ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

!!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #90 เมื่อ: กันยายน 14, 2021, 08:24:58 PM »
ทั้งสองคนที่ได้รับพระบัญชาของพระเทวาวิษุวัติมาถึงพื้นที่ระหว่างสีน้ำต่างกันคนละวรรณะ​หรือที่รู้กันดีอยู่แล้วนั่นคือพื้นที่ระหว่างมหาสมุทรสีชาดกับทะเลแดนใต้ มาถึงนี่ก็ไม่ค่อยต่างจากที่พวกฝ่ายอริมาก่อนหน้านี้เท่าไหร่นักเพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่ามีคนมาเยือนที่นี่ก่อนแล้ว  หลังจากเข้าสู่ดินแดนอันกลับด้าน ทั้งสองก็เดินทางเข้าสู่เขตแนวอสุรา

“โลหะเคลื่อนย้ายที่ปัจจาให้พวกเรามานี่ดีจริงๆ เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามก็เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว” อัคนินพูดพลางมองสิ่งที่ติดตัวมาอย่างพอใจ เพราะโดยปกติแล้วต่อให้เดินทางด้วยการเหาะจากพลังของสังวาลย์ศิลาที่สวมใส่จะมีความเร็วมากอยู่แต่ก็ไม่ทันใจเขาถึงเพียงนี้

“ปัจจาเตือนเราเอาไว้ว่าที่นี่นั้นมีอันตรายที่สลับสับเปลี่ยนกันมาเผชิญหน้าของผู้มาเยือนแต่ละครั้งโดยเฉพาะ จะต้องระวังให้มาก” บดิศรก็คิดอยู่หรอกว่าโลหะนี่น่ะเร็วอย่างน่าพอใจ แต่เวลานี้ควรคิดเรื่องที่จะทำให้สำคัญเป็นที่สุดก่อน

“เราก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ออกจะธรรมดาซะด้วยซ้ำไป….คนอย่างเราไม่เคยกลัว อยากสู้ก็ออกมาอย่าเอาแต่เอาหัวซุกอยู่ในกระดอง!!” คนที่ไม่เคยมาที่แบบนี้มันก็มีประเภทระวังตัวกับประเภทกล้าบ้าบิ่น อย่างเขาน่ะมันประเภทที่สอง อยู่ดีๆนึกอยากตะโกนยั่วโทสะให้สิ่งที่บอกว่าอันตรายมาซึ่งๆหน้าจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ฝีมือเก่งกาจกว่ากัน

 

“ส่งเสียงไปก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว” อีกคนที่ได้ยินก็ส่ายหัวพลางเดินไปที่สะพาน สหายร่วมภารกิจนั่นก็ไม่อยากให้อีกคนนำหน้าเขาจึงแทรกนำไปก่อนจนขึ้นสะพานไปได้ประเดี๋ยวก็ถูกร้องเตือนเสียแล้ว

“อัคนินระวัง!!!!” สิ้นเสียงเตือนของเขา สายฟ้าที่ไม่อาจทราบแหล่งที่มาก็เกิดอสนีบาตลงมาที่สะพานนั้นจนคนที่ยืนอยู่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ยังดีที่สวมใส่ของวิเศษที่กันภัยเลยพอที่จะลดความรุนแรงของสิ่งที่พบเจอได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เป็นอะไร ข้อขาถูกสายฟ้าลงแผ่ไปยังจุดนั้นมากเป็นพิเศษจนคนเสียการทรงตัวตกสะพาน

“นี่ข้ายังไม่ตกลงไปข้างล่างอีกเหรอ” เพียงครู่เดียวตัวของเขาก็ห้อยที่ข้างสะพานจะตกเอาเสียให้ได้ถ้าไม่มีสหายมาดึงมือเขาเอาไว้

“ปล่อยข้า ไม่ต้องช่วย!!!” โอรสเมืองคีรีมาศพูดอย่างนั้นไม่ใช่เพราะห่วงคนด้านบน แต่การที่ต้องรับการช่วยเหลือจากผู้อื่นเช่นนี้ ไม่สู้ตกลงไปผจญภัยเอาด่านล่างนั่นดีกว่า

“อย่านึกว่าเราช่วยเจ้า ที่เราต้องการก็คือไม่ให้สังวาลศิลาต้องเสียหายไปมากกว่านี้…อย่าลืมสิว่าพระองค์ให้พวกเรามาที่นี่ทำไม” ว่าแล้วโอรสเมืองรัตนบุรีก็ดึงอีกคนขึ้นมาจนได้ ยังหายใจไม่ทันทั่วท้องสายไฟสายที่สองก็ผ่าลงมาอัคนียังถูกผลักไปยังอีกด้านของสะพานได้ทันแต่ตัวเขาเองที่ตามหลังไม่ทันการณ์น่ะต้องเสี่ยงภัยอีกคนเสียแล้ว

 

……………………….

“พระแม่เจ้าตรัสว่าอย่างไรนะเพคะ” สันต์สินีทวนถามถึงคำที่ได้ยินจากโอษฐ์ผู้ที่ได้นับได้ว่าเป็นนายหญิงของตน

“เราอยากไปที่ถวิลรมณีย์” อัญญานีกล่าวตอบ ที่นั่นเป็นที่ตั้งของต้นปาริชาติ เธอน่ะอยากไปให้แน่ใจดู ตนไม่คิดจะอยู่ที่นี่ในคืนนี้เพื่อไปชมดมกลิ่นดอกไม้นี้พร้อมกับเทพผู้นั้นในวันพรุ่งหรอก แต่ตนก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะรู้อดีตของตนจึงได้คิดที่จะใช้แหวนที่ตนซ่อนไว้นำตนไปยังที่นั่นเพียงแอบนำออกมาได้แค่ดอกเดียวตนก็น่าจะพอทราบเรื่องราวในอดีตชาติที่สงสัยได้แล้ว

“พระแม่เจ้าจะร้อนพระทัยไปไยเพคะ วันพรุ่งนี้จะได้เสด็จกับพระเทวาแล้วนะเพคะ” นางฟ้าที่คอยอยู่ข้างกายมาเสียพักหนึ่งก็ร็สึกว่านางค่อนข้างจะแปลกไปเสียหน่อย เพราะหลายวันมานี้ก็ดูท่าอีกจะเก็บตัวมากด้วยซ้ำ แม้แต่อุทยานที่มีเป็นของตัวเองยังไม่คิดไปชม ไม่รู้คิดยังไงถึงอยากไปชมที่อื่นนักหนา

“เจ้าไม่เข้าใจ” พระธิดาแห่งเมืองโกสุมพิสัยถอนหายใจเสียครู่ อารมณ์ก็มิสู้ดีนัก

“อย่าได้พิโรธหม่อมฉันเลยเพคะ เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะที่ไม่เข้าใจพระองค์” เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ไม่เคยเห็นอารมณ์แบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่ยอมรับผู้ปกครองตนแล้วนี่นา

“คิดตามเรานะสันต์สินี เพราะว่าพรุ่งนี้นะเป็นวันสำคัญและเราก็ไปในฐานะว่าที่พระชายาจะมัวไปเที่ยวเล่นดูไปทั่วสวรรค์ในวันสำคัญให้เป็นที่ติฉินนินทาจนเสียพระเกียรติของพระเทวาวิษุวัติเชียวนะ ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะได้ไปอยู่ที่นั่นจริงๆ ตัวเราก็อยากบันเทิงใจแต่ทนอึดอัดอย่างนี้เราก็ไม่สบายใจไปตลอด ” เธออ้างเหตุผลที่เตรียมไว้ เพราะรู้ว่ายังไงคนข้างกายต้องไม่ยอมให้ไปแน่

“ใครจะกล้าว่าพระแม่เจ้าได้เพคะ พระองค์ต้องการกระทำสิ่งใดในวันพรุ่งนี้ก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอกเพคะ” เธอได้ยินเหตุผลก็ไม่เข้าใจ ก็นายตนในตอนนี้น่ะรักษาตำแหน่งแทนพระอินทร์ก็เท่าเป็นใหญ่สุดใครไหนเลยจะกล้าวิจารณ์ได้

“ขนาดพระมหาเทวาทั้งสามพระองค์ยังถูกผู้คนธรรมดานินทาต่อว่า พวกเราน่ะคงไม่พ้นคำครหาได้หรอก อย่างไรเสียเราก็ต้องรักษาเกียรติของพระองค์ แต่ตอนนี้ความเศร้าหมองในใจเรามันไม่ทำให้ความงดงามนี้น่าชมเอาเสียแล้วสิ ” เธอแกล้งกล่าวพลางนำหัตถ์มาลูบพักตร์ตน

“เช่นนั้นก็ย่อมได้เพคะ แต่ว่าเพื่อความปลอดภัยจะต้องปลอมตัวเข้าไปนะเพคะ ” สุดท้ายก็ต้องตกปากรับคำพาคนอยากรู้ไปเพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นเช่นไร นายตนไม่ได้กลับมานานถ้ามาเห็นว่าคนรักทุกข์ใจคงต้องถูกลงโทษเป็นแน่

หลังจากเตรียมตัวกันดีแล้วทั้งสองก็แสร้งทำเป็นเทพธิดาผู้มาช่วยตระเตรียมงานสำคัญในวันพรุ่ง โอกาสดีร้อยปีจะมีครั้งไหนเลยจะมาชมกันธรรมดาได้ ทั่วสารทิศจะมาเยือนที่แห่งนี้ต้องดูแลให้ดี

 

“ที่นี่งดงามมาก พรรณไม้นานาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับก็น่าชมตลอดทางเลย” ถึงจะพูดอย่างนั้นจิตใจของอัญญานีก็คิดถึงแต่ต้นปาริชาติเสียมากกว่า

“เพคะ ยิ่งพรุ่งนี้มีดอกปาริฉัตรบานสะพรั่งออกมาก็จะได้ทอดพระเนตรเห็นดวงดาวรายล้อมไปทั่วดอกไม้นี้ได้อย่างชัดเจนแม้จะเป็นเพลากลางวันด้วยนะเพคะ”

ถึงตอนแรกไม่อยากให้อีกคนมายังที่นี่แต่พอมาจริงๆตัวเองก็อดที่จะสนุกไม่ได้เหมือนกัน ถึงมันจะไม่ใช่วันจริงก็ตาม เดินไปตามทางอย่างเพลิดเพลินอย่างนั้นไม่นานก็มาถึงบริเวณที่ต้องการ ต้นไม้ที่ตั้งอยู่ปรากฏใบไม้สีทองอร่ามไปทั่วต้น หากไม่รู้ว่าเป็นที่ตั้งคงจะคิดว่าเป็นต้นโพธิ์ทองเสียแทนเมื่อมองจากระยะไกล

แต่ว่ากลับไม่เห็นดอกไม้อยู่เลยราวกับล่องหนเสียอย่างนั้น

“พระเทวาตรัสว่าทรงจะนำใบของต้นปาริฉัตรนี้ไปใช้ในพิธีวิวาห์ด้วยนะเพคะ” เธอพูดเมื่อเห็นว่าอีกคนดูสนใจไม้ต้นไม้นี้มากเป็นพิเศษ

“เช่นนั้นก็ดี…แต่ทำไมเราถึงไม่เห็นดอกไม้เลยล่ะ” ว่าที่พระชายาแสร้งยิ้มตอบอย่างพอใจ แต่ก็ยังสงสัยในสิ่งที่เห็นจึงถามไป

“ปาริฉัตรของสวรรค์มีความพิเศษอยู่อย่างหนี่งเพคะ ถ้าหากไม่ใช้เพลาที่บานสะพรั่งดอกไม้เหล่านี้ก็ไม่ปรากฏให้ได้ชมเลยเพคะ” เธอคอยตอบคำถามอย่างเต็มใจอย่างอารมณ์ดี

“ดีล่ะพรุ่งนี้เราก็จะได้เห็นปาริฉัตรที่ดวงดาวล้อมรอบเสียที  วันนี้เราสบายใจมากกลับกันเถอะ” ด้วยอารมณ์ที่ดีมากขนาดนั้นก็ทำให้นางฟ้าข้างกายอดยิ้มเสียไม่ได้ เป็นเช่นนี้ก็โล่งใจไปที

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #91 เมื่อ: กันยายน 14, 2021, 08:26:56 PM »
………………

“เคราะห์สามคราอย่างนั้นเหรอ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเคราะห์ครั้งใดคือเคราะห์ที่บอกในนี้นะ” ศนิวารกล่าวขึ้นหลังจากอ่านข้อความในจดหมายอาจารย์ของสหาย

“ขอเราดูหน่อยสิ” เมธาวีที่หาดินมลายมนตราเจอแล้วจึงได้ลงมาขอดูจดหมายเสียหน่อย พอพลิกดูไปมาก็ดูว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่เมื่อมองมุมด้านล่างของกระดาษเปิดออกจากกันเล็กน้อยราวกับว่าไม่ได้มีเพียงหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจดึงมุมนั้นจนแผ่นกระดาษทั้งสองออกจากกัน

“กระดาษอีกแผ่นนี่เป็นรูปสามเหลี่ยม แสดงว่าเส้นแต่ละเส้นคือเส้นแทนเคราะห์แต่ละครั้งที่พวกเราต้องเจอสินะ”  อีกคนที่เห็นสัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่เส้นรอบรูปร่างนั้นเป็นสีรุ้งก็พอจะเข้าใจไม่ยาก

“ไม่ผิดเลย นี่เป็นสิ่งที่ท่านตามอบให้พวกเราก่อนจะจำศีลต้องเก็บไว้ให้ดี….เอาล่ะเราว่าอย่ามัวแต่เสียเวลาไปกับด้ายเลื่อมประภัสสรนี่อีกเลย ” ว่าแล้วพระธิดาวันเสาร์ก็พาสหายกำมือข้างที่ถูกผูกด้ายนั่นจุ่มลงไปในดินวิเศษ เพียงครู่เดียวทั้งสองก็ไม่ต้องมีอะไรมาผูกมัดกันอีก

“ดินมลายมนตรานี่ดีจริงๆ เราเห็นด้วยที่เจ้าอยากจะนำไปเพื่อทำประโยชน์อื่นต่อไปในภายหน้า เราชื่นชมความคิดของเจ้า” พระโอรสวันเสาร์กล่าวหลังจากหลุดพ้นจากด้ายแห่งความอึดอัดใจนี้ได้ เพราะตัวเขานั้นกังวลว่าอีกคนจะไม่สบายใจมากนัก

“เรารับความชื่นชมของเจ้า แต่ก็นะเราน่ะความคิดดีมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว” เธอแกล้งพูดเล่นไปเพราะเห็นว่าสกายร่วมทางก็สบายใจอยู่ไม่น้อย  ตนสร้างความบันเทิงเพิ่มโดยการอวดอ้างตนคงไม่เกินไปนักหรอก

“คิดซะว่าเมื่อครู่เราไม่ได้พูดนะ” เขาก็แกล้งว่าไปเช่นนั้นให้พออมยิ้มได้บ้างในสถานการณ์เช่นนี้ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลับออกมาแล้วเดินทางต่อ 

“เดินทางอย่างนี้คงน่าเบื่อแย่ ครั้นจะให้วิ่งไปเปล่าๆก็คงถอดใจไปก่อน” พระธิดาเมืองคีรีมาศกล่าวขณะที่กำลังดำเนินไปเสวยลูกไม้ไป ขณะกล่าวไม่ได้มีทีท่ากังวลแต่ดูเหมือนว่าจะคิดวิธีเล่นสนุกๆให้ไม่เบื่อถึงได้ยิ้มอย่างพอใจ

“อารมณ์ดีเชียวนะ เราจำได้ว่าตอนเด็กๆจนถึงครั้งก่อนที่เจอกันเจ้าออกจะดูอารมณ์ขึ้นๆลงๆเดาทางไม่ออกซะด้วยซ้ำ” เขาพูดกับคนที่จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“เอ๊ะ!! เจ้านี่มันยังไงนะ ตอนเราอารมณ์ไม่ดีก็ไม่ชอบ พออารมณ์ดีมากแบบนี้ก็ไม่ชอบอีก” เธอได้ยินคำพูดแบบนี้ก็ฟังไม่เข้าหูเอาเสียเลย

“นี่ยังไงล่ะเราว่าแล้ว ไม่ทันไรก็อารมณ์ขึ้น” ก็แค่พูดเท่านี้ก็จะอารมณ์เสียใส่แล้ว จะไม่ให้เขาวุ่นวายใจได้อย่างไร

“แล้วที่ว่าเราไม่ชอบน่ะเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว….ที่จริงแล้วเรา…เรารู้สึกว่าพวกเรารู้จักกันถึงตอนนี้แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน ก็ควรจะคุยกันให้เข้าใจสิ” ถึงจะรู้จักกันมาแต่มันก็ยังมีช่องว่างที่อธิบายไม่ถูกอยู่ภายในใจเหมือนกัน

“เสด็จพ่อเคยตรัสกับเราไว้ ไม่ว่าความสัมพันธ์ไหนก็มีเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งนั้น นั่นน่ะเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่อไป…ความคิดก็เจ้าก็ดีแต่..”

“แต่อะไร” 

“ไม่รู้ล่ะ เจ้าทำเราอารมณ์ร้อนเจ้าต้องรับผิดชอบ” ว่าแล้วเธอก็แกล้งตีอีกคนแล้วรีบวิ่งหนีเป็นเชิงชวนให้มาตีกลับคืนเสียอย่างนั้น

“เจ้านึกว่าตีเราได้คนเดียวเหรอ” เขาก็วิ่งไล่ตามอีกคนราวกับวิ่งไล่จับพร้อมยิ้มเริงร่าราวกับเด็กๆที่เล่นกัน ถ้าตอนยังเยาว์ไม่ติดทะเลาะกันมากและไม่มีเรื่องวุ่นวายแบบนี้ทั้งสองในตอนนั้นอาจจะเป็นเด็กที่มีความสุขที่สุดเลยก็ได้

………….

“เครื่องเสวยเย็นนี้เจ้าคิดจะทำสิ่งใดถวายล่ะจ๊ะ” หญิงคนครัวถามสไบทองด้วยความเป็นมิตรมากขึ้นต่างจากเมื่อก่อน ด้วยเพราะพระนางไม่เคยทำความเดือดร้อนให้มากนัก ช่วยงานก็ไม่เคยบ่นทั้งที่เป็นสตรีสูงศักดิ์ จะมีแค่ช่วงแรกที่ฟูมฟายถึงลูกยามากไปเสียหน่อยเท่านั้น

“เราว่าจะทำยำทวาย ต้มกะทิสายบัว น้ำพริกลงเรือ นารีจำศีล…องค์เหนือหัวโปรดเสวยขนมแดกงามาก เย็นนี้ก็จะถวายสิ่งนี้ด้วย” สำหรับเธอแล้วนี่คงเป็นมื้อสุดท้ายก่อนจะจากกันอย่างยาวนานอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกันอีก จึงต้องตั้งใจทำมากเป็นพิเศษ

“เสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะทรงเตรียมพร้อมกันดีหรือไม่นะ เรากลัวเหลือเกินว่าคนพวกนั้นจะบังคับให้ทั้งสองพระองค์ทรงงานหนักจนหาเพลาพักเร็วยากเสียน่ะสิ” เธอแอบลอบคิดในใจขณะลงมือเตรียมเครื่องเสวยเย็น

“บัวขอร่วมใช้ครัวทำขนมจะได้หรือไม่จ๊ะ” ไม่นานนักบัวแย้มได้มาเยือนที่ทำงานของอดีตพระมเหสีของเมืองนี้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่ว่าต้องเลี่ยงพบกันหรอกหรือ

“บัว…บัวแย้มที่เป็นคนรักของพระโอรสบดิศรน่ะเหรอ ยังไงก็จะเป็นนายพวกเราอยู่แล้วจะใช้ครัวทำอะไรก็ทำเถอะ” คนที่ได้ยินก็กล่าวอนุญาตแต่ก็ไม่วายจะพูดด้วยอาการเจ็บใจในพวกคนชั้นสูงที่ไม่ได้เห็นค่าพวกนางแต่ยังแสร้งมาทำดีด้วยอีก

“บัวไม่ได้เป็นคนรักของพระโอรสหรอกจ้ะ เพียงแต่เป็นคนที่พระองค์วางพระทัยเท่านั้น” เธอตอบปัดความสัมพันธ์ที่คนเข้าใจผิดนั่นเสียแล้วทำทีเตรียมสิ่งของวัตถุดิบในการทำขนมอย่างที่กล่าวอ้าง

“จริงสิ สายบัวที่พวกเราเราจะใช้ทำต้มกะทิสายบัวได้เตรียมหรือยังจ๊ะ” มารดาของเหล่าผู้สวมเกราะกายสิทธิ์คิดได้ว่ามันมีช่องว่างให้ตนได้อยู่กับบัวแย้มตามลำพัง จึงได้พูดขึ้นมา

“เอ้อข้าก็ลืมสนิทเลย งั้นฉันกับนางช้อยไปเก็บมาให้นะ” แม่ครัวนามว่าชื่นที่หลงลืมเสมอนั้น เมื่อได้ยินก็รีบไปเก็บสายบัวโดยเร็ว ถ้าเตรียมสำรับไม่ทันการมีหวังหลังลายแน่

“แล้วเจ้าเล่าจะทำอะไร ข้าจะไปเก็บดอกมะลิอยู่พอดี ” ชิดชาวครัวคนสามหันหน้าถามไปทางคนที่มาขอร่วมใช้ครัว

“บุหลันดั้นเมฆจ้ะ” ขนมชนิดนี้มีดอกอัญชันเป็นวัตถุดิบด้วยจึง้หมาะที่จะวานคนไปเก็บดอกไม้ช่วยนำมาให้นัก

“ได้ข้าจะเก็บดอกอัญชันให้ พวกเจ้าทั้งสองก็อยู่รอที่นี่ไปก่อนเดี๋ยวข้ากลับมา” ว่าแล้วเธอก็ออกไป อะไรมันจะประจวบเหมาะถึงเพียงนี้นะ
“พระมเหสีทรงเป็นเช่นไรบ้างเพคะ บัวต้องขอพระราชทานอภัยที่ไม่ได้มาเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยเพคะ” หลังจากแน่ใจว่าสามคนนั้นได้ออกจากครัวเป็นที่เรียบร้อยทั้งสองก็หาโอกาสใช้ช่วงเวลานี้คุยทันที

“ไม่เป็นไรหรอกเราเข้าใจ อยู่ที่นี่แรกเริ่มก็ไม่ได้รับการยอมรับพอนานเรากับพวกนางก็เข้าใจกันดีเกื้อกูลกันและกัน แต่ว่าการที่บัวมาหาเราเช่นนี้จะไม่ถูกสงสัยเอาหรอกหรือ” เธอก็พอเข้าใจอีกคนที่มาหาไม่ได้เพราะใครๆก็ล้วนจะจับตามองคนที่ลือกันว่าเป็นว่าที่พระชายาของพระโอรสที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของเมืองนี้กันทั้งนั้น

“เช่นนั้นก็ดีเพคะ คืนนี้จะเสด็จยังทิศหรดีอย่างไรหรือเพคะ” เธอนั้นก็เป็นห่วงอีกคนมาก ลำพังตัวเองจะไปไหนมาไนก็ไม่มีใครกล้าว่าเพราะเกรงกลัวต่ออารมณ์ของบดิศรที่มักจะหุนหันในเรื่องที่ทำให้หญิงคนรักไม่สบายใจ

“ตอนแรกเราจะทำเป็นไปตักน้ำมาไว้สำรองใช้ในครัวหลวง แต่ว่าเมื่อเช้าช้อยน่ะตักน้ำมาไว้เสียมากจะออกไปเอาอีกก็คงไม่ได้แล้วด้วย” เธอก็หนักใจ ถ้าคิดทำการไม่ออกคงจะลักลอบออกตอนคนหลับนี่แทน

“ขอแค่เราได้ไปรอที่นั่นเราก็พอจะหาที่ซ่อนได้อยู่บ้าง เห็นทีเราต้องขอให้บัวช่วยเราด้วยอีกแรงเสียแล้ว”

“บัวยินดีทำตามพระประสงค์เพคะ”

…………………………..

