ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

!!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2020, 06:33:13 PM »
 ในปฐมยามที่สองวันนั้นเองที่เมืองทิศพล​ เหล่าคณะเดินทางได้มาถึงเป็นที่เรียบร้อย​ เจ้าเมืองจึงได้ต้อนรับพระนัดดาและพระสหายยังท้องพระโรง​ เหล่าข้าราชบริพารที่ได้พบกับพระสหายที่ไม่ใช่มนุษย์​ที่คุ้นเคยอย่างเจ้าตุ้บเท่งกับหิ่งห้อยยักษ์​นั้นพอจะทำใจให้ชินได้บ้าง​ แต่เจ้าผีโครงกระดูกที่มีแต่ศีรษะ​กับแขนนี่สิน่าขนลุกขนพองเพลาที่อยู่ในท้องพระโรงนัก
"ถวายบังคม​เพคะ/พระเจ้าค่ะ" เหล่าคณะเดินทางได้เข้าถวายบังคมกษัตