ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

!!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 51
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2020, 06:33:13 PM »
 ในปฐมยามที่สองวันนั้นเองที่เมืองทิศพล​ เหล่าคณะเดินทางได้มาถึงเป็นที่เรียบร้อย​ เจ้าเมืองจึงได้ต้อนรับพระนัดดาและพระสหายยังท้องพระโรง​ เหล่าข้าราชบริพารที่ได้พบกับพระสหายที่ไม่ใช่มนุษย์​ที่คุ้นเคยอย่างเจ้าตุ้บเท่งกับหิ่งห้อยยักษ์​นั้นพอจะทำใจให้ชินได้บ้าง​ แต่เจ้าผีโครงกระดูกที่มีแต่ศีรษะ​กับแขนนี่สิน่าขนลุกขนพองเพลาที่อยู่ในท้องพระโรงนัก
"ถวายบังคม​เพคะ/พระเจ้าค่ะ" เหล่าคณะเดินทางได้เข้าถวายบังคมกษัตริย์​นวดลและมเหสีอัมรินทร์
"ขอให้จำเริญๆ​เถิด​  หลานตาโตขึ้นมากเลยนะ​ ​พวกหลานสำเร็จวิชาจากฤๅษี​อนุชิตแล้วหรือ​ ถึงได้มาเยือนเมืองของตาได้น่ะ" ท้าวเธอถามขึ้นมาเพราะสาเหตุที่ไม่พบกันเพราะติดร่ำเรียนวิชานานมาสิบปี​ไม่มีทางที่ดาบสจะให้กลับมาได้แน่ถ้ามิจบการศึกษาวิชา​ นี่ถ้าไม่มีเกราะกายสิทธิ์​อยู่กับตัวคงจะจำหลานมิได้
"สำเร็จวิชาแล้วเพคะเสด็จตา​ พวกหลานจึงเดินทางมาเข้าเฝ้าเพคะ​ ระหว่างทางพวกหม่อมฉันได้พบกับพวกเขา... "เธอตอบพลางผายมือไปทางผู้แปลกหน้าทั้งสองแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระอัยกาฟัง​ เมื่อฟังได้ความดังนั้นแล้วจึงคิดต่อว่าตนเองที่เป็นเหตุที่ทำให้อัญญานีต้องไปอยู่กับแม่มดใจร้ายที่แปลงกายมาหลอกล่อ
" อย่าทรงเป็นกังวลเลยนะเพคะ​ ไม่เช่นนั้นพระวรกายไม่แข็งแรงอีกจะประชวรได้" พระมเหสีตรัสให้นึกขึ้นได้
"เสด็จตาเพคะ​ ตลอดสิบปีมานี้เสด็จตาประชวรหนักหรืือเพคะ" พระธิดาวันพุธ​ถามอย่างเป็นห่วง
"ก็ธรรมดาของคนมีอายุนั่นล่ะหลานอย่าไปสนใจเลย​ เสด็จยายเจ้าก็เหมือนกันน่ะห่วงมากเกินไป​ ไม่ห่วงตัวเองบ้างเลย" ท้าวเธอปฏิเสธแต่กลับบอกว่าพระชายาเสียอีก
" โธ่​ หม่อมฉันมิได้เป็นอะไรนี่เพคะ​ อย่าตรัสให้หลานห่วงพวกเราเลยจะดีกว่านะเพคะ"พระนางมิต้องการให้หลานห่วงไปกว่านี้แล้ว​ ยิ่งพูดยิ่งไม่ใช่เรื่องดี
" ถึงจะว่าอย่างนั้น​ อย่างไรเสียหลานก็อดห่วงไม่ได้เพคะ" คนห่วงไปแล้วจะเลิกห่วงก็กระไรอยู่
"ช่างเถอะน่า​ ตอนนี้เดินทางกันมาเหนื่อยๆพักผ่อนกันก่อนดีกว่านะ​ ไว้พรุ่งนี้​มาช่วยกันคิดหาทางช่วยเหลืออัญญานีกันต่อ" ท้าวเธอว่าแล้วจึงพากันแยกย้ายไปตำหนักต่างๆเพื่อพักผ่อน
" บัวทำไมสีหน้าไม่ดีเลยล่ะ" พุทธรัตน์​ที่เข้ามาดูความเรียบร้อยให้เห็นความเศร้าหมองในตัวอีกคน
" บัว..บัวคิดถึงพระธิดาอัญญานีเพคะ​ จริงอยู่ที่จะกลับไปอยู่สุขสบายกาย​แต่เท่าที่หม่อมฉันทราบ​ พระธิดาไม่สบายใจแน่เพคะ" ความกังวลใจชัดขึ้นหลังจากที่ตอบคำถามอีกฝ่าย
"เราเข้าใจนะบัว​ การพลัดพรากน่ะไม่ดีหรอก​ เพียงแต่เราต้องตั้งสติไว้ก่อน​ ทำใจให้สบาย​ ค่อยๆคิดค่อยๆแก้ปัญหา​ บางทีพรุ่งนี้ภูมินทร์​อาจจะช่วยได้มากขึ้นก็ได้" เธอพูดหวังให้ใจอีกฝ่ายสงบบ้าง
" เพคะ​ บัวจะตั้งสติแล้วทำใจให้สบายเพคะ" เธอยิ้มให้อีกคนไม่ใช่เพราะหายกังวลแล้วหากแต่ไม่อยากรบกวนใจอีกฝ่ายไปมากกว่านี้
....
"​ท่านอยู่พักในตำหนักนี้ก่อนนะ​ ไว้พรุ่งนี้พวกเราจะเดินทาง​ ส่วนเราจะไปพักที่อาศรมพระอาจารย์​"เพชรราหูกล่าวบอกหญิงในการช่วยเหลือเมื่อเห็นว่าอาการดีมากแล้ว
" เรารบกวนท่านมากไปหรือป่าว​ ที่ทำให้ท่านต้องไปพักที่อื่น" อัญญานีกล่าว
"ไม่หรอก​เราเต็มใจ​ อีกอย่างที่นี่นอกเหนือจากพวกเรา​มีเสด็จพ่อเท่านั้นที่รู้ว่ามีท่านอยู่​ ถ้าจัดตำหนักรับรองให้​ เรื่องต้องถึงหูอัคนิน"
" อัคนินเกี่ยวอะไรหรือ​ ทำไมถึงได้ต้องปิดบัง"
" เขาเป็นคนของเทพวิษุวัต​ไปแน่แล้ว​ อีกอย่างข้ารับใช้ในวังเป็นหูตาให้อัคนินที่เราไม่รู้อีกตะหาก​ ท่านพักผ่อนเสียดีกว่าพรุ่งนี้จะได้เร่งเดินทาง" กล่าวจบแล้วจึงเข้าสู่ป่าจินตภพทันที
......
" ลูกได้ของดีมาในเพลาเหมาะเช่นนี้​ นับว่าโอกาสของพวกเรามาถึงแล้ว" ผกากรองได้ฟังคำเล่าของบุตรชายหลังจากกลับมาก็กล่าวอย่างยินดียิ่ง
" หมายความว่ายังไงกันท่านแม่"ลูกสงสัยในพาทีของแม่
" วันที่พวกเรารอคอยมาถึงแล้ว​ คืนนี้พระจิตขององค์​เหนือหัวไม่มั่นคงเหมาะแก่การทำการใหญ่"
" การใหญ่อะไรกันท่านแม่"
" แม่จะทำพิธีควบคุมและยึดพระวรกายของพระองค์​มาเป็นของแม่​ แต่แม่ต้องสละสังขารชีพ​ แม่จึงต้องเตือนเจ้าไว้ให้เตรียมใจ"
" แต่อย่างนี้มันอันตรายมากนะท่านแม่​ ถ้าทำไม่สำเร็จท่านก็จะต้อง.. ต้องตาย"
" อย่ากลัวเลย​ อุตส่าห์​รอคอยมานานขนาดนี้มีหรือว่าแม่จะไม่ระวังตัว"  ว่าแล้วเธอจึงเริ่มทำพิธีทันที
......
วันถัดมาดูท่าฝนฟ้าคะนองเสียเหลือเกิน​ แต่ถึงกระนั้นถ้าคิดจะทำการอันใดไว้ก็ต้องทำให้ได้
" แม่ขอให้ลูกโชคดีบดิศร"วิมาลามารดากล่าวอวยพรลูกยาเมื่อเขากำลังจะเดินทางไปกำจัดศัตรู​
" แล้วท่าน.. เสด็จตาอยู่ที่ใดกันพระเจ้าค่ะ​ ลูกมิเห็นเลย" เขาถามหาผู้ที่เป็นเจ้าเมืองนี้ที่ไม่พบหน้าเลยตั้งแต่กลับมา​ ด้วยเพราะต้องเตรียมตัวรับพระบัญชาจึงไม่ได้ถามตั้งแต่แรก
"ตาของลูกน่ะไปเมืองรัตนบุรี​เพื่อทำทีเจริญสัมพันธไมตรี​ จากนั้นแล้วเราจะได้แก้แค้นกัน" เธอพูดพลางยิ้มอย่างมีหวัง
"แต่ว่าทำไมต้องไปหาเสด็จพ่อด้วยพระเจ้าค่ะในเมื่อพวกนั้นก็อยู่ที่เมืองทิศพล" เขาสงสัยนัก​
"ลูกเคยบอกแม่แล้วนี่ว่าเมืองเมืองนี้สักวันนึงมันก็ต้องสลายหายไปไม่ได้ยืนยงเหมือนชื่อของมัน​ ดังนั้นแล้วขณะที่ลูกจัดการกับฝั่งนั้นแล้ว​ เสด็จตาจะจัดการกับที่เหลือจะได้ทำการเสร็จได้ไวๆ"เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น
" แล้วเสด็จพ่อจะเป็นอันตรายหรือไม่พระเจ้าค่ะ" ถึงจะจากกันเช่นนั้นแต่เขาก็ยังห่วงบิดาอยู่ดี
" ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตหรอกนะลูก​ เพียงแต่เสด็จพ่อของลูกจะต้องช่วยเรามันก็เท่านั้นเอง"เธอพูดพลางส่งยิ้มให้ลูกนั้นคลายกังวล
" แล้วเสด็จ​พ่อจะยอมช่วยพวกเราหรือพระเจ้าค่ะ"
" ช่วยแน่นอน​ แม่เชื่อในเสด็จตาของลูก  แม่ว่าพวกเราอย่าเสียเพลาอีกเลยดีกว่า​ เร่งทำการให้เสร็จ​สิ้น​พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเสียที"  เมื่อนางกล่าวเช่นนั้นแล้วบดิศรจึงลานางมุ่งสู่เมืองทิศพลทันที
...
"ท่านกลับมาแล้วหรือ.. .."อัญญานีถามขึ้นหลังจากการกลับมาของคนที่พอจะเรียกว่าสหายพร้อมส่งสายตาเชิงอยากเรียกแต่ไม่รู้นาม
" เรากลับมาแล้วล่ะอัญญานี​ เราชื่อจินดา"เธอตอบอีกคนพร้อมยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
" อาการของเราดีขึ้นมากแล้วล่ะ​ เราจะขอลาไปตามหาคนของเราเองจะดีกว่า​ " เธอไม่อยากรบกวนอีกจึงได้บอกไป
"ไม่ต้องหรอก​เราจะไปด้วย​ ถือเสียว่าเราจะได้ไปพบสหายของเราด้วยกัน​ อย่าคิดว่าเป็นการรบกวนเลย"เธอกล่าวให้ฟังเพราะไม่อยากให้อีกคนลำบากใจและตามที่พูดก็เป็นความจริงที่จะไปพบสหายด้วย
" ใคร!! "เสียงเคาะประตูห้องบรรทมดังขึ้นมาทำให้พระธิดาวันพฤหัสบ​ดีเกิดคำถามขึ้นเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีคนอีกคนในนี้​ จะได้ออกไปด้านนอกแทน
" จั๊กเองเจ้าค่ะ​ จั๊กเอง​ เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ"  ว่าแล้วจึงเปิดประตูที่ไม่ได้ลั่นดานแล้วเข้าไป
"มีอะไรหรือที่ว่าเกิดเรื่อง​ จั๊กแหล่น" อัญญานีถามด้วยความสงสัย
" วันนี้มีข่าวว่าพระสนมผกากรองสิ้นพระชนม์​แล้วเพคะ​  อีกประเดี๋ยวก็จะเรียกเข้าท้องพระโรงตามเวลาแล้ว​ "
" เช่นนั้นจะช้ามิได้แล้ว​ เห็นทีเราจะต้องรีบไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ​  เราไปก่อนนะ" จินดาได้ยินดังนั้นจึงไม่อยู่เฉยเร่งไปยังท้องพระโรงทันทีเพราะใกล้ถึงเพลาเต็มที
เมื่อมาถึงจึงได้พบว่าเรื่องที่ได้ยินมานั้นจริงสุดจะบรรยาย​ ภาพตรงหน้าน้ำตานองอัคนินเสียเหลือเกิน
" นางสิ้นโดยไม่ใช่วิถีธรรมชาติ​ นี่ต้องเป็นการสังหารจากบาดแผลที่เกิดจากการแทง​ อัคนินเจ้าอย่าเสียใจให้มา เราขอถามว่าเมื่อคืนนี้เจ้าได้ไปที่ตำหนักพระสนมหรือไม่" ท้าวธริษตรีเธอถามเพื่อสาวความหาข้อเท็จจริง
"ไม่ได้ไปพระเจ้าค่ะ​ เมื่อคืนนี้หม่อมฉันเป็นไข้จึงอยู่แต่ในตำหนักตนเองตลอดทั้งวันทั้งคืน" เขาตอบเสียงปนสะอื้นไห้แต่หามีความจริงไม่
" ถ้าเป็นเช่นนั้น​ มารดาเจ้ามิได้ไปเยี่ยมเยือนเจ้าบ้างเลยหรือ"
" ไม่ได้มาพระเจ้าค่ะ​ แต่ส่งนางกำนัลมาดูอาการแทนเพราะเสด็จแม่ประชวรด้วยเช่นกันพระเจ้าค่ะ​  เสด็จพ่อจะต้องให้ความเป็นธรรมให้กับหม่อมฉันนะพระเจ้าค่ะ"
" เรื่องความเป็นธรรมเราต้องให้อยู่แล้ว​ นางมีปัญหากับใครหรือป่าว"
" ไม่มีพระเจ้าค่ะ​ จะมีก็แต่คนอื่นที่มามีปัญหา"เขาทูลพลางส่งสายตาไปยังพระธิดาจินดา
" ได้​ เช่นนั้นเราจะเร่งหาตัวคนร้ายให้เร็วที่สุด​ ตลอดการพิจารณา​คดีนี้ห้ามมิให้ผู้ใดเดินทางออกจากเมืองของเราเป็นอันขาด​ แม้แต่เจ้าจินดา​ อัคคนิน  เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ก่อน​ เราต้องจัดพิธีให้กับผกากรอง"
" น้อมรับพระบัญชาพระเจ้าค่ะ/เพคะ" และแล้วทั้งหมดจึงได้แยกย้ายกันไป
....