“บดิศร!!!” อัคนินออกจะตกใจเสียไม่น้อยที่อีกคนผลักเขาข้ามฝั่งมาได้กลับต้องถูกฟ้าผ่าถึงสองครั้งอีกทั้งตัวยังยืนนิ่งราวกับหินอย่างนั้นแล้ว ใครจะทนดูดายไหว สุดท้ายตัวเขาก็ต้องไปลากตัวสหายมาอีกฝั่งอย่างทุลักทุเล

“ตอนที่ฟ้าผ่าเราเห็น..เราเห็นว่าเรากับสุริยะเป็นคนอื่นในอีกภพหนึ่ง” ยังดีที่ไม่ถึงกับตายเพียงแต่ว่าช่วงล่างของใบหน้าข้างซ้ายจนถึงลำคอของเขาปรากฏรอยแผลรูปสายฟ้า แต่แปลกว่าแทนที่จะเป็นแผลพุพองแต่กลายเป็นเส้นสีครามเข้มแทน

“นี่ถูกฟ้าผ่าจนเสียสติไปแล้วเหรอ เจ้ากับเจ้าง่อยนั่นจะไปเป็นคนอื่นอีกได้ยังไง” คนที่ใบหน้าด้านขวามีแผลจากการถูกกรีดจากศุภลักษณ์เมื่อคราวนั้น ตอนนี้เลือดก็ไหลออกมาเจ็บซ้ำบาดแผลอีก แต่ถ้ามามัวเจ็บตัวเองอยู่คงไม่ได้ยินอีกคนพูดเพ้อเจ้อให้ตนฟังหรอก

“เหมือนว่าเรากับเขาจะเคยรู้จักกันมาก่อนจะมาเป็นลูกของเสด็จพ่อ” เขาลุกขึ้นนั่งพอจะได้แล้วจึงไม่คิดนอนต่อไปหรอก จะว่าไปเรื่องภพชาติคราวก่อนเก่าไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีร่วมกันมาก่อนนี่

“ยิ่งฟังก็ยิ่งงง ข้าไม่อยากฟังแล้ว รักษาอาการเจ็บให้ดีแล้วเดินทางกันต่อดีกว่า” เขาตัดบทอีกคน ไม่รู้ด้วยหรอกว่าพูดเรื่องอะไร แต่ตอนนี้ต้องเร่งรักษาตัวก่อนถึงจะถูกสิ ไหนๆก็ลากเอาตัวเขามาทำภารกิจแล้วควรจะเร่งเข้าสิ ชักช้าได้ประโยชน๋อะไร 

ทั้งสองพนมมือร่ายมนตราเรียกพลังจากสิ่งวิเศษที่สวมใส่มาช่วยรักษาอาการบาดเจ็บเบื้องต้น จากนั้นแล้วจึงได้เดินทางไปยังที่ตั้งของศิลาพยากรณ์โดยทันที
……………

“ติณกฤตนี่ก็ใกล้จะถึงบาดาลแดนทักษิณแล้ว เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้างล่ะ” ฉันทนาลองถามดูเพื่อสังเกตความผิดปกติของคนที่สงสัยว่าเป็นหนอนบ่อนไส้

“รู้สึก รู้สึกอะไร ทำไมต้องรู้สึก” เขาน่ะรู้ว่าต้องโดนถามแบบนี้จึงไม่ได้มีท่าทีชวนให้จับได้เท่าไหร่นัก

“ก็เจ้าจะได้เจอกับพระบิดาของเจ้าอีกครั้ง ในครั้งนี้ไม่ใช่ในฐานะลูกแต่เป็นศัตรู” เธอไม่หยุดที่จะยั่วโมโหอีกคนด้วยน้ำเสียงที่ออกจะแกล้งสมเพชเวทนาที่ต้องมาเห็นศึกสายเลือดนี้เข้าเสียแล้ว

“เราเพียงแค่รู้สึกว่าต้องกำจัดเขาไปให้เร็วที่สุดก่อนที่เรื่องมันจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ ลองคิดดูสิว่าท้าววิชชุนาคราชไปรวมทัพกับทางท้าววิทวัสมันจะเป็นยังไง” คราวนี้เขาเลี่ยงจะใช้คำเรียกว่าเสด็จพ่อแต่เรียกอย่างเหมือนคนที่ไม่สนิทชิดเชื้อแทน อีกทั้งยังมีสีหน้ามุ่งมั่นที่จะทำการเช่นนั้นเอาเสียมากอยู่

“เป็นอย่างนั้นก็ดี เราจะคอยดูตอนที่เจ้าเอาดาบฟันคอพ่อเจ้าให้หลุดออกบ่าอย่างใจจดจ่อแน่นอน” เธอกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนนางมารกระหายเลือด การที่อยู่เป็นศิษย์ของฤษีทมิฬทำให้เธอเป็นคนเช่นนี้เชียวหรือ

“อย่าให้เห็นนะว่าใครหลับตาตอนเราลงมือ เราจะเอาเรื่องนี้มาก่อกวนไม่เลิกแน่” เขากล่าวพลางยิ้มตอบอย่างพอใจ ช่างเป็นนาคที่จับไม่ทันเอาเสียจริง

……………

“ตีเราซะเจ็บเชียว” หลังจากวิ่งไล่ตีกันจนเหนื่อยจนต้องหยุดกับที่ สตรีผู้สวมเสื้อสีดอกกล้วยไม้ม่วงพูดพร้อมกับนำมือมาลูบตรงบริเวณที่ถูกตีเพื่อคลายความเจ็บลง 

“ก็ใครใช้ให้มาตีเราเล่นก่อนล่ะ…จริงสินี่เป็นเมืองศาศวัตบุรีที่พวกเราเคยมาต่อสู้กับพวกนั้น” บุรุษผู้สวมเสื้อสีลูกหม่อนก็ยอมรับในเรื่องเล่นนี่ที่ทำให้มีความเร็วในการเดินทางได้อย่างไม่น่าเบื่อ แต่ไม่นึกเลยว่าจะได้มาถึงอีกเมืองได้เร็วดีถึงเพียงนี้

“ดีจริงๆ ที่นี่ไม่เพียงแต่สู้กับพวกนั้น พวกเราก็ต่างสู้กันเองเพราะมายาที่พวกนั้นสร้าง” นี่ก็ผ่านมาเข้าเดือนที่สองแล้วหลังจากที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมคราวนั้น คนที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ทั้งสองคนนั้นต้องทนรับความเจ็บปวดกับการถูกกระแสน้ำพัดเท่าไหร่กันนะ

“เห็นหลุมที่สระบัวนั่นอย่างที่เราเห็นไหม ” เมธาวีที่มองไปรอบๆเมืองนี้ก็สังเกตเห็นสระบัวเก่าที่แห้งแล้งมาก ยังดีที่พอมีดอกและใบบัวแห้งๆอยู่ที่สระนั้นจนแน่ใจ แต่ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องหลุมที่อยู่นั้นออกจะดูเหมือนทางลับลับใต้ดินเอามากๆ

“เราก็เห็นอย่างนั้นล่ะ ไปดูกันเถอะ” ศนิวารตอบ แล้วทั้งคู่ก็เดินเข้าไปสำรวจหลุมนั้นทันที

“เป็นทางลับจริงๆด้วย” ไม่รอช้า สตรีวันเสาร์ก็เข้าไปในนั้นทันทีไม่รอให้อีกคนคัดค้านเลยแม้แต่น้อย

“ไม่คิดเลยนะว่าคนเมืองนี้จะซ่อนทางลับนี่ไว้ที่สระบัว” เธอสำรวจรอบๆอย่างสนใจ เพื่อจะได้เบาะแสเพิ่มเติมด้วย

“ แยกด้านซ้ายเป็นสถานที่เก็บไม้ดอกไม้ประดับอยู่จำนวนหนึ่ง น่าแปลกที่พวกมันอยู่ได้โดยไม่ต้องแสงและได้รับน้ำเลยเหมือนกับพวกดอกบัวนั่นแต่กลับอุดมสมบูรณ์มาก ” บุรุษวันเสาร์กล่าวเมื่อทั้งคู่มาถึงทางแยกสองทางในด้านใต้นี้

“จริงด้วย หรือว่านี่จะเป็นพืชพันธุ์ของแม่มดเกลียวทอง ” มันก็น่าจะเดาไม่ยาก ในเมื่อความทรงจำเชื่อมโยงกันอย่างนี้ ผู้ที่เคยพบเจอพืชพวกนี้ก้องส่งต่อความทรงจำให้อยู่แล้ว

“เราว่าใช่ ขนาดนางไปอยู่ที่เมืองของเราแล้วยังไม่ละทิ้งพืชพวกนี้อีก อาจเป็นไปได้ว่านางยังคิดที่จะเก็บที่ลับนี้ไว้ใช้เวลาจำเป็นแน่…อย่าไปแตะต้องของนางเลย” 

“เราไม่ได้แตะต้องแต่เราสนใจในดอกไม้นี้ที่สุด ดูสิว่ามันถูกตั้งจงใจกลางแบบนี้ต้องมีความสำคัญมากแน่”  ดอกไม้ที่ว่านั้นมีลำต้นเป็นไม้รับแขก ตัวดอกก็เป็นยี่โถสลับกับดอกว่านสี่ทิศ อีกทั้งยังมีใบผกากรองอีกตะหาก นี่มันรวมพลพันธุ์พืชมีพิษหรือไรกัน

“นี่เป็นต้นที่รวมพิษเอาไว้ชัดๆ ตอนนี้พวกเรายังใช้วิชาหรือแม้แต่พลังวิเศษจากสิ่งที่สวมใส่ทำลายมันเดี๋ยวนี้เลยก็ไม่ได้ ” ก็จริงดังว่า การใช้วิชาก็ถือว่าเป็นการเรียกศัตรูมาทำร้ายตนน่ะสิ อย่างนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย

“ไว้จัดการสังหารแม่มดเกลียวทองได้ พวกเราก็มากำจัดพวกพืชพันธุ์ก็แล้วกัน ” ว่าแล้วทั้งคู่ก็เดินทางไปทางแยกด้านขวาเพื่อดูว่ามันจะสิ้นสุดที่ไหนกัน

………….

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #92 เมื่อ: กันยายน 14, 2021, 08:31:40 PM »
“เอาล่ะเพลานี้อาทิตย์อัสดงแล้ว พวกเราเดินทางกันเถอะ” หิ่งห้อยยักษ์กล่าวแล้วคณะช่วยเหลือหลบหนีก็เคลื่อนพลบินไปยังสถานที่เป้าหมายโดยทันที เพียงใช้เวลาสักพักก็มายังป่ารอบๆรัตนบุรีในช่วงปฐมยามที่สองปลายๆ ผู้คนในวังก็เตรียมจะเข้านอนกันเสียครบแล้ว เหลือก็แต่ยามเฝ้าวังตระเวนอยู่ไม่ยอมหลับ

และแน่นอนว่าผู้หลบหนีก็ไม่คิดจะหลับด้วย

“พวกเจ้าน่ะไปที่เรือนของข้า” อำมาตย์เรืองรองเรียกเหล่าเชลยให้ตามตนไปยังที่พำนักเสียหน่อย ทำทีว่าจะใช้งานนั้นล่ะ

“ไปได้แค่สาม” ผู้คุมที่ดูแลอยู่ให้ยืมคนไปใช้สอยได้เท่านี้ กลัวว่าสหายจะทำคนหายไประหว่างทางมากน่ะสิ คนพวกนี้นะก็คิดหาทางจะหนีกันตลอดอยู่แล้วด้วย

“เอาผีโครงกระดูก คนแก่สองคนนั่น” อำมาตย์วัยห้าสิบต้นๆชี้ไปยังผีตาหวาน ท้าวนวดล และพระมเหสีอมรินทร์เมืองทิศพล

“เลือกได้ดีนี่ ฝากใช้งานให้หนักกว่าตอนกลางวันด้วยนะสหาย อู้งานขนาดนี้ต้องแกล้งใช้เสียให้เข็ด”

“รู้แล้วน่า เร็วๆหน่อย”   

เพียงไม่นานชายที่เรียกนำตัวไปใช้งาน พาคนไปยังทิศหรดีที่ลับตาคนแล้วคุกเข่าสำนึกผิดเสีย

“ข้ากระหม่อมขอพระราชทานอภัยด้วยพระเจ้าค่ะที่ล่วงเกินทั้งสองพระองค์” เขาใช้วาจาเหล่านั้นแค่เพราะต้องการความเชื่อใจจากสหายจะได้ช่วยได้ง่ายขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอกเราเข้าใจ ลุกขึ้นเถอะ” ท้าวนวดลเข้าใจดีวาสถาการณ์นี้ก็ต้องแสร้งทำกันเป็นธรรมดา

“ท่านจะหนีไปกับพวกเราหรือไม่” พระมเหสีอมรินทร์ถามด้วยเป็นห่วง หากอยู่ที่นี่ต่อไปล่ะก็เขาต้องถูกสงสัยเป็นคนแรกๆแน่

“คงจะไม่ได้หรอกพระเจ้าค่ะ  ยังไงข้ากระหม่อมก็ต้องอยู่ที่เมืองนี้กับองค์เหนือหัว พระเจ้าค่ะ” 

“เสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ” พระนางสไบทองที่ปลอมตัวเป็นนางกำนัลซ่อนอยู่เมื่อเห็นพระบิดาและพระมารดาก็เข้าหาด้วยดีพระทัยที่ได้พบ

“สไบทอง ลูกพ่อผอมโทรมไปมากถึงเพียงนี้เชียวรึ” เมื่อเห็นร่างกายที่ซูบผอมของลูกยามีหรือว่าคนเป็นพ่อจะไม่เสียใจได้

“เชิญเสด็จเถิดพระเจ้าค่ะ” หิ่งห้อยยักษ์เข้ามาพบพร้อมกับสำเภาหิ่งห้อยสำหรับเคลื่อนย้ายคนพร้อมแล้ว

“เราขอบใจท่านมากนะอำมาตย์เรืองรอง” สไบทองกล่าวก่อนที่จะขึ้นสำเภาแต่ไม่ทันไรก็มีคนมาเห็นเสียแล้ว

“รีบแทงข้ากระหม่อมเถิดพระเจ้าค่ะ” ว่าแล้วเรืองรองก็ส่งดาบมาให้เธอก่อนคนจะเห็นได้ชัดกว่านี้

“เราขอโทษนะ” ว่าแล้วเธอก็แทงไปที่แขนอีกคนทันทีแล้วรีบขึ้นไปบนสำเภาหิ่งห้อยนั่นทันที

“มัวมองอะไรกัน!! เชลยเมืองทิศพลหนีแล้วเร่งจับเข้า!!”  เขาแกล้งตะโกนไปทั่ว ทหารวังที่มาพบก็เอาคบเพลิงโยนกะให้สำเภาหิ่งห้อยถูกเผาไหม้ แต่กลับกลายว่าสำเภานั่นมีตั้งสามเลยไม่รู้ว่าคบเพลิงที่โยนไปนั่นใช่ที่มีคนอยู่รึเปล่า

“ไม่ได้การแล้ว ไปตามท่านเสาวภาเถอะ นางมีอาคมช่วยได้ไม่ยาก….เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม” สหายผู้คุมนี่ห่วงเขาขึ้นมาเลยตามมาดู เป็นไปตามคาดเลยว่าต้องโดนทำร้ายเสียเข้าให้แล้ว

“ลำพังแค่ถูกแทงไม่เท่าไหร่แต่ดาบ..ดาบนี่อาบยาพิษ” ว่าแล้วอำมาตย์ก็สลบด้วยพิษนั้นไป

…………

“สุดทางแล้วด้านบนดูเหมือนเป็นวังที่ไหนสักแห่งเลย” พระธิดาเมืองคีรีมาศเบาเสียงพูดเพราะไม่รู้ว่ามายังที่พำนักของใครหรือไม่

“นี่เป็นห้องแบบวังของเมืองเรา ต้องเป็นวังเมืองรัตนบุรีของเรานี่ล่ะ” พระโอรสของเมืองนี้เห็นเพียงครู่ก็รู้แล้วว่าคือที่ไหน

“แม่มดเกลียวทองนอนอยู่ตรงนั้น ดีเลยจะได้จัดการนางทีเดียว” เมธาวีที่ขึ้นบันไดมาลอบดูเห็นดังนั้นก็ถือโอกาสจะสังหารโดยทันทีแต่ถูกห้ามไว้ 

“นางนอนลืมตาแบบนั้นยังจะคิดไปสังหารตรงๆอีก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางหลับจริงหรือไม่” เขาเตือนด้วยหวังดี กี่ทีแล้วที่คนๆนี้ทำร้ายพวกเขา มันไม่ง่ายเลยที่จะเอาคืน

“ใครน่ะ!!” อยู่ๆนางก็ตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงกระซิบท่ามกลางความเงียบเช่นนี้ มันต้องมีผู้บุกรุกเป็นแน่ เธอเดินมุ่งไปดูที่ตั้งทางลับที่ตนเองสร้างไว้ ถ้าเดาไม่ผิดต้องมีคนมาจากทางลับนั้นแน่ เธอกำลังจับม่านพร้อมจะเปิดอยู่แล้วเชียวถ้าไม่มีใครมาขัด

“ท่านหญิงเสาวภาแย่แล้วพระเจ้าค่ะ พวกเชลยเมืองทิศพลหนีไปแล้วพระเจ้าค่ะ !!” ทหารมาตามตัวเธอหวังให้ช่วย เพราะพวกหิ่งห้อยมีมากเกินไป อีกทั้งมีพวกฝูงผึ้งจากไหนไม่ทราบมาช่วยรุมพวกหเขาอีกตะหาก กำลังพวกเขาต้านไม่ไหวแล้ว กลัวว่าจะตามพวกนั้นไม่ทันจึงต้องให้ถึงมือนาง

“ไม่ได้เรื่อง!!... พวกนั้นไปทางไหนพาเราไป” ถึงจะสงสัยแค่ไหนแต่ตอนนี้เธอต้องแก้ปัญหาตรงหน้านี้เสียก่อน

“เกือบไปที นึกว่าจะถูกจับได้เสียแล้ว” ทั้งสองขึ้นมาในห้องของแม่มดคนนี้หลังจากที่เจ้าของออกไป หญิงก็อดถอนหายใจโล่งเสียไม่ได้

“ทางลับนี่เป็นทางลัดที่เร็วมากใช้เวลาไม่นานก็ถึง ข้างใต้นี่มีมวลมนต์บางอย่างทำให้เดินทางเร็วมากหนึ่งก้าวราวกับร้อยก้าว” หลังจากขึ้นมาเธอก็กล่าวอีกประโยคพลางสำรวจที่เตียงนอนของนาง

“พี่หิ่งห้อยคงจะหาทางช่วยเสด็จแม่จึงได้หนีออกไปได้ดี” ศนิวารกล่าว เขาก็พอหายห่วงได้ระดับหนึ่ง

“แต่ว่าแม่มดนั่นจะตามไปจับกลับมาอีกน่ะสิ วางใจไม่ได้แล้ว เร่งไปสังหารนางจะดีกว่า” ทั้งสองนำผลแปลงกายมากลืนแล้วตามไปโดยทันที
……

“พี่หิ่งห้อย บัวว่าพวกเราไปยังริ   มบึงน้ำกันดีกว่าจ้ะ” เมื่อจากมาสักพักบัวแย้มก็ออกความคิดเห็นขึ้นมา

“ทำไมล่ะบัว พวกเราออกมาจากที่นั่นได้แล้วก็ควรจะไปที่ที่ปลอดภัยกว่านี้สิ” สไบทองไม่เข้าใจในความเห็นของสตรีนางนี้เท่าใดนัก

“ถึงจะออกมาจากที่นั่นได้แล้วก็จริงอยู่เพคะ แต่ว่าทางนั้นมีแม่มดเกลียวทองอยู่ อีกไม่นานนางจะต้องใช้มนต์มาตามหาพวกเราทันแน่เพคะ….ก่อนจะจากกับพระธิดาปัทมาสน์ทรงให้กำไลปทุมทิพย์แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันว่าถึงเวลาที่จะต้องใช้งานแล้วเพคะ”

“ได้ เราเชื่อบัว หิ่งห้อยช่วยพาพวกเราไปที่ริมบึงด้วยนะ ” จากนั้นสำเภาหิ่งห้อยทั้งหลายก็พาทั้งสี่คนมายังริมบึงน้ำ  บัวแย้มถอดกำไลออกจากข้อมือแล้วนำมาแนบประนมมือท่องมนต์เพียงครู่ดอกบังขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมา

“เชิญเสด็จเพคะ ถึงแม้ว่าดอกบัวนี้จะไม่สามารถใช้ต่อสู้ได้แต่ว่าสามารถป้องกันคนที่อยู่ในนั้นจากการโจมตี ยากที่ใครจะเข้าได้หากหม่อมฉันมิได้ยินยอมเพคะ” เธอกล่าวเชิญทั้งสามให้ประทับยังมหาปทุมมาดอกนี้ ต่อให้ใครมาพบก็ไม่ต้องกลัวถึงอันตรายมากแล้ว

………

“พระเทวาวิษุวัติเสด็จแล้วเพคะ” แย่แล้วล่ะสิ อัญญานียังไม่ทันได้แสร้งหลับ ความกังวลใจก็มาถึงที่ก่อนเสียแล้ว คราวนี้เขาจะอยู่นานเท่าไหร่กัน

“น้อมรับเสด็จเพคะพระองค์” ถึงจะอึfอัดใจอยู่บ้างแต่ตัวของเธอก็รู้ดีว่าควรวางตัวอย่างไรไม่ให้ผู้มาเยือนสงสัยตนได้

“ไม่เห็นต้องมากพิธีกับเราเลยอินทราณี ” เทพท่านไม่พูดเปล่ายังคอยประคองพาอีกคนมายังที่นั่งให้นั่งเสมอตน

“เป็นเวลานานเหลือเกินเพคะที่หม่อมฉันไม่ได้พบพระองค์ เกรงว่าจะทรงลืมหม่อมฉันไปเสียแล้ว” เธอทำเป็นงอนเล็กน้อยให้พอดูเหมือนว่าเธอมีใจรอคอยเขามากเพียงใด

“เราจะไปลืมเจ้าได้อย่างไรกัน ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงตอนนี้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าเราจำได้หมด”

“เป็นเช่นนี้หม่อมฉันก็วางใจ นี่คือพวงมาลัยที่หม่อมฉันตั้งใจร้อยเพื่อถวายพระองค์เพคะ หม่อมฉันคอยร้อยทุกวันเผื่อว่าวันใดพระองค์กลับมาจะได้ชื่มชมผลงานของหม่อมฉัน”

“ดีจริงๆ พวงมาลัยนี้งดงามมากฝีมือดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย” เขาพอใจกับการกระทำของหญิงอันเป็นที่รักมาก มันช่างต่างกับตอนแรกๆที่นางไม่ยอมรับเราเสียจริง

“พูดถึงการใหญ่ของเรามีคนมาช่วยงานเพิ่มอยู่หนึ่งชื่อติณกฤต เรารู้สึกถูกชะตามาก แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ว่าเขาจะทำตามที่เราวานให้ได้หรือไม่” เขาก็ไม่วานจะคุยเรื่องนี้ไปด้วย

“พระองค์ทรงเป็นใหญ่มากที่สุดแล้วในตอนนี้ เป็นไปไม่ได้หรอกเพคะที่จะมีคนทรยศพระองค์ได้” เธอก็พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรหรอก

“เราก็หวังว่าเขาจะทำตามที่เราวานให้สำเร็จ เช่นนั้นแล้วเราถึงจะวางใจ” เจอกันเพียงครั้งเดียวกลับรู้สึกถูกชะตาอย่างน่าประหลาด มันเหมือนสักครั้งนึงในชีวิตที่เคยถูกใจใครอยากให้มารับใช้ แต่ก็จำไม่ค่อยได้แล้วความรู้สึกนี้เคยเจอที่ไหนกัน

“อีกไม่นานเราทั้งสองก็จะได้ในสิ่งที่สมควรได้เมื่อนานมาแล้ว เจ้าจงวางใจและ รอคอยอีกสักหน่อยนะอินทราณี”

“เพคะ..จริงสิเพคะ วันพรุ่งช่วงไหนจึงจะได้ชมดอกปาริชาติหรือเพคะ” เธอไม่ลืมจะถามเขาเสียหน่อย พอพรุ่งนี้เธอแอบเข้าไปหลังจากหลังหนีแล้วจะได้ไม่เจอกัน

“ช่วงเพลเราถึงจะทำพิธีให้พวกเทวดานางฟ้าเข้าชมถวิลรมณีย์ ถึงเพลานั้นแล้วพวกเราทั้งสองจะได้ชมดอกปาริฉัตรพร้อมกัน” จะเรียกชื่ออย่างไรก็ช่าง ตัวของเธอสนเพียงว่ามันจะทำให้เธอระลึกชาติได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น

“เพคะ หม่อมฉันจะคอมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้”เธอยิ้มตอบอย่างพอใจ

“เช่นนั้นก็พักผ่อนเสียเถอะ เราไม่กวนเจ้าแล้ว” ว่าแล้วเขาก็ออกจากที่พักไป

“น้อมส่งเสด็จเพคะ” คงต้องรอเวลาสักพักเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้หลับหมดแล้ว เช่นนั้นจะคิดหนีก็คงไม่สายนัก

…………..

“พวกเจ้าจงรีบตามสำเภาหิ่งห้อยทั้งสามนั่นให้พบ ไม่ต้องจับเป็นจับตายเท่านั้น” หลังจากที่เกลียวทางมายังที่เกิดเหตุก็ใช้ให้เจ้าค้างคาวผีและเหล่าสมุนค้างคาวไปไล่ตามพร้อมๆกับทหารที่ถูกมนต์สะกดราวกับผีดิบตามไป

“ได้เลย ข้าจะกินไม่ให้เหลือ” เจ้าค้างคาวผีหลังจากถูกน้ำท่วมคราวนั้นก็ออกลาดตระเวนสะสมกำลังพลค้างคาวแล้วตั้งตนให้เป็นเจ้านาย แต่ก็ไม่ลืมที่จะมาช่วยงานผู้ที่มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน ว่าแล้วก็ออกตามล่าโดยทันที ด้วยสัญชาตญาณรวมกับความหิวกระหายเลือดส่งผลให้ใช้เวลาไม่นานก็ตามมาใกล้แล้ว แต่หารู้ไม่ว่าคนที่ตามหานั้นได้ซ่อนตัวไปก่อนเสียแล้ว

“แยกนะ!! ลำหนึ่งไปซ้าย ลำสองตรงไป ลำสามไปขวา!!” เจ้าผีโครงกระดูกตะโกนบอกให้แยกกันไปคนละทางเพื่อหลอกล่อให้ผู้ที่ตามมาสับสน

“พวกผีดิบแยกทางไป เดี๋ยวข้าจะไปตรงกลางเองฮ่าๆ” เจ้าค้างคาวผีมั่นใจหนักหนาว่าสำเภาตรงกลางนั่นน่ะเป็นที่ที่มีคนของเมืองทิศพลอยู่เป็นแน่แท้ อุบายนี้ไม่คณามือหรอก

“อ๊าย!!….อย่าตามมานะไอ้ค้างคาวบ้า!!!!!!” จั๊กแหล่นที่อยู่ในสำเภากลางนั่นเห็นว่าค้างคาวผีนั่นจงใจตามฝูงหิ่งห้อยพวกนี้ขนาดไหน ยังดีที่แสงหิ่งห้อยจ้ามากจนเจ้าค้างคาวมองไม่ชัดว่าใครเป็นใคร

“แสบตายังไม่พอ แสบหูอีก รำคาญรำคาญ!!!!!” ด้วยความรำคาญนั่นส่งผลให้ผู้ได้ยินตัดสินใจซัดพลังใส่ ไม่ได้กินสดกินสุกก็ยังดี หิ่งห้อยก็แยกตัวบินต่ำลง เสือก็รีบกระโดดลงวิ่งหนี

“ขัดใจขัดใจ!! เจ้าจะหนีไปไหนฮะ!!” ผู้ที่ตามมาก็ลงวิ่งไปดึงมือยื้อยุดฉุดกระชากอีกคนทัน

“อยากกินข้านัก ข้าจะกินเจ้า!!” เสือสาวแกล้งหันหน้าขู่คำรามให้อีกฝ่ายตกใจแล้วจับเหวี่ยงไปอีกทาง

“หัวใจ…หัวใจข้าเกือบวาย มันไม่ใช่พวกมเหสีสไบทองซะหน่อย แต่ถ้าได้ดูดเลือดเสือก็โอชะนี่หว่า ให้พวกนั้นตามจับกันไปส่วนข้าจับเสือกินฮ่าๆ” ตกใจไม่นานก็เร่งจับสิ่งมีชีวิตต่างพันธุ์กับตน

……..
……..

“ให้พวกนั้นตายไปก็ดีเราก็คร้านจะเก็บไว้แล้ว……เสียงที่เราได้ยิน พวกมันเป็นใครกัน” หลังจากที่จัดการเรื่องก็เร่งเดินกลับยังตำหนักตน พลางพึมพำกับตัวเอง

“เป็นคนจะสังหารเจ้าไง!!!” ว่าแล้วสตรีชาวเสาร์ก็กระโดดเข้าขวางหน้าเธอ ทั้งใบหน้าที่เปลี่ยนไปและชุดที่ดูรุ่มร่ามราวกับลัทธิบูชาปีศาจทำให้อีกคนฉงนนักว่าเคยมีศัตรูแบบนี้ด้วยหรือ

“หิ่งห้อยน้อยแสงจะสู้แสงอาทิตย์ล่ะสิ พวกกระจอกอย่างเจ้าเราไม่กลัวหรอก” เกลียวทองพอจะเดาได้ว่าคงเป็นพวกฝักใฝ่มนต์ดำที่ได้ยินกิตติศัพท์ของตนแล้วอยากมากำจัดเพื่อหาชื่อเสียงเข้าตัวเองนี่ล่ะ เธอคิดเช่นนั้นก็เรียกพลังซัดอีกคน แต่คนนั้นน่ะหลบไวเลยไม่ถูกทำร้าย

“อายุมากแล้วก็พักซะเถอะนะ” บุรุษวันเสาร์ผู้สวมชุดดำก็ใช้ดาบที่ชิงมาได้จากทหารยามเข้าฟันเกลียวทองไปหนึ่งแผล จนคนถูกทำร้ายเหลียวมอง

“เจ้ามันพวกลอบกัด รับผลซะเถอะ” เธอใช้มนตราเสกรากไม้ดึงขาศนิวารที่ปลอมตัวลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็วเหลือไว้แต่ศีรษะบนดิน อีกทั้งยังตามไล่จะลากตัวของเมธาวีไปอีกคน ถึงแม้เธอจะกระโดดขึ้นสู่อากาศก็มิวายเลื้อยรากผ่านอากาศตามไม่ลดละ เพียงครู่เดียวเธอก็เข้ามารัดคอแม่มดสาวไม่แท้จากด้านหลัง ซึ่งการกระโดดหนีไม่ใช่แค่หลบแต่จงใจลอบโจมตีข้างหลังโดยตรง เอาเสียอีกคนเสียหลังหงายหลังล้มไปทั้งคู่จนรากไม้มารัดทั้งสองอย่างไม่ได้รู้ว่าเจ้าของมนต์ก็โดนไปด้วย  ข้อมือของเมธาวียั้งพอขยับได้ก็ใช้มีดสั้นแทงลงกลางใจศัตรูทันที

“ฮ่าๆ เราเป็นอมตะ ของแค่นี้เราไม่ตายหรอก” แม่มดเกลียวทองชอบใจการกระทำนี้มาก แต่จ้างให้เธอก็ไม่ตายหรอกเพราะเธอไม่ยอมนี่

“หมายความว่ายังไง” ศนิวารที่อยู่ข้างใต้เพียงครู่ก็หลุดพ้นพันธนาการแล้วใช้ดาบพยุงตนขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อจนคนถูกแทงเบิกตาโพลง

“ทำไมเจ้าหลุด….พ้น”  พูดยังไม่จบประโยคเธอก็กระอักเลือด รากไม้ที่พันสตรีทั้งสองก็สลายหายสิ้น ธิดาท้าวธริษตรีก็ผละออกจากอีกตัวที่ทับตน

“เจ้าก็รู้ว่าพวกเรามาจากทางลับ แล้วทำไมพวกเราจะไม่พบกับพวกต้นไม้กระหายเลือดพวกนั้นกัน” โอรสเจ้าของเมืองพูดตอบอย่างวางทีท่าเป็นผู้รอบรู้มนต์ดำ

“เสียดายนะที่พวกมันย้ายฝั่งกันเก่ง แค่พวกเราสองคนให้เลือดหยดสองหยดก็ภักดีเสียแล้ว เห็นว่าพิษมากขนาดนี้ก็ดูจะเหมาะกับเจ้าไม่น้อย”  คนพวกเดียวกันก็พูดเสริม

“เหอะ เราแค่ไม่ได้ให้เลือดสามวันถึงกลับกระหายจนย้ายฝั่งเชียวเรอะ…..หึ พวกเจ้าคิดว่าพิษทรมาณนี้จะสังหารไปทีละน้อยสินะ เราบอกแล้วว่าเราเป็นอมตะ” ถีงจะเจ็บปวดแต่ก็มิวายเยาะเย้ยอีกฝั่ง

“อมตะอะไรเหลวไหลทั้งเพ” โอรสของท้าวผู้ถูกมนต์จองจำกับเมืองรัตนบุรีจนนำร่างไปไหนไม่ได้นั้นได้นำยาพิษในที่พักทั้งหมดมากรอกใส่ปากคนอ่อนแรงที่เป็นเจ้าของมัน

“ไม่มีดวงใจ นางไม่มีดวงใจ” เมธาวีที่จับตัวคนที่ต้องการสังหารอยู่นั้นก็จับมีดสั้นดึงออกจากอกกรีดเปิดทางที่หลังให้ตนเอามือไปล้วงดึงดวงใจออกมากะทำให้คนที่ดูเสียสตินี่สิ้นชีพไปเสีย ถึงจะแปลกไปหน่อยตรงที่ไม่มีเลือดอยู่ก็เถอะ แต่คนลงมือต้องพบกับความผิดหวังเสียแล้ว

“เลิกเล่นสนุกได้แล้วเจ้าพวกไม่รู้วิชา” นางดึงหญ้าด้านข้างออกมา ขณะที่ทั้งสองกระทำการทรมาณตนก็แอบร่ายอาถาไว้ก่อนแล้ว เมื่อดึงหญ้านั่นออกก็เท่ากับว่าสิ้นสุดการรอคอยเสียที

“ระวัง!!” ศนิวารรีบดึงอีกคนออกมาเพราะมีสุนัขสามตัววิ่งเข้ามาจากคนละทิศมุ่งมารุมทั้งสอง 

“คืนเดือนดับสุนัขพวกนี้น่ะฤทธิ์มาก ดูสิว่าพวกเจ้าจะรอดไปได้สักแค่ไหน” คนที่เพิ่งถูกล้วงหัวใจยิ้มอย่างร้ายกาจมาก ดูท่าสู้กันธรรมดาคงจะสู้นางไม่ค่อยได้กระมัง 

“พวกเราเหลือเวลาไม่มาก คงต้องหลีกไปก่อน” เมธาวีกระซิบให้สหายรับรู้เพราะว่าผลแปลงกายนั้นมีระยะเวลาของมัน  ถ้าหมดฤทธิ์เมื่อใดมันก็จะปรากฏการมีอยู่ของตัวตนทั้งสอง คราวนี้ล่ะวุ่นวายกว่าเดิมแน่

“ทำไมล่ะ...พวกเจ้าคิดจะหนีเราเหรอ กลัวล่ะสิ” ศัตรูที่เห็นปฏิกริยาก็เดาไม่ยากว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ใคร่จะสู้ต่อเท่าไหร่ แต่คงเข้าใจไปเสียหน่อยในเมื่อสองคนนั้นไม่ได้กลัวฝีมืออะไรแต่หากเป็นเพราะอักษรสาปมากีดกันความสามารถที่ต้องใช้วิชาหรือพลังเข้าช่วยเอาไว้นี่เอง

 “พวกเราไม่เคยกลัวเจ้าอยู่แล้ว แต่เป็นเจ้าที่ขี้ขลาด ทันทีที่สหายเราไม่เจอกับดวงใจของเจ้าเราก็รู้ได้ทันทีเลยว่าดวงใจของเจ้าอยู่ที่ไหน” โอรสของเมืองนี้พูดหยั่งเชิงอีกฝ่ายเพื่อจะให้แน่ใจว่าที่ซ่อนของดวงใจเป็นที่ที่คาดไว้

“อย่างพวกเจ้าจะรู้อะไร...หรือว่า..” เธอได้ยินอย่างนั้นในตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะถึงยังไงสองคนนี้ก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้านึกดีๆทั้งสองคนนั้นมาจากทางลับซึ่งมันก็ผ่านที่เก็บดวงใจของเธอด้วย

“ใช่ ...ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องเร่งไปที่นั่น จริงมั้ย” ธิดาต่างเมืองก็ช่วยเสริมอีก

 

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #93 เมื่อ: กันยายน 14, 2021, 08:34:19 PM »
สุนัขตัวใหญ่ราวกับราชสีห์ทั้งสามนั้นวิ่งมาล้อมวงคนธรรมดาทั้งสองคนไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้พร้อมกับส่งเสียงเห่าดุดันราวกับจะกระชากเนื้อคนข้างตายให้ขาดหลายชิ้นๆ

“รับมือกันคนละตัว ตัวที่สามต้องช่วยกัน” เมธาวีพูดกับผู้ร่วมสู้ เวลนานี้จะมาชิงดีเด่นเหมาเอาคนเดียวต่อสองตัวก็ไม่ใช่เรื่อง

“เรายังเหลือยาพิษอยู่สองขวด เจ้าเอาไปหนึ่งอยู่ที่เราหนึ่ง”  ศนิวารแอบมอบยานั้นให้เผื่อว่าสู้ตรงๆไม่ไหวก็จะได้แก้สถานการณ์โดยไม่พึ่งวิชาหรือพลัง 

ทันทีที่รับมอบทั้งสองก็วิ่งรอบๆด้านในวงกลมที่ถูกล้อมนั้นไปทางทิศซ้าย เจ้าหมาใหญ่ทั้งสามก็วิ่งรอบล้อมวงด้วยเช่นกัน อยากรู้นักว่ามนุษย์พวกนี้จะหาทางรอดออกทางไหนได้กัน ไม่นานนักพวกมันก็เบื่อหน่อยกับวิธีนี้ที่มัวแต่รออีกฝั่งโจมตีก่อนจึงได้พุ่งเข้าหาเป้าหมายที่เลือก ทั้งสองคนนั้นก็วิ่งสลับกันขวาไปซ้ายบ้างบนลงล่างเฉียงทิศทางชุลมุน สุนัขสองตัวที่เลือกคนหมายทำร้ายไว้ก็ตามอย่างไม่ลดละทำให้หญ้าถูกขยี้ขูดรากขูดพื้นดินตามกรงเล็บของมันจนฝุ่นตลบไปทั่ว ยังดีที่ใช้กรงเล็บฟาดร่างคนที่ตามได้ทันแต่ศีรษะทั้งคู่ก็ชนกันอย่างแรง

“ดีมาก ขยี้พวกมันให้แหลกอย่าให้มีชีวิตรอด” เกลียวทองที่มองสถานการณ์อยู่นั้นเห็นฝุ่นไปทั่วพอรู้ถึงเงาลางๆก็จริงอยู่ แต่ว่าเธอรับรู้เป็นอย่างดีว่าศัตรูนั้นได้รับบาดเจ็บจากบริวารของเธอจนทำให้อาการบาดเจ็บของเธอดีขึ้น สลับทรมาณนี้ไม่ว่าตนเองจะสู้เองหรือใช้มนตราบริวารใดมาสู้แทนมันก็ส่งผลให้ความเจ็บปวดของผู้ใช้ทุเลาอาการลงอีกทั้งยังส่งความเจ็บปวดของตนก่อนหน้าสู่ฝ่ายตรงข้ามได้อีกด้วย

“เป็นอะไรมากรึเปล่า” หญิงชาวเสาร์ถามสหายตอนที่สุนัขสองตัวนั้นชนกันเองหัวแตกมึนงงอยู่ โชคยังดีที่ตัวสามยังหาทั้งสองไม่พบในฝุ่นที่มากราวกับพายุเช่นนี้

“เรายังไหว แต่เจ้า....” เขาตอบสหาย ความรู้สึกตอนนี้ราวกับว่าชีวิตมีสิบส่วน ก็ถูกพิษแล่นอยู่ในนั้นสี่ส่วน แต่ตัวเขาก็พอทนกลั้นใจไว้ได้เพราะมันยังไม่มากจนทุรนทุรายเท่าไหร่ 

“เราก็ยังไหว.. แม่มดคนนี้ทนพิษได้มากจริงๆ” เธอเห็นว่าอีกคนห่วงก็ตอบไปอย่างนั้นต่อด้วยพูดเรื่องอื่นต่อ จริงๆก็เจ็บไม่ต่างกันถ้าไม่กลั้นใจไว้จนอีกคนห่วงไม่ทำอะไรต่อน่ะแย่แน่

ทั้งสองเสวนาไม่นานนักก็ตัดสินใจกระโดดขึ้นกลางอากาศด้วยพละที่ยังเหลือมากพอตัวทำให้เห็นตัวอันตรายที่สามพอดี แต่ทางนั้นก็เห็นพร้อมกันจึงกระโดดคาบเอาตัวทั้งสองกลืนเข้าไปในท้องทันที

“หึ อย่างพวกเจ้ามีแค่พละกำลังจะไปสู้กับบริวารมีพลังของเราได้ยังไงกัน” ภาพที่ปรากฏตรงหน้านั่นทำให้เธอรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ส่วนตัวเธอก็ยอมรับว่าพละกำลังของอีกฝ่ายมีมากเหนือกว่าผู้คนที่ตนเคยพบเจอ แต่กำลังน่ะรึจะสู้มนตราได้

ทั้งคู่ได้เข้ามาสู่ด้านในของเจ้าสุนัขนี่ ดูด้านนอกจะเท่าราชสีห์ก็จริงแต่เมื่อได้มาอยู่ในนี้ก็เหมือนกับว่าเป็นถ้ำที่ทำขึ้นจากกระทะทองแดงก็ไม่ปาน

“จนได้เลยสิ ท้องของมันเป็นทองแดง” หญิงวันเสาร์เข้ามาได้ไม่นานก็สัมผัสรู้ได้ถึงลักษณะที่ที่เธอได้มาอยู่ ยังดีที่ในท้องนี่ไม่ได้มืดมาก พอมีแสงให้เห็นเท่าเทียนสักเล่มได้

“ศนิวารเจ้าอยู่ที่นี่ด้วยรึเปล่า” เธอจำได้ว่าทั้งตนรวมถึงสหายนั้นเข้ามาพร้อมกัน แต่ถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่เห็นอีกคนเลย

“เราเดินไปดูทางนั้นมา แต่มันมืดมากเลยขึ้นมาที่ส่วนนี้แทน” บุรุษวันเสาร์เข้ามาตอบสหาย ที่นี่เป็นทองแดงไปทั่วจริงๆถ้ามีน้ำร้อนมาอยู่ในนี้มากๆ  ทั้งสองคนก็ไม่ต่างจากพวกที่อยู่ในอเวจีสักเท่าไหร่นักหรอก

...........

“เราว่าคนที่ชื่อติณกฤตนี่น่าสนใจดี ใจอาจหาญกล้าที่จะนำศีรษะบิดามาถวายพระเทวาท่าน ดีกว่าอัคนินเป็นไหนๆ” ธานินทร์คุยกับสันต์สินีหญิงสนิทเกี่ยวกับสมาชิกคนใหม่ในการใหญ่อย่างชื่นชม แต่ก็ไม่วายเปรียบเทียบคนที่ตนชื่นชมกับคนเก่า

“อ้าว เจ้าพูดอย่างนี้นี่ไม่ได้สนใจอัคนินแล้วรึ เห็นเมื่อก่อนยกย่องมาเปรียบกับบดิศรนักหนา” ใช่สิ ก็เขาน่ะไม่ค่อยถูกกับบดิศรตั้งแต่ยังไม่ลงไปเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำแต่ก็ไม่ถึงกับตีกันหรอกนะ 

“คนอย่างอัคนินจะใช้ทำอะไรได้ พอสังหารศัตรูตัวเองได้ก็เอาแต่เสวยสุข แต่ก่อนน่ะตั้งใจจะเก่งทัดเทียมกับบดิศรเสียด้วยซ้ำ พอหลังน้ำท่วมนี่ก็ได้เป็นยุพราชรอครองเมือง ไม่นานคงจะได้วิวาห์ นี่นะถ้าพระองค์ทรงไม่วานให้บดิศรตามตัวไปรักษาสังวาลย์ศิลา เห็นทีว่าคงจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งวิเศษนี่เสียแล้ว”

“อย่าได้ว่าเขานักเลย  เจ้าก็รู้อยู่ว่าบดิศรเคยมีความสามารถมาก่อนหน้าที่จะเกิดด้วยซ้ำ อัคนินก็อาจจะติดตามใจตัวเองไปบ้างเลยมิค่อยได้ฝึกฝนมากนัก ทำไมเจ้าไม่ยอมเก็บไว้ข้างตัวทั้งสองคนจะได้ทัดเทียม หรือไม่ก็เหนือกว่าปัจจาล่ะ”

อัญญานีที่กำลังเตรียมตัวจะไปได้ยินทั้งสองคุยกันหน้าที่พัก มีหรือว่าจะไม่ลองฟังเผื่อจะมีประโยชน์ในอนาคต อย่างน้อยๆก็ได้รู้ว่าฝั่งนี้ก็แอบแบ่งขั้วอำนาจอยู่เหมือนกัน นอกจากนั้นเธอก็ไม่ใคร่

“ไปครั้งนี้เราก็ไม่อยากกลับมาอีก  ” เธอคิดแบบนี้แล้วจึงได้เนรมิตร่างปลอมของเธอขึ้นมาเอาสั้นๆสักสี่ห้าวัน เวลาเพียงเท่านี้ก็น่าจะพอให้เธอหาที่หลบซ่อนจากคนที่หมายปองได้ จากนั้นจึงได้ตั้งจิตให้ไปยังเมืองรัตนบุรีในทันที

..........

“ทำไมพวกมันดุดันกันขนาดนี้นะ ตามไม่ยอมลดยอมละจริงๆ...ปล่อยข้าไว้ตรงนี้แหละไม่กวนแล้ว” ตาหวานตัดสินใจออกปากให้พลพรรคหิ่งห้อยนั้นเลิกทำภารกิจเสียเพราะนี่ก็นานพอตัวแล้วคงจะเหน็ดเหนื่อยกันไม่น้อย ตัวเองรึก็เป็นผีจะรับมือพวกผีปลอมนี่ไม่ได้ยังไงกัน

“เอ็งไม่ใช่พวกข้าตามหา ถอยออกไป” เมื่อได้เห็นโครงกระดูกกระโดดลงมา คนที่ถูกมนต์สะกดให้ตามหาล่าตายแต่ผู้มีเนื้อหนังมังสา  ผีที่เหลือแต่โครงแบบนี้จะไปฆ่าให้ตายอีกได้ยังไง

“ข้านี่ล่ะพวกเดียวกัน แต่ข้าไม่ยอมบอกหรอกว่าคนที่เหลืออยู่ที่ไหน”

“ข้าว่าเอ็งรีบบอกมาดีกว่า เพราะตอนนี้พวกของเอ็งก็ถูกสหายค้างคาวของพวกข้าตามล่า อีกไม่นานก็ต้องล้อมไว้หมดแน่”

“จ้างให้ข้าก็ไม่บอก ถึงบอกไปพวกเอ็งก็หากันไม่เจอ” เรื่องนี้ก็ต้องดื้ออยู่แล้ว สู้หลอกล่อมาจะให้บอกง่ายๆได้อย่างไร ว่าแล้วเขาก็เอากระดูกอันหนึ่งในซี่โครงมาทำอาวุธขยายใหญ่เกือบเป็นครึ่งวงกลมตามแนวที่เคยมาในร่าง มาเหวี่ยงหมุนไปทั่วตัวฝ่ากำลังทหารต้องมนต์เอา แต่ว่าพวกนั้นน่ะอึดพอตัว็เพราะตอนนี้คนที่ใช้มนต์น่ะกำลังกลับมาได้เปรียบอยู่ด้วยนน่ะสิ

........

ในขณะที่สองสหายคิดที่กำลังคิดหาทางออกจู่ๆก็มีน้ำจากไหนไม่ทราบแหล่งขึ้นสูงมาพร้อมๆความร้อนของมันก็เริ่มจะทำให้คนทั้งสองร้อนราวกับจะโดนลวกก็ไม่ปาน ยังดีที่อึดกว่าคนธรรมดาอยู่บ้างไม่อย่างนั้นคงเผลอล้มไปดิ้นพล่านกับความร้อนเหล่านั้นจนอาการหนักกว่าเดิมก็เป็นได้

“นี่กะจะให้เจอนรกบนดินสินะ ที่เจอมานอกจากยาพิษแล้วมีอะไรอีกเปล่าที่เกี่ยวกับน้ำทะเล” สถานการณ์ตอนนี้ต่อให้ทนได้แค่ไหน ถ้าน้ำร้อนนี่มันท่วมร่างทั้งสองคนต่อไปเกรงว่าจะแย่ก่อนคนที่หมายเอาชีวิตเสียแล้ว

“มี แต่ว่ามันเสี่ยงต่อร่างกายเจ้า” เขารู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะให้ทำอะไรแต่ว่า การต่อสู้เมื่อครู่ก็ออกจะทำให้ส่วนที่ไม่สวมเกราะเป็นแผลไม่น้อย เขาก็เพิ่งจะมาสังเกตเห็นนี่เองว่าสหายมีบาดแผลที่ส่วนอื่นนอกจากหลังไม่ต่างกับตน 

“มันก็ดีกว่าถูกน้ำร้อนลวกแผล เผลอๆมันจะต้มพวกเราไปทั้งตัว” ตอนนี้ระดับน้ำเริ่มขึ้นเหนือข้อเท้ามาแล้ว บาดแผลที่อยู่ต่ำกว่าเข่าเล็กน้อยน่ะอีกไม่นานก็จะถูกน้ำร้อนเข้าทำร้ายอยู่ดี  ไม่สู้ตัดหน้าก่อนคงได้สิ้นก่อนผดุงธรรมเสียกระมัง

 

“เกลียวทอง” อัญญานีมาถึงรัตนบุรีเห็นสุนัขใหญ่สามตัวก็คิดว่าคงไม่ไกลเจ้าของเท่าไหร่นัก เพียงหันไปครู่เดียวก็พบแล้ว ทำไมแหวนวิเศษต้องให้เธอมาเจอกับอริด้วยนี่

“ฮ่าๆ พวกเจ้าจะมีกำลังอะไรมาสู้ได้อีก ถ้ามีมนตราก็ใช้มาสิ เราจะรอดูว่าจะแน่สักแค่ไหน” ร่างกายเจ้าของสุนัขนั่นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็น่าโมโหที่ฝั่งตรงข้ามไม่ยอมใช้พลัง มามีหน้าท้าท้ายตนช่างกล้าเสียจริง

“หยุดนะเกลียวทอง เจ้ากำลังทำร้ายใคร” เธอทนเห็นการหัวเราะการเลวร้ายนั่นไม่ได้ ไม่ว่าศัตรูของเกลียวทองจะเป็นใครก็ไม่ควรโดนนางทำร้ายทั้งนั้น

“อัญญานี ไม่ใช่ว่าพระองค์เสด็จกลับไปหาเจ้าแล้วหรอกรึ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” 

“เรามาไหนไปไหนล้วนไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่ว่าเจ้าต้องทำร้ายผู้บริสุทธิ์อยู่แน่ ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าจะลงแรงใช้สุนัขทั้งสามตัวนี่ได้ยังไง”

“เจ้านี่ยังไง หอชิดดาราดีๆมีไม่ชอบ ชอบที่จะอยู่ในท้องบริวารของเรา....ก็ดีเราจะสงเคราะห์ให้ เจ้าจะได้มาขวางใจเราอีก” เธอสุดชิงชังอีกคนนอกจากจะเป็นลูกเลี้ยงแล้วยังเป็นมารหัวใจ ใช่ เธอไม่ได้เพียงเคารพวิษุวัติเทพ แต่เธอน่ะรักเทิดทูนเลยต่างหาก หากไม่ใช่พระประสงค์ คงไม่ตามพระทัยมาเสียดแทงใจอย่างนี้หรอก

“ขวางใจ... ขออภัยแต่เราไม่ผิด ใครเขาใช้ให้เจ้าไม่เคยเป็นอินทราณีมาก่อนล่ะ ” เธอไม่ได้ชอบสถานะนี้หรอก แต่ถ้าเอามาทำให้ปวดใจได้ก็นับว่ามันก็มีดีในตัวของมัน

“เงียบไป!!!” เธอใช้พลังที่พอจะฟื้นคืนได้จากอาการบาดเจ็บของคนที่ต่อสู้กันก่อนหน้าบีบเข้าที่คอคนปากดีแล้วโยนเข้ากลางดงสุนัขร่างราชสีห์

“เรากลัวเจ้ารึก็เปล่า ให้เจอบริวารแค่นี้ไม่คณามือเราหรอก” จะให้ไร้ทางสู้ได้อย่างไร ของวิเศษที่สวมอยู่ดัชนีนั่นก็มีฤทธิ์พอตัวแล้ว ไหนจะจิตใจร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นมาก ถึงจะมีคนเห็นว่าเธออยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวมาไร้พิษสงนั้นก็เพราะเธอแอบฝึกกำลังกายใจไว้น่ะสิ

“ปากดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งเถอะ” เธอว่าแล้วสุนัขทั้งสามก็มุ่งกระโจนเข้าฝ่ายตรงข้ามทันที

 

“มัวรีรออะไร ปกติเห็นว่าเจ้าคิดจะทำอะไรก็ไม่เคยลังเลเลยแท้ๆ ” เมธาวีท้วงอีกคน 

“มันเกิดลางสังหรณ์น่ะสิ แต่ยังไงก็ต้องใช้วิธีนี้ก่อน” ว่าแล้วศนิวารก็เเปิดจุกปิดขวดยาเล็กๆนั่นคว่ำลงออกมาเพียงน้ำหนึ่งหยด แต่ไม่นานยนักนั้นหยดนั้นก็กลายเป็นน้ำทะเลซัดเสียงอย่างแรงจนเจ้าสุนัขเจ้าของร่างถึงกับล้มเสียท่าทรงตัว

 

“ดูสิยังไม่ทันจะสู้ บริวารก็ล้มไม่เป็นท่าซะแล้ว ” พวกที่จะมารุมเธอก็ล้มไปหนึ่ง สงสัยว่าศัตรูของแม่มดนี่ก็มีฝีมือไม่เลวเลย ถ้าเดาไม่ผิดก็คงอยู่ในท้องนี่กระมัง

เธอยืนนิ่งไม่แยแสต่อความกลัวพร้อมพนมมือเรียกพลังจากธำมรงค์แห้วศุภร เกิดแสงขาวจ้าไม่ทั่วบริเวณจนแสบตา ไม่นานนักก็มีอสุนีบาตก็ลงมายังแหวนวงนี้ แสงขาวที่กระจายก่อนหน้านั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าแผ่เข้าไปที่สุนัขสองตัวที่วิ่งมาจนกระเจิงไปทั้งสองทาง ไม่นานนักก็มีมวลน้ำทะเลมหาศาลออกมาจากร่างที่ขึ้นสนิมของสุนัขตัวที่ล้มนั้นจนสลายจมไปกับน้ำทะเลนั้น แน่นอนว่าสุนัขที่เหลือก็เป็นไปตามกันด้วยเพราะพวกมันก็ถูกทำจากทองแดงทั้งนั้น ส่วนนึงน้ำทะเลนี่ก็เป็นน้ำเก็บไว้ด้วยมนตรามันก็เร่งปฏิกริยาให้ขึ้นสนิมเร็วขึ้นกว่าเดิม ไม่แปลกว่าพวกมันจะเป็นสนิมกันง่ายขนาดนี้

“พวกเจ้ายัง...!!” อัญญานีเห็นสหายในสายน้ำนั้นก็พูดออกมาด้วยความดีใจ

“ยังไม่ต้องพูด!!” ศนิวารร้องดักอีกคนไว้ ผลแปลงกายหมดฤทธิ์แล้วคนปากสว่างแบบนั้นก็ต้องรู้แน่ ยังดีที่เกลียวทองหันหลังให้พวกเขาและหันหน้ามาทางคนขวางทางใจเลยไม่ทันได้เห็นในทันที

“หมายความว่ายังไง!!” แม่มดที่เริ่มกลับมาบาดเจ็บอีกครั้งที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบหันไปมองด้านหลังแต่ก็ไม่ทันการณ์

“หมายความว่าไม่ต้องรู้ยังไงล่ะ!!” เมธาวีจับศีรษะคนที่กำลังจะหันมากดลงสู่ใต้น้ำพร้อมลงไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยกัน

“พวกเราถูกสลักอักสรสาป ถ้าใช้วิชาพลังพวกนั้นก็ต้องพากันมาสมทบแน่” เขารีบพูดเพราะอาการบาดเจ็บก็ชักจะไม่สู้ดีแล้ว คนด้านล่างก็ไม่รู้จะทนไหวแค่ไหนด้วย

“เราเข้าใจแล้วนางสาปได้เราก็สาปได้” เธอรีบลงใต้น้ำไปสมทบทันที แล้วก็ใช้อำนาจของแหวนลงสลักที่หน้าผากศัตรูด้วยอักษร{ท}ทันที ไม่นานนักน้ำทะเลนี้ก็สงบลงเหือดแห้งได้เพราะหมดเวลาของมัน

“เท่านี้เจ้ากับพวกเราก็ต่างคนต่างบาดเจ็บครึ่งหนึ่ง  อีกไม่นานพวกเราจะกลับมาเอาชีวิตเจ้าให้ได้”  บุรุษวันเสาร์กล่าวเช่นนั้นพวกเขาทั้งสามก็จากไป

“เราจะไม่ยอมให้พวกเจ้ารอด..” หันมาอีกทีก็ไม่พบศัตรูเสียแล้วเกลียวทอง แล้วเช่นนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าสองคนนั้นเป็นใครกัน ไม่ได้การแล้วเธอต้องรีบติดต่อให้ใครรับรู้สักคนไม่เช่นนั้นคนพวกนั้นคงร่วมมือกับอัญญานีกลับมาทำร้ายเธอถึงชีวิตแน่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 14, 2021, 08:35:24 PM โดย จักรกรด »

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #94 เมื่อ: กันยายน 28, 2021, 02:46:36 PM »
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน​ ทางจักกรดต้องขอภัยอีกครั้งหนึ่งในการงดอัพเดตนิยายจริงๆนะ​ คะเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้จะสอบแล้วจึงแต่งตอนต่อไปได้ไม่สมบูรณ์​เท่าไหร่นัก​ จักกรดจึงตัดสินใจงดการอัพเดตนิยายไปก่อนสักระยะหนึ่งค่ะ​ เมื่อถึงปิดเทอมประมาณปลายเดือนหน้าจักรกรดจะมาอัพตอนต่อไปนะคะ​ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการอัพเดตนิยายจะแจ้งให้ทราบในภายหลังนะคะ​ ต้องขออภัยทุกท่านจริงๆค่ะกับการจัดสรรเวลาไม่ลงตัว​ ขออภัยด้วยนะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #95 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2021, 01:47:43 PM »
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ จักรกรดต้องขออภัยที่ห่างหายไปนานด้วยค่ะ เพราะว่าจักรกรดได้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียงอย่างมากเลยต้องพักรักษาตัวด้วยค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วก็เลยกลับมาแต่งเพิ่มได้และจึงถือโอกาสมาชี้แจงการเปลี่ยนแปลงเวลาในการอัพเดตนิยายจากรายเดือนเป็นรายสัปดาห์แทนค่ะ โดยจะอัพเดตทุกๆวันอาทิตย์ เวลา18.00น.เริ่มวันอาทิตย์ที่5ธันวาคมเป็นต้นไปค่ะ ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวก และขอขอบคุณที่ยังติดตามอ่านอยู่เสมอด้วยนะคะ จักรกรดจะตั้งใจพัฒนาแต่งให้ดีขึ้นและแต่งให้จบบริบูรณ์ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 25, 2021, 01:49:35 PM โดย จักรกรด »

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #96 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2021, 06:05:44 PM »
 **แก้ไข​**⚠️content warnings//Trigger Warnings
 เนื้อหาส่วนในตอนนี้มาความรุนแรงที่อาจทำให้ไม่สบายใจร่วมด้วย!! ​ ตอนแรกลืมใส่เตือนต้องขออภัยด้วยนะคะ

ในขณะที่ทั้งสองเดินทางไปยังที่ตั้งของศิลาพยากรณ์กลับต้องพบเรื่องยากลำบากจิตเข้าให้ ก็ทางที่เดินน่ะเป็นทางตรงแท้ๆไม่ได้หลงอะไรเลยเพียงแต่มุ่งหน้าไปก็พบถ้ำวิเศษแล้วแต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ไม่ว่าจะเดินเท่าไหร่ก็เหมือนเดินอยู่กับที่ตลอด
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีกเนี่ย ตอนแรกก็ถูกฟ้าผ่า มาตอนนี้ยังถูกทำให้เดินอยู่กับที่อีก!!!” อัคนินเริ่มโวยวายอีกครั้งหลังจากที่ผจญเหตุการณ์เสี่ยงตายเมื่อครั้งกลางวันมาหนึ่ง จนทิวาแล้วก็ยังไม่วายจะเจอเรื่องน่ารำคาญใจอีก
“เดินไปต่อไม่ได้ก็หยุดพักก่อนดีกว่า” สหายจำเป็นออกความเห็น ดึงดันจะไปต่อก็ไม่ช่วยอะไรกลับจะทำให้เสียกำลังไปโดยใช่เรื่องด้วย
“พักอะไรกัน ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องเร่งทำงานให้เสร็จเร็วๆหรอกเหรอ” เขาเห็นอีกคนหยุดเดินแต่ตนก็ไม่สน อยากแต่จะเสร็จงานเร็วๆอยู่นั่น
“ลองพักดูแล้วสังเกตสิว่ารอบๆนี่น่ะ ตอนหยุดเดินมันต่างจากตอนเดินมากแค่ไหน”บดิศรกล่าวให้ลองทำดู เพราะอีกคนนี่ล่ะจะทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม
“ก็ได้……จริงด้วย ที่นี่แปลกไป” เมื่อหยุดดูก็พบว่าที่นี่ประหลาดนัก ตอนที่ผ่านเขตแนวอสุราที่หนึ่งมาจนถึงตอนที่ได้เดินอยู่กับที่ยังเป็นสถานที่ที่มืดมนเห็นได้ก็แต่แสงสีแดงราวทับทิมที่สะท้อนจากดินขึ้นมาเป็นระยะเท่านั้น แต่ตอนนี้นี่สิกลายเป็นบริเวณป่าเขียวชะอุ่ม แสงอาทิตย์สว่างจ้าราวกับว่านี่ไม่ใช่ยามวิกาล อีกทั้งรายล้อมไปด้วยฝูงผีเสื้อนานาพันธุ์บินกันให้ว่อน
“ปัจจาเคยผ่านด่านนี้มาก่อน พวกเราต้องอาศัยผีเสื้อพวกนี้เดินทางไป”
“ผีเสื้อตัวเล็กๆนี่นะ” ว่าแล้วบุตรแห่งคีรีมาศก็จับผีเสื้อมาหนึ่งตัวเพื่อดู แต่ไม่ทันไรไฟก็
เกิดไหม้เกือบจะเผาหัตถ์เข้าให้
“ผีเสื้อบ้านี่มันติดไฟคิดจะไปแบบเถ้าถ่านรึยังไง”
“แล้วใครว่าจะให้ไปทั้งอย่างนั้นกัน” ว่าแล้วโอรสเมืองรัตนบุรีก็ใช้พลังที่มีอยู่ของเกราะเรียกเอากริชออกมา
“ผีเสื้อนี่น่ะต้องการค่าผ่านทาง ซึ่งก็คือเลือดที่เกิดจากการกรีดแทงตัวเองสามที่”
“ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ก็แค่จะผ่านทางไปเอง”
“ที่นี่เป็นเขตคั่นกลางระหว่างดินแดนอสูรกับมนุษย์นะ พวกอสูรพวกยักษ์บางส่วนที่หลุดรอดมาได้เพราะต้องแลกกับความเจ็บปวดกันทั้งนั้น” ว่าแล้วเขาก็เริ่มกรีดแขนทั้งสองข้างของตนตามด้วยการกรีดลงที่กลางหน้าผาก เพื่อให้ผีเสื้อพวกนี้ช่วยให้ผ่านทางไปได้สำเร็จ
……
“ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่ได้” กำลังแรงของแม่มดเกลียวทองส่งผลให้พลังอ่อนแรงด้วยเช่นกัน ยิ่งถูกอักษรสาปด้วยแล้วมนตราขั้นพื้นฐานเหล่านั้นก็ยิ่งไร้ผล จึงไม่แปลกหรอกที่พวกทหารจะหลุดจากมนต์สะกดจนถึงกับงงงวยว่าเหตุใดพวกตนมาอยู่ถึงที่นี่ได้
“พ้นจากมนต์สะกดแล้วแล้วก็อย่าเผลอสิ พวกค้างคาวดูดเลือดมันมาทางนี้แล้ว!!!!”  เจ้าสิงโตที่หนีการไล่ล่าได้ตกลงกับเหล่าหิ่งห้อยว่าให้เปลี่ยนเป็นรูปผืนพรมสี่เหลี่ยมแทนสำเภาเพื่อจะได้เดินทางได้ง่ายขึ้นนั้นพบว่าทหารไม่ได้เป็นผีดิบแล้ว ตอนแรกก็ว่าดีอยู่หรอกที่ตอนเปลี่ยนรูปร่างนั่นเหล่าหิ่งห้อยก็แยกทางไปอีกส่งผลให้ฝูงค้างคาวนั้นแยกอออกไปมาก แต่คราวนี้พอไม่มีมนต์ผีดิบกลิ่นเลือดของมนุษย์เป็นกลุ่มๆนี่ก็ทำให้ความกระหายของเหล่าค้างคาวรุนแรงขึ้นไปอีก นั่นทำให้พวกมันไม่สนใจจะตามพวกหิ่งห้อยแล้วกลับเป็นเหล่าทหารแทน
“พวกเราหนีเร็ว!!” พวกค้างคาวมากันเร็วมาก ทหารหนีรอดได้บ้าง บางรายเคลื่อนไหวไม่ทันก็ถูกรุม บางคนยังดีที่กระโดดลงยังใต้น้ำได้แต่ก็ต้องดำผุดดำว่ายเป็นระยะ เพราะคนธรรมดานั้นไม่อาจจะกลั้นลมหายใจใต้น้ำได้นานขนาดนั้นได้
 
“เฮ้ย!! พวกเจ้าอย่ามาแย่งอาหารหัวหน้าอย่างข้านะ” ค้างคาวผีห้ามฝูงค้างคาวที่กรูกันมารุมจะกัดกินเสือสาวเสียดูเหมือนว่าความกระหายที่รวมตัวกันเหล่านั้นจะไม่ให้เหลือแม้แต่เศษแบ่งให้ผู้ถือตำแหน่งใหญ่กว่าเท่าไหร่
“ออกไปให้พ้นเลยนะ!!!!!!!!!!!” จั๊กแหล่นทนที่จะมารับสถานการณ์นี้ไม่ไหวแล้ว สู้ใช้กรงเล็บขัดขืนก็ยิ่งเหมือนกับเพิ่มจำนวนไปอีก เลยส่งเสียงขู่คำรามจนค้างคาวบางส่วนได้ตกลงพื้นให้พอแหวกช่องทางรอดหนีไปได้

