาก็เว้นว่างจากของกินมานานหลายปีก็รู้สึกเสียดายไม่น้อยเหมือนกัน
“กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน อยากตะกละตะกลามก็ทำไปตัวเดียว อย่าไปกวนผู้อื่นสิ” หิ่งห้อยยักษ์กล่าว
“เจ้าน่ะนะกินเป็นแต่กิ้งกือไส้เดือน จะไปเข้าใจรสชาติอันโอชะเหมือนที่สุดหล่อกำลังรับอยู่ได้ยังไง๊ ถ้าได้ลองนะ เจ้าก็ตะกละตะกลามไม่แพ้กันหร๊อก ”
“ดู๊ดูพูดเข้า ใครเขาจะหมือนกับเจ้ากัน ไม่ต้องกินเยอะไปกว่านี้หรอกน่า เอามานี่”เสือสาวแย่งเอาอาหารที่ตุ๊บเท่งรวบรวมออกมา กินเยอะขนาดนี้ได้กลายเป็นชูชกที่สองแน่

“พี่ตาหวาน  ลิ้มรสสักหน่อยเถอะ” อังคาสนำธูปมาวางบนภาชนะอาหารส่งให้ผีอย่างตาหวานได้ลิ้มรสเหมือนเมื่อคราวที่ยังเป็นคน
“พระโอรส ในที่สุด ในที่สุดพี่ตาหวานก็ได้รสชาติของอาหารอีกครั้งแล้ว ขอบพระทัยเป็นอย่างสูงเลยพระเจ้าค่ะ” ว่าแล้วเขาก็กินอย่างเอร็ดอร่อย กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้กินของดีๆแบบนี้
การกระทำนี้แม้จะดูเล็กน้อยแต่ก็สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นนั้นได้ยิ้มอย่างปลื้มอกปลื้มใจ
“บัวคิดอะไรอยู่ ยิ้มนานไปน้ำแกงจืดจะเย็นหมดนะ” ธิดาวันอังคารเห็นท่าทีอีกคนก็อดทักเสียไม่ได้ หรือว่านี่จะเป็นผลข้างเคียงจากการถูกวิทยาธรลักตัวไปกันนะ
“เพคะ” คราวนี้เธอหันมายิ้มแก้เขิน แล้วจึงลิ้มรสชาติของน้ำแกงที่อีกฝ่ายบตั้งใจทำ
“น้ำแกงนี้อร่อยมากเลยเพคะ พระธิดาทรงปรีชาสามารถมากจริงๆ” เพียงคำเดียวก็เอ่ยปากชมเสียแล้ว เอาใจกันเกินไปรึเปล่านะ
“เราไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก ฝีมือของจินดาเขาน่ะ” เธอยิ้มตอบ ตัวเธอไม่สัดทันด้านนี้เท่าไหร่นักหรอกนะ
“ทำไมถึงให้จินดาทำล่ะปัทมาสน์” สไบทองได้ยินเช่นนั้นก็ถาม เห็นว่าช่วยยกสำหรับมาพร้อมกับอีกคน นึกว่าจะลงมือทำเองบ้างเสียอีก
“เป็นเพราะว่า…เพราะว่าหม่อมฉันทำอาหารไม่เป็นเลยน่ะเพคะ’ เธอตอบพลางลูบหัวตัวเอง ตามด้วยยิ้มกลบเกลื่อน เรื่องแบบนี้สตรีที่ไหนก็ทำได้นี่นา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นบุรุษที่เป็นอริได้แสดงท่าทียิ้มเล็กน้อย แต่คนถูกเย้ยมันดูออกนี่นา