"​พระองค์​เสด็จมาจากศาศวัตบุรีด้วยตนเอง​ เรายินดียิ่งที่จะต้อนรับกัลยาณมิตร​ใหม่ของเมืองเรา" ท้าวพีรเชษฐ์​กล่าวกับเจ้าเมืองที่มาเจริญ​สัมพันธไมตรี
" ด้วยเห็นพระบารมีที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์​ เราเห็นว่าการมาครั้งนี้มิเสียแรงเลยจริงๆ" นรราชเจ้าเมือง​ อดีตปุโรหิตที่ใช้นามหน้าใหม่กล่าวกับอีกฝ่าย​ เขาน่ะที่เคยเป็นพ่อตามาก่อนย่อมรู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร​ ความสนิทชิดเชื้อที่ท้าวพีรเชษฐ์​ได้มารู้สึกเหมือนเจอมิตรแท้ในช่วงเวลาเดียวนั้นเอง​ เพราะท้าวเธอน่ะเชื่อคนง่ายแถามสบายใจไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วจึงไม่ระวังเอาเสียเลย
"องค์​เหนือหัวเพคะ​ หม่อมฉันรู้สึกว่าเจ้าเมืองคนนี้มิน่าไว้ใจเลย" สไบทองสังเกตการ​ณ์ตลอดวันจึงได้กล่าวเมื่อกษัตริย์​ต่างเมืองไปยังพระตำหนักรับรองแล้ว
"อย่ากังกลไปเลย​ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น​ เขาก็เป็นคนดีอีกด้วยนะ" คนไม่ระวังตัวกล่าวตอบอีกคนให้สบายใจ
"แต่ถึงอย่างไร​หม่อมฉันก็ไม่ไว้ใจที่เจ้าเมืองคนนี้ทำทีรู้เสียทุกเรื่องไป​ อย่างนี้แล้วจะไม่ดีต่อพระองค์​เองนะเพคะ" เธอเตือนพระสวามีด้วยความหวังดี
"ไม่หรอกน่า​ นี่ล่ะมิตรแท้ที่ฟ้าประทานมาให้แก่เรา"คนดื้อจะทำอย่างไรก็มิฟังหรอก​ เธอได้แต่ถอดถอนหายใจมิพูดอันใดอีกแต่จะคอยพึงระวังไว้​ พระราชาคนนี้ที่พบกันวันเดียวข้อมูลที่จะมีมาคุยกันได้ขนาดนี้เป็นไปไม่ได้เลย
.....
"เพิ่งมาได้คืนกับอีกวันเ​ดียวจะจากตาไปอีกแล้วรึ" ท้าวนวดลถามเมื่อผู้เป็นพระนัดดาทูลลาไปตามหาคน
" พระเจ้าค่ะเสด็จตา​ หลานจะต้องช่วยเหลืออัญญานีกับบัวแย้มให้ได้พบกันพระเจ้าค่ะ" ภูมินทร์กล่าวตอบพระอัยกีด้วยความเป็นมนุษยธรรม
"เมื่อพบกันแล้วจะไปยังที่ใดกันล่ะ​ จะกลับเมืองเก่าก็ไม่มีแล้ว"พระอัยกีอัมรินทร์กล่าวด้วยความห่วงใย
" ก็คงจะต้องหาที่อยู่ทำกระท่อมในป่าเพคะ"บัวแย้มทูล
" แล้วอีกฝั่งเขาจะยอมหรือ​ พวกเขาจะต้องตามหาพวกเจ้าจนพบแล้วถูกนำตัวไปอีกล่ะจะทำยังไง" พระมเหสีกล่าวต่อไป
" เอาอย่างนี้เถอะ​ เราจะช่วยอุปถัมภ์​พวกเจ้าเอง​ มาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเสียที่นี่ล่ะ​ เพลามีเรื่องขึ้นมาจะได้ช่วยเหลือกัน​ ห้ามปฏิเสธเชียว" ท้าวนวดลเธอเสนอให้
" ช่างเป็นความคิดที่ดีจริงๆ​ แต่ท่านคิดหรือว่าบ้านเมืองนี้จะไม่พังทลายไปเสียก่อน" เสียงพูดดังขึ้นมาพร้อมกับการปรบมือทำให้ความสนใจมุ่งสู่คนพูดทันที
" ท่านเป็นใคร​ มาจากไหนกัน"ภูมินทร์​ถามอย่างสัย บุรุษ​นี้เป็นใคร​กัน​ แล้วเข้ามาได้ยังไง
"เราเป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญ  แต่วันนี้เราจะมาทำลายพวกเจ้าให้สิ้นซาก"คนใส่เกราะเหล็กกล่าวอย่างอวดดี
" พระโอรสบดิศร" บัวแย้มที่เคยพบหน้ามาก่อนจึงรู้ได้ทันทีแบบไม่ต้องนึก
" บดิศร​ เราจบเรื่องนี้กันไปแล้วอย่าได้จองเวรจองกรรมกันอีกเลย" เมื่อเขาได้ยินดังนั้นจึงได้เจรจาอย่างสันติ
" ไม่มีวันที่จะจบ จนกว่าพวกเจ้าทั้งเจ็ดคนจะถูกทำลาย!! " ว่าแล้วเขาจึงใช้พลังจากเกราะเหล็กพุ่งทำร้ายอีกคนโดยไม่ทันตั้งตัว
"ทุกคนหนีก่อน​ พี่หิ่งห้อยพาเสด็จตากับเสด็จยายหนีไปก่อนเถอะ​จะ ทางนี้น้องจัดการต่อเอง"คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีที่หลบได้แบบฉิวเฉียดรีบบอกให้คนอื่นหนีไปแล้วตนจะได้สู้กันแค่สองคนพอ
" พระเจ้าค่ะพระโอรส​ องค์​เหนือ​หัว​พระมเหสี​พระเจ้าค่ะไปกันเถอะพระเจ้าค่ะ" ว่าแล้วทั้งสองจึงขึ้นเจ้าแมลงยักษ์​ไปที่ปลอดภัยก่อน​
" สู้เขานะพระโอรส"เจ้าตุ้บเท่งที่ไม่ยอมไปไหนได้เฝ้ารอดูพลังสิ่งวิเศษชิ้นใหม่พร้อมให้กำลังใจ
"หนูบัวยังไม่ไปอีกเหรอ" ตาหวานถามเมื่อจะพาไปหลบก่อนส่วนตนจะกลับมาช่วย
" ไม่จะ​ บัวไม่ไป​ ถ้าพระโอรสภูมินทร์​เป็นอะไรขึ้นมา​จะทำยังไง" เธอจะคอยช่วยดูสถานการณ์​ ถ้าไม่ดีจริงๆเธอก็พอจะช่วยต่อรองกับบดิศรได้บ้าง
บดิศรพุ่งหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า​ ภูมินทร์​ที่เป็นฝ่ายรับรีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายบดิศรให้พ้นจากตัวแล้วใช้ช่องว่างยกเท้าขวาเตะกราดบริเวณชายโครงของอีกฝ่าย​ บดิศรไหวตัวรีบผลักตัวถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง ราวกึ่งซ้ายย่อตัวใช้ศอกขวาถองที่ขาขวาท่อนบนของฝ่ายรุกตน​ ดีที่ภูมินทร์​มีความไหวตัวพอกันจึงหลบหลีกได้ทัน​ ตอนนั้นนั่นเองบดิศรจึงใช้พลังจากเกราะเหล็กเข้าโจมตี​ภูมินทร์​ แล้วเขาจึงตอบกลับโดยการใช้พลังจากเกราะกายสิทธิ์​เช่นเดียวกัน​ ตอนนี้พลังทั้งสองปะทะกันอยู่ตรงกลางในระยะทางที่เท่ากัน
"เราว่าพวกเราคุยกันดีๆได้นะบดิศร" พระโอรสวันพฤหัสบ​ดี​คิดจะเจรจาอีกครั้งในการต่อสู้
"ไม่ต้องพูดแล้ว" เขาเพิ่มพลังมากขึ้นจนพลังของเขาสามารถ​ดันไปยังฝ่ายตรงข้ามได้มากกว่าพลังของอีกฝ่าย​ อีกฝ่ายเห็นท่าไม่ดีจึงได้เพิ่มพลังไป​ ตอนนี้พลังทั้งคู่ผลัดกันดันพลังของอีกฝ่ายไปมาแต่ไม่มีทีท่าว่าจะถึงตัวอีกฝ่ายสักที
"อย่าออมมือ!! "  บดิศรเขาใช้พลังเกินขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหวเข้าจู่โจมภูมินทร์​ อีกคนไม่มีทางเลือกจึงต้องใช้พลังขั้นสุดกับเขาด้วยความจำเป็นที่ต้องปกป้องร่างกายไว้  เมื่อพลังปะทะกันรุนแรงอาคารสถานท้องพระโรงจึงพังทลายลงมา​ พวกที่ดูอยู่จึงพาบัวแย้มออกมาจากที่นั่นก่อนจะถูกถล่มทับ​ สองคนที่สู้กันนั้นแม้จะมีสิ่งก่อสร้างถล่มลงมาก็ทำอันตรายไม่ได้เพราะพลังที่มหาศาลนั้น​ ไม่นานนักทั้งสองก็ต้องผละออกจากกันเพราะถึงจะไม่ถูกพลังทำลายตรงๆแต่เมื่อใช้พลังปะทะกันนานเข้ามีแต่จะทำให้ช้ำใน​ เมื่อผละออกจากกันได้แล้วทั้งคู่อาการมิสู้ดีเลย
"พระโอรสพระเจ้าค่ะ​ เจ้าตุ้บเท่งมาพยุงพระโอรสสิเร็วเข้า" ตาหวานเข้าดูภูมินทร์ทันทีพร้อมกับสั่งให้เจ้าตัวประหลาดช่วยพยุงตัวคนที่เขาติดตาม
"พระโอรสภูมินทร์ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ​" บัวเข้าไปดูอาการด้วยคน
"เราไม่เป็นอะไรมาก​ แต่บดิศรล่ะ" เจ้าตัวตอบขณะที่เลือดก็ทะลักมาจากปาก​ ถึงตัวจะเจ็บแต่ยังห่วงน้องต่างแม่อยู่ดี  บัวจึงเข้าไปดูและประคองให้
" พระโอรสบดิศรเพคะ​ ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ" เธอถามอาการ​ เขานึกว่าจะไม่มีใครใครสนใจเสียแล้ว
" บัว.. เรา.." ไม่ทันจบประโยคปัจจาได้รีบเข้ามาแย่งนำร่างของบดิศรหายตัวไปในทันที
"ไปแล้ว!!" บัวแย้มตกใจจึงได้พูดขึ้น
"เกราะกายสิทธิ์​มีรอยร้าว​ ฮือดูดูมันทำสิ!!" เสียงตกใจอีกคนดังกว่าทันทีที่เจ้าสุดหล่อเห็นรอยขีดร้าวบนเกราะขีดเดียวก็เหมือนใจจะแตกสลาย
"บัวว่าอย่าช้าเลยดีกว่าจะ​ รีบพาพระโอรสไปยังห้องพระโอสถก่อน​ เผื่อจะช่วยได้บ้าง​ ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีแน่​ ส่วนเกราะกายสิทธิ์​ค่อยหาทางแก้เถอะนะสุดหล่อ"เธอออกความเห็น​ ชีวิตคนก็สำคัญเจ้าตุ้บเท่งมิได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นจึงตัดสินใจแบกพระโอรสวันพฤหัสบ​ดีไปหาทางรักษาต่อไป
...
" ที่ท่านแม่ต้องตายเปล่าก็เป็นเพราะพวกเจ้า​ อย่างนี้แล้วข้าจะฆ่าพวกเจ้าเสียบัดนี้" อัคนินที่คิดอยู่นานตัดสินใจหยิบสังวาลย์​ศิลาหมายจะสังหารผู้เป็นเหตุให้มารดาต้องถึงแก่ความตาย
"องค์เหนือหัวเสด็จพระเจ้าค่ะ" มหาดเล็กเข้ามาทูลบอก​ ไม่ทันจะทำอะไรเข้ามาเสียแล้วเจ้าหนึ่งในตัวสาเหตุนี่
" พวกเจ้าออกไปก่อน" ทันทีที่พระราชาเข้ามาได้จึงให้เหล่าบริวารทั้งหมดออกไปเสียจะได้ไม่รบกวนเรื่องส่วนตัว
"อัคนินลูกยังเสียใจอยู่อีกเหรอ​ แล้วสังวาลย์​หินนี่จะไปทำอะไรน่ะ" เขาถามด้วยความเป็นห่วงและประหลาดใจที่อยู่ๆก็ได้เห็นอัคนินคว้าสังวาลยังกะจะไปฆ่าใครได้
"ปล่าวหรอกพระเจ้าค่ะ​ ลูกก็แค่ดูของต่างหน้าเสด็จแม่"
"ของพระเทวาน่ะสิ"  เขาหน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำคนที่ชื่อว่าพระบิดาที่รู้เท่าทัน
" อัคนิน  นี่แม่เองลูก"เขาเปลี่ยนจากท่าทีจริงจังมายิ้มอย่างสบายใจ
"ท่านแม่​ ลูกตกใจหมดเลย" เขาขวัญเสียไปทีแล้วหนา
"แม่ขอโทษที่ไม่ได้บอกลูกตั้งแต่แรก​ แม่อยากรู้ว่าจะสามารถเล่นเป็นองค์เหนือหัวได้ดีจนไม่มีใครผิดสังเกตหรือป่าว"
"แล้วพระวิญญาณ​ขององค์​เหนือหัวล่ะท่านแม่"
" ก็บรรทมน่ะสิ​ เรากำลังจะได้ทุกสิ่งอย่างแล้ว​ แม่ขอเจ้าวันนี้วันเดียว แล้วพรุ่งนี้แม่จะให้เจ้าใช้สังวาลย์​กำจัดมันโดยไม่ผิดใจคนอื่น" เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
" ทำไมหรือจ๊ะ​ ลูกอยากจะฆ่าพวกมันจะแย่" เขาร้อนใจยิ่งนัก
"เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้ฆ่า​ การที่จะได้คนมาทั้งหมดมากกว่าจากหยิบมือมันต้องซื้อใจให้เจ้า ให้พวกนั้นเข้าข้างเจ้า​ ถึงเวลานั้นเจ้าสับมันให้เป็นชิ้นๆ​ พวกนั้นก็จะเห็นดีเห็นงามด้วย" ว่าแล้วถึงจึงเล่าแผนที่เตรียมมาต่อไป
...
" เรารอได้​ เรื่องใหญ่เช่นนี้องค์เหนือหัวคงไม่อาจละเว้นได้"อัญญานีกล่าว​
" เราขอบใจที่เข้าใจ​ เราเห็นท่านพยายามใช้ธำมรงค์​แก้วศุภรมาสักพักแล้ว​ มีปัญหา​อันใดกัน"จินดาที่มองดูพฤติกรรม​มาก่อนหน้าจึงถามเพื่อจะได้ช่วยแก้ไข
"แต่ก่อนแหวนวงนี้น่ะพาเราหนีได้​ ใช้พลังได้​แต่ตอนถูกจับใช้ไม่ได้เลย​ จันทราภาเคยบอกว่าหากจิตไม่มั่นคงพอจะไม่สามารถใช้พลังจากวัตถุที่สวมใส่ได้​ แต่เราลองทำใจให้มั่นคงแล้วก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดี"เธอกล่าวให้ฟังหวังจะได้รับการแนะนำจากผู้สวมใส่สิ่งวิเศษ
"เราว่าลึกๆแล้วท่านยังคิดมากอยู่​ คนเราต้องจะระเบียบความคิดกันตลอดเวลา​ เราว่าการทำสมาธิจะช่วยท่านได้" เธอพูดจากประสบการณ์
" ให้เรานั่งสมาธิอย่างเดียวมันจะดีเหรอ"
" ทำสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งทำอย่างเดียว  อริยาบถใดก็ได้เพื่อที่จะฝึก​ให้ใจมีความมั่นคง​ แบบใดถนัดท่านก็สามารถทำได้" เธอแนะนำ​ อีกคนจึงทำตามพร้อมหาวิธีทำสมาธิในแบบของตนเองพร้อมกับฝึกใช้แหวนเรื่อยๆเพื่อที่จะทำตามความปรารถนาของตนดังเดิม
....
"​พระมเหสีทอดพระเนตรเห็น​ท้าวพีรเชษฐ์​หรือไม่"นรราชเดินเข้ามาถามในสวนพฤกษศาสตร์​เป็นการส่วนพระองค์​ ขณะที่พระนางอยู่ตามลำพังเพราะให้นางบริวารแยกย้ายกันหาเก็บดอกไม้ไปร้อยพวงมาลัย
" พระองค์คงจะอยู่ที่ลานฝึกอาวุธของพวกทหารกระมังเพคะ" นางจำตอบอีกฝ่ายแม้จะไม่เต็มใจ
"เราขอบพระทัยท่าน​ เพื่อเห็นแก่ไมตรีของเรา​ โปรดรับบุปผานี้เถิด" เขายกดอกไม้ให้​ ท่าทีมันออกชัดว่าเขานั้นออกจะชอบพออยู่
"ขอบพระทัยเพคะ" นางกะจะรับดอกไม้เสียให้จบๆไปจะได้ไปที่อื่น​ แต่ว่ามืออีกคนก็ก้าวก่ายเป็นปลาหมึกเลยนี่สิ
" ทำอะไรกันอยู่น่ะ" ท้าวพีรเชษฐ์​เสด็จพอดีได้เห็นภาพคนสองคนจับไม้จับมือกันก็สงสัย
" พอดีเราให้ดอกไม้กับพระนางแต่ว่าดอกไม้จะตกเลยรับไว้ก็เลยกลายเป็นการผิดพลาดจับมือกันเสีย" โกหกน่าไม่อายตัวเองจงใจแท้ๆ
"ไม่หรอกเพคะ​ พระองค์​คงจะหลงลืมทอดพระเนตรเห็นมือของหม่อมฉันเป็นดอกไม้เสียมากกว่า" เธอพูดเสียเป็นเชิงว่าอีกคงน่ะจงใจ
"พอเถอะสไบทอง" เขากล่าวกับชายาแล้วจึงจะคุยธุระกับสหายต่างเมืองต่อ
" หม่อมฉันทูลลาเพคะ"ว่าแล้วตนก็ไปในทันที
ทั้งสองเดินทางคุยกันอยู่มินานก็เกือบจะถึงตำหนักที่ดูจะไม่มีคนอยู่แล้ว
" นี่ตำหนักใครกัน​หรือ​ ทำไมเหมือนไม่มีใครอยู่เลย"
"ตำหนักพระโอรสบดิศรของเราน่ะ​ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว"
"อย่าว่าเรารบกวนท่านเลยนะ​ ช่วยพาเราไปชมจะได้ไหม"
" ได้สิ"  เมื่อทั้งสองที่เดินทางเข้าตำหนักกันตามลำพัง​ อดีตปุโรหิตเฒ่าที่กลายเป็นชายวัยกลางคนได้ใช้ไฟจุดกำยานให้อีกคนสลบ​ไปและเร่งทำพิธีควบคุมอีกฝ่ายให้เป็นพวกของตนในทันที
...
" พระโอรสดีขึ้นหรือยังเพคะ" บัวถามอาการหลังจากที่ให้ยาภูมินทร์ทานแล้ว
" เราดีขึ้นแล้ว  ท่านอย่าห่วงเลย" เขาตอบอีกฝ่าย
"พระโอรสพระเจ้าค่ะ​ พระโอรสบาดเจ็บหรือพระเจ้าค่ะ"
เจ้าหิ่งห้อยยักษ์​บินมาดูสถานการณ์​หลังจากที่นำพระอัยกาและพระอัยกีไปยังที่ปลอดภัย
"น้องไม่เป็นอะไรแล้วจะพี่หิ่งห้อย​ อย่าห่วงเลย" พระโอรสตอบถึงแม้จะยังมีอาการเจ็บอยู่ก็ตาม
"จริงสิพระเจ้าค่ะ​พระโอรส​ พวกเรายังเหลือพืชสังกรณีกับน้ำจากสระอโนดาตอยู่​ น่าจะช่วยพระอาการของพระโอรสให้ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้นะพระเจ้าค่ะ" เขากล่าว
"เดี๋ยวพี่ตาหวานจะไปนำมาให้​ แต่เราจะไปเจอกันที่ไหนล่ะ​ ควรจะพาพระโอรสไปพักเสียก่อนนะ" ตาหวานอาสาจะไปนำมาให้​ แต่ก็ต้องการให้พระโอรสอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
" ไปเจอกันที่ทิศพายัพของท้องพระโรงนะ​ ที่นั่นน่ะมีพระราชฐานใต้ดิน​อยู่" เมื่อตกลงจึงพากันแยกย้ายและลงยังชั้นใต้ดินทีี่สร้างมาเพื่อรองรับสถานการณ์​ที่จะเกิดขึ้น​และได้ใช้จริงๆก็คือวันนี้
...
"บดิศรเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" เทพวิษุวัต​กล่าวถามเมื่อปัจจาได้พาตัวมารักษา
" หม่อมฉันรู้สึกเหมือนถูกฉีกร่างตอนที่พลังใช้ถึงขีดสุดพระเจ้าค่ะ​ แต่ว่าฝั่งนั้นก็ยังได้รับบาดเจ็บเหมือนกันพระเจ้าค่ะ​ ตอนที่หม่อมฉันสู้เหมือนการที่มีคนเจ็ดคนมาสู้ด้วยกันเลยพระเจ้าค่ะ​ " เขาตอบพลางให้ข้อมูลแด่พระเทวา
"เราพอจะเข้าใจแล้ว​ เราให้เจ้าพักรักษาตัว​ให้ดีเสียก่อน​ เราจะไปตกลงกับสุริยเทพ​ เมื่อถึงวันที่เกิดสุริยะคราสแล้วนั้น​ จะได้จัดการพวกนั้นได้​ ส่วนเจ้าธานินทร์​นำข่าวไปแจ้งต่ออัคนินว่าอย่าเพิ่งลงมือ​ "เมื่อจบพระบัญชาต่างก็ทำตามกันต่อไป​ ตอนนี้คงต้องให้เจ้าพวกนั้นพักไปก่อนแต่ไม่นานเกินรอจะได้กำจัดพวกนั้นให้สิ้นเสียที

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 09, 2020, 07:01:16 PM โดย จักรกรด »

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 51
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2020, 06:45:00 PM »
จักรกรดขออภัยนะคะที่วันนี้อัพเย็นเลยเพราะว่าติดงานพิเศษค่ะ​ เลยจะเปลี่ยนเวลาอัพเป็น
ทุกวันเสาร์​เวลา18.30 น.​ตั้งแต่อาทิตย์​หน้านะคะ​  ขอบคุณผู้อ่านที่เข้ามาสนับสนุนการอ่านเรื่องนี้ของจักรกรดค่ะ

ขอร่วมโปรโมทกลุ่มไลน์​ คนรักละครพื้นบ้าน​ค่ะ​ กลุ่มนี้สามารถเข้าไปคุยเรื่องต่างๆเกี่ยวกับละครพื้นบ้านนะคะ​ ส่วนใหญ่จักรกรดจะอ่านมากกว่าค่ะฮ่าๆ​ สนุกมากค่ะกลุ่มนี้ดีจริงๆ
แล้วเจอกันอาทิตย์​หน้านะคะ​ สวัสดีค่ะ

https://line.me/ti/g2/NOf6IDqiJE_O1oYAkZVHmA?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 51
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2020, 06:30:17 PM »

"อย่าเพิ่งลงมือ​.. นี่เราเตรียมการมาแล้วจะให้ล้มเลิกได้ยังไงกัน" อัคนินถามขึ้นหลังจากได้ยินคำของธานินทร์​พร้อมกับอาการที่ไม่สบอารมณ์​เสียเท่าใดนัก
"เอาเถอะน่า​ บดิศรตอนนี้ก็บาดเจ็บจากการปะทะกับเจ้าพวกนั้น​ พ​อเกิดสุริยะคราสมาพวกนั้นจะได้แยกกันสู้ไง" เขาหาเหตุผลมาบอกอีกคน
" แยกกันสู้​ หึ!! รวมพลังกันสู้ล่ะสิไม่ว่า"เขาไม่เชื่อเหตุผลนั้นหรอก
"ถ้าพวกเราเก็บข้อมูลอีกสักหน่อยแล้ววางแผนดีๆ​ โอกาสที่พวกนั้นจะแยกกันสู้ก็ไม่ยากหรอกน่า"เขาต้องเกลี้ยกล่อมเสียเพราะไม่อยากให้เสียงาน
" ก็ได้ๆ​ เราจะไม่สู้ตอนนี้​ "เขารับปากแบบปัดๆไป​เพื่อให้อีกคนพอใจในคำตอบ
" งั้นเรากลับก่อน​ ใกล้เพลาแล้วเราจะมาตาม" ว่่าแล้วเขาก็ขึ้นเมฆเหินฟ้ากลับหอชิดดาราทันที
" ใครจะไปเชื่อล่ะ​ คอยดูฝีมือข้าเถอะเหนือชั้นกว่าบดิศรเป็นไหนๆ" เขาจะทำอยู่ดีนั่นล่ะ​ ไม่มีใครห้ามได้แล้ว
.....