 “จั๊กแหล่นรีบขึ้นมาเร็ว!!!!!!” สุดหล่อเอามือมาดึงตัวสหายด้านล่างให้ขึ้นไปบนผืนหิ่งห้อยแล้วเร่งพากันหนีไปโดยทันที
“กลับไปรวมตัวกันเร็วเข้า!!” หิ่งห้อยยักษ์ที่รับตาหวานแล้วจึงเรียกพรรคพวกไปหลบในที่ปลอดภัย
“พวกมันหนีไปแล้วไปตามจับมันสิ ไปตามจับมัน โอ๊ย!!” ค้างคาวผีเห็นอริหนีกันใหญ่ตัวก็เลยสั่งพลพรรคให้ตาม แต่ว่าตอนนี้พวกมันคลั่งเลือดทหารมากเกินไปจนไม่สนคำสั่งอะไรอีกแล้ว เห็นทีเจ้าค้างคาวผีต้องตามไปลำพังเสียแล้วสิ
…….
“พวกเจ้าทั้งสองไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” อัญญานีถามสหายด้วยความห่วงใย
“ตอนนี้ก็พอไหวอยู่” เมธาวีตอบอีกคนด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“เราไม่เป็นอะไรมาก เจ้าหนีมาอย่างนี้เทพวิษุวัติไม่ตามหาแย่แล้วเหรอ” ศนิวารก็ไม่ต่างจากสหายที่สู้ด้วยกันมาเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจก็คืออันตรายจะมาซ้ำอีกนี่สิ ตัวเขาเองน่ะไม่กลัวแต่ห่วงคนที่เหลือจะรับมือต่อไปได้แค่ไหนกัน
“เราเพิ่งจะแยกจากพระองค์ได้ไม่นานทรงไม่สงสัยอยู่แล้ว อีกอย่างเราได้เนรมิตร่างปลอมไว้พอจะยื้อเวลาได้บ้าง ”
“อักษรสาปที่เจ้าทำคืออะไร” สตรีชาวเสาร์ถามเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด
“{ท} ทรมาน ถ้านางพูดถึงเรารวมไปถึงเมื่อใดที่นางพยายามนำดวงใจกลับเข้าสู่ตัวนางจะทรมานจนอยากอยู่ก็ไม่ได้อยู่อยากตายก็ไม่ได้ตาย” ยังไงเสียเธอก็เคยเป็นลูกเลี้ยงของเกลียวทอง ทำไมจะไม่เคยเห็นว่าวิธีสาปเป็นเช่นไร และด้วยอำนาจของแหวนนั้นช่วยให้เธอสาปได้ถึงสองอย่างในคราวเดียว นี่ก็นับว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อย
“ดีแล้ว งั้นพวกเราไปหาเสด็จแม่กันเถอะ” บุรุษวันเสาร์ที่ได้ฟังก็วางใจ แต่ด้วยห่วงความปลอดภัยของมารดารวมถึงตายายจึงได้ชวนให้ใช้แหวนวิเศษนำไป
……….
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านถึงได้บาดเจ็บล่ะ” ปัจจาที่ได้รับกระแสจิตเรียกหาของเกลียวทองก็พักงานที่กำลังทำเพื่อมาหาตามคำเรียกร้อง
“มีคนมาทำร้ายเราตอนเดียวกับที่พวกสไบทองหนีไป” เธอกล่าวด้วยสีหน้าซีดเซียว
“พวกนั้นเป็นใครเจ้ารู้หรือไม่”
“เราไม่รู้ แต่ทั้งสองคนนั้นไม่ยอมใช้คาถาอะไรเลยอาศัยแต่กำลังมาสู้กับเรา”
“พวกนี้ต้องเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยเหลือมเหสไบทอง ไม่น่าเชื่อเลย หมดพวกสิบสี่คนนั้นยังมีคนฝีมือดีมาช่วยได้อีก”
“ตอนแรกเราก็คิดว่าพวกอยากมีชื่อเสียงในการสังหารเราธรรมดาๆพอคิดไปคิดมาก็เพราะพระเทวาท่านจะทำการใหญ่ย่อมมีคนไม่เห็นด้วยอยากตัดกำลังของพวกเรา แต่ว่าช่วยพวกนั้นไปมีประโยชน์อะไรเราไม่เห็นเข้าใจ” เธอพูดด้วยอาการเหนื่อยเหลือกำลัง
“แล้วจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ พวกนั้นเวทย์มนต์ไม่มียังสู้ท่านได้ ก่อปัญหาต่อไม่จบสิ้นแน่” ลำพังตามหาพระพี่นางของนายตนก็ลำบากพอแล้ว ยังต้องมากังวลกับตนที่มีฝีมือที่ไม่ต้องใช้พลังอีก
“คนพวกนั้นกับเราเชื่อมสลับทรมานกันอยู่ ตอนนี้เจ็บกับฝั่งละครึ่งก็จริง แต่ถ้าเราหายพวกนั้นก็ทรมานแทนเราแล้ว นี่พอจะแก้ปัญหาได้จึงได้เรียกท่านมาให้ช่วยเหลือยังไงล่ะ” นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้แล้ว เพราะตัวเธอก็ไม่ได้รู้ตัวตนของศัตรูเลยนอกจากหญิงที่ตนชิงชังที่ช่วยไป
“นอกจากนี้ยังมีอ……” ทันทีที่เธอตั้งใจพูดถึงอัญญานีเสียงก็หายไป ร่างก็ค่อยๆร่วงล้มไปเสียอย่างนั้น ยิ่งพยามยามพูดเธอก็ยิ่งเจ็บปวดไปทั่วลำคอคล้ายสำรอกออกเลือดมาแต่มันไม่ออกให้นี่สิ ตามลำตัวเส้นเลือดก็ขึ้นนูนจนปวดตัวราวกับจะแยกออกจากร่างแต่ไม่ออกมาอีก ความรู้สึกร้อนดังไฟเผาที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้อมตะแล้วยังไง ถ้ายังทรมานอย่างนี้ก็ยิ่งกว่าตายตกนรกไปอีกไม่ใช่หรอกหรือ
“ไม่ได้การแล้ว เราจะช่วยท่านเอง” เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดีมีเหรอจะไม่ช่วย เขารีบประคองอีกคนขึ้นมาหาที่พักทำการรักษาโดยทันที
……….
“ตอนนี้ดีขึ้นมากเลย คงเป็นเพราะนางพยายามบอกเรื่องเจ้าสินะอัญญานี” ศนิวารคาดการณ์จากอาการบาดเจ็บที่ดีขึ้นไม่น้อย เวลานี้แม่มดคนนี้ยังไม่ได้ไปเอาดวงใจเร็วขนาดนั้นหรอก
“เราก็ว่าอย่างนั้น…แต่แปลกจริงทำไมพวกเราถึงอยู่ที่นี่ล่ะ” เธอสงสัย จิตใจตอนใช้แหวนก็ไม่ได้ว้าวุ่น พระพักตร์พระมเหสีก็ยังจำได้ชัดเจนดีนี่นาทำไมมาอยู่ที่ริมบึงได้
“บัว บัวแย้มอยู่ในนั้นใช่มั้ย!!” เมธาวีเห็นแสงสีขาวนวลผ่องอยู่จึงเดินไปแล้วพบกับดอกบัวขนาดใหญ่อยู่ในน้ำก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นสิ่งที่พี่น้องตนมอบให้จากความทรงจำที่เชื่อมถึงกัน แต่เพื่อความแน่ใจถามหน่อยดีกว่า
“พระธิดา พระธิดาเมธาวีหรือเพคะ” บัวแย้มแง้มกลีบดอกบัวราวกับเปิดม่านพริ้วไสวมาดูต้นเสียงที่ได้ยิน
“เราเองบัว เรายังไม่ตาย” เธอยิ้มอย่างดีใจเมื่อได้พบคนที่ผูกพันราวกับพี่น้องอยู่ที่แห่งนี้ด้วย
“เสด็จแม่พระเจ้าค่ะ” ศนิวารที่ตามมาก็เรียกหามารดาโดยทันทีเพราะมั่นใจว่าต้องอยู่ด้วยกันแน่
“ศนิวาร ลูกยังมีชีวิตอยู่….” สไบแก้วคิดถึงแก้วตาดวงใจของตนมากที่สุดได้ยินเสียงเรียกก็รีบมาดู พอพบหน้าก็ดีใจจนน้ำตาท่วมท้นนัก
“อย่าเพิ่งออกไป…..เราจะเชื่อได้ยังไงว่าพวกเจ้าไม่ใช่ฝั่งศัตรูปลอมตัวมาหลอกพวกเรา!!” พระอัยกาห้ามคนทั้งสองที่ดีใจอยู่นั้นไม่ให้ใจอ่อนไปต้อนรับเพราะห่วงว่าจะเกิดอันตรายอีกก็เป็นได้ หากถูกจับได้อีกกลับไปคราวนี้โดนถูกทารุณกันหนักกว่าเดิมเป็นเท่าตัวแน่
“ทรงเชื่อพวกหม่อมฉันเถอะนะเพคะ เวลานี้อะไรที่ควรเชื่อหรือไม่พระองค์เองก็ทรงพิจารณาได้ไม่ยากอยู่แล้วเพคะ”  เธอกล่าวไปตามที่คิด ก็คนอย่างท้าวทศพลจะดูไม่ออกเชียวหรือ
“เรื่องบางเรื่องก็วางใจไม่ได้ เอาล่ะเราขอถามพวกเจ้า ก่อนที่จะจากเมืองเราไปสู้ศึก เรื่องสุดท้ายที่เราพูดกับพุทธรัตน์คืออะไร”
“เสด็จพ่อก็ทรงทราบนะเพคะว่าพวกเขาอยู่คนละวันกันจะไปรู้ได้อย่างไร น้ำท่วมคราวนั้นบันทึกก็น่าจะหายตามไปแล้วก็ได้” ถ้าเป็นก่อนหน้าที่สิ่งของวิเศษเสียหายก็ใช่ แต่นี่ได้รับการรักษาแล้วไม่เป็นเรื่องยากที่ตนจะรู้จากอีกฝ่าย
“พ่อเข้าใจ แต่อย่างน้อยๆก็ต้องรู้จากตอนที่เกิดสุริยะคราส” ทั้งหมดแยกออกจากกันจะไม่ส่งสารถึงกันเลยงั้นหรือ แต่เขาไม่รู้ว่าเวลานั้นไม่ใช่เวลามาสั่งเสียกันก่อนสู้นี่นา
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ให้รักษาตัวรอดเอาไว้อย่าสู้จนตัวตายพระเจ้าค่ะ” ทันทีที่พระนัดดาตอบคำถามจบประโยคก็กลับกลายเป็นว่าจากดีๆก็ล้มดิ้นทุรนทุรายลงไปเสียอย่างนั้น
“ศนิวาร!! เมธาวี!!” อัญญานีรีบเข้าไปดูทั้งสองในทันที เมื่อครู่ยังดีอยู่แท้ๆไม่นานก็อาการแย่เสียจนน่าตกใจ
บัวแย้มเห็นเป็นเช่นนั้นก็รีบเปิดดอกบัวให้คนที่อยู่ในดอกบัวออกมายังด้านนอกเพื่อดูอาการคนที่ทุรนทุรายในทันที
“ทำใจไว้นะ หลานจะต้องไม่เป็นอะไร” อัยกีเข้าถึงตัวนัดดาได้ก่อนคนอื่นก็รีบจับมือปลอบประโลมประคองอาการไว้ก่อน
“ลูกแม่ ไม่นะลูก….พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างสิ ต้องทำอะไรสักอย่าง” ใจของนางก็หายอยู่หรอก แต่จะมามัวเสียใจก็แย่กันพอดี ยังไงมันก็ต้องมีวิธีช่วยให้ได้สิ
“พระธิดาเพคะ พระธิดา!!” ได้เจอเพียงครู่เดียวก็เป็นอย่างนี้เสียแล้ว น้ำตาของบัวอาบแก้มไม่รู้จะต้องทำอย่างไรดี
“พา….พาศนิวารเข้าไปในแก้วบุษกรก่อนร…เร็ว..เร็วเข้า” คนที่ทุรนทุรายแต่ยังไม่วายสิ้นสัมปชัญญะอย่างพระธิดาเมืองคีรีมาสได้รีบบอกให้พาเข้าไปรักษาตัวด้านใน
“ได้ๆ เราจะรีบพาเขาเข้าไปแล้วจะรีบพาเจ้าตามเข้ามานะ” คนสวมแหวนวิเศษจิตใจว้าวุ่นห่วงหน้าพะวงหลังไม่รู้จะช่วยใครก่อน เมื่อได้ยินคำกล่าวของสหายก็ทำตามโดยเร็วถึงแม้จะห่วงอีกคนขนาดไหนก็ตามที
ด้วยที่ว่าคนเมืองทิศพลนั้นชราภาพเกินไปจึงไม่เหมาะแก่การเคลื่อนย้ายคน ดังงนั้นแล้วสไบแห้ว บัวแย้มและอัญญานีจึงต้องช่วยกันพาบุรุษผู้ทรมานคนนี้นั้นเข้าไปก่อนอย่างทุลักทุเล
“พระโอรส พระธิดาเกิดอะไรขึ้นพระเจ้าคะ!!!!”พวกที่ทำภารกิจล่อลวงศัตรูได้กลับมาถึงพอดี แต่เจ้าหิ่งห้อยยักษ์ต้องร้องถามด้วยความตกใจทันทีที่เห็นอาการที่ทั้งสองคนเป็นอย่างนั้น
“เรื่องจริงหรือนี่ ของวิเศษทั้งสองยังอยู่ดี ”ตุ๊บเท่งไม่ได้สนว่าคนจะเป็นยังไงแต่สิ่งที่ดึงดูดใจที่สุดก็ต้องเป็นสังวาลย์กับเกาะอยู่แล้ว
“มันยังไม่ใช่เวลาที่จะทำอย่างอื่น ตอนนี้ต้องรีบพาทั้งสองคนเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บด้านในดอกบัวก่อน สุดหล่อช่วยพวกเราพาศนิวารเข้าไปเร็วเข้า” สไบทองร้องเรียกให้เข้ามาช่วยในทันที
“สุดหล่อต้องช่วยอยู่แล้วเด็จแม่” ว่าแล้วก็รีบเข้าไปช่วยแบกเอาคนเข้าไปยังที่ปลอดภัยด้วยหวังว่าจะได้ผลตอบแทนในภายหลัง
“พระธิดา จั๊กพาไปนะเพคะ” ว่าแล้วจั๊กแหล่นก็แบกอีกคนตามไปในทันที
“เจอแล้วพวกหลบหนี ที่แท้ก็มาอยู่ในดอกบัวยักษ์นี่เอง” ค้างคาวผีที่รีบบินตามมาทันเจอทุกคนก่อนที่จะบัวจะปิดไป
“ดีล่ะข้าจะได้กินให้หมดนี่เลย!!” ว่าแล้วเจ้าค้างคาวก็ปล่อยพลังโจมตี แต่ถึงยังไงก็ไม่สะเทือนด้านในสักนิดเพราะพลานุภาพที่ป้องกันมากจนพลังธรรมดาก็เป็นได้แค่เศษผง
………..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2021, 10:26:52 PM โดย จักรกรด »

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #97 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2021, 06:09:22 PM »
“อุตส่าห์เดินทางกันไม่ได้พักแท้ๆเจ้ากลับยื้อเวลาซะเป็นคืน เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”ฉันทนาถามผู้ร่วมทางในขณะที่กำลังซุ่มกองกำลังตอนที่พระอาทิตย์ใกล้จะปรากฏยังท้องนภา
“เจ้าไม่รู้อะไร ช่วงเวลาที่ประตูวังบาดาลใต้เปิดอย่างอิสระก็คือช่วงเข้าอรุณยังมิละทิวา นี่เป็นจุดอ่อนของที่นี่ไม่ว่าใครก็สามารถโจมตีได้ง่ายๆถ้ารู้ข้อนี้” ติณกฤตอธิบายให้ข้อมูล กับผู้ที่สงสัยในตัวของตน
“แล้วทำไมต้องเปิดอย่างอิสระด้วยล่ะ” ปกติมันต้องป้องกันอย่างแน่นหนาไม่ใช่หรอกเหรอ
“ก็เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในปกครองมาร้องทุกข์ได้น่ะสิ คิดดูนะถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆคงไม่มาเวลานี้หรอกจริงมั้ย อีกอย่างเป็นเวลาอื่นถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นอาคันตุกะหรือเชื้อเครือญาติวงศ์ก็ยากจะเข้าไปได้” เขาใช้น้ำเสียงที่จริงจังดูน่าเชื่อถือเพราะว่าเขาพูดจริงกับไม่จริงปนกันไป โกหกอย่างเดียวมันไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่นี่นะ
“อย่ามัวแต่ถามอยู่เลย….ได้เวลาแล้ว!!!”เขาตอบข้อสงสัยเสร็จก็ไม่รอช้าส่งสัญญาณเข้าโจมตีบาดาลโดยทันที

“แย่แล้วพระเจ้าค่ะองค์เหนือหัว พระโอรสติณกฤต พระโอรสนำกองทัพมาบุกโจมตีวังพระเจ้าค่ะ”ทหารชาวนาคา รีบเข้ามาทูลถึงเหตุการณ์วุ่นวายในทันที ด้วยตกใจว่าเหตุใดผู้ที่เป็นถึงพระโอรสได้กล้าที่จะคิดทำร้ายบิดาตน
“เจ้าว่ายังไงนะ!! ทำไมติณกฤตต้องทำกับเราแบบนี้ด้วย…ไม่ได้การแล้ว รีบจัดกำลังให้เร็วที่สุด”ท้าววิชชุนาคราชถึงจะรู้แผนการอยู่แล้วแต่ว่าก็อดที่จะตกใจไปด้วยไม่ได้ ใครจะไปคิดว่าลูกยาจะใช้เวลาแบบนี้มาโจมตีกัน
“แย่หน่อยนะพระเจ้าค่ะที่ตอนนี้แก้สถานการณ์ไม่ได้เสียแล้ว” พระโอรสของวังเดินเข้ามาทันทีหลังจากที่ผู้เป็นพระบิดากล่าวจบ
“หมายความว่ายังไงกันแน่ลูกพ่อ” นี่มันผิดแผนไปหน่อยแล้วมั้ง เดิมทีพวกเขาต้องทำทีเป็นสู้กันสูสีแล้วปล่อยให้หนีไปได้อย่างหวุดหวิดไม่ใช่เหรอ
“คงจะทรงสงสัยว่าเหตุใดหม่อมฉันไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้” เขาใช้ดาบจ่อไปที่คอของผู้เป็นพ่ออย่างอุกอาดนัก ขัดกับนิสัยปกติเสียเหลือเกิน
“ตกลงกันไว้ หมายความว่าพวกเจ้าพ่อลูกคิดจะทรยศพระเทวางั้นสิ” สตรีที่มาตามจับผิดได้ยินแบบนั้นก็ไม่พอใจนัก
“ตอนแรกใช่ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว” เขายิ้มหยิ่มกระหายราวกับได้กำชัยชนะไว้ในครอบครอง
 “เขาให้เราแฝงตัวเข้าไปแล้วนำความลับมาบอกทางนี้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะรับมือกับสงครามที่ใกล้จะประกาศอย่างเป็นทางการ ระหว่างนั้นก็กะว่าจะให้เราสังหารเจ้าของเดิมเพื่อครองเกราะเหล็กกับสังวาลย์ศิลาเพื่อมาใช้ทำลายพวกเจ้าให้สิ้น”
“หมายความผู้ที่จะเป็นเจ้าของต่อได้ก็ต้องสังหารเจ้าของเดิม นี่เขาจะให้เจ้าฆ่า ฆ่าอัคนินเลยอย่างนั้นเหรอ” เธอได้ยินก็ใจไม่ดีเท่าไหร่ เธอไม่ได้หมายถึงความร้ายกาจของท้าวนาคาแต่เป็นความโหดร้ายของเทพที่ตนรับใช้ตะหาก เธอไปได้ยินมาว่าเมื่อรักษาสังวาลย์สำเร็จก็แค่จะเทพท่านขอคืนแล้วอัคนินจะไม่เข้าร่วมต่อสู้ก็ได้แท้ๆ
“ติณกฤตลูกพูดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร”เขาสับสนไปหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบุตรตน ทำไมเขาพูดเรื่องสำคัญแบบนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย
“หม่อมฉันว่าข้อเสนอที่พระองค์ให้มันไม่พอและเวลาก็รอไม่ได้ด้วย บัลลังก์นี่มันควรจะเป็นของหม่อมฉันตั้งนานแล้ว อีกอย่างการได้เคียงข้างผู้ยิ่งใหญ่อย่างเทพวิษุวัติต้องเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง พระองค์จะต้องชนะไม่มีใครมาขวางได้!!”
“หยุดนะติณกฤต!!!” แสงสว่างวาบจากทิศตรงข้ามเข้าสู่ดวงตาของคนทั้งสองจนมองไม่เห็นไปครู่หนึ่ง
“หึ เราก็นึกว่าจะแน่แค่ไหนก็แค่ใช้แสงมาบังตาพาหนีก็เท่านั้น”ฉันทนาใช้เชือกมนตราไล่จับอริได้ทัน ถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่ว่าเชือกเส้นนี้มันตามการเคลื่อนไหวของสิ่งชีวิตได้
“ลูกแม่ แม่ไม่เคยสอนให้ลูกทำเช่นนี้นะ”สายตาของมารดาบ่งบอกได้ถึงความผิดหวังในตัวบุตรเป็นอย่างมาก
“เราก็ไม่ได้ขอให้พวกท่านสอนเรา” เขายังมีความผูกพันอยู่บ้าง ในขณะที่พูดเสียงก็เริ่มสั่นคลอนร่วมด้วย
“จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ พวกเราต้องไปทำอย่างอื่นกันต่อนะ” เธอไม่อยากจะอยู่ดูเหตุการณ์พวกนี้มากนัก อีกอย่างเชือกนี้ถึงจะรัดผู้มีอิทธิฤทธิ์ได้ แต่มันก็ไม่นานนักหรอก
“ลาก่อน..”ติณกฤติใช้ดาบอันคมกริบฟันเศียรบิดามารดาขาดสะบั้นพร้อมกันในคราวเดียว ช่วงเวลาที่ศีรษะตกพื้นก็เป็นเวลาเดียวกับที่น้ำตาของเขาได้ไหลออกมาจากดวงตา
ถึงแม้จะเป็นเพียงพยานในครั้งนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเศร้าใจระคนกันกับขวัญที่สั่นคลอน ขนาดพ่อแม่ตนยังตัดใจสังหารได้ ต่อจากนี้คงไม่มีอะไรที่เขาจะทำไม่ได้แล้ว ช่างเป็นบุคคลที่อันตรายมากเสียจริง
……..
“ดีขึ้นหน่อยแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดาพอจะวางใจได้บ้างที่ลูกยาไม่มีอาการทุรนทุรายมากแล้ว
“พระธิดาดีขึ้นแล้วใช่ไหมเพคะ”บัวใช้มือลูบที่หน้าผากคนที่ตนรักเหมือนพี่น้องเพื่อดูอาการ แต่ตัวเย็นมากไปหน่อยเลยไม่แน่ใจ
คนถูกถามได้แต่พยักหน้าและยิ้มซีดเซียวตอบ ไม่นานนักก็กระอักเลือดอย่างหนักขึ้นมาเสียดื้อๆ
“ทางนั้นก็คงจะรักษาด้วยฤทธิ์เย็นเหมือนกัน พอทั้งสองฝ่ายใช้วิชาฤทธาเดียวในช่วงที่สลับทรมาน ความเจ็บก็เลยอยู่กับที่แต่ยิ่งทวีคูณ”อัญญานีที่เห็นอาการสกายทั้งคนไม่ดีอีกแล้วจึงใช้ความคิดจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นมาจากเกลียวทองวินิจฉัยเรื่องนี้
“ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ต้องตายทั้งสอง ต้องรีบถอนวิชานี้ออกแล้ว…แต่ว่าเราถอนได้แค่ทีละคนระหว่างนั้นต้องคอยดูอีกคนให้ดีเพราะมีโอกาส มีโอกาสจะไม่รอด” เธอพยายามคุมสติตัวเองให้มากที่สุดเพราะตัวเธอเป็นคนเดียวที่รู้วิธีแก้แต่ก็ต้องอาศัยพลังจากแหวนวิเศษด้วย ถึงแม้จะติดสะอื้นไห้ด้วยใจไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ถอน…ถอนวิชาให้เมธาวีก่อน…เรา..ทนได้”ศนิวารพูดขึ้นเพราะเป็นห่วงอีกคน คราวที่แล้วก็ยอมให้ตนเข้ามารักษาต่อ คราวนี้จะไม่ยอมให้มาเสียสละอีก