“ไม่เห็นต้องอายเลย ประกายพฤกษ์ก็ไม่ถนัดเรื่องนี้เหมือนกัน ทุกคนมีเรื่องที่ถนัดต่างกัน จะให้ทำกับข้าวกับปลาเป็นเสียทุกคนก็ยังไงอยู่” เธอยิ้มเอ็นดูผู้เยาว์ เธอน่าจะเข้ากับลูกสาวตนได้ เสียดายที่ตีกับลูกชายบ่อยไปน่ะสิ
หลังจากจบมื้อเช้าแล้ว เห็นทีจะต้องพูดเรื่องสำคัญเสียแล้ว ไม่งั้นคงเสียเวลาอยู่พอสมควร
“จั๊กแหล่นมีเรื่องจะทูลด้วยเพคะ พอดีมีเรื่องมากมายต้องพบเจอจึงไม่ได้บอกกล่าว ตอนนี้เห็นว่าพอจะเว้นว่างจากเรื่องวุ่นวายได้เลยอยากจะทูลเรื่องที่ท่านตาฝากไว้กับจั๊กน่ะเพคะ” เธอคิดว่าเวลานี้น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วเพราะเมื่อคืนน่าจะพักอย่างเต็มที่ ถึงแม้ได้ทราบเรื่องก็เดินทางไปอย่างเร็วไวโดยไม่ต้องกังวลความปลอดภัยของคนที่เหลือแล้ว
“เรื่องอะไรเหรอ”อัญญานีถามอย่างสนใจ
“วิธีที่ทำให้พระโอรสพระธิดาแยกร่างกันอย่างถาวรเพคะ”
“ว่ายังไงนะ!!”อังคาสกับปัทมาสน์ได้ยินก็แทบไม่เชื่อกรรณตัวเองเลย เรื่องนี้เป็นไปได้แน่เหรอ
“เรื่องจริงเหรอจ๊ะพี่จั๊กแหล่น” บัวแย้มถามย้ำอย่างสนใจ  คงไม่ใช่ความพลั้งเผลออกมาหรอใช่ไหม
“จริงจ้ะ…..ท่านตามฤคินทร์ของจั๊กท่านบอกก่อนจะไปจำศีล ท่านนั่งสมาธิร่วมกับพระฤษีอนุชิตจนหาวิธีที่แน่ชัดได้แล้วเพคะพระโอรส พระธิดา”
“วิธีที่ว่า เป็นวิธีแบบไหนกันล่ะ” โอรสรัตนบุรีถามอย่างสนใจ ดีเหมือนกัน ถ้าได้แยกร่างถาวร อะไรก็คงจะง่ายขึ้น
“วิธีก็คือต้องไปยังน้ำตกสัตตะสี นั่งบริกรรมคาถาปกีรณัมบทเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนเพคะ แต่ปัญหาก็คือในช่วงเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนจะต้องมีเหตุปรากฏสามอย่างระหว่างนั้นคือ สุริยะคราส จันทรคราสและรุ้งหลังฝนเพคะ”นี่สิที่น่ากังวล ไม่กังวลได้อย่างไร ลำพังรุ้งก็พอจะเกิดสักวันใดวันนึงได้ในเจ็ดวันนี้ แต่ว่าสุริยคราสกับจันทรคราสให้มีในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นเป็นไปได้ยาก
“เพื่อให้เกิดการมีสูรย์มีจันทร์ในเวลาไล่เลี่ยกัน พวกเราต้องไปขอความช่วยเหลือจากพระเทวาทั้งสามก่อน” อังคาสออกความเห็น
“เรื่องนี้เราเห็นด้วย แต่เพื่อความแน่ใจ พวกเราควรจะไปขอพระพิรุณท่านอีกแรง” ปัทมาสน์ได้ยินก็เห็นด้วย แต่ว่าเพื่อให้แน่ใจว่าฝนจะตกจริงก็ตกไปขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมไว้ก่อน หน้าหนาวแบบนี้ก็ไม่ใจท้องฟ้าไม่ได้เลย