" น่าแปลก​ ปกติแล้วพวกอธรรมจะไม่ยอมรามือ​ ทำไมถึงไม่เห็นวี่แววพวกนั้นเลยนะ"ตาหวานพึมพำเมื่อขึ้นไปสำรวจบนพื้นดินแต่กลับไม่พบพวกศัตรูได้แต่ครุ่นคิดตลอดเวลาที่ลงมายังใต้พสุธานี่
"พวกเขาคงจะคิดวางแผนให้รอบคอบกว่านี้น่ะจะพี่ตาหวาน" ภูมินทร์​ที่อาการดีขึ้นกล่าวเมื่อได้ยินเสียงนั้น
" วางแผน​ แผนอะไรหรือพระเจ้าค่ะพระโอรส"หิ่งห้อย​ยักษ์​ถามด้วยสงสัย
"คงจะแผนที่ทำลายเกราะกายสิทธิ์​ด้วยวิธีอื่นน่ะจะพี่หิ่งห้อย​ วิธีนี้น้องมองว่าเสี่ยงชีวิตมากพอสมควร​ ไม่รู้ว่าตอนนี้บดิศรจะเป็นอย่างไรบ้าง"ไม่วายจะห่วงคนที่ขึ้นชื่อตนว่าศัตรูเลยหนา
"ช่างเขาเสียสิ จะไปห่วงทำไม​ เจ้านั้นน่ะทำร้ายพวกหลานนะ​ ฝั่งนั้นน่ะคงไม่คิดถึงว่าเจ้าจะเป็นอย่างไรหรอกหลานตา"ท้าวนวดลกล่าวเชิงเตือนด้วยอารมณ์​ที่ไม่พอใจเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้หลานเอาใจไปห่วงคนแบบนั้น
" โธ่​องค์​เหนือ​หัว​ หลานพวกเราเป็นคนมีจิตใจดีนึกถึงผู้อื่นก็ดีแล้วเพคะ" มเหสีอมรินทร์​กล่าวกันแทนหลาน
" ก็เพราะนึกถึงผู้อื่นนั่นล่ะ​เรื่องถึงได้เป็นอย่างนี้​ ถ้าวันนั้นไม่ใจอ่อนปล่อยไปง่ายๆ​ พวกนั้นก็ไม่มีโอกาสกลับมาให้หลานพวกเราบาดเจ็บหรอก" ท้าวเธอพูดตามคิดเห็นจริง​ ถ้าจัดการเสียให้สิ้นจะกลับมาได้อย่างไร
แต่ถึงอย่างนั้นศัตรู​ที่จะกลับมาทำลายน่ะจะกลับเป็นพระเทวาวิษุวัตเสียมากกว่า
เสียงสะอื้นไห้มาเป็นระลอกฟังพลางๆก็ไม่น่ายั่วอารมณ์​หรอกแต่นานเข้าก็ออกจะน่ารำคาญอยู่
" สุดหล่อเป็นอะไร​ ทำไมถึงเอาแต่ร้องไห้ล่ะ​ พระโอรสพระอาการดีขึ้นแล้วนะ" บัวแย้มเข้าไปถามไถ่เจ้าตัวประหลาดนั่นที่กำลังฟูมฟาย
"ก็เกราะ​กายสิทธิ์​น่ะสิ​มีรอยร้าวขีดข่วนน่ะ​สิ​ จะให้ทำหน้าดีใจออกหน้างั้นเหรอ" สิงโตตัวนี้หนิไม่ได้ห่วงคนหรอก​ ห่วงของวิเศษมากกว่า
" ก็เรื่องแค่นี้เองน่า​ คิดมากไปได้"บัวบอกเชิงปลอบใจ
" กลัวจะไม่ใช่แค่นี้น่ะสิ" ภูมินทร์​กล่าวพลางคิดเรื่องนี้ต่อไปเพราะมันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ถูกโจมตีจนเกิดร่องรอยได้
...
วันต่อมาที่เมืองคีรีมาศ​ ข่าวการสืบสวนการสิ้นของพระสนมคลี่คลายหาตัวคนร้ายได้แล้วนั้นเกิดขึ้นมาก่อนการเข้าประชุมที่ท้องพระโรง​ นั่นพอจะให้คนสบายใจได้บ้าง​ ถึงเวลาควรจะออกเดินทางได้เสียที
" หาตัวคนร้ายได้ก็ดีน่ะสิ​ พวกเราจะได้เดินทางไปยังเมืองทิศพล" ศุภลักษณ์​กล่าวขึ้นมาเมื่อรู้ข่าวจากจั๊กแหล่น
"พระโอรสเจ้าขา​ จะเดินทางไปลำพังกับนางไม่ได้นะเจ้าคะ​ ให้จั๊กไปด้วยนะเจ้าคะ​ นะนะ" จั๊กแหลานได้ยินดังนั้นใจก็คิดจะติดตามไปทุกหนแห่ง
"ได้สิ​ น้องจั๊กเรียกพี่ศุก็ได้​จะ ไม่เห็นจะต้องพิธีรีตองเลย"ดูท่าคนนี้น่าจะถูกใจแม่เสือสาวไม่น้อย​ พูดจาเสียงหวานขนาดนี้​
"แล้วองค์เหนือหัวจะพระราชทาน​อนุญาต​หรือ"อัญญานีถามด้วยสงสัย
" ทำไมจะไม่อนุญาตอีกล่ะ​ คนร้ายก็หาได้แล้วนะ​ เตรียมตัวเถอะ​ เราเข้าเฝ้าเสร็จแล้วพวกเราจะรีบไปทันที" เขาพูดแล้วจึงเดินทางไปยังท้องพระโรง
เมื่อท้องพระโรงมีคนมาครบแล้วสีพระพักตร์​ของท้าวธริษตรีเปลี่ยนจากนิ่งเฉยเป็นแข็งกร้าวยิ่งนัก
" เรารู้ว่าใครคือผู้สังหารพระสนมผกากรอง​ จงออกมายอมรับเสียดีๆ​ เราจะลดโทษประหารให้​ ถ้าไม่ยอมรับเราจะสั่งทรมานแล้วประหารเสียอย่าให้รกแผ่นดิน" คำพูดครานี้ดูรุนแรงด้วยอารมณ์​เสียมาก  ทรมานคนเหรอ​ ประหารเหรอ​ กษัตริย์​ผู้นี้เคยทำที่ไหนกัน​ เหล่าขุนนางข้าราชบริพารต่างต้องขวัญเสียเมื่อคำสั่งนี้ดูจริงจังเสียเหลือเกิน​ แต่ไร้วี่แววที่ใครจะยอมรับเลย
" ศุภลักษณ์!! เจ้ารู้หรือไม่ว่าในบรรดาพี่น้องพวกเจ้าน่ะมีคนกระทำความผิดแล้วปกปิดเอาไว้" เขาเปรยมาเช่นนี้สายตาทั้งหมดจึงจับจ้องไปที่พระโอรสทันที
"ไม่นะพระเจ้าค่ะ​ ไม่มีใครที่ไหนจะปองร้ายใครอีกคนด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้ได้​" เขามองไปยังพระโอรสอีกคนหนึ่ง​ นี่มันไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
" งั้นรึ  แล้วสร้อยที่เราจะประทานให้พวกเจ้าทำไมถึงมาอยู่ที่ห้องบรรทมพระสนมได้ล่ะ" เขาสุดแสนจะชิงชังลูกคนนี้เสียจริง
"สร้อยนั่นหายไปตอนจันทลักษณ์​ไปประพาสป่ากับพระราชทูต​แห่งศาศวัตบุรีนะพระเจ้าค่ะ​ อีกอย่างแค่สร้อยเส้นเดียวจะไปตัดสินอะไรได้กัน​ ถ้าหากเป็นของอัคนินเขาก็น่าสงสัยด้วย" เขาก็พูดถูกเกี่ยวกับสร้อยนั่น​ เพียงตกที่เกิดเหตุใครก็เป็นฆาตรกรได้แล้วหรือ
"ไม่ต้องมาอ้าง​ ในยามวิกาลเพชรราหูที่เป็นชายเข้าตำหนักสตรีได้เช่นนั้นรึ​ พวกเจ้าเป็นพี่น้องร่างเดียวกันก็ต้องรับผิดร่วมกัน​ เรามอบอำนาจการลงทัณฑ์​ให้กับอัคนินจัดการทรมานและประหารเจ้าซะ"  คำพูดนั้นพอจะทำให้อีกคนตกใจอยู่บ้าง​ แต่ก่อนจะคิดอะไรมากไปกว่านี้ตอนนี้หาทางหนีจะเหมาะกว่า​ เขาจึงชูสังวาลย์​มณีส่องแสงแสบตาทั้งท้องพระโรงแล้วเร่งรีบไปพาตัวอัญญานีหนีทันที
" รีบไปเร็วเข้า!! "เขาคว้าข้อมือเธอรีบพาหนีไปพร้อมกับจั๊กแหล่น​ ก่อนแสงอันจ้านั้นจะหมดไป
"เกิดอะไรขึ้น" คนที่ถูกจูงมือวิ่ง​ เมื่อถึงชายป่าแล้วจึงถามอีกคนที่เร่งรีบเช่นนี้
"พวกเราถูกใส่ความเรื่องสังหารพระสนมน่ะสิ" เขามีเสียงหอบเหนื่อยปะปนเล็กน้อย​
"จั๊กว่าหาที่ซ่อนก่อนดีกว่านะเจ้าคะ​ ถ้าเจ้้านั่นตามมาจะไม่ทันการ" จั๊กแหล่นออกความเห็น​ แต่นั่นกลับไม่ทันเสียแล้ว
"กล้าดียังไงหนีการลงทัณฑ์​ เจ้าทำให้มารดาของข้าต้องมาตาย​ เจ้าก็อย่าอยู่ดีเลย​ ตายซะเถอะ!! "อัคนินที่ตามมาทันว่าแล้วจึงใช้พลังจากสังวาลย์​ศิลาพุ่งโจมตีศุภลักษณ์​ แต่โชคร้ายที่อีกฝ่ายหลบทัน
" แม่เจ้าทำตัวเองล่ะสิ​ ยอมลงทุนฆ่าตัวตายถวายลูก​ ให้ได้ทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้"เขาเข้าใจแบบนั้นก็พูดไปแต่มันก็ตรงความจริงอยู่นา
" อย่าพูดมาก​ รับไปซะ!! "แล้วจึงชูสังวาลย์​ปล่อยพลังใส่ศุภลักษณ์​แต่ทว่าเขาก็ไหวตัวใช้พลังสังวาลย์​ของตนตั้งรับได้ทัน
"ข้าจะไม่ทำให้เจ้าตายตอนนี้หรอกไอ้ลูกนอกไส้​ เจ้าจะต้องเจ็บทรมานก่อนถึงจะสาสม"เขาเพิ่มพลังที่ใช้มากขึ้นเรื่อยๆแสงพลังเริ่มเข้าใกล้คู่ต่อสู้​
" มีแรงเท่าไหร่ก็ใส่มาให้เต็มที่เลยสิ​ อยากจะรู้นักว่าคนอย่างเจ้าจะเก่งอย่างที่ปากพูดรึปล่าว" เขาเพิ่มพลังเข้าไปอีกมันก็พอจะสูสีกันอยู่ตรงกลาง
" เก็บปากไว้ขอร้องข้าเถอะ!! "โดนยั่วโมโหขนาดนี้มีหรือจะยอมได้​ เขาใช้พลังเกินขีดจำกัดตัว​เอง​จนเกือบชนะอยู่แล้วถ้าอีกฝั่งไม่ใช้พลังขั้นสุดเสียก่อน​ เวลาผ่านไปประวัติซ้ำรอยทั้งคู่ช้ำในมากจึงต้องผละจากกัน​ คนที่เฝ้ามองเหตุการณ์​อยู่จึงเข้าไปดูอาการของศุภลักษณ์​ทันที​ ปรากฏ​เลือดกบปากเสียมากท่าไม่ดีเอาเสียเลย
"แน่นักสิ เหอะก็แค่.." อัคนินตั้งใจจะเย้ยสักหน่อยแต่ดันกระอักเลือดเสียนี่แน่นักล่ะสินะ
"เหอะก็ไม่ต่างกันล่ะว้า" ศุภลักษณ์​ตอบกลับเสียอีกคนอารมณ์​ขึ้น
"อยากลองดีนักใช่มั้ย" เขาตะเกียกตะกายขึ้นมาแต่ธานินทร์​เข้ามาพาหายไปเสียก่อน
"แล้วจะทำ​ ทำยังไงดีเจ้าคะ​ พี่ศุระบมแย่เลย"จั๊กแหล่นที่เป็นห่วงก็เริ่มฟูมฟาย
"เอาอย่างนี้​ เราไปเมืองทิศพลกันจะได้มีที่หลบที่ปลอดภัย"อัญญานีว่าแล้วจึงใช้ธำมรงค์แก้วศุภรไปยังเมืองทิศพลในทันทีดั่งใจปรารถนา
..