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #98 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2021, 06:11:43 PM »
“ไม่ได้นะอัญญานี เจ้าต้องช่วยลูกของเราก่อน” สไบทองเห็นท่าไม่ดีแล้ว ถ้าจะต้องมีใครตายเสียคนหนึ่งขอให้เป็นอีกฝ่ายดีกว่า
“ไม่ได้นะเพคะพระมเหสี พระธิดาจะทรงไม่ไหวแล้ว” บัวแย้งขึ้นมา ในเมื่อบุตรตัวเอาสิทธิ์ให้ก่อนแล้วแท้ๆ
“ไม่ได้มาช่วยลูกเราก่อน เราขอล่ะ” คนเป็นแม่ฉุดลากนำตัวคนรักษาไปยังที่ลูกตัวเองไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว นอกจากชีวิตของลูก
“พระมเหสีอย่าทรงทำเช่นนี้เลยนะเพคะ” จั๊กแหล่นช่วยปราม
“เสด็จแม่..อย่า..พระเจ้า..ค” พูดเตือนไม่จบประโยคก็กระอักเลือดหนักไปอีก
“พระมเหสีอย่าทรงทำเช่นนี้เลยพระเจ้าค่ะ ขืนยื้อกันไปมาแบบบนี้เวลาไม่คอยท่าก็ต้องสิ้นทั้งสองพระองค์นะพระเจ้าค่ะ”หิ่งห้อยยักษ์ก็ช่วยห้ามอีก
“พวกเจ้าจะไปเข้าใจอะไร พวกเจ้าไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับพวกเราด้วยซ้ำ” ท้าวนวดลก็เข้าข้างลูก ใครเขาอยากจะเสียหลานตนกัน
“แต่เขาก็ชีวิตเหมือนกันนะเพคะเจ้าพี่ ชีวิตเขาสำคัญนั้นไม่แพ้กัน” มเหสีอมรินทร์กล่าวเตือนสติ
“แล้วหลานพวกเราไม่สำคัญรึ เจ้าเลอะเลือนไปแล้ว”
“พอ..”เมธาวีกล่าวคำสุดท้ายพร้อมกับมือที่ดึงเกสรดอกบัวใหญ่อย่างสุดแรงที่เหลือ จากนั้นไม่นานร่างกายของเธอก็กลายเป็นแก้วมีจุดพลังดั่งลูกไฟสีแดงสีฟ้าไหลเวียนในร่างนั้น
“พระธิดา!!”จั๊กแหล่นร้องเรียกด้วยความตกใจที่ร่างกายผู้เป็นดั่งที่รักเปลี่ยนไปแบบนั้น
“ไม่ ไม่นะ”สุดหล่อที่เห็นเห็นการณ์แบบนี้ ถึงจะไม่ได้ผูกพันกันแต่ก็อดสะเทือนใจกับภาพตรงหน้าไม่ได้
“พระธิดาอัญญานีช่วยพระโอรสเถอะเพคะ บัว บัวไม่อยากให้เกิดเรื่องนี้อีก” สุดท้ายบัวแย้มก็ต้องยอมรับเรื่องที่เกิด แม้ว่าตนจะเสียใจมากแค่ไหนแต่สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่ร้องไห้เสียใจเท่านั้น
“พี่ตาหวานคิดว่านี่อาจจะเป็นการรักษาร่างกายไว้ก็เป็นได้นะหนูบัว พลังที่ไหลเวียนอยู่มันคงไม่ใช่พลังจากสังวาลย์มณีหรอก พี่รู้สึกว่าพระธิดายังอยู่” เขาก็ไม่แน่ใจแต่ว่าเพราะเป็นผีมาหลายปี ก็พอจะรู้ว่านี่ไม่ใช่การสิ้นชีพไปหรอก
“อยู่แบบไหนกัน”เสือสาวร้องไห้ระงม เป็นแบบนี้ก็ไม่ต่างจากศพที่ยังมีลมหายใจอยู่ดี
อัญญานีใช้พลังจากแหวนรวมถึงเพ่งจิตไปยังร่างกายของศนิวารจนหน้าผากเริ่มมีอัญมณีปรากฏขึ้นมา ไม่นานก็มีแสงไฟสีม่วงออกมาจากอัญมณีนั้นกระจายรอบทั่วตัวของศนิวาร ไม่นานก็ก็ปรากฏเส้นไหมสีเงินหลุดออกมาแล้วถูกเผาทิ้งไป อัญมณีนั้นก็กลับเข้าร่างไปดังเดิมไฟที่รักษาก็ตามกันไป ในที่สุดเขาก็กลับมาเป็นปกติเสียที
“เมธาวี..เมธาวี” หลังจากที่กลับมาปกติเขาก็รีบไปดูร่างของคนที่ห่วงในทันทีแต่ก็ต้องพบแต่ร่างแก้วที่มีแต่พลังงานไหลเวียนอยู่เสียแล้ว
“เป็นความผิดของเราเอง ” เขาเสียใจมากจนน้ำตาคลอ ถึงร่างกายปกติแล้วยังไงถ้าใจร้าวแล้วก็เท่านั้น
“พระธิดาเพคะ!!”บัวรีบเข้าประคองอัญญานีที่ล้มลงเพราแรงจิตที่ใช้ไปตลอดคืนที่ผ่านมา
“อัญญานีเป็นยังไงบ้าง เราต้องขออภัยเจ้ามากจริงๆ” สุริยะได้เข้ามาดูอาการคนที่ช่วยตนอย่างห่วงใย คนที่ร่างเป็นแก้วก็น่าห่วงอยู่หรอกแต่อีกคนนี่ก็ไม่ค่อยไหวเท่าไหร่แล้ว
“เราไม่เป็นอะไรแค่ต้องพักสักหน่อย แต่ว่าแสงสุรีย์นี่สิ” เธอก็ไม่วายเป็นห่วงคนประสบภัย ถึงตอนนี้พอจะวางใจว่าไม่สิ้นชีพได้แล้ว แต่แก้ร่างให้กลับมาดังเดิมนี่สิไม่รู้หนทางเลย
“ต้องมีวิธีแน่….พี่หิ่งห้อย บันทึกของศรุตเทพที่น้องฝากไว้ยังอยู่ไหมจ๊ะ”
“ยังอยู่พระเจ้าค่ะ” ว่าแล้วเจ้าหิ่งห้อยก็ใช้พลังนำบันทึกออกมาจากปีกของตนส่งให้เจ้าของในชาตินี้
“ศรุตเทพต้องรู้วิธีแก้แน่ นอกจากบันทึกเรื่องการเดินทางยังมีการบันทึกวิธีแก้มนตราที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย” เขารีบเปิดหาอาการที่น่าจะใกล้เคียงในนี้ดูเสียหน่อย
“ในนี่ไม่มีวิธีแก้ร่างที่กลายเป็นแก้ว แต่วิธีแก้มนต์ผู้เป็นหินน่าจะใช้แทนกันได้”
“ต้องใช้อะไรแก้ล่ะ” ธิดาเมืองโกสุมพิสัยถามดูเผื่อจะช่วยได้
“ใบของต้นปาริชาต นำมารวมกันกับดอกหทัยหยาดทิพย์ ร่ายมนต์โปรยตามคาถาในนี้จะช่วยได้” ยากหน่อยนะที่ต้องไปหาสิ่งเหล่านี้ที่ไปรวมในสวรรค์ในวันนี้เสียด้วยสิ
“คิดจะไปนำมาก็ต้องระวังด้วยเทพวิษุวัตด้วยนะ เพราะที่สวนบนสวรรค์ดอกปาริชาตบานวันนี้ จัดพิธีเข้าชมกันยิ่งใหญ่มากด้วย ” อัญญานีส่งแหวนให้แล้วบอกเล่าที่ทางตั้งพรรณไม้ต่างๆให้ได้รู้
“หลานไม่พักสักหน่อยหรอกหรือ ” อัยกาห่วงนัดดาที่ทนทรมานร่างมาตั้งนานแล้วยังไม่ทันได้พักยังต้องไปทำเรื่องเสี่ยงอีก
“เรื่องนี้รอไม่ได้พระเจ้าค่ะ” ถึงไม่ค่อยจะรู้สึกดีที่คุยด้วยจากเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ แต่เขาก็ไม่ได้ใจแข็งถึงกับไม่คุยด้วยขนาดนั้น เมื่อได้รับการตอบกลับมาทั้งสองพ่อลูกก็รู้สึกผิดขึ้นมาเลยไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #99 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2021, 06:13:41 PM »
“จริงสิเจ้ายังมีอักษรสาปติดตัวใช้พลังจากสิ่งวิเศษไม่ได้นี่ เพราะยังไงก็ใช้จิตช่วยด้วย” สหายที่รู้เรื่องคำสาปก็อดห่วงไม่ได้
“เช่นนั้นบัวจะใช้แหวนไปกับพระโอรสสุริยะเองเพคะ” บัวแย้มที่มีความหวังจากความไม่สิ้นที่พระธิดาที่ผูกพันอาสาทำเรื่องนี้ เพราะดอกบัวยังทำให้ดั่งใจได้ ทำไมจะใช้จิตเชื่อมพลังกับแหวนไม่ได้
“ให้พี่จั๊กไปแทนดีกว่ามั้ยหนูบัว อย่างน้อยๆพี่ก็พอจะช่วยพระโอรสสู้ได้บ้างถ้าหากเกิดอันตราย”
“เรื่องไม่ได้อยู่ที่สู้ได้ไม่ได้ อยู่ที่ว่าเมื่อได้กลิ่นต้นปาริชาตจะรำลึกอดีตชาติจนไม่มีสติพอจะระวังตัวนี่สิ เราเชื่อว่าบัวต้องช่วยเตือนสุริยะให้ทำการสำเร็จลุล่วงได้แน่” เธอที่เห็นแววตาอันมุ่งมั่นนั้นแล้ว ใจก็เชื่อมั่นในปณิธานที่จะช่วยเหลืออย่างแรงกล้าได้แน่
“อย่างนั้นอย่าเสียเวลาเลย พวกเรารีบไปกันเถอะ!!”สุริยะชวนบัวเสร็จก็จับมือหายตัวกันไปในทันที
…………..
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าต้องทำกันขนาดนี้ …เดี๋ยวสิ.แผลที่กรีดเมื่อครู่หายไปไหนแล้ว” อัคนินกล่าวเสร็จหลังจากเดินบนทางที่ผีเสื้อดื่มเลือดที่พลีกายให้เหยียบไปยังถ้ำวิเศษ ไม่นึกเลยว่าการที่ทำตามสหายร่วมทางจะได้ผมดีทั้งแผลที่กรีดด้วยตนเองยังหายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน
“พวกเราจะไปหาศิลาพยากรณ์ก็ต้องให้มีอะไรดีๆบ้างสิ” บดิศรออกความเห็น
แสงระยิบระยับขึ้นมาบ่งบอกว่าเป็นทางเข้าแน่แท้ พอเดินไปเหมือนมีฟองอากาศอยู่ระหว่างทางเข้าตามที่ปัจจาได้แจ้งไว้
"หากจะมาพบเราเร่งมาพบเสียเถิด อย่าให้สูญสิ้นเพลาเลย" แท่นศิลาที่พวกเขาตั้งใจมาหาได้รับรู้ถึงการมาของผู้ที่เยือนก็นะไม่มีอะไรที่ไม่รู้
" เรื่องสิ่งวิเศษที่ท่านทั้งสองได้รับบัญชาให้รักษากลับมาดังเดิมนั้นย่อม ไม่มีทางทำได้อีกแล้ว ในเพลานี้เขตแนวอสุราที่๓มิได้มีปราพกสินธุ์ที่ใช้รักษาสิ่งวิเศษอีกต่อไปเพราะมีผู้ใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อย เอาล่ะถึงอย่างไรพวกท่านทั้งสองคนก็ผจญภัยจนมาถึงที่นี่ สามารถถามคำถามเราได้คนละข้อ” ศิลาพูดให้รู้ในทีเดียวเพราะไม่อยากให้เสียเวลาในการไปผจญเรื่องที่เสียเวลานี่นะ
“จริงเหรอ ศิลานี่โกหกพวกเรารึเปล่า” เขาสงสัยขึ้นมาเลยถามเพื่อนจำเป็นดู
“ไม่หรอกเขาบอกทุกฝ่ายนั่นล่ะ ….พวกเกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณียังมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่” โอรสรัตนบุรีได้ยินคำเล่าก็เกิดอยากรู้ขึ้นมา เหมือนมีลางสังหรณ์ว่าฝ่ายศัตรูยังไม่ตายง่ายขนาดนั้น
“ถามอะไรของเจ้า เสียคำถามไปง่ายๆเลยนะ” โอรสคีรีมาศไม่เข้าใจอีกคนที่ถามแบบนั้น เพราะตนมั่นใจว่าไทม่รอดแล้วแท้ๆ
“ใช่ พวกเขายังมีชีวิตอยู่….เจ้าฉลาดถามดีนี่” เขาน่ะชอบคำถามแบบนี้ล่ะไม่กว้างเกินไป ไม่ต้องมากความ
“ว่ายังไงนะ แล้วพวกนั้น..”
“ใจเย็นอัคนิน ถามเรื่องที่พระเทววิษุวัติทรงอยากทราบเถอะ”
“ก็ได้ๆ…..พระเทวีเบญจเนตรทรงอยู่ที่ไหน”
“คำถามนี้ยากจะตอบ เพราะถ้าบอกตรงๆคำสาปก็ทำงาน ตัวข้าก็กลายเป็นหินธรรมดาเสียสิ” เขาเจอคำถามนี้เป็นรอบที่ร้อยแล้วมั้ง ก็บอกตรงๆไม่ได้จริงๆนี่นา
“เช่นนั้นก็ใบ้มาเถอะ” เทวดาก่อนหน้าหัวเสียบ้าง บ้างก็กลัวว่าความวิเศษจะหายไปเลยเปลี่ยนคำถามตลอด เพิ่งจะเจอคนอยากได้คำใบ้นี่เอง เด็กหนุ่มคนนี้เป็นที่น่าพอใจสำหรับเขามากจริงๆ คนที่ชื่อบดิศรนี่
“ที่ที่คาดไม่ถึงเป็นที่ที่คอยเฝ้าคะนึงหา….คำใบ้นี่น่าจะเหมาะกับนายของพวกท่านนะ เอาล่ะหมดเพลาของเราแล้วเราต้องพักก่อน ขอให้โชคดี” กล่าวจบศิลาวิเศษก็หลับนิ่งเหมือนหินธรรมดาทั่วไปรอตื่นใหม่ในอีกเจ็ดวันให้หลัง

“พวกเราต้องรีบกลับไปจัดการกับพวกนั้นนะ!!”เมื่อออกจากถ้ำอัคนินก็ฮึดฮัดทันที
“เรารู้  แต่ต้องไปทูลให้พระองค์ทราบก่อน”นี่ก็ไม่พอใจที่ศัตรูกลับมาเหมือนกัน แต่ก็แอบขัดใจที่อีกคนอริกับสหายคนโปรดมากที่สุดนี่สิ
“ทูลๆ มัวแต่ทูลแล้วเมื่อไหร่จะได้ตามล่าพวกมัน”เขาเดินไปอารมณ์ก็เสียไป
“ที่ทูลนี่ก็เพื่อจะได้ตามหาพวกนั้นไงล่ะ ถึงมีอักสรสาปแต่ถ้าแม่มดเกลียวทองถูกลอบสังหารไปก่อนพวกเรากลับ ก็เปล่าประโยชน์นะ”
“ก็ได้ อย่างนั้นก็ไม่ต้องพักแล้วไปต่อให้เร็วเลย”
 หลังจากนั้นเรื่องนี้จะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ คราวนี้พวกเกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณีจะทำอย่างไรต่อไปนะ
                                                                                                                     --อัพเดตทุกวันอาทิตย์18.00น.โดยประมาณค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #100 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2021, 05:35:10 PM »
เนื่องจากตอนนี้จักรกรดมีธุระสำคัญมาก  ยังไม่สามารถกลับไปอัพเดตนิยายจากโน้ตบุ๊คได้​ จักรกรดเกรงว่าน่าจะไม่ทันค่ะ​ จึงขอเลื่อนเวลาอัพเดตนิยายเป็นเวลา20.30ของวันนี้แทนนะคะ  ขออภัย​ในความไม่สะดวกจริงๆค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #101 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2021, 08:36:38 PM »
“บิดาขอเตือนบุตรเสียเรื่องหนึ่ง อย่าให้อำนาจหรือความหลงผิดใดๆมาทำให้ควบคุมตนได้ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้จิตใจมัวหมองแล้ว พลังที่มีก็จะเสื่อมคลาย สิ่งแรกที่จะประสบคือมิสามารถรู้ได้ว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดเท็จได้อีกต่อไป ขออย่าให้มีเช่นนี้เกิดกับบุตรแห่งเราเลย”
“พระบิดา พระบิดา!!” เสียงเรียกของหนึ่งในเทพผู้ยิ่งใหญ่มากจนหลุดออกจากฝันนั่นทำท่านตื่นฟื้นขึ้นมาหลังจากพักผ่อนได้สักราตรีหนึ่ง
“พระบิดาเตือนเราเมื่อครั้งทรงสละตำแหน่งให้เพชรา ทำไมถึงมาปรากฏในห้วงฝันเราได้อีก”   วิษุวัตนิมิตเห็นสิ่งที่เคยได้รับมาเมื่อคราวที่พระอินทราพระองค์ก่อนเพิ่งจะสละตำแหน่งให้องค์ปัจจุบันก่อนเข้าสู่ดินแดนไร้วัฏจักร เหมือนว่าตัวท่านคงลืมไปเสียนานแล้ว แต่ด้วยจิตที่พันผูกจึงรู้สึกได้กลับมาเตือนอีกครั้งก่อนที่อะไรจะสายเกินไป