“ดี งั้นพวกเราแยกย้ายไปหาพระองค์กัน ฝั่งเราจะไปเข้าเฝ้าองค์จันทรเทพกับสุริยะเทพ”โอรสรัตนบุรีกล่าว
“ได้ เราจะไปเข้าเฝ้าพระราหูกับพระพิรุณ”ธิดาคีรีมาศตอบรับ
“น้ำตกสัตตะสีอยู่ที่แห่งใดกันน่ะ” อัญญานีถามก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย
“อยู่สูงสุด ณ ทิศอุดรจะมีมิติกระจกอยู่เพคะ ทางเข้าอยู่ตรงนั้น”
“ดี พวกเราไปเจอกันที่ทางเข้านะ..พระองค์ทั้งสามหม่อมฉันทูลลาก่อนเพคะ” ปัทมาสน์กล่าวแล้วรีบไปก่อนในทันที เพราะตนยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกอย่างหนึ่งด้วย โดยมีจั๊กแหล่นติดตามไป
“หม่อมฉันไปก่อนพระเจ้าค่ะ รักษาพระวรกายด้วยนะพระเจ้าค่ะ……บัวดูแลตัวเองดีๆนะ” ว่าแล้วอังคาสก็รีบไปด้วยเช่นกันโดยมีหิ่งห้อยไปด้วยกัน
“ขอให้สำเร็จนะลูก ปลอดภัยกันทุกคน” สไบทองกล่าวอย่างมีความหวังแต่ก็ไม่วายจะห่วงใย นี่คงจะช่วยให้เรื่องวุ่นวายนี้คลี่คลายได้บ้างนะ
---------------------------------------------------------------------------------------ทุกวันอาทิตย์ประมาณ20.30น. ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาณเน็ตนะคะ ขอโทษด้วยค่ะที่ลงไม่ตรงเวลามาก

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #118 เมื่อ: มีนาคม 27, 2022, 08:35:20 PM »
“ท่านรู้หรือไม่ว่าการที่ทำเช่นนี้มันจะส่งผลเสียต่อท่านมากเพียงไหน อย่างตอนนี้ที่ไหนก็ล้วนรู้จักท่านในด้านที่ไม่ดี ท่านจะอดทนไปได้ถึงเมื่อไหร่กัน” เทพบุตรชยทัตกล่าวกับคนที่คลุมผ้ามิดชิดปกปิดใบหน้าในขณะที่อยู่ผืนดินระหว่างหุบเขาแห่งหนึ่ง
“หม่อมฉันรู้ แต่นี่เป็นทางเดียวที่จะได้รับการวางใจ แม้ต้องแลกอะไรก็ตามแต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แลกไม่ได้ หม่อมฉันขอฝากสิ่งนี้ในการดูแลของพระองค์ด้วย” ว่าแล้วคนผู้นั้นจึงได้ส่งมอบน้ำเต้าให้
“เราจะช่วยดูแลให้ พอถึงเวลาที่เหมาะสมเราจะคืนให้แก่ท่าน”
“อย่าเลย เก็บสิ่งนี้มอบให้กับผู้ที่คู่ควรย่อมเป็นผลดีกว่า”
“ได้ อย่าห่วงเลยเรื่องที่เหลือเราจะช่วยจัดการให้ ระวังตัวให้ดี”
“ขอบพระทัย ลาก่อน”  สนทนาไม่ทันไรผู้คลุมผ้านี้ก็ได้หายตัวไป ปล่อยให้เทวดานั้นพินิจน้ำเต้าวิเศษนี้ครู่หนึ่งก่อนจะหายตัวไปด้วยเช่นกัน
……………………………………….