(จะอัพเพิ่มตอนดึกๆนะคะ​ พอดีวันนี้ทำโอทีค่ะ)​


ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 51
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2020, 11:57:27 PM »
.....​
"บดิศรต้องได้เกราะเหล็กนั่นมาจากเทพวิษุวัตแน่"ประกายพฤกษ์กล่าวขึ้นเมื่อได้ยินคำบอกเล่าของหิ่งห้อยในเหตุการณ์เมื่อวานนี้ก็ตัดสินใจรู้ได้ทันที
" น่าจะเป็นอย่างนั้นเพคะ"บัวแย้มที่ฟังความมาก็สรุปแบบเดียวกัน
"น่าแปลกที่ป่านนี้แล้วพวกนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะมาเลยสักนิด​คงจะคิดแผนอะไรไว้้​  แต่ก็ต้องไปดูอีกสักรอบ​ เมื่อแน่ใจแล้วจะได้เชิญเสด็จประทับดังเดิม" ว่าแล้วเจ้าตัวก็ขึ้นจากชั้นใต้ดินมาสำรวจด้านบนพร้อมๆบัวกับบริวารสนิทที่เหลืิอ
"ดูท่าเจ้าพวกนั้นคงทิ้งระยะห่างของวันไว้ก่อนน่ะสิ​ ดีล่ะจะได้เชิญเสด็จพระอัยกาและพระอัยกีประทับตามปกติสุขดังเดิม​ ส่วนท้องพระโรงใช้ที่อื่นไปก่อน"เธอสำรวจไม่พบวี่แววของศัตรูก็น่าจะเบาใจได้ไม่น้อยเลย  จู่ๆเสียงคนร้องเรียกหาดังมาจากท้องพระโรงที่ถูกทำลายไป
"พระธิดาเพคะ​ มีคนมา ดูท่าว่าจะมาขอความช่วยเหลือนะเพคะ"บัวแย้มกล่าวเมื่อได้ยินเสียงนั้น
" พระธิดาพระเจ้าค่ะ​ พี่หิ่งห้อยว่าพวกเราควรไปดูกันเถอะพระเจ้าค่ะ" เจ้าแมลงยักษ์เสนอมา
"พี่ตาหวานว่านะ​ ทุกๆคนถึงอยากจะช่วยเหลือใครต้องนะวังตัวไว้ก่อน​ บางทีอาจจะเป็นกลลวงของฝ่ายตรงข้ามก็ได้"ผีโครงกระดูกถือใบบัวเตือนไป​ ทั้งหมดจึงไปยังต้นกำเนิดเสียงนั้นพบ​คนเจ็บที่หนุนตักหญิงหน้าประหลาดเหมือนเจ้าสุดหล่อ​ กับหญิงสาวอีกคนที่พยายามหาผู้คนในวังราวกับว่าต่างทิ้งวังร้างเสียแล้ว
" พระธิดาอัญญานี... เกิดอะไรขึ้นเพคะ"บัวเรียกอีกคนทันทีที่เห็นหน้า​ ใจน่ะอยากจะทักทายแต่ต้องห่วงคนบาดเจ็บด้วยสิ
"ดูท่าอาการไม่ดีเลย​ รีบพาไปรักษาก่อนดีกว่า" ประกายพฤกษ์ออกความเห็นแล้วเจ้าตุ้บเท่งก็พาคนเจ็บขึ้นขี่หลังไปทำการ​รักษา​ ซึ่งก็ได้ใช้วิธีเดียวกันกับภูมินทร์​ แล้วนี่จะเป็นยาชุดสุดท้ายที่นำมาแล้วด้วย​ ดีที่ยังเหลือไม่งั้นคงต้องลำบากไปหามาใหม่​ อาการจึงดีขึ้นตามลำดับ
"แสดงว่าพี่น้องของเจ้าก็เข้าพวกกับเทพวิษุวัตสินะ" ประกายพฤกษ์ฟังคำเล่าก็กล่าวออกมา
"เราก็ว่าอย่างนั้นล่ะ​" ศุภลักษณ์​พูดตามที่รู้ที่เก็บข้อมูลมา
"แล้วองค์​เหนือ​หัว​พระพิโรธได้ถึงเพียงนี้เลยหรือเพคะ" บัวแย้มที่ฟังเหตุการณ์​ก็นึกสงสัยขึ้นมา
"เสด็จพ่อน่ะไม่เหมือนเดิม​ เหมือนเป็นคนละคนในร่างเดิม​ เราว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่แต่เรายังสรุปไม่ได้ว่าอะไร"เขาตอบก็พลางเสียงดูเหนื่อยอ่ออนเล็กน้อย
"ควรให้พักผ่อนก่อนดีกว่า​ ไว้ถึงยามจะมาอีกที"อัญญานีเสนอแนวคิดแล้วทั้งหมดจึงออกไปปล่อยให้เขาพักตามลำพัง
" ไม่เข้าใจเล้ยไม่เข้าใจจริ๊งๆ​ ของรักของข้าทั้งสองต้องมีรอยร้าวของเจ้าพวกนั้นด้วยนะ​ น่าโมโหนัก" เจ้าตัวประหลาดที่เคยฟูมฟายก็เปลี่ยนแปรเป็นโมโหที่พวกนั้นทำ​ จะมากไปแล้วนะ
" ของรักอะไร๊  ของวิเศษนี่อีกล่ะสิ​ นิสัยเดิมแก้ไม่หาย" จั๊กแหล่นมาทักทายเสมือนรู้จักกันมานานแล้ว
" นางจั๊ก!! ของวิเศษข้าก็ต้องรักและถนอมน่ะสิ​ ก็เหมือนกับเจ้าล่ะว้าที่รักพวกชายชาตรีถึงได้แจ้นมากับพระโอรสศุภลักษณ์​ได้น่ะห๊ะ​ ข้าบอกให้น่าเขาไม่สนใจเจ้าหรอก" ไม่ยอมแพ้หรอกนะ​ โอรสองค์นี้ดีกับตนมากซะด้วย​ เสือสาวจะหยิบฉวยเข้าของตนไม่ได้เด็ดขาด
"อ.. ไอ้ตุ้บเท่งไม่ได้เจอกันนานชักเอาใหญ่แล้วนะเอ็ง"ว่าแล้วจั๊กแหล่นก็เข้าตีกับสุดหล่อทันที​ ก่อนที่จะทะเลาะกันมากกว่านี้เจ้าผีตาหวานกับหิ่งห้อยก็ช่วยกันใช้น้ำสาดแยกมวยคู่นี้เสีย
"พวกเอ็งนี่เหมือนลูกแมวตกน้ำเลยว่ะ​ ทะเลาะอีกจะสาดน้ำให้เป็นฝนเลยนะึอยดู" ตาหวานพูดแบบนั้นก็ต้องหยุดไว้ตีรอบนอกเถอะจะเอาให้สาสม
...
"ทำไมเตือนแล้วไม่จำล่ะ​ ดูสิเจ็บตัวลำบากพามาไหมล่ะห๊ะ" ธานินทร์​พาอัคนินมารักษาด้วยความไม่สบอารมณ์
"โอ๊ย​ ก็ข้าวางแผนมาเป็นคืนๆเลยนะจะยุติได้ยังไง"เถียงมิตกฟากเลยนะตั้งแต่กลับมาจากเหตุการณ์​เสี่ยงตายนี่น่ะ
" ก็นิสัยดื้อด้านเจ้านั่นล่ะทำเดือดร้อน​ ตัวอย่างมีให้ดูไม่ดู" เขาตอบกลับอีกคน
" พอเถอะ​ ตอนนี้ก็รู้แล้วนะว่าการใช้พลังเกินตัวน่ะเป็นยังไงทั้งสองคน" ปัจจาได้ยินก็เข้ามาพูด
" มันพลาดก็พลาดไป​ แต่คราวนี้ต้องวางแผนให้ดี ต้องเก็บข้อมูลให้มากๆแล้วล่ะ​ จะได้สู้กับพวกนั้นได้"บดิศรออกความเห็น
" เริ่มจากพวกเจ้านั่นล่ะ​ เรื่องราวพื้นฐานเราจำเป็นต้องรู้​ ระหว่างที่พวกเจ้าพักอยู่เรากับธานินทร์​จะหาข้อมูลทักษะการสู้อย่างน้อยก็ก่อนสุริยะคราสในพุธที่จะถึงนี้"ปัจจากล่าวแล้วจึงออกไปธานินทร์​ยังสงสัยใน​หน้าที่จึงตามไปสอบถาม​ ทิ้งคนเจ็บทั้งสองให้อยู่กันตามลำพัง
" ไงล่ะเก่งนักหนามานอนทำไมที่นี่"อัคนินเปิดฉากอยากแหนบแนมอีกฝ่าย
" เราไม่เคยบอกว่าเก่งไม่เก่ง​ แต่เจ้าน่ะก็ไม่ต่างกันนัก​ อย่ามาชวนตี​มันไม่ใช่เพลา​ พักไป"ว่าแล้วบดิศรก็นอนหันหลังให้อีกคนเพื่อพักผ่อนเอาแรงจะได้คิดหาวิธีต่อสู้ต่อไป
....