“ไม่ยุติธรรมสักนิด เรามีสิทธิ์ทุกอย่างแท้ๆ” เขาพูดกับตัวเองขณะไปยังที่บรรทมของพระชายาในอดีตชาติ ถ้าสืบตำแหน่งตามสันติวงศ์ยังไงตนก็ต้องเหมาะสมที่สุดอยู่แล้ว
“อินทราณี อินทราณีเตรียมตัวเสร็จแล้วหรือยัง” เทพท่านมาเรียกด้วยตนเอง ถึงจะเกิดเรื่องไม่สบายใจจากความฝัน แต่ก็หวังว่ามิตรไมตรีอันแสนอ่อนโยนของคนรักจะช่วยชโลมจิตใจให้มีความสุขขึ้นมาได้ และแน่นอนว่ากลิ่นของดอกไม้ระลึกชาตินั้นจะสามารถนำคนรักคนเดิมกลับมาอยู่ร่วมกันได้อีกครั้งหนึ่ง
“หม่อมฉันเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วเพคะ..พิธีชมดอกไม้สวรรค์จะต้องยิ่งใหญ่มากแน่ใช่หรือไม่เพคะ” ตัวปลอมที่เกิดจากพลังเสกสรรค์ของอัญญานีสามารถทำหน้าที่ได้ดีจริงๆ  ลักษณะนิสัยที่อ่อนโยนผสมกับความตื่นเต้นอันไร้เดียงสานั้นเป็นที่พอพระทัยต่อเทพท่านเสียเหลือเกิน ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่จะมีเรื่องแย่งชิงของวิเศษและตำแหน่งเทวราชาแล้วล่ะก็ มีหรือว่าเทวดาที่บำเพ็ญเพียรมานานจนมีญาณอันแกร่งจะไม่ทราบว่านี่เป็นสิ่งปลอมที่สร้างจากพลังสิ่งวิเศษ แต่ตามคำเตือนเขาได้สูญเสียความหยั่งรู้ในการแยกแยะจริงเท็จตรงหน้าไปสียแล้ว
“ใช่ แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือการที่เจ้าจะจำเราได้ หลังจากนั้นพวกเราจะวิวาห์และกลับมาอยู่ร่วมกันเป็นรักนิรันดร์ไม่แยกจากเป็นครั้งที่สอง” ถึงแม้เขาจะเป็นเทพที่ใจร้ายในเรื่องการต่อสู้แต่ในเรื่องความรักเขาเป็นเทพที่อ่อนโยนต่อคนที่รักมากที่สุด
“พวกเราออกเดินทางกันดีกว่า ช้าเกินจะเสียฤกษ์ได้” ว่าสแล้วทั้งคู่พร้อมกับบริวารทั้งหลายก็มุ่งหน้าสู่สวนสวรรค์ในทันที
……….
สุริยะกับบัวแย้มได้มายังสวนถวิลรมณีย์แห่งสรวงสวรรค์แล้วก็เร่งหาดอกหทัยหยาดทิพย์ก่อนเป็นอย่างแรก จำจากที่อัญญานีเล่าให้ฟังเมื่อหายตัวมายังต้นกัลปพฤกษ์แล้วให้มุ่งหน้าสู่หรดีก็จะได้ดอกไม้นี้มาช่วย ต้องเร่งเดินเท้าเสียหน่อย แต่สงสัยว่าจะรีบเกินไปเกือบจะพบเทวดาผู้ดูแลต่อหน้าต่อตาแล้ว ถ้าเกิดว่าสังเกตก็ความลับแตกแน่ ไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดาบุกรุกสวรรค์อีกทั้งยังเป็นศัตรูที่นึกว่าสิ้นชีพไปนานกลับมาเช่นนี้ โอกาสที่จะได้กลับไปก็คงต่ำเกินทน
“ดีนะที่หลบทันไม่อย่างนั้นพวกเราแย่แน่ …นี่สินะต้นดอกหทัยหยาดทิพย์” สุริยะกล่าวเสร็จก็มุ่งไปยังต้นไม้สูงประมาณ๒ศอกกว่าๆที่ออกดอกไม้สีแดงกระจุ๋มกระจิ๋มไปทั่วต้น
“เพคะตามที่พระธิดาตรัส ดอกเท่านิ้วโป้งรูปหัวใจ” นอกจากจะเป็นรูปหัวใจที่เรียงเป็นช่อระย้าแล้วยังมีหยดน้ำไหลออกมาจากหัวใจเหล่านั้นราวกับน้ำตา แต่หาใช่น้ำตาแห่งทุกข์โศกไม่
“นางเตือนว่าบางคนอาจแพ้ได้ถ้าสัมผัส ให้เราจัดการเก็บเถอะบัว” เขาไม่อยากให้ผู้ร่วมทางของตนต้องมาเสี่ยงอันตรายกับตน ถึงแม้ว่ามีโอกาสจะแพ้พิษของมันแต่ตนก็เชื่อว่าทนได้มากกว่าอีกคนแน่
“เพคะพระโอรส” เธอก็ยินยอมไปเพราะเชื่อว่าอีกคนจะต้องไม่เป็นอะไร อีกอย่างตัวเองก็ต้องพยายามไม่ให้ตนเจ็บไข้ได้ป่วยในตอนนี้ เพราะว่าตนเป็นผู้ใช้งานธำรงค์แก้วศุภรได้คนเดียวในตอนนี้
“เราขอดอกไม้นี้เพื่อรักษาสหายมิได้มีเจตนาจะลักของใคร หากแต่เวลานี้จำเป็น โปรดจงมอบดอกไม้แห่งดวงใจแก่เราด้วยเถิด” การขอดอกไม้จากพันธุ์พืชก่อนจะเก็บนั้นย่อมดีกว่าการเด็ดเอาเสียดื้อๆ ถือเป็นการเตือนใจให้ความสำคัญรวมไปถึงยืนยันว่าเมื่อได้ไปจะไปทำประโยชน์ มิใช่หลงใหลแค่ชั่ววูบแล้วทิ้งขว้างในช่วงพริบตา ก่อนที่พระนัดดาแห่งทิศพลจะนำหัตถ์ไปเก็บกิ่งของช่อระย้าดอกไม้ได้หลุดออกเองแล้วลอยเข้าหัตถ์ผู้ต้องการอย่างง่ายดาย มิใช่เพียงดอกไม้สวรรค์จะรับรู้ได้ถึงเจตนาแต่ความวิเศษของต้นไม้บนสวรรค์นั้นเก็บทุกความทรงจำที่มีร่วมกับผู้ที่เก็บพันธุ์ไป นั่นทำให้ต้นดอกโลหิตแห่งดวงใจจำได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนเดียวกับศรุตเทพผู้ที่มักจะมาขอส่วนของต้นไปรักษาผู้คนบนโลกมนุษย์
“ต่อไปก็เป็นใบของต้นปาริชาต เราขอบัวช่วยใช้แหวนทำให้พวกเราสองคนไร้ซึ่งรับกลิ่นสัมผัสสักพักหนึ่งก่อนนะ” เขารู้ดีว่าถ้าหากได้กลิ่นดอกปาริชาตในช่วงเวลาแบบนี้น่ะแย่แน่ ถ้าคำนวณเวลาตามที่อัญญานีบอกมาไม่ผิดดอกไม้ระลึกชาติก็จะบานตอนพวกเขาเข้าไปพอดี
“เพคะพระโอรส” บัวแย้มก็ทำตามคำขอ เพราะตัวเองก็ยังไม่อยากจะมาระลึกอดีตอะไรในขณะที่อยู่บนสวรรค์นี่
   หลังจากที่ใช้มนตราแล้วทั้งคู่ก็มุ่งสู่ต้นปาริชาตโดยทันที แต่ว่ามันดูเหมือนจะไม่ง่ายเสียแล้วสิ
“พวกเจ้าสองคน กล้ามากนะที่บุกมาถึงที่นี่” เสียงกระซิบจากเทวดาที่จู่ๆก็มาจากด้านหลังทำให้เสียวสันหลังนัก สงสัยคงต้องสู้กับเทวดาองค์นี้เสียแล้วกระมัง
“อ้อ ที่แท้ก็ศรุตเทพกับจงกลนีนี่เอง” ไม่ทันที่สองคนจะหันไปเผชิญหน้า เทพท่านก็ปรากฏยังเบื้องหน้าเสียแล้ว ทั้งยังเรียกชื่อในอดีตชาติที่คุ้นเคยอีก
“พวกหม่อมฉันมิได้มีเจตนาที่จะท้าทายสวรรค์ หากแต่มีเจตนาที่จะช่วยเหลือสหายที่ประสบภัยเท่านั้นพระเจ้าค่ะ” สุริยะกล่าวกับเทพที่ไม่รู้จักอย่างนอบน้อม ตนหวังว่าคงไม่ใช่เทวดาในบัญชาของเทพวิษุวัตหรอกนะ
“เรารู้เราเข้าใจ แล้วทำไมเรามาตุลีต้องหวงล่ะ พระเทวราชทรงอนุญาตพวกท่านก่อนหน้านี้แล้ว” ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ก่อนที่จะไปบำเพ็ญตนก็ฝากเรื่องสำคัญไว้กับเทวดาผู้นี้นี่เอง
“อนุญาต…ทรงทราบมาก่อนนี้แล้วหรือเพคะ” ถึงจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเทวดาสารถีผู้นี้มามากพอสมควร บัวแย้มก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นผู้แอบอ้างหรือไม่
“ทรงบำเพ็ญเสียมากปานนั้น ต้องมีบางเรื่องที่รับรู้ได้ด้วยพระองค์เองอยู่แล้ว เราว่าพวกท่านทั้งสองเร่งนำใบกับดอกของต้นปาริฉัตรกลับให้เร็วเถอะ” ก็เพราะดอกปาริชาตน่ะเบ่งบานเสียแล้ว กลิ่นก็หอมไปทั่วถึงอย่างน้อยก็สามร้อยโยชน์ได้ ที่นี้ล่ะเทพที่ทำหน้าที่แทนองค์โกสีย์ก็ใกล้จะมาเข้ามาทำพิธีชมสวนสวรรค์แล้ว ขืนไม่รีบรับรองว่าไม่รอดแน่
ทั้งสองคนใช้วิธีเดิมในการขอใบต้นปาริชาต แต่ว่าเพียงใบอย่างเดียวก็เกินพอแล้ว พวกเขาไม่ใช่คนโลภมากขนาดนั้น เพียงอยากจะรักษาคนสำคัญก็เท่านั้นเอง
“แล้วทำไมไม่เอาดอกปาริชาตไปด้วยล่ะ” พระมาตุลีสงสัยในการกระทำของมนุษย์คู่นี้นัก ตนออกปากไปแล้วว่าให้เก็บทั้งใบทั้งดอกแท้ๆ
“หม่อมฉันไม่คิดว่าเหมาะสมกับพวกหม่อมฉันสักเท่าไหร่ อีกอย่างการจำอดีตได้ชีวิตคงจะวุ่นวายมิน้อยเลย” สุริยะกล่าวความเห็น มันก็จริงนะที่อดีตบางอย่างก็เป็นโทษยิ่งกว่าผลดีเสียอีก แต่เมื่อมีโอกาสก็น่าจะควรเสี่ยงดูสักครั้งไม่ดีกว่าหรอกเหรอ
“ก็จริงอย่างท่านว่า แต่ชีวิตท่านต้องวุ่นวายกว่านี้แน่ถ้าหากไม่รู้ความจริงระหว่างท่านกับเทพวิษุวัตเลย” เทพท่านกล่าวตอบ จริงๆมันอาจมีเหตุผลมากมายให้ทั้งสองฝ่ายมีความบาดหมางกัน หากแต่เทวดาพระองค์นั้นมิโปรดชี้แจงให้เข้าใจเพียงแต่จองล้างจองผลาญกันไม่จบสิ้น
“พระเจ้าค่ะ พวกหม่อมฉันจะใช้ความจำเหล่านี้มาช่วยให้เรื่องทั้งหมดให้ผ่านไปได้ด้วยดีพระเจ้าค่ะ” สุดท้ายก็ต้องรับปากแล้วหวนกลับไปอีกรอบหนึ่ง
“เราต้องไปก่อนแล้ว พวกท่านก็อย่าได้ชักช้ากันเกินไปล่ะ” เขาไม่อยากจะอยู่นานเพราะถ้าเทพวิษุวัตมาก็ต้องถามเอาความลับอะไรแน่ เวลานี้เทพองค์นั้นไม่ไว้ใจใครหลายคนเสียแล้วด้วย
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ/เพคะ”ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน ทีนี้น่าจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้มากขึ้นนะ
บัวแย้มพินิจดอกไม้สวรรค์ที่มีดวงดาราล้อมรอบ แม้จะเป็นเพลากลางวันแต่ก็งามไม่แพ้ดารายามราตรีมี่เฝ้ามองอยู่ที่วันที่ปรากฏ น่าเสียดายอยู่บ้างที่จะได้เห็นครั้งเดียวในชีวิต แต่นี่ก็เป็นความทรงจำที่ล้ำค่านัก เธอเตือนสติตนเองไม่ให้มัวแต่หลงใหลในงามความ สิ่งที่สำคัญกว่าคือบุคคลที่ตนรัก ชีวิตนี้เธอเหลือแต่พวกเขาแล้วเท่านั้นที่เป็นดั่งครอบครัว
“พระโอรสเพคะ กำลังมีขบวนมาทางนี้เพคะ พวกเราไปกันเถอะเพคะ” ท่าไม่ค่อยดีแล้วสิ เทพวิษุวัตน่ะมาเร็วพอสมควรเลย เพราะมีว่าที่พระชายามาด้วยเลยต้องรีบเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นที่ตั้งใจมาทั้งหมดก็สูญเปล่า
“บัวช่วยใช้พลังพลางตัวได้ไหม เราอยากหาเบาะแสอะไรเพิ่มสักหน่อย”
“นั่นใครน่ะ!!” ยังไม่ทันจะได้พลางตัวเลย ก็จะถูกจับได้แล้วหรือนี่

“หม่อมฉันเองพระเจ้าค่ะ” อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น ติณกฤตเดินทางมาถึงก็บังพวกตนไว้ทันทีเหมือนเห็นพวกเขา นั่นเลยพอมีโอกาสให้ซ่อนตัว แม้เพียงครู่ก็ยังดี
“ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง เรื่องที่เราให้ทำสำเร็จแล้วรึ”
“พระเจ้าค่ะ” ไม่ว่าเปล่าเขายังเอาหลักฐานที่ทำกับบิดามารดามายืนยันเสียด้วย
“ห่อผ้านั่น” บัวแย้มไม่กล้าเสียงดัง แต่ก็สยองไม่น้อยที่ได้เห็ผ้าห่อศีรษะนั้น
“อย่าดูเลยจะติดตาเอาได้  พวกเรากลับกันเถอะ” เขาไม่ได้สยองแต่กลบรู้สึกปวดใจขึ้นมา ผู้มีพระคุณได้สิ้นด้วยฝีมือของบุตรตนเสียแล้ว ถึงแม้อยากจะเข้าข้างตัวเองว่าไม่ใช่ความจริงขนาดไหน แต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้าแล้ว เขาจะไปเล่าให้สหายฟังได้อย่างไรดี ถ้ารู้แล้วนางจะแตกสลายแค่ไหนกันนะ ทั้งๆที่เพิ่งผ่านความเป็นตายมาแท้ๆด้วย ก่อนหน้านั้นคงต้องให้ระลึกชาติเสียก่อน ไว้เสร็จเรื่องนี้ค่อยหาทางต่อไป

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #102 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2021, 08:42:40 PM »
เนื้อหาในตอนนี้น้อยเกินไป จักรกรดต้องขอภัยด้วยนะคะ เพราะสัปดาห์นี้ต้องแบ่งเวลาไปช่วยงานอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยค่ะ และอีกส่วนอยากปรับรายละเอียดของเนื้อหาจึงขอรวบรวมส่วนไว้ทบกับสัปดาห์หน้าจึงได้ตัดจบแต่เพียงเท่านี้ ขออภัยอย่างสูงจริงๆค่ะ w15 w6

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #103 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2021, 06:09:28 PM »
“อาการของท่านดีขึ้นมากแล้ว เราต้องขอตัวไปทำงานของเราต่อ” ปัจจาที่ช่วยรักษาอาการเกลียวทองมาตลอดคืนเห็นว่าผู้ร่วมงานดีขึ้นก็ไม่คิดจะอยู่ต่อหรอก
“เราขอบใจท่านมาก ถ้าไม่ได้ท่านช่วยเราคงกลายเป็นหินไปแล้ว” เธอพูดตามจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเป็นอมตะแล้วจะไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยนนี่
“เราว่าท่านรีบไปนำดวงใจกลับเข้าร่างเถอะ ก่อนที่อีกฝ่ายจะนำดวงใจไปทำลาย” ระหว่างที่รักษาตัวก็มีคนถอนวิชาสลับทรมานไปคนหนึ่งแล้ว ไม่แน่ว่ากำลังมุ่งหน้าไปทำลายดวงใจเพื่อช่วยอีกคนที่อาการหนักก็ได้
“ได้ ลาก่อน”
“ลาก่อน”
หลังจากที่ปัจจาลากลับไปแล้วนั้น เกลียวทองก็มุ่งสู่เมืองศาศวัตบุรีโดยใช้ทางลัด ระหว่างนั้นก็คิดไปตลอดทาง
“ไม่นึกเลยว่าวิชาของเราจะทำร้ายตัวเองถึงขนาดนี้ คนพวกนั้นไม่ธรรมดาเลยจริง แต่น่าแปลกที่พวกมันไม่ยอมใช้พลังต่อหน้าเรา กลับเลือกใช้หลังจากสู้กันแล้ว ป่านนี้อัญญานีคงไม่ได้อยู่กับพวกนั้นแล้ว รอให้นำดวงใจกลับมาได้ เราจะทูลให้พระองค์ทรงทราบแน่”
……….
นี่ขนาดว่าเร่งเดินทางแล้วก็ยังเจออุปสรรคระหว่างทางไม่หยุดสำหรับบดิศรและอัคนิน ก่อนหน้าก็มีงูนับร้อยจะรุมฝังพิษในเขี้ยวไปแล้ว ครานี้ยังต้องมาพบกับพญากุมภีร์อีก
“เสียเวลาจริงๆ แทนที่จะได้ไปบอกคนอื่นให้รู้ว่าพวกมันยังมีชีวิตอยู่ ยังต้องมาติดอยู่ที่นี่” อัคนินหัวเสียอย่างมาก ใครจะไปคิดว่าขากลับก็มีเรื่องให้สู้เสียเหลือเกิน
“เอาเถอะน่า ผ่านจระเข้ยักษ์ตัวนี้ไปได้ พวกเราก็ออกไปจากที่นี่ได้แล้ว”บดิศรบอกอีกคนเพราะไม่อยากให้อารมณ์มาควบคุมจนเสียเรื่อง
เทพบุตรชยทัตรู้ว่าสองคนนี้ล่วงรู้ความลับของสหายในอดีตชาติตนเข้าให้แล้ว ขืนปล่อยไปทั้งที่มางนั้นยังไม่พร้อมต้องแย่แน่จึงได้แปลงกายมาเป็นพญากุมภีร์ขัดขวางไว้สักพักหนึ่งก็ยังดี
“คิดหรือว่าเราจะปล่อยพวกท่านไปง่ายถึงเพียงนั้น”จระเข้ยักษใช้หางฟาดลงพื้นจนพื้นที่ศัตรูทั้งสองพังทลายลงสู่ใต้น้ำ เปิดฉากการต่อสู้ในทันที
…….
“เรื่องของพวกเขาเป็นเช่นนี้สินะ น่าสงสารจริงๆ ต้องเสียมารดาตั้งแต่ยังมิทันรู้ความ บิดาก็จะประหารให้สิ้น ตอนนี้ร่างกายกลายเป็นแก้วอีก” มเหสีอมรินทร์กล่าวขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าจากจั๊กแหล่นและอัญญานีเกี่ยวกับพวกสังวาลย์มณี
“ชะตาของพวกเขาลำเค็ญนัก เราไม่น่าใจร้ายถึงเพียงนี้เลย” ท้าวนวดลรู้สึกผิดมากว่าเดิม ความเห็นแก่ตัวของคนมันส่งเสริมให้ตนร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้
“เราคิดเสมอว่าชีวิตของครอบครัวและลูกๆเราสำคัญที่สุด จนไม่คิดถึงคนอื่นว่าก็เป็นชีวิตหรือกัน” เรื่องนี้ก็พูดยาก ถ้าเกิดกับคนเป็นแม่คนอื่นๆก็คงไม่ยอมให้ลูกมาสละชีพเพื่อใครเหมือนกัน
“ระงับพระทัยที่เศร้าโศกเถอะเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่าแสงสุรีย์จะต้องเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ” เธอเชื่อใจสบายมาก คนอย่างธิดาคีรีมาศไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งแน่
“พระโอรสเสด็จกลับมาแล้วพระเจ้าค่ะ” ตาหวานที่เห็นสองคนหายตัวกลับมาก็รีบทูลเหล่าเชื้อพระวงศ์ให้ทรงทราบ ดีที่บัวแย้มใช้พลังแหวนทำให้คนในดอกบัวใหญ่ไม่ได้กลิ่น ไม่อย่างนั้นคงเคลิบเคลิ้มเข้าสู่ห้วงนิทราหวนถึงอดีตชาติจนไม่ได้รักษาคนเสียแล้ว
“กายาละหทัย อุทัยอวสาน จีรังสิ้นวงศ์วาน มลายผลาญรัตนา” บัวแย้มท่องวิชาโดยอาศัยพลังของแหวนอีกครั้ง  ในบันทึกของศรุตเป็นจริงๆเป็นคำว่าศิลาในบทท่อง แต่ว่าร่างของแสงสุรีย์นั้นเป็นแก้วจึงใช้คำแทน ระหว่างที่ท่องเธอก็ใช้ใบปาริชาตกับดอกหทัยหยาดทิพย์ที่ผสมกันแล้วโปรยไปทั่ว ทำอย่างนี้สักห้ารอบได้
ไม่นานนักแก้วก็ละลายกลายสภาพราวกับว่าเป็นน้ำแข็งเผยให้เห็นร่างของคนจริงๆออกมา พอแก้วกลายสภาพเสร็จสิ้น แสงสุรีย์ก็ลืมตาขึ้นมาเหมือนคนหลับไปนานเป็นปีๆ ทั้งๆที่เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่ชั่วยามเอง
“แสงสุรีย์ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว เป็นยังไงบ้าง ยังรู้สึกเจ็บทรมานอยู่มั้ย” อัญญานีที่เป็นห่วงมากก็ถามก่อนใครในทันที
“เราไม่ได้รู้สึกทรมานแล้ว ถือว่าดีขึ้นมากทีเดียว”เธอยิ้มตอบด้วยความรู้สึกที่สบายส่งต่อให้สหาย
“เราขอบใจพวกเจ้ามากที่ช่วยเหลือเราไว้ ไม่อย่างนั้นเราคงจะต้องอยู่ในร่างแก้วตลอดไป”
“เรายินดี ” ธิดาเมืองโกสุมพิสัยยิ้มตอบ
“เพื่อพระธิดาบัวเต็มใจเพคะ” ดวงตาที่ดูเหนื่อยล้าตอนที่ทำพิธีกลับมามีความสดใสอีกครั้งหลังจากเห็นอีกคนสบายดี
“ไม่เป็นไรเราเต็มใจช่วย…แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมร่างกายถึงได้กลายเป็นแก้วไปได้” เขาตอบรับคำขอบคุณของสหายแต่มีเรื่องที่สงสัย นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากสลับทรมานแน่
“เรารู้ เป็นเพราะปัทมาสน์ถอดดวงใจที่รวมเป็นหนึ่งเดียวของพวกเรา การถอดดวงใจมีข้อดีคือไม่สิ้นชีพ แต่ว่าเมื่อพบกับความเจ็บปวดทรมานถึงชีวิตเหมือนคนทั่วไปจะรู้สึกกึ่งเป็นกึ่งตาย มีสองทางที่ต้องเลือกคือกลายเป็นวัตถุแข็งแต่ยังคงความอมตะ กับนำดวงใจกลับเข้าร่างแล้วละทิ้งความเป็นนิรันดร์” เธออธิบาย ตอนรอดตายจากน้ำท่วมใหญ่ก็สงสัยอยู่ประมาณหนึ่ง พอได้เกราะกลับมาแล้งความทรงจำเชื่อมถึงกันจึงรับรู้และมั่นใจได้
“เป็นอย่างนี้นี่เอง เราก็เคยได้ยินเรื่องยักษ์ถอดดวงใจมาก่อน” เขาก็พอเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะจะแยกร่างได้แต่ว่าดวงใจยังเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน ทางเดียวที่จะแยกตลอดกาลก็คงมีเพียงแต่แยกร่างพร้อมกับดวงใจ
คนถูกถามก็พยักหน้าไม่ได้พูดอะไร
“แสงสุรีย์ เราต้องขออภัยจริงๆที่ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อท่าน” สไบทองผู้รู้สึกผิดก็ได้ขอโทษ ไม่ได้ถือว่าตนอาวุโสหรือใช้การเป็นแม่มาอ้างสิทธิ์ที่จะไม่ขอโทษ
“เราก็ต้องขออภัยด้วย เราไม่ควรทำตัวเช่นนี้” เจ้าเมืองทิศพลก็กล่าวเช่นกัน ตนเป็นถึงราชาแต่ทำเรื่องที่ไม่สมควรเช่นนี้ ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย
“ไม่เป็นไรเลยเพคะ หม่อมฉันเข้าใจดีว่ามารดาตลอดจนญาติกาทุกคนล้วนต้องการให้บุตรปลอดภัย  ถึงพวกหม่อมฉันจะต้องมีอันเป็นไปก็ไม่มีอะไรต้องห่วง” ถึงจะพูดอย่างนั้นเธอก็อดห่วงบิดาไม่ได้ แต่ก็หวังว่าสักวันอัคนินจะหาทางทำให้กลับมาดังเดิมได้แน่
“โธ่ อย่าพูดเช่นนี้อีกเลยนะ” สไบทองได้ยินเช่นนั้นก็ห้ามความคิดนี้แล้วจึงเข้ากอดปลอบ ต่อไปถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้อีกเธอจะเลือกสิ่งที่ดีและยุติธรรมที่สุด แม้จะต้องสละแก้วตาดวงใจของตนไปก็ตาม

“อย่าเสียพระทัยต่อไปอีกเลยพระเจ้าค่ะ แสงสุรีย์รอดชีวิตและกลับมาเป็นปกติแล้ว ต่อไปจะได้ทำเรื่องสำคัญต่อไปได้ดี” เวลานี้ก็สักพักหนึ่งแล้ว คงต้องหาโอกาสเหมาะที่จะทำเรื่องสำคัญต่อ
“ยังมีเรื่องสำคัญอีกมากที่ต้องทำ แม่จะไม่ทำให้เพลายืดเยื้ออีกต่อไปนะ” เธอลูบศีรษะของธิดาเมืองคีรีมาศเสียทีหนึ่งแล้วจึงหลีกทางให้เหล่าสหายเขาได้คุยกัน
“พระมาตุลีให้เรากับบัวนำดอกปาริชาตมาเพื่อใช้ในการระลึกชาติ  อีกไม่นานมนตราที่ปกปิดกลิ่นไว้จะหมดเวลาแล้ว ”สุริยะเล่าเรื่องสำคัญที่ต้องทำต่อไปให้ทุกคนได้ทราบ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่จะเอื้อเวลาอย่างเดียว ต้องเร่งหาที่ซ่อนด้วย เพราะอีกไม่นานเทพวิษุวัตต้องรู้แน่
“เราว่าพวกเราต้องรีบไปที่ป่าหิมพานต์” เมื่อได้ทราบเธอก็ออกความเห็น เพราะช่วงที่เดินทางด้วยกันก็เคยคุยแลกเปลี่ยนหลายเรื่อง จึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายก็ไปถึงที่นั่นด้วยวิธีลัดเหมือนกับตน
“เราคิดเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อวานพวกเราเพิ่งไปป่าจินตภพมา ไม่แน่พวกนั้นอาจจะตามรอยพวกเรามาได้” เขารู้ว่าติณกฤติเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับสหาย ถึงแม้จะออกจากสำนักไปก่อน แต่อนาคตนนั้นก็รู้วิธีเข้าไปที่นั่นอย่างแม่นยำไม่จากจากพวกเขานัก
“เช่นนั้นก็อย่ารีรอ….ขอให้ทุกพระองค์และที่เหลืออยู่ในดอกบัวนี้ก่อน ส่วนบัวกับอัญญานีออกมากับพวกเรา” แสงสุรีย์บอกกับทุกคนตามนี้ก่อนที่ทุกคนจะออกมากันทั้งสี่คน
“เรียกดอกบัวกลับมาเป็นกำไล ต้องให้พวกเขาอยู่ในนี้ก่อน” เธอหันหน้าบัวแย้ม เพราะในความทรงจำจินดาก็ช่วยเนรมิตให้สามารถซ่อนสิ่งที่อยู่ในดอกบัวมาอยู่เป็นลายของกำไลได้ด้วย นี่เป็นวิธีที่ปลอดภัยเวลาจะเคลื่อนย้ายสิ่งใดจำนวนมากๆไม่เป็นที่สงสัย
“เพคะ” เธอรับคำแล้วจึงเรียกบัวยักษ์ให้กลับเป็นกำไลดังเดิม
“ดีแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” สุริยะตั้งจิตคำนึงถึงป่าหิมพานต์แล้วจับมืออัญญานี อีกคู่ก็ทำเช่นเดียวกัน ทั้งหมดพร้อมใจกันกลั้นหายใจแล้วเดินถอยหลังสามก้าว เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนสถานที่ไป

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 144
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #104 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2021, 06:11:59 PM »
แสงสุรีย์มองหน้าบัวแย้มแล้วมองไปยังสระกุณาละเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้นำกำไลร่ายมนตราให้เป็นดอกบัว หลังจากนั้นดอกบัวก็บานเปิดให้ผู้ที่อยู่ด้านในได้เห็นรอบๆ