“พระธิดาเพคะ ทำไมพวกเราถึงไม่ไปยังวิมานของพระราหูหรือไม่ก็พระพิรุณก่อนล่ะเพคะ ทำไมต้องมายังสระน้ำแห่งนี้ด้วย”จั๊กแหล่นถามอีกฝ่ายอย่างอดสงสัยมิได้
“ไปเข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์เสร็จก็ต้องเร่งเดินทางไปยังน้ำตกสัตตะสีเลย เราไม่อยากเทียวไปเทียวมา แวะที่นี่ครู่เดียวไม่เสียเวลามากหรอก” ปัทมาสน์กล่าวตอบแล้วเดินไปตามหินสีนิลที่เรียงรายกันอยู่ มุ่งหน้าสู่ริมสระสีมรกตเรียกเอาหยดน้ำขึ้นมาเป็นร้อย ไม่นานนักหยดน้ำก็สลับตำแหน่งที่อยู่กันจนมีน้ำหยดหนึ่งลงมาบนฝ่ามือของเธอ เธอพนมมือเพียงครู่ก็แยกมือออกมาปรากฏเป็นดวงใจหนึ่งดวงที่เหมือนจะมีเงาซ้อนทับกับรวมแล้วได้เจ็ดดวงพอดี
“อ้อที่แท้พระธิดาก็มาเอาดวงใจกลับคืนนี่เอง”
“ใช่ เราถอดดวงใจได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นและที่สำคัญเราได้ลบลืมคาถาถอดดวงใจไปแล้ว ถ้าแยกร่างถาวรดวงใจก็แยกจากกันถาวรไปด้วย คนที่ท่องคาถาถอดดวงใจมีแต่เราคนเดียว เรากลัวว่าพวกคนที่เหลือจะรับความเจ็บปวดลำพังไม่ไหว” ธิดาวันอังคารตอบรับแล้วจึงนำดวงใจกลับเข้ายังอุระตามเดิม
“แต่เอ….ทำไมพระธิดาแสงสุรีย์ยังทรงรอดมาได้ทั้งที่สังวาลย์เสียหายไปตอนน้ำท่วมล่ะเพคะ”
“โถ่ จิตวิญญาณพวกเราอยู่กับแสงสุรีย์ ไม่ใช่สังวาลย์มณีนะจั๊กแหล่น สิ่งวิเศษนี่ช่วยให้พวกเราออกมามีตัวตนชัดเจน ไม่อย่างนั้นคนอื่นใส่ก็มีเจ็ดคนแยกร่างกันไปหมดแล้ว อย่าเสียเวลาถามนักเลย ไปกันต่อดีกว่า” ที่เธอพูดอย่างนี้ด้วยความแน่ใจเป็นเพราะมีความทรงจำของแสงสุรีย์ที่เคยเห็นวิชชุนาคราชสวมใส่ดูความปลอดภัยก่อนจะมอบให้ ทางนั้นไม่มีอะไรในร่างกายเปลี่ยนไปเลยสักนิด
………………………….
อีกฝั่งอังคาสกับหิ่งห้อยยักษ์ได้ไปยังท้องนภา ในคราแรกความร้อนนั้นยังพอทนได้แต่ว่าพอใกล้รัศมีอันร้อนแรงของพระทินกรก็แทบจะพรากชีวิตเจ้าแมลงยักษ์เสียให้วอดวาย
“พี่หิ่งห้อย น้องไปคนเดียวน่าจะดีกว่า หากพี่ฝืนไปด้วยกันคงจะไม่ดีแน่” อังคาสกล่าวกับผู้ร่วมทาง เขาน่ะทนได้เพราะมีเกราะกายสิทธิ์คุ้มกายแต่อีกฝ่ายจะไม่ไหวเอา จึงขอแยกทางสักพักก่อนดีกว่า
“ระวังพระองค์ด้วยนะพระเจ้าค่ะ” ถึงจะรู้ว่าความร้อนนั้นไม่สามารถคร่าชีวิตผู้สวมใส่สิ่งวิเศษได้ก็จริง แต่เรื่องอันตรายอื่นๆก็อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างนี้จะไม่ให้ห่วงได้อย่างไร อีกฝ่ายได้ยินแล้วจึงพยักหน้าก่อนที่จะจากไป

ในม่านเมฆาขาวนั้นปรากฏรัศมีวงกลมสีแดงพริกออกจะเป็นสีสดที่ผสมกับสีส้มอยู่เล็กน้อย มองผ่านๆแล้ว สำหรับโอรสวันอังคารไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าหากมองนานไปต้องรู้สึกปวดแสบที่ดวงตาแน่ เขาจึงรีบกวาดสายตามาองหาจุดกลางของรัศมีวงกลมใหญ่นั้นเพื่อหาองค์ภาสกรให้เร็วที่สุด