"น้ำชันโรงที่เก็บไว้พระอัยกีให้เรานำมามอบให้เจ้า จะได้อาการดีมากยิ่งขึ้น" ประกายพฤกษ์ส่งน้ำหวานจากแมลงนี้ให้กับมือ
" เรา.. ขอบใจมากนะประกายพฤกษ์​ ไม่ได้เจอกันนานเจออีกทีก็เจ็บอย่างนี้อีก" ศุภลักษณ์​รับน้ำหวานมาแต่สายตาดูอ้อนเหมือนลูกแมวไหนจะมือที่บอนมาจับมืออีกคนอีกล่ะ
" เจ็บยังขนาดนี้นะ​ ไม่เจ็บจะขนาดไหน"เธอปัดมือส่งไปเพราะเข้าใจในท่าทีอีกคนอยู่
"โอ๊ย​ เจ็บนะเจ็บ" ลูกไม้นี้อยากใช้ก็ใช้แต่นั่นล่ะพอจะเรียกความสนใจอีกคนได้บ้าง
" เจ็บมากเลยเหรอศุภลักษณ์" น้ำเสียงเปลี่ยนไปนุ่มนวลเสียคนที่แกล้งเผลอเคลิ้มไป
"เจ็บมากนักเราจะสงเคราะห์​ให้​ จะได้ไม่ต้องมาแกล้งสำออยอีก" หวาแต่ท่าทีเปลี่ยนกลับมาเร็ว​ ถึงจะเจ็บก็เถอะนะแต่ว่ามาทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันสำหรับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกในรอบสิบปี
" พระโอรสตื่นจากพระบรรทมหรือยังเพคะ" เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร
"บัว​เข้ามาสิ​ พี่ตื่นอยู่"จงใจเน้นหนักว่าพี่คล้ายจะลองใจอีกคนที่อยู่ด้วยกัน
"พระโอรสอย่าแทนพระองค์ว่าพี่เลยนะเพคะ​ บางคนฟังแล้วแล้วจะไม่งามได้" ไม่งามอย่างแรกก็คือไม่ใช่ราชวงศ์​จะนับญาติได้อย่างไร​ ไม่งามสองคือดูสองความหมายไป​ เพราะคำว่าพี่ในผู้ชายยังเสมือนแทนสรรพนาม​คนรักอีกด้วย
" ได้ๆ​ พี่.. เราทำได้ทุกอย่างเพื่อบัวเลยนะ" เขาก็ไม่วายทำตัวคล้ายเจ้าชู้อย่างนั้น​ ไม่ชอบเท่าใดปลีกตัวดีกว่า
" เรากลับตำหนักก่อนดีกว่า​ พวกเจ้าไม่ได้เจอกันนานก็คุยกันตามสบายนะ​ เราไปล่ะ" ไม่รอให้ใครรั้งรีบไปทันที​ ในใจศุภลักษณ์​ยอมรับว่าน่ารักพอๆหรืออาจจะมากว่ากับสตรีที่เคยพบจึงเย้าเล่นมิคิดว่าจะต่างจากผู้หญิงที่เขาเคยหยอกขนาดนี้​ ไม่ใช่ความสัมพันธ์​แบบพี่น้องเสียด้วยสิ​ น่าสนใจไม่น้อยเลย
" ทรงเล่นแบบนี้แล้วหรือเพคะ"บัวแย้มมองออกจึงได้ถาม
"ก็เล่นล่ะ​ไม่นานคงเอาจริง​.. บัวรู้ไหมว่าพวกเราคิดถึงบัวมากเลยนะ​ ถ้าไม่ติดต้องเรียนวิชาล่ะก็จะตามหาให้พบ​ แต่นั่นล่ะต้องยอมรับอัคนินให้ได้ถึงจะมีพี่น้องอีก​ แย่เลย.. " เขาเจื้อยแจ้วดี​ ชวนคุยสัพเพเหระกับคนที่รักเหมือนน้องสาวได้ไม่มีตกหล่น​  หวังว่านี่คงจะเป็นสัญญาณดีที่จะเริ่มต้นใหม่หลังการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมได้ต่อไป

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 51
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2020, 06:31:24 PM »
ขณะเดียวกันนั้นเอง​ รัตนบุรีจะต้องเจอเรื่องไม่เป็นเรื่องจากพระราชาที่ถูกควบคุมเสียแล้ว
"องค์​เหนือหัวจะยกหม่อมฉันให้เป็นชายากษัตริย์​นรราชหรือเพคะ!!" สไบทองร้องทวนคำตรัสของพระสวามีด้วยความตกใจท่ามกลางผู้คนในท้องพระโรง
"ใช่​ เพื่อนรักของเราปองเจ้าด้วยใจจริง​ ในฐานะสหายกันเราจะต้องช่วยส่งเสริมสหายให้ถึงที่สุด" ท้าวเธอช่างกล้าพูดแบบนี้ได้​ ช่างเป็นเรื่องน่าอายเสียหายสำหรับพระมเหสีนัก
" ทุกคนออกไปให้หมด​ ฝ่าบาทประชวร​ มิพร้อมประชุมชุมนุมคนอีกต่อไป" เธอตัดสินใจให้คนออกไปเสีย​ ถ้าขืนราชายังพูดจาน่าอายแบบนี้ต่อไป​ คนในเมืองจะคิดยังไง​
"เสด็จพี่ตรัสเช่นนี้ออกไปในท้องพระโรงได้อย่างไรเพคะ​ ทรงทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์​มิได้คิดถึงเลยหรือ​ หรือแม้แต่เกียรติ​ของหม่อมฉัน​ก็ไม่สำคัญแล้วเหรอเพคะ​ แล้วลูกของเราจะเป็นยังไงมิคิดบ้างเลยหรือเพคะ ​ " เธอถามด้วยความโกรธอันเกิดจากความอาย
"อะไรจะสำคัญไปว่านรราชเพื่อนเราอีกล่ะ​ ดีเสียอีกเมื่อเจ้าไปอยู่กับเขาแล้วเจ้าจะสุขสบายหลายเท่า​ ส่วนลูกจะว่าอะไรได้ดีแค่ไหนที่จะมีพ่อคนที่สองน่ะ"ท่าทีวาจาพาโมโห​ มเหสีจึงพลั้งมือตบหน้าไป​อีกคนไป​ ตัวเองก็สืบเชื้อขัตติยา​ แม้อีกฝ่ายจะเป็นราชาแต่ตรัสเช่นนี้คนก็มีน้ำโห ยังดีที่ให้คนออกไปหมดแล้วเรื่องนี้จึงรู้แค่สองคน
" เจ้ากล้ามากนะสไบทองที่ทำร้ายเรา​ โทษของเจ้าจะต้องถูกประหาร​ แต่ว่าเจ้าคือคู่หมายของเพื่อนเรา​ ดีเมื่อเจ้าไม่ยอมก็ต้องขืน​ ไม่ต้องพิธีรีตอง​ คืนนี้เราจะให้เจ้าเป็นชายานรราชทันที​ ทหาร​ นางกำนัล!! พาอดีตพระมเหสีไปประทับที่ตำหนักเก่าของบดิศร​ ห้ามให้ออกมาจนกว่าตะวันของวันพรุ่งจะขึ้น​ ไป!! "  นี่มันอะไรกันแน่นะ​ ทำไมถึงจงใจต้องให้ไปตำหนักนั้นด้วยล่ะ แล้วคืนนี้จะรอดไหมนี่
...
"ประกายพฤกษ์​  เรามีเรื่องจะปรึกษาหน่อยน่ะ"พระโอรสต่างเมืองออกมาจากที่ตำหนักรับรองดูแล้วอาการดีขึ้นมาก
" ปรึกษา​อะไร"ความรู้สึกที่ไม่ไว้ใจอีกคนเดี๋ยวหาเรื่องมาทำชีกอใส่อีกหรอก
"เจ้าว่ามันแปลกมั้ย​ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เทพวิษุวัตน่ะอยากจะครอบครองสิ่งวิเศษที่พวกเราสวมใส่​ แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้ส่งคนมาทำลายล่ะ" สีหน้าจริงจังกว่าเดิมมากดูเป็นการเป็นงานให้สบายใจได้
"ก็คงจะเหมือนกับว่าเราไม่ได้ใครก็ต้องไม่ได้ล่ะมั้ง​  แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่น่าถูกไปซะหมด​ ทำไมถึงใช้สองคนนั้นทั้งๆอาวุธ​ที่ใช้ใครก็น่าสวมใส่ได้" เธอก็เริ่มครุ่นคิดตาม
" คงเป็นเพราะพวกเขามีความแค้นต่อพวกเราถึงได้ใช้งาน​ ไม่ว่าจะไปที่ไหนพวกนั้นก็คงจะตามไปสุดหล้าฟ้าเขียว​ " เขาคิดเช่นนั้นก็พูดไป
" มีความแค้นต่อพวกเรา!! "ทั้งคู่นึกขึ้นได้จึงพูดออกมาพร้อมกัน
" เราก็พอจะรู้ว่าเทพวิษุวัตน่ะพิโรธต่อสุริยะในชาติก่อนที่เอาของพระองค์​มา​ แต่ว่าจะโกรธแค้นพวกเจ้าได้ยังไง" ประกายพฤกษ์​นั้นสงสัยไม่พ้นไปจากนี้นัก
" อดีตชาติคงทำไม่ดีไว้มั้ง แล้วยังช่วยพวกเจ้าด้วย​ แต่เราไม่ได้ว่าอย่างนั้นนะ​" ไม่ได้ตั้งใจพูดเหมือนว่าพวกสหายในเกราะกายสิทธิ์​เป็นต้นเหตุความวุ่นวาย
" เราเข้าใจ​ แต่ยังไงของวิเศษนี่น่ะจะต้องสำคัญมากแน่ๆไม่อย่างนั้นคงไม่คิดจะครอบครองหรือทำลายหรอก" เธอคิดอย่างนั้นมันต้องมีอะไรมากกว่านี้สิน่าไม่ใช่แค่เรื่องฤทธิ์​เดชสิ่งวิเศษอย่างเดียวแล้ว
" เราก็เห็นตามนั้น​ เอาอย่างนี้ตอนนี้น่ะคนที่เกี่ยวข้องกับเทพองค์นี้คงหนีไม่พ้นอัญญานี​ ลองไต่ถามดูก่อน​ รู้เท่าไหนเอาข้อมูลมาค่อยเก็บสะสมไปก่อนแล้วจะได้สืบเสาะหาต่อไป" เมื่อคิดได้แบบนั้นทั้งสองจึงพากันไปพบอัญญานี​ทันที
.....
ตกดึกตติยยามคืนนั้นพระมารดาของเหล่าผู้ใช้เกราะกายสิทธิ์​ต้องพบกับเหตุการณ์​คราเคราะห์​เสียแล้ว​ เสียงขอเข้าเฝ้าดังขึ้นมาเพื่อจะช่วยจัดแจงแต่งพระวรกายให้สง่าสมกับรอเข้าหอ
" ขุนท้าว​มาได้ยังไงกันน่ะ​ องค์เหนือหัวพระราชทานอนุญาต​ให้เข้ามาได้งั้นหรือ" พระนางมองคนสนิทอย่าไม่น่าเชื่อที่พระสวามียังคิดส่งคนมาหาได้
"เพคะ​ องค์​เหนือหัวทรงให้หม่อมฉันมาจัดแจงแต่งพระวรกายเพคะ" ว่าแล้วจึงรีบแต่งกายให้ก่อนเวลาจะหมด​ พร้อมกับส่งสิ่งของให้อย่างลับๆ​ หมดเวลาแล้วทั้งหมดจึงออกไป​ คนใหม่ก็เข้ามา​นั่นคือปุโรหิตในนามนรราชร่างวัยกลางคนนั่นเอง​ ขณะนั้นสไบทองกำลังหันหน้าเข้าหากระจกเพื่อมองคนที่เข้ามาจากด้านหลัง​ แต่ต้องประหลาดใจที่เห็นเป็นหน้าค่าตาปุโรหิตสิระบิดาของสไบแก้วแทนที่จะเป็นใบหน้าของนรราช​ ตกใจก็จริงอยู่แต่ต้องทำเหมือนไม่รู้อะไร​ แล้วดูเหมือนว่าเจ้าสิระเฒ่าก็มิรู้ตัวว่ามีคนเห็นเขาผ่านกระจกแล้ว​ เขาลืมคำเตือนธานินทร์​ว่า​ ถึงหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร​ก็ต้องระวังการส่องกระจกให้มากเพราะกระจกมันสามารถสะท้อนตัวตนได้​
"สไบทองหันมาทางเราสิ" นรราชเรียกชื่อด้วยสำเนียงเสียงเสน่หา​ นางจึงหันกลับไปพลางใช้มีดในมือจ่อที่คอตนเพื่อต่อรองกับอีกฝ่าย
"นรราชปล่อยเราไปซะ​ ไม่อย่างนั้นเราจะฆ่าตัวตาย" เสียงขู่ก้องทำอีกคนไขว้เขว​ แต่คนอย่างนางจะกล้าทำจริงเหรอ
"เจ้าไม่กล้าทำหรอก​" เขาวางท่าพูดเหมือนรู้ดี
" ใครว่าไม่กล้า" นางใช้มีดกรีดไปที่ข้างสันกรามจนเกิดแผลสร้างความกังวลในความกล้าของนางต่ออีกคนอย่างมาก
"ยอม.. เรายอมแล้ว"เขาทำทีเป็นยอมเพราะกะจะรวบตัวเมื่อเผลอ
"ดี​ เจ้าหันหลังไป" เธอสั่งตาขึงแข็งอีกคนก็ยอมให้อย่างใจเย็น​ เมื่อได้การแล้วพระนางจึงใช้พระฉายที่ตั้งอยู่ฟาดด้านส่องใส่ศีรษะ​ของเขา​ ไม่ทันทีเขาจะหันกลับมาสไบทองก็ใช้มีดปักที่หลังอีกคนพร้อมกับปีนหน้าต่างหนีไปตามที่นัดหมายกับขุนท้าวทันที
....