“เราเคยได้ยินมาว่ารัศมีของกลิ่นดอกปาริชาตอาจจะมีผลในการระลึกอดีตชาติมาก ทางที่ดีควรจะอยู่ใกล้ดอกไม้นี้ให้มากที่สุด” อัญญานีกล่าว
“เราเข้าใจแล้ว ทุกพระองค์ประทับที่ดอกบัวก่อนนะพระเจ้าค่ะ พวกหม่อมฉันขอเข้าไปในกระท่อมก่อน หากเสร็จแล้วจึงจะออกมา ”สุริยะทูลเพื่อให้ทรงทราบ
“ขอให้โชคดีนะ” สไบทองอวยพร
เนื่องจากบัวแย้มใช้จิตเชื่อมโยงไปกับการใช้พลังเกี่ยวกับสิ่งวิเศษและมนตรามาก ตอนนี้จึงได้อยู่รอที่แก้วบุษบากร

สุริยะกับสหายไม่มีเวลามากราบอาจารย์ของตนนานนักจึงไหว้ฤษีอนุชิตที่กำลังนั่งสมาธิจำศีลเสียสั้นๆก่อนแล้วจึงมุ่งหน้าพาสหายไปยังกระท่อมอีกหลังที่ปลูกไว้ เมื่อเข้ามาได้ทั้งสามคนจึงนั่งขัดสมาธิล้อมกันเป็นวงกลมโดยตั้งดอกไม้สีแดงที่มีดวงดาราล้อมรอบไว้ตรงกลางแล้วจึงพนมมือ เวทย์คลายลงกลิ่นของดอกปาริชาตก็เริ่มออกมา ครานี้ทั้งหมดจึงได้เข้าสู่ห้วงแห่งอดีตกาลตามทรงจำในส่วนของตนเอง
…….
ทางสองคนนี้นั้นดูจะวุ่นวายไม่น้อย ถึงแม้จระเข้จะมีตัวเดียวแต่กำลังก็มีมากนัก เห็นทีว่าเอากำลังเข้าสู้อย่างเดียวไม่ได้ซะแล้ว
“เจ้าไปหัว เราไปหาง” บดิศรสบอกกับสหายพร้อมกับวิ่งเปลี่ยนตำแหน่งกับไปมาเป็นทางคู่ขนานโดยมีนักกะใหญ่อยู่ตรงกลางคอยฟาดหางใส่ แต่ทั้งสองคนก็กระโดดหลบได้ทัน
“พร้อมแล้ว!!” อัคนินบอกอีกคนโดยที่ตนนั้นอยู่ที่ตรงข้ามกับตำแหน่งที่สหายพูด เพราะคิดว่าจระเข้ตัวนั้นจะต้องระวังการประจำยังตำแหน่งให้มาก ถ้าสลับตำแหน่งก็เกิดความสับสนได้ง่ายต่อการโจมตี ทั้งสองคนปล่อยพลังใส่พญากุมภีล์ทั้งหัวและหาง แต่ถ้าได้อย่างหวังคงจะสบายกว่าพวกศัตรูพวกเขาเสียล่ะมั้ง
เทพบุตรชยทัตในร่างจำแลงใช้ปากจระเข้รับพลังจากเกราะเหล็กและใช้หางตีพลังสังวาลย์ศิลาขึ้นสู่ฟ้าแล้วจัดการกระโดดกลืนพลังจากสิ่งวิเศษทั้งสองเข้าไป ไม่นานเพียงปากอ้าขึ้นพลังก็ออกมาเป็นวงกลมใหญ่แสงสว่างจนคู่ต่อสู้เผลอหลับตาตอบสนองตามธรรมชาติทั่วไปของมนุษย์ที่ไม่อาจเลี่ยงได้  พลังนั้นกระจายออกไปสี่ทางทั้งล่างพื้นดินซ้ายขวาตลอดจนขึ้นสู่ทิ้งนภา ระเบิดออกมาราวกับพลุก็มิปาน
“สร้างเกราะกำบังเร็วเข้า!!”โอรสเมืองรัตนบุรีรีบบอกอีกคนเพราะนี่มันอันตรายพอตัว
“รู้แล้วน่า!!”เรื่องแค่นี้เขาก็คิดเองได้ ไม่ใช่เด็กๆแล้วจะมาตามบอกตามสอนอะไรนักหนา
ทั้งสองใช้พลังคลุมรอบตัวเป็นรัศมีวงกลมแต่เมื่อสร้างเกราะกำบังเสร็จก็ต้องพบว่าจระเข้ยักษ์ได้มีเพิ่มเป็นห้าตัว ตัวเดียวก็ว่ายากแล้วนี่จะให้ตายอยู่ที่นี่เลยใช่ไหม
ลอยอยู่บนฟ้าเห็นได้เดี๋ยวเดียวก็ต้องตกลงมาพร้อมๆกับจระเข้ทั้งห้าได้ดำน้ำลงไป
“พวกนี้ร้ายจริงๆ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะพวกเราจะนำเรื่องพวกมันไปทูลหรอกเหรอ” อัคนินที่ใช้วิชาทั้งเรียกแพมาได้อันหนึ่งพอที่จะไม่ต้องตกสู่ด้านน้ำที่ล้วนกลายเป็นแม่น้ำไปแล้ว ตอนนี้เกราะกำบังที่สร้างมาจากพลังของทั้งคู่ได้รวมเป็นกันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อแยกกันสู้คนละทิศไม่ได้ก็ร่วมกันสู้แบบหลังชนหลังแล้วกัน
“ก็ใช่อยู่ ตอนนี้เลือกฝ่ายกันไปแล้วหลายเผ่าพันธุ์ไม่เว้นแม้แต่เทพเทวา” ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะที่สังเกตก็พอจะรู้ว่าสิ่งวิเศษอย่างเกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณีน่ะสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในการทำการใหญ่มากแค่ไหน บางทีอาจถึงชีวิตของนายตนได้เลยด้วยซ้ำ ฝ่ายตรงข้ามไม่ต้องการให้ฝ่ายตนรู้อยู่แล้ว จะได้ทำอะไรง่ายขึ้น
คุยมาได้หน่อยเดียวแพก็ถูกชนจากใต้น้ำที่กลางลำ อีกสองตัวก็ขึ้นเข้ากัดคนที่อยู่บนแพ แต่ด้วยเกราะกำบังทำให้ร่างกายสลายไปอย่างง่ายดาย ไม่น่าเชื่อเกินไปหน่อยมั้ยนะ
“ตายง่ายไปแล้วมั้ง หรือจริงๆมีตัวเดียวมาตั้งแต่แรก” เขาอารมณ์ไม่ค่อยดีขึ้นมาอีกแล้วจึงได้พูดออกไปอย่างนั้นออกไป
“ที่เจ้าพูดก็น่าจะจริงนะอัคนิน” จริงๆมันอาจเป็นแค่ภาพมายาก็ได้ไม่ใช่หรอกเหรอ ยิ่งสับสนมาก็ยิ่งจะยืดเวลาออกไป
“จริงเหรอ…เราถอนคำพูดแล้วกัน” ในแม่น้ำที่ไม่เห็นฝั่งอย่างนี้อยู่ดีๆก็มีจระเข้นับร้อยมุ่งหน้าล้อมวงแพของพวกเขากันใหญ่โต เรื่องมันชักจะยืดเยื้อเกินไปแล้วนะ
เพราะทีเผลอนี่เป็นโอกาส แพและเกราะกำบังพังลงจาการชนกระแทกอย่างแรงจนทั้งคู่พลาดท่าตดลงกลางฝูงจระเข้ที่รีบเข้ามารุมคาบหมายจะดึงเอาชิ้นส่วนแม้เสี้ยวหนึ่งก็ยังดี
“ตั้งสติไว้ดีๆ!!” บดิศรที่กำลังจะจมไปกับฝูงจระเข้ยังจะมามีอารมณ์พูด ตัวเองยังไม่เข้าปากจระเข้เหมือนอีกคนก็พูดได้นี่
เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง จระเข้ทั้งหลายก็ว่ายแยกย้ายไปคนละทิศทางพร้อมๆกับน้ำที่เหือดแห้งไป ตอนนี้มีแต่ความมืดกับเงาสะท้อนที่พื้นของเทพบุตรชยทัตที่อยู่ร่างปกติแต่เพียงเท่านั้น
“เท่านี้พวกนั้นก็น่าจะเหนื่อยพอตัวแล้ว” เทพท่านพูดกับตนเอง
“เหนื่อยขนาดไหนก็เอาคืนให้ได้อยู่ดี!!” อัคนินปล่อยพลังโจมตีใส่จากด้านพร้อมๆกับคำพูด เทพท่านตั้งรับแต่เกิดความคลาดเคลื่อนก็เลยหลบไม่ทันได้แผลที่แขนไปหนึ่ง จริงอยู่ที่พลานุภาพอาจไม่เป็นที่เลื่องชื่อเท่าเกราะกายสิทธิ์และสังวาลย์มณี แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้จากการบำเพ็ญเพียรของเทพวิษุวัติ เมื่อถูกโจมตีโดยไม่ทันได้ป้องกันก็ต้องเจ็บปวดมากเป็นธรรมดา
“เราให้พวกท่านกลับไปดีๆแล้วจะย้อนกลับมาทำไม” เขาไม่เข้าใจ เดิมทีแล้วสิ่งที่สร้างขึ้นมาก็เพื่อให้ทั้งสองอยู่ในห้วงความเหนื่อยล้าหวาดกลัวหมดสติสักตื่นหนึ่งค่อยเดินทางต่อแท้ๆ
“ดีสำหรับท่านน่ะสิ….ที่ย้อนกลับมาเพราะบางทีท่านอาจมีประโยชน์กับฝ่ายเรามากก็ได้” ตอนที่บอกสหายให้ตั้งสติก็เพื่อที่จะแปลงเป็นจระเข้ไปกับฝูงนั่นล่ะ ส่วนที่เห็นเป็นคนก็แค่มายาซ้อนมายาก็เท่านั้น  เมื่อครู่ก็เช่นกันที่ทำให้เห็นว่าโจมตีหลังจากที่โจมตีไปก่อนหน้าแล้ว
“เสียใจด้วยก็แล้วกัน”ไม่นานร่างของเขาก็สลายหายไป นึกว่ามีแต่ทางนั้นที่ทำภาพมายาซ้อนมายาได้เหรอ ตนก็ทำได้เหมือนกัน ถึงตอนแรกจะเสียท่าถูกโจมตีแต่หลังจากนั้นก็แอบนำโลหะเคลื่อนย้ายออกจากทั้งสองและพรางตัวฟังความตลอด ให้ตัวปลอมน่ะตบตาไป
“หนีไปจนได้!!!” เขาดีใจที่ได้แก้แค้นเพียงครู่เดียว ยังไม่ทันสาสมแก่ใจก็ไปเสียแล้ว
“ช่างเถอะเขาก็แค่ทำตามหน้าที่ หน้าที่ของพวกเราตอนนี้คือกลับไปทูลพระองค์ท่าน” เขารู้ตัวว่าเสียรู้เข้าให้แล้วก็ตอนที่ถูกขโมยเอาโลหะเคลื่อนย้ายไป คราวนี้ต้องเดินทางช้ากว่าขามาแต่ถ้าเรียกเทวดาให้มารับตัวก็คงไม่ยากนักหรอก
…………………
 ในห้วงนิมิตความทรงจำของผู้รับกลิ่นได้รับรู้อดีตชาติต่างๆที่ผ่านมาแต่ว่าสิ่งพวกเขาต้องการแค่ชาติที่เพิ่งผ่านพ้นมาเท่านั้น เพราะนี่น่าจะมีสาเหตุสำคัญที่จะช่วยให้สามารถหาวิธีแก้ไขในชาตินี้ได้บ้าง
สุริยะเฝ้ามองพระอาทิตย์ผู้ทรงราชสีห์มีรัศมีช่วงโชติทอดพระเนตรเห็นกษัตริย์สิบสองเมืองเกิดกำแหงรังแกราษฎรที่อยู่ในปกครองตน หนำซ้ำยังเปิดสงครามระหว่างเมืองวุ่นวายกันไปทั่ว พระองค์จึงนำเปลวเพลิงที่เป็นรัศมีรอบพระองค์เสียฝ่ามือหนึ่ง ส่งลงยังพื้นพสุธาเกิดกลายเป็นชายหนุ่มผู้ใช้ธนูเป็นอาวุธประทานนามให้ว่า “โกวิท” ทำภารกิจสังหารราชาทั้งสิบสององค์แล้วรวมเมืองเป็นหนึ่งเดียว   เมื่อเสร็จภารกิจแล้วเขาได้กลับมายังสวรรค์ เทพวิษุวัตเห็นว่ามีฝีมือจึงขอกับพระสุริยเทพ โกวิทจึงได้อยู่กับพระเทวาท่านแล้วอยู่เคียงข้างกันรบกับอสูรมากมายที่คอยก่อความวุ่นวาย พวกเผ่าพันธุ์อสุราพวกนี้ได้รับพรให้ยังมีสิทธิ์อยู่ในโลกมนุษย์ถึงแม้จะมีเขตแนวอสุรามากั้นเขตแดนไว้ ไม่นานเขาสละกายหยาบกลายเป็นเทพจากบารมีที่สะสมและความเลื่อมใส ด้วยเหตุนี้เทพวิษุวัตจึงให้อีกชื่อเรียกเขาว่า “ศรุตเทพ”
“ศรุตเทพ พระเทวาวิษุวัตโปรดให้เข้าเฝ้า” นั่นมันบดิศรนี่ ชาติที่แล้วเขาก็เป็นคนของเทพผู้นี้ด้วยรึ
“ขอบใจมากนะนฤพัชร” เขารับรู้แล้วจึงไปเข้าเฝ้าตามที่เรียกหา

“ศรุตเทพ เรารู้วิธีที่จะรักษาอาการเจ็บป่วยของอินทราณีแล้ว” เทพท่านยิ้มอย่างดีใจถึงแม้จะดูล้าไปบ้างก็ตามที
“จริงหรือพระเจ้าค่ะ” โกวิทก็อดที่จะดีใจด้วยไม่ได้ เพราะว่านางก็เป็นสหายของตนมาก่อนหน้านี้ด้วย
“จริงสิ เรารู้มาว่าครั้งหนึ่งพระนารายณ์เคยอวตารปราบผู้อหังการายหนึ่งนามว่าชัชรินทร์  ครานั้นมีสิ่งวิเศษที่ทรงสวมใส่คือเกราะแก้วกายสิทธิ์ นอกจากจะช่วยรบแล้วยังเคยเรียกพระองค์ในอวตารนั้นกลับมาจากความตายได้อีกด้วย ”
“พระเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเราจึงอยากให้ท่านไปนำเกราะกายสิทธิ์ที่อยู่ในเขตแนวอสุรากลับมาเพื่อรักษานาง ท่านจะช่วยเราได้หรือไม่” เพราะต้องคอยดูแลพระชายาจึงไม่ไม่สามารถไปเองได้ ครั้นจะวานผู้อื่นไปก็ไม่อาจแน่ใจว่าไว้ใจได้แค่ไหน
“หม่อมฉันจะทำสุดความสามารถพระเจ้าค่ะ” เขารับคำแล้วออกเดินทางมุ่งสู่เขตแนวอสุราต่อไป

   อัญญานีได้เห็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออย่างยิ่งก็คือเธอเป็นสหายรักกับแม่มดเกลียวทอง ทั้งคู่ในตอนนั้นรักใคร่กลมเกลียวไม่ได้มีแววตาแห่งความริษยาเลย เอาเสียผู้เห็นเหตุการณ์กับสนงงงวยไม่น้อย
“พวกเรามาอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะเกลียวทอง เพลานี้ผู้คนยังไม่ยอมรับที่พวกเราเป็นแม่มด แต่เราเชื่อว่าพวกเขาจะต้องยอมรับพวกเราเข้าสักวันนะ” เธอพูดตอนที่กำลังสร้างที่พักใกล้ๆแหล่งน้ำแห่งหนึ่งในป่า
“เช่นนั้นก็ดีสิอินทราณี คนเรารึก็แปลก ต้องเป็นผู้เรียนวิชาจากฤษีกับเป็นเทพเทวาถึงจะถูกยกย่อง พวกเรานี่สิเป็นมนุษย์ด้วยกันแท้ๆแค่เรียนวิชามนตราที่คิดขึ้นสร้างมาด้วยตัวมนุษย์ที่ไม่ใฝ่บำเพ็ญ ทำอย่างกับเป็นพวกเผ่าพันธุ์อสูรไปได้” คนนี้ก็บ่นตามจริง ต้องคอยเก็บเป็นความลับกลัวถูกจับได้ อึดอัดจะแย่
“อย่าไปพาดพิงพวกเขาเลยนะ เราว่าไม่น่าจะเป็นใครเผ่าพันธุ์ก็มีดีมีร้ายปะปนกันไป อีกอย่างแยกมาอยู่ที่นี่ก็ดีเพราะราชาสิบสองเมืองน่ะทำศึกกันใหญ่วุ่นวายนัก”
กาลเวลาผ่านไปทั้งสองก็ต้องพบเจอกับเรื่องร้อนใจเข้าให้แล้ว เพราะมียักษ์ที่ตัวใหญ่ราวกับต้นสักสักสี่ตนเข้ามาทำลายกระท่อมเสียพังทลาย และเมื่อพบว่ามีสาวงามอยู่ท่ามกลางพนาเช่นนี้มีหรือที่จะไม่สนใจ พวกเธอร่วมใช้พลังกันเข้าสู้ หากแต่มันไม่มากพอนี่สิ เพราะปกติพวกเธอจะใช้มนตราในชีวิตประจำวันทั่วไปไม่ได้ต่อสู้กับใคร ไม่แปลกหากวิชาที่ใช้จะไม่ค่อยได้ดีตอนฝึกใหม่ๆ  แต่ยังดีที่มีผู้มาช่วยได้ทัน พวกยักษ์ทั้งสี่ถูกศรยิงล้มสลบอย่างแรงจากบุรุษหนุ่มผู้ไม่เคยคุ้นหน้า
“ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม” เขาถามด้วยความห่วงใย
“พวกเราไม่เป็นอะไรหรอก ขอบใจท่านมากท่าน… ” เธออยากขอบคุณแต่ก็ไม่รู้จักอีกคนหนึ่งเลย
“เรา..เราโกวิท” เขาเผลอจ้องตาอีกคนจนลืมตัว เกือบไม่ได้ตอบคำถามอีกคนแล้ว
“เราต้องไปทำภารกิจต่อนะ หวังว่าจะได้พบกันใหม่ท่าน…”
“เราอินทราณี”
“เราเกลียวทองนะ” เห็นทั้งสองพูดกันเองไม่สนใจเลยบอกชื่อไปด้วย สหายเพิ่งนึกได้ว่ามีอีกคนอยู่ตรงนี้จึงหัวเราะเขินๆออกมา พอมองหน้ากันทั้งสามก็พากันหัวเราะพักหนึ่ง พอรู้ตัวแล้วจึงได้แยกจากแล้วจึงแยกจาก
เวลาผ่านไปที่ๆพวกเธออยู่ก็ถูกแปลงเป็นทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ ก็เพราะสหายที่พบครานั้นปราบกษัตริย์ทรราชสิ้น ชาวประชาก็ชื่นมื่นสิ่งใดก็ไม่อดอยาก ทั้งคู่จึงปลูกพันธุ์ดอกไม้สวยๆขาย
“สหายที่หม่อมฉันเคยทูลให้พระองค์ทราบ”พักอยู่ที่นี่พระเจ้าค่ะ” หลังจากขจัดความวุ่นวายเขาก็มักจะมาเยี่ยมบ่อยๆ แต่คราวนี้นำคนสำคัญมาด้วย
เพียงมองหน้าประสานกันทั้งอินทราณีกับวิษุวัติก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ก่อเกิดเป็นรักแรกพบเข้าให้เสียแล้ว ถึงแม้ต้องใช้เวลาในการศึกษาอยู่นานแต่สุดท้ายทั้งสองก็ตกลงวิวาห์กัน นี่คงจะจบลงอย่างเป็นสุขแล้วหากเธอไม่ใช่แม่มด ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งพระชายาก็มีแต่ข้อนินทาและครหาถึงเธอไม่เว้นวัน ในตอนแรกเธอที่อยู่กับเทพวิษุวัตก็ไม่ได้ใส่ใจ สิ่งที่ใส่ใจคือความรักและสัมพันธ์อันแสนสุขเท่านั้นแต่ต้องมีเรื่องที่ทำให้เปลี่ยนไปเสียแล้ว
“พระพี่นางไม่เข้าพระทัย หม่อมฉันเป็นผู้เหมาะสมกับตำแหน่งที่สุดแต่เพชราแย่งชิงทุกอย่างไป เดิมทีน้องกับชายาจะแยกตัวออกไปอยู่กับอย่างสงบสุขแล้วแท้ๆ เขากลับทำให้เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่เลิกรา อีกทั้งตอนนี้อินทราณีเจ็บไข้หนักไม่มีใครเหลียวแลรังแต่จะซ้ำเติม” เขาก็สุดจะทนเต็มที สหายรักของเขาเอาทุกอย่างไปแล้วยังปล่อยให้บริวารมากหน้าหลายตาคอยนินทาว่าร้ายตนกับหญิงอันเป็นรักอีก
“พระองค์ไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด ใครที่ทำผิดก็ไปแก้ที่เขาสิ” พระเทวีว่าตามจริง สวามีไม่ได้มีเจตนาจะทำเช่นนั้น อีกอย่างใครทำแบบนั้นก็ควรได้รับผิดสิ ผู้ที่ไม่รู้เรื่องด้วย จะรับผิดชอบอะไรได้
“เพิกเฉยถึงเพียงนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกระทำเองหรอก”
“ห้ามอะไรห้ามได้แต่ปากห้ามไม่ได้เจ้าก็รู้”
“ยังไงก็ตามความสัมพันธ์ของหม่อมฉันกับเพชราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าจะให้พี่สังหารพระสวามีของตัวเองอย่างนั้นน่ะรึ!!”
“ใช่ เหตุใดพระองค์จะกระทำมิได้ เขาไม่ใช่เชื้อสายเดียวกันพวกเราด้วยซ้ำ”
“เจ้าอย่าลืมนะว่าเราก็สังหารเจ้าได้เหมือนกัน!!”
“มากเกินไปแล้วนะ!!” เขาพลั้งมือตบเข้าใบหน้าพี่สาวเข้าให้อย่างจังเพราะความโมโห รู้ตัวอีกทีก็พลาดพลั้งไปเสียแล้ว
พระ…พระพี่นาง”
“ได้เราจะสังหารคนที่ควรสังหาร” จากนั้นพระเทวีเบญจเนตรได้หายตัวไป ไม่มีใครตามหาได้เจออีก คงต้องรอเวลาที่เหมาะสมถึงจะได้กลับมาอีกครั้ง
อัญญานีเหมือนคล้ายกับตกอยู่ในฝันซ้อนฝัน เพราะเธอเห็นว่าตัวเองในอดีตกำลังติดต่อกับพระชายาของพระอินทร์ในนิมิตของร่างที่อ่อนแรงนั้น
"อินทราณี ท่านนั้นรู้จักเทพวิษุวัติอนุชาของเราดีกว่าเรามาก ท่านน่าจะรู้ดีว่าในตอนนี้อนุชาของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ชะตาที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เรานั้นมีเรื่องให้ท่านช่วย ท่านจะเป็นผู้เดียวที่รู้ว่าเราอยู่ที่แห่งใด เราเชื่อใจท่าน "
"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด หม่อมฉันจะสนองตามพระประสงค์เพคะ"
“อย่าได้บอกใครให้รู้โดยเด็ดขาดแม้แต่สหายของท่าน”


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 19, 2021, 06:12:53 PM โดย จักรกรด »