“ทูลพระสุริยเทพ หม่อมฉันอังคาสมาเข้าเฝ้าพระองค์ท่านมีเจตจำนงเพื่อขอพระกรุณาช่วยให้เกิดสุริยคราสภายในเจ็ดวันนี้ ขอพระองค์ประทานพระกรุณาต่อพวกหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ” เขาเหาะมายังจุดตรงวงรัศมีได้พบกับพระเทวาร่างสีชาดทรงราชสีห์จึงได้เข้าเฝ้าโดยทันที
“บุรุษท่านนี้ ท่านคิดว่าการเกิดสุริยคราสนั้นจักเกิดง่ายดั่งใจท่านคิดเช่นนั้นรึ”
เมื่อฟังความผู้ทูลแล้ว พระอรหบดีจึงได้ถามย้อนกลับไป ถ้าขอกันง่ายๆอย่างนี้ ภายหลังจะมีคนมาขอกันอีกมาก ไม่ใช่เพียงตนที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ยังต้องให้พระราหูร่วมสร้างด้วย การที่อยู่ในโอษฐ์ผู้อื่นก็มิใช่สิ่งที่ใครจะยินดีทำได้
“หม่อมฉันทราบดีว่า เรื่องเช่นนี้เป็นการรบกวนพระองค์เป็นอย่างมาก แต่ว่าหากพวกเราทั้งหมดไม่สามารถจะแยกจากกันอย่างถาวรได้แล้ว คงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการเรื่องสงครามที่กำลังจะเกิดต่อจากนี้ได้แล้วพระเจ้าค่ะ”
“ใครว่ารบกวนเรากัน เรารู้เรื่องนี้และพูดคุยกับสหายไว้แล้ว ขอเพียงพวกท่านเอ่ยมา พวกเรามีหรือจะไม่ช่วย เพียงแต่พวกเราไม่ได้เข้าร่วมสงครามในครานี้ ขอให้พวกท่านรักษาความเป็นธรรมไว้ให้ดี ” พอกล่าวเช่นนั้นจบครบแล้ว รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ก็สำแดงความร้อนแรงเป็นสัญญานการเคลื่อนย้ายตำแหน่งบนนภาแล้ว ทางอังคาสจึงได้เดินทางมุ่งสู่มิติกระจกในทันที
………….
ในเวลาบ่ายตะวันเคลื่อนย้ายคล้ายจะเย็นเต็มที เมื่อเสร็จเรื่องที่ต้องจัดการแล้วสหายทั้งสองฝั่งจึงได้เดินทางมารวมกันที่จุดสูงสุด ณ ทิศอุดร อันมีมิติกระจกอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่สูง ซึ่งแต่ละต้นสูงประมาณห้าวาได้ โดยมีชายคนหนึ่งมายืนพิงต้นไม้ราวกับกำลังรอใครอยู่
“สหายทั้งสองมาแล้วเหรอ เรากำลังรออยู่พอดี เก่งนะที่มาถึงที่นี่ได้แต่ว่าการเข้าไปด้านในได้นั้นเห็นทีพวกเจ้าคงไม่มีปัญญา” ชายรูปงามผู้นั้นกอดอกเดินมายังจุดที่คนวันอังคาสและสหายคู่ใจที่กำลังยืนอยู่ด้วยท่าทียิ้มเยาะ
“เจ้าเป็นใครกัน”ปัทมาสน์ถามไปด้วยน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจ ที่แห่งนี้ควรจะเป็นสถานที่ที่มีแต่พวกของเธอสิถึงจะถูก มีคนนอกอยู่ด้วยอย่างนี้แล้ว การแยกร่างจะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก และเสี่ยงอันตรายแน่
“เจ้ามาทางไหนก็กลับไปทางนั้น พวกเราไม่อยากมาเสียเวลากับเจ้า”  นี่มันไม่ใช่เวลาเลยนะ ตัวอังคาสนั้นก็ไม่อยากให้เรื่องกวนใจเช่นนี้มาทำให้เสียเวลา จึงบอกอีกฝ่ายไปเช่นนั้น แต่ถ้ามายอมหลบหลีกเห็นทีจะต้องลงมือ
“ทำไมถึงจำเราไม่ได้ เราอันติมะยังไงล่ะสหาย” ชายผู้นั้นมองยังหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ทั้งสองด้วยท่าทีอันคุ้นเคย