เสียงพระฉายแตกในห้วงความฝันได้ทำลายการบรรทมในยามแสงอาทิตย์​สาดส่องมาในอีกวันสักพักหนึ่งแล้ว
"เสด็จแม่!!" ศนิวารตื่นจากการหลับไหลในความฝันที่เห็นพระมารดาที่อยู่ในกระจกนั้นแตกไปพร้อมกับกระจก​เนื่องจากแมงป่องยักษ์​ใช้ก้ามของมันทุบเข้าอย่างแรง เหงื่อของเขาไหลพรากไม่อยากจะเชื่อในฝันร้ายนี้เลย
"พระโอรสทรงเป็นอะไรหรือพระเจ้าค่ะ" เจ้าหิ่งห้อยที่ได้ยินเสียงร้องเรียกที่เกิดจากความตกใจเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง
"น้องฝันร้าย.." เขาว่าแล้วจึงเล่าเหตุการณ์​ให้ฟัง
"อย่าทรงเป็นกังวลเลยพระเจ้าค่ะ​ เขาว่าฝันร้ายมักจะกลายเป็นดี... " แมลงยักษ์​พูดปลอบขวัญอีกคนหวังให้ใจสงบลง​ แล้วเล่าเหตุการณ์​ที่ผ่านมาให้ฟัง
" น้องว่าเราไปเข้าเฝ้าพระอัยกากับพระอัยกีกันดีกว่าจะ" ว่าแล้วทั้งคู่จึงเดินทางไปยังตำหนักที่ตั้งมาแทนท้องพระโรงที่เสียไปเป็นการชั่วคราวในทันที
" เท่าที่ฟังตากลัวว่าจะเป็นลางน่ะสิ" ท้าวนวดลที่เป็นห่วงพระธิดาเริ่มจะไม่สบายใจเข้าให้แล้ว
"พระทัยเย็นก่อนนะเพคะ​ บางทีลูกของเราอาจจะไม่เป็นอันตรายถึงขั้นนั้นก็ได้เพคะ" พระมเหสีอมรินทร์​กล่าวปลอบขวัญอีกคนถึงตนจะหวั่นไม่แพ้กัน
"ถ้าอย่างนั้นก็ลองกลับไปยังรัตบุรีก่อนดีไหม จะได้รู้ว่าที่นั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่" เมธาวีเสนอความเห็น​ ไปดูเสียให้รู้จะได้ไม่ต้องกังวล​ หรือจะกังวลกว่าเดิมกันนะ
" เราก็อยากไปอยู่หรอก​ แล้วถ้าทางนี้พวกนั้นย้อนกลับมาอีกล่ะจะทำยังไง​ จะให้ปล่อยทิ้งไว้เหมือนบ้านเมืองเจ้าน่ะเหรอ​" น่าปวดหัวแล้วสิจะไปเมืองนั้นก็ห่วงเมืองนี้
" นี่เจ้า​ เราไม่ได้ทิ้งให้เป็นอันตรายนะ​ อย่างอัคนินน่ะไม่ยอมให้บ้านเมืองที่แย่งสิทธิ์​คนอื่นมาพังทลายง่ายๆหรอก"เขาพูดอย่างนั้นเธอก็เริ่มหงุดหงิด​ คนอุตส่าห์​หวังดีเสนอแนวคิดให้แท้ๆ
" เอาล่ะๆ​ พวกเจ้าไปเถอะ​ ทางนี้เราจะช่วยดูแลให้" อัญญานีที่เห็นท่าไม่ดีจึงได้บอกไป
" ดูแลยังไง" เขาที่อารมณ์​เริ่มจะไม่ดีถามขึ้นมา
" พระธิดาอัญญานีมีธำมรงค์​แก้วศุภรเพคะ"บัวแย้มช่วยพูดอีกแรง
"ใช่​ จินดาสอนเราทำสมาธิตอนนี้สามารถใช้แหวนได้ดั่งใจ​ หากมีอันตราย​เราจะใช้แหวนวงนี้ช่วยทุกคนเอง"เธอก็พูดตามนั้นเพราะน่าจะทำได้ดังใจจริงๆล่ะนะ
"อย่างนั้นก็น่าจะอันตรายพอตัวเหมือนกันถ้าจะช่วยคนครั้งละมากๆนะ"เมธาวีกล่าวเหมือนจะค้าน
" ไปดูเถอะหลานแล้วกลับมาหาตาใหม่ก็ได้​ ระหว่างนี้ก็อยู่ใต้ดินไปก่อน​ ยังไงชีวิตแม่เจ้าก็สำคัญที่สุดแล้ว​ ให้พระธิดาเมธาวีไปเป็นเพื่อนมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน" ท้าวนวดลตัดปัญหาเสียจะได้เดินทาง
"เราจะใช้แหวนนี้ไปส่งนะ​  ถึงเพลาแล้วจะไปรับ"เธอจับมือเมธาวีแล้วเมธาวีก็จับมือศนิวารอฐิษฐาน​ไปส่งยังตำหนักพระบุตรธิดาที่เมืองรัตนบุรีทันที​ อัญญานีจึงลากลับ​ ทั้งสองจึงแยกย้ายกันดูสถานการณ์​เพราะในวังตอนนี้ดูแปลกไปจากเดิม
......
"นั่นพระมเหสีสไบทอง​ รีบไปจับเร็วเข้า"ทหารที่ท้าวพีรเชษฐ์​ใช้ให้มานำตัวสไบทองกลับได้เจอคณะเดินทางหนีเข้าให้แล้ว​ เมื่อพากันหนีเหล่าทหารที่กันก็ดักไว้ก่อนพอจะยื้อเวลาให้พระนางหนีไปได้ไกลแต่ทว่าก็มีทหารนายหนึ่งหลุดมาได้​ ทุกคนจึงหาที่ซ่อน
"พระมเหสีเพคะ​ ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์​กับหม่อมฉันเถอะเพคะ"นางกำนัลขอเปลี่ยนเสื้อจนอีกคนสงสัยทำไมต้องมาเปลี่ยนตอนคับขันอย่างนี้ด้วย
"จะให้เปลี่ยนตอนนี้เลยเหรอ​ เจ้าคิดจะทำอะไรกัน" เธอทั้งถามทั้งยังต้องระวังทหารที่กำลังตามหาที่ซ่อน
"หม่อมฉันจะล่อทหารคนนั้นไปอีกทางเพคะ​ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการ​แน่เพคะ"ว่าแล้วจึงรีบเปลี่ยนชุดของกันและกันจึงแยกย้ายไป
"เราขอบใจเจ้ามากระวังตัวด้วย" สไบทองกล่าวก่อนจะไป
" เพคะ​ ขอแค่พระองค์ทรงรอดปลอดภัยหม่อมฉันก็สบายใจแล้วเพคะ" ว่าแล้วจึงแยกออกจากกันในทันที​ ทหารที่ตามมาพบก็วิ่งตามนางกำนัลตัวหลอกล่อทันทีแต่ดันวิ่งพลาดตกเข้ากับกับดักนายพรานจนถึงแก่ความตายใบหน้าที่เกิดบาดแผลก็ดูมิรู้ว่าเป็นใคร​ ทหารจึงอนุมานว่าสไบทองได้สิ้นพระชนม์​เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้พาร่างไร้วิญญาณกลับเมืองเป็นหลักฐาน
...
"ศนิวารกลับมาทำไมไม่บอกพ่อ​" ท้าวพีรเชษฐ์​ที่ออกมาจากด้านหลังได้ถามเขาด้วยสีหน้าจริงจังแต่สังเกตดูแววตาก็ว่างเปล่า
"เสด็จพ่อแล้วเสด็จแม่ล่ะพระเจ้าค่ะ" ถึงจะรู้สึกผิดปกติแต่ก็ยังอยากจะถามอยู่​ พระบิดาตบเข้าที่ใบหน้าลูกยาอย่างจังเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่เป็นที่พอใจเท่าใดนัก
"ช่างกล้าพูดถึงนางเพศยานั่นนะ​ เมื่อคืนนี้นางทำร้ายนรราชพระสหายเราแล้วหนีหายไป​ ตอนนี้เรากำลังรอให้นางกลับมาขอขมาอยู่" เขาพูดคำนี้ได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา​ นี่มันบ้าอะไรกัน​ ถึงจะสงสัยแต่ก็ไปดีกว่าจะได้ตามหาพระมารดาแต่ทว่ามือของพีรเชษฐ์​มาจับมือซ้ายศนิวารไว้สะบัดเท่าใดก็ไม่หลุดพ้นเมื่อหันกลับไปก็พบว่าร่างกายที่จับตนกลายเป็นหินหนักไม่ว่าจะเอาตัวออกอย่างไรก็ไม่เป็นผล
" ทำไมห้องนี้ถึงมีเศษกระจกแตกไปทั่วอย่างนี้นะ" เมธาวีที่แอบเข้ามาตำหนักของบดิศรที่เปิดไว้ด้วยความสะเพร่าของผู้ดูแลที่มัวแต่สนใจด้านนอกจนลืมปิดประตู​ เป็นช่องโหว่ในการเข้ามาของคนนอก
"เลือดนี่.. แสดงว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องไม่ดีแน่ๆ​ ต้องไปบอกศนิวารแล้ว" ว่าแล้วจึงแอบออกมาพบพวกนางกำนัลพูดกันเรื่องเหตุการณ์​เมื่อคืนได้ความจึงรีบไปหาศนิวาร  แต่ก็ได้เจอว่ามีคนท่าทางบาดเจ็บกำลังเดินทางไปยังท้องพระโรง​
"มันมาได้ยังไง​ บดิศรยังไม่จัดการมันอีกเหรอ" เขาพึมพำพลางรีบเร่งเดินทางโดยไม่สนใจร่างกายที่บาดเจ็บของตน​ ไม่รู้เลยว่ามีคนเฝ้าอ่านคำจากปากอยู่​ เมื่อเมธาวีรู้ดังนั้นจึงรีบตามไปทันที
" คฑาวุธศิศีระ" ศนิวารเรียกคฑามาตีหุ่นหินจนหินนั้นกลายเป็นน้ำแข็งเย็นเขาจึงตีอีกครั้งน้ำแข็งนั่นก็แตกไปพร้อมร่างหิน​ พอดีกับที่นรราชได้เดินทางมาถึง
"เจ้ารอดมาได้ยังไง!!" เสียงตวาดกร้าวจากชายวัยกลางคนที่ไม่คุ้นหน้ามาก่อนเลย
"เจ้าเป็นใครเกี่ยวข้องอะไรกับบดิศร"เขาถามจากคำเกรี้ยวของฝ่ายตรงข้ามที่เหมือนกับรู้เรื่องการต่อสู้กับบดิศร
"ไม่สำคั​ญ​ สำคัญว่าวันนี้เจ้าต้องตาย" ว่าแล้วเขาก็ใช้ลูกศิษย์​มาใช้มนต์ทำโซ่ล่ามขาศนิวารไว้​ เมธาวีก็เข้าถีบลูกศิษย์​เจ้าปุโรหิตจากด้านหลังแล้วทำการต่อสู้กันกับศิษย์​ทั้งสามคนนั้นทันที​ นรราชคนใจโฉดเข้ามาเงื้อมือที่ถือดาบจะฟันศนิวารที่กำลังสนใจเหตุการณ์​ที่ผู้หญิงมาช่วยทั้งที่ตนช่วยเหลือตนเองได้แท้ๆแต่อีกคนน่ะไหวตัวทันจึงใช้คฑาวุธ​ตีตอกกลับจนร่างของเขากลายเป็นน้ำแข็ง​ ฝ่ายลูกศิษย์​เห็นท่าไม่ดีจึงใช้มนต์ดึงขาของศนิวารให้ตัวห้อยหัวไม่สามารถตีคนที่ตัวแข็งเป็นน้ำแข็ง​ได้ในรอบที่สอง​ เมธาวีจึงปล่อยลำแสงประกายม่วงจากสังวาลย์ทำให้ดวงตาของศิษย์ทั้งสามของปุโรหิตในร่างราชาบอดแสบทรมานแล้วโซ่ที่ตรึงขาของศนิวารก็หลุดได้จากการที่เขาใช้กำลังยกตัวขึ้นมาตีโซ่ให้แตกจากนั้นจึงมุ่งเข้าตีน้ำแข็งร่างนรราชแตกกระจายทันที
"แม่เจ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย..." เมธาวีเข้ามาเล่าเหตุการณ์​คืนวานให้ฟัง​ ทั้งสองไม่รอช้ารีบไปยังป่าที่คาดว่าสไบทองจะเดินทางโดยทันที
...
"ขุนท้าว​ ขุนท้าวเป็นอะไร" สไบทองเข้าดูอาการหญิงชราอีกคนที่ล้มเป็นลมแต่ว่าดูท่าเหมือนจะขาดใจ
"หม่อมฉัน​ไม่ไหวแล้วเพคะพระมเหสี"อาการมิสู้ดีแล้ว
" ไม่ได้นะขุนท้าว​ ตอนนี้เราเหลือขุนท้าวคนเดียวแล้ว​ อย่าจากเราไปเลยนะ" เธอน้ำตาร่วงรินด้วยความผูกพัน​ที่มีต่อหญิงคนสนิท
" คนเรามีเกิดแก่เจ็บตายเพคะ​ แต่หม่อมฉันยังมีห่วง​พระมเหสีต้องทรงสัญญากับหม่อมฉันว่าจะอยู่รอดต่อไป​ เถอะนะเพคะ"อาการหนักขึ้นเรื่อยเปลือกตากำลังจะปิดลง
"ได้ได้  เราสัญญาอย่าได้ห่วงเราเลยนะขุนท้าว"สิ้นคำกล่าวขุนท้าวก็สิ้นด้วยความล้าที่วิ่งหนีมาทั้งคืนทั้งวัน​ สไบทองจัดการฝังศพให้อย่างเรียบร้อยแต่ใจอาลัยนักจึงยังสะอื้นไห้อยู่จนไม่รู้ว่ามีคนกำลังมาจ้องมองอยู่
...
" นี่มันเรื่องอะไรกัน!!" แม่มดเกลียวทองที่เพิ่งมาถึงเมืองได้ถามขึ้นมาเมื่อพบแต่ศิษย์​ทั้งสามของนรราชแต่ไม่พบตัวเขา
"ช่วยพวกข้าด้วยเถอะ​ อาจารย์​ข้าน่าจะตายแล้ว​ โอย" ศิษย์​คนนึงก็ตอบขึ้นมา
"ตาย​ ตายได้ยังไง" ว่าแล้วตนจึงจับศิษย์​คนนั้นมา
"คนที่ใส่เกราะกับสังวาลย์​มันมาที่นี่" เขาพูดแค่นั้นความโมโหของนางแม่มดก็ทะลุจุดเดือดจุดเผาศิษย์​ทั้งสามของสิระอดีตปุโรหิตให้ตายทั้งเป็น​ แล้วจึงถามกับคนในวัง​ ถ้าไม่ตอบตามที่รู้จะมีจุดจบไม่ต่างกัน​ ทั้งหมดจึงพากันเล่าตั้งแต่กษัตริย์​นรราชมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
" ตายเพราะตัณาก็สมควรแล้ว​ ดีล่ะเราจะใช้งานเจ้าพีรเชษฐ์​เพื่อให้ได้เมืองนี้มาครองอย่างถาวร" หลังจากที่ฟังคำเล่าคนในวังก็เข้ามาหาพระราชาตามลำพังเมื่อคิดได้จึงใช้มนตราของตนเข้าควบคุมทันทีโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้รู้สึกตัว​ ครานี้แววตาดูเป็นธรรมชาติกว่าที่เจ้านรราชควบคุมไว้เสียอีก ทหารที่ได้รับคำสั่งให้ตามล่าสไบทองกลับมาพร้อมร่างอันไร้วิญญาณที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระมเหสีเข้าเฝ้าพระราชาเล่าเหตุการณ์​ เกลียวทองที่แอบฟังอยู่ก็รับรู้ว่าฝั่งนั้นก็สูญเสีย​ จึงหายตัวไปยังหอชิดดาราเพื่อแจ้งข่าวให้บดิศรรับรู้
...
" ใคร​ ใครน่ะ.. "สไบทองเมื่อรู้ตัวว่ามาคนแอบมองจึงได้ถามพลางถือมีดเตรียมป้องกันตัว
"เสด็จแม่​ ลูกเองพระเจ้าค่ะ" ศนิวารปรากฏ​ตัวพร้อมกับเมธาวีมาหาทำให้ดวงใจแม่ชื้นขึ้นมาบ้าง
"ศนิวารลูก​ แม่คิดว่าจะไม่ได้มีโอกาสเจอลูกอีกแล้ว" น้ำตาพรั่งพรูออกมาด้วยเศร้าที่ต้องกลายเป็นแบบนี้ระคนดีใจที่ได้พบลูกอีก
"แล้วนี่​ เมธาวีเองหรือ" เธอถามเพราะจำสังวาลย์​เส้นนี้ได้
" เพคะ​หม่อมฉันเอง" เธอไหว้มารดาสหายเพื่อทำความนอบน้อม
"อยู่ที่นี่กันนี่เอง​.. นี่คือพระมารดาหรือเพคะ​ อัญญานีขอนอบน้อมเพคะ" อัญญานีที่มารับตามเวลาโดยตามมาจากของใช้ของเมธาวีไหว้ด้วยคน
"ลูกว่าเรากลับเมืองทิศพลกันก่อนเถอะพระเจ้าค่ะ"  ว่าแล้วทุกคนจึงเดินทางกันกลับบ้านเมือง
" สไบทอง​ เป็นอย่างไรบ้างลูก​ เจ้าเจ็บมากหรือเปล่า​ ดูท่าไม่ดีเลย"พระมเหสีอมรินทร์​เข้ามากอดถามทันทีที่กลับ​ ดวงใจหนึ่งเดียวตอนนี้ดูโทรมมากกว่าตอนที่เดินป่ามาคราวที่โดนไล่เสียอีก
" หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ​ แต่เสด็จพี่เปลี่ยนไปเหลือเกินเพคะ..." แล้วตนก็เล่าเหตุการณ์​ให้ฟังตั้งแต่ที่นรราชเข้ามาความสัมพันธ์​ก็เริ่มจะแปรเปลี่ยนอย่างน่าตกใจ
"พีรเชษฐ์​ เราอุตส่าห์​ให้โอกาสกลับมาดูแลลูกเรา​ แต่กลับกลอกแบบนี้เห็นทีจะต้องตัดขาดถึงที่สุดแล้ว​ เจ้าอย่าได้ไปยุ่งกับรัตนบุรีอีกเลยนะลูก"ท้าวนวดลฟังความก็ไม่พอใจอย่างแรง
"แต่หลานว่ามันแปลกไปพระเจ้าค่ะ​ ลูกรู้สึกเหมือนเสด็จพ่อจะถูกควบคุม" ศนิวารทำท่าจะค้านด้วยเหตุการณ์​ที่ตนเจอแต่ถูกดักไว้ก่อน
" ไม่ต้องแก้ต่างให้พ่อ.. ให้เจ้าราชาคนนั้นอีก​ เขาไม่ให้เกียรติ​แก่แม่หลาน​ แม้แต่ตัวหลานเอง​ วันนี้พอแค่นี้พาสไบทองไปพักก่อน" ว่าแล้วมเหสีอมรินทร์​จึงขออาสาพาไปดูแลปลอบขวัญตามประสาแม่ลูก  ให้หลานพักผ่อนร่างกายก่อนจึงค่อยมาเยี่ยม
" พระธิดาได้รับบาดเจ็บหรือเพคะ" บัวแย้มสังเกตเห็นแผลอันเกิดจากการลอบกัดที่มือของเมธาวี​ แล้วจับมือมาดูด้วยเป็นห่วง
" แค่นี้เองน่าอย่าใส่ใจเลย" เมธาวีกล่าวเพราะไม่อยากให้บัวกลุ้มใจ
"มานี่​ เป็นแผลลึกแล้วยังบอกแค่นี้อีก" ศนิวารแย่งมือมาจากบัวแล้วพานั่งใช้สมุนไพรที่เก็บไว้ในน้ำเต้าออกทำแผลให้​
"ขอบใจมากนะ​ ยังพกน้ำเต้านี่อยู่อีกเหรอ"  เธอมองเห็นน้ำเต้าอมฤตยังอยู่แต่ไม่เห็นนำมาใช้เลยถามไป
"ยังอยู่​ เอาไว้ใช้เก็บสมุนไพรไปพลางๆก่อนไว้เกิดเรื่องเกินจะเยียวยาค่อยใช้น้ำเต้า" เขาพูดไปก็ทำแผลไป
"เข้าใจแล้ว​ เจ้าก็ทำแผลเก่งดีนะ.. ทำอะไรน่ะ" กำลังชมดีๆก็ต้องชักมือออกด้วยตกใจเล็กน้อยเพราะอีกคนทำแผลเสร็จก็เป่าที่แผล
" ก็เป่าให้หายเร็วๆน่ะสิ​"เขาตอบให้เธอแล้วส่ายหัว อัญญานีที่มองอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้​ นั่นเหมือนจำมาจากแม่ที่เป่าแผลลูกเบาๆเพื่อให้รู้สึกว่าหายอย่างนั้นล่ะดูน่ารักดีเหมือนกัน​ บัวแย้มที่มองก็ยิ้มด้วยเหตุผล​เดียวกัน
"พวกเจ้ายิ้มอะไรกันน่ะ" เมธาวีที่ยังงงจากการกระทำเมื่อครู่ทั้งๆที่ไม่ได้เป่ามนต์​แท้ๆจะหายได้ไง​หันมาเห็นคนสองคนยิ้มก็อดถามไม่ได้
"ก็คิดว่าเราน่าจะทำอะไรให้สงบใจดีไง​ มาเล่นหมากรุกกันดีกว่า​ จะได้ช่วยกันคิดวางแผน" อัญญานีเบี่ยงประเด็นถึงแม้จะเก็บอาการไม่อยู่ก็เถอะ​ แต่แปลกที่สองคนที่ทำแผลนี้ไม่รู้ก็ตกลงเอออลงเล่นหมากรุกด้วยกัน​ แล้วก็ชวนบัวมาร่วมด้วยจะได้สอนเล่น
....
"เสด็จตาสิ้นเพราะมันงั้นเหรอ​ หลานจะไปฆ่ามัน" บดิศรฟังคำเล่าของนางแม่มดก็จะลุกพรวดพราด​ไปแต่แม่มดเกลียวทองก็ห้ามไว้
"อย่าเพิ่งไปเลย​ เจ้ายังไม่หายดี ฝั่งนั้นก็คงเสียใจไม่ต่างกันเพราะแม่พวกมันน่ะตายแล้ว" แม่มดก็เล่าเท่าที่รู้แต่คาดไม่ถึงน่ะสิ
"แล้วที่ว่าพวกสังวาลย์​มณีก็มาด้วยงั้นเหรอ"อัคนินได้จังหวะก็ถาม
"ใช่​ พวกนั้นมีคนว่ามันก็บาดเจ็บอยู่ไม่ต้องกังวลไป" เธอพูดอย่างนั้นอัคนินก็พอใจ
" บดิศร​ อาจะไปรับแม่ของหลานกลับรัตนบุรีก่อนนะ​ ไว้แล้วพวกเราค่อยมาร่วมมือกำจัดพวกนั้นวันสุริยะคราสนี้กัน" ว่าแล้วนางแม่มดก็ไปยังศาศวัตบุรีทันที
" เจ้าจะยังไม่บอกเรื่องคฑาวุธ​ให้สองคนนั้นรู้เหรอ"ธานินทร์​ถามขึ้นมาขณะแอบมองอยู่กับปัจจา
"ไว้วันหลังเถอะ​ ถ้า​บอกวันนี้บดิศรได้ทวงชีวิตตาของเขาที่พวกเราไม่ได้ช่วยจนวุ่นวายอีกหรอก" ว่าแล้วก็จากไป​ จริงๆ​สองคนนี้ก็เฝ้าดูเหตุการณ์​การต่อสู้เพื่อเก็บข้อมูลมาวางแผนการสู้ในวันที่ทั้งหมดจะแยกร่างจากกันโดยไม่คิดจะช่วยชีวิตเฒ่าหัวงูให้เหนื่อยป่าว
...
" ไม่ค่อยจะมีสมาธิเลยนะ​ ยังกังวลใจเรื่องท้าวพีรเชษฐ์​อยู่เหรอ" เมธาวีถามเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ค่อยสบายใจและจะสนใจเท่าไหร่นักกับการเล่นหมากรุกนี่
" ใช่​  เท่าที่ฟังมาบางทีอาจจะไม่ใช่เสด็จพ่อเองก็ได้ที่ทำแบบนี้่​  ถ้าทำจริงก็น่าจะถูกควบคุมไว้" ศนิวารว่าตามที่รู้และคิดเองด้วยส่วนหนึ่ง
" เราได้ยินคนนินทาว่า​ในวันส่งตัวเข้าหอเมื่อคืนนี้น่ะ​ มีเสียงการต่อสู้กันของพระมเหสีสไบทองกับนรราช​ เขาว่าเป็นตำหนักของบดิศร​ เราเข้าไปในนั้นก็เจอกระจกแตกทั่วห้องบรรทมนั้น​ บางทีิอาจจะมีบางอย่างที่พระมารดาของเจ้ายังไม่ได้เล่า​ให้ครบก็เป็นได้นะ" เธอกล่าวข้อมูลที่หามาได้แล้วก็ลองคิดดู
"ทำไมถึงเสด็จแม่เราจะเล่าเรื่องได้ไม่ครบล่ะ​" แม่เขาก็เล่าเหตุการณ์​ว่าสู้แล้วหนีมาด้วยหนิไม่เห็นจะมีอะไรตกหล่นเลย
"บางทีอาจเป็นเพราะพระนางยังพระขวัญเสียอยู่จึงเล่ามิครบก็เป็นได้​" อัญญานีกล่าวเพราะรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรมากกว่านี้
"เราจะไปถามเสด็จแม่" ศนิวารลุกขึ้นจะไปแต่ก็ถูกห้ามไว้
" บัวว่ารอก่อนเถอะนะเพคะ​ ตอนนี้พระทัยของพระมเหสียังไม่ค่อยสู้ดีนัก​ ถ้าไปถามจะเป็นการตอกย้ำมากกว่า"  บัวแย้มที่เห็นก็ปรามไว้ก่อน
" พรุ่งนี้​ไว้ให้สุริยะถามให้ก็ยังได้​ แต่ว่าเรื่องนี้อย่าเพิ่งให้ถึงพระเนตร​พระกรรณ​ขององค์​เหนือหัวนวดลจะดีกว่า​ ไม่เช่นนั้นจะสร้างความไม่พอพระทัยให้ได้" เมธาวีเสนอมา  เขาจึงยอมรับข้อนี้แล้วจึงปลีกตัวไปทำจิตใจให้สงบก่อนดีกว่า
......
"ท.. ท่านพ่อสิ้นแล้วหรือจ๊ะน้องเกลียวทอง"วิมาลานามใหม่มารดาของบดิศรถามขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แสนจะตกใจที่ได้ยินข่าวความตายของบิดา
" ใช่​ น้องก็จนปัญญา​ที่จะช่วยเพราะไม่เหลือแม้แต่สังขารเลยจะ" แม่มดทำสลดไปอย่างนั้นแต่ในใจก็หมดภาระไปหนึ่ง
"ท่านพ่อ.. มิน่าเลย" เธอเริ่มจะทำท่าสะอื้นไห้​ ใจของเกลียวทองก็ไม่ชอบคนร้องไห้จึงได้พูดต่อ
"อย่าให้เสียที่ท่านพ่อพี่วิมาลาทำเลยนะ​ ไปกับน้องไปอยู่ที่รัตนบุรีกันดีกว่า"ถือโอกาสนี้ชวนทันทีจะได้ไม่เสียเวลา
" พวกเราสามารถ​ยึดเมืองนี้ได้แล้วเหรอจ๊ะ" ถึงจะยังเสียใจที่พ่อสิ้นแต่ได้ยินข่าวนี้ก็อุ่นใจที่จะได้ที่อยู่อันถาวรนี้ก่อนที่อายุเมืองศาศวัตจะสิ้นไป
" ใช่จะ​ เกลียวทองว่าพวกเราไปกันเลยดีกว่า"ว่าแล้วก็ไม่รอช้าเธอจึงคว้ามือของวิมาลาไปยังรัตนบุรีทันที