“อันติมะ….ออ เป็นเจ้านี่เอง” ฟังชื่อที่เอ่ยมาโอรสเมืองรัตนบุรีนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก ความทรงจำที่เชื่อมถึงกันทำให้เขานั้นเข้าใจในทันที แต่ว่าอีกคนนี่สิ
“อะไร รู้จักกันด้วยเหรอ ถ้ารู้จักกันก็ไม่ต้องพูดให้มากความ เข้าไปได้แล้ว” คนไม่รู้เรื่องด้วยไม่คิดจะอยู่ให้เสียเวลาหรอก
“เดี๋ยวสิ ใจเจ้าจะเข้าไปที่น้ำตกอย่างเดียวจนไม่คิดสนใจเราเลยงั้นเหรอ” ไม่ว่าเปล่าเขายังคว้าข้อมือเจ้ายักษิณีที่มุ่งหน้าจะเข้าสู่มิติกระจก
“น่ารำคาญจริง!!” เธอทนคนกวนไม่ไม่ไหวจึงใช้หมัดกะจะชกเข้าให้ที่ใบหน้าอีกคน
“อย่าๆ!!” อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวก็ร้องออกมาด้วยท่าทีตกใจ ลำพังแรงคนยังพอทนแต่นี่แรงยักษ์จะต้านได้เท่าไหร่ ยังดีที่อังคาสมาช่วยรับมือแทน ไม่อย่างนั้นจบไม่สวยแน่
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า อัญญานี ทีหลังอย่าเล่นอะไรแบบนี้อีกนะ ” เธอเห็นชายกลับกลายเป็นหญิงคนสนิทก็เข้าใจในทันทีว่าแปลงกายเพื่อความปลอดภัย ก็เจ้าตัวดันเป็นคนสำคัญกับฝั่งศัตรูซะเองนี่สิ
“เราแปลงขั้นนี้ได้ ก้าวหน้าขึ้นมากใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องโพกผ้าที่หัวแกล้งเป็นชายทั้งๆที่เป็นหญิง แบบนี้เนียนกว่ากันเยอะ” เธอพูดกับสหายชายที่รับรู้ในข้อนี้ เขาก็พยักหน้าไม่ว่าอะไรต่อมาจึงเดินไปยังหน้ามิติกระจกในทันที
“ตบตาได้ดี แต่สติต้องนิ่งกว่านี้ อย่าตกใจเกินเหตุ ไว้แยกร่างได้ถาวรแล้วเราช่วยสอนเจ้าแปลงกายอีกแรง” ธิดาเมืองคีรีมาศกล่าวกับสหายก่อนจะตามไปดูที่มิตินั้น
“ตอนที่เราล่วงหน้ามาก่อน เราได้รู้เรื่องหนึ่งจากที่เราส่งแมลงส่องทาง มิตินี้ต้องเข้าตอนที่มีรูปวาดน้ำตกเท่านั้น ส่วนภาพอื่นที่ปรากฏดั่งของจริงอย่าเข้าไปเด็ดขาดไม่อย่างนั้นจะติดอยู่ในที่ที่ร้อนระอุออกไม่ได้” ธิดาเมืองโกสุมพิสัยกล่าวกับผู้ร่วมทาง ช่วงที่เธอทดสอบสหายไม่ได้เป็นการถ่วงเวลาแต่เป็นการฆ่าเวลาเพื่อรอภาพวาดปรากฏขึ้นมาตะหาก ถ้าวู่วามเข้าไปเห็นทีจะเสียเวลานานกว่านี้แน่
-------------------------------------------------------------------------------ทุกวันอาทิตย์เวลาประมาณ20.30น.ค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #119 เมื่อ: เมษายน 03, 2022, 12:30:15 PM »
 w12สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ วันนี้จักรกรดต้องขอแจ้งงดอัพเดตนิยายในวันนี้ด้วยนะคะ​ เนื่องจากช่วงหลายวันมานี้จักรกรดมาทำธุระที่ต่างจังหวัดจึงไม่สะดวกที่จะเขียนเนื้อหาให้มากเพียงพอ​ จึงขอเลื่อนไปอัพเดตในสัปดาห์หน้าแทน​ ต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างสูงค่ะ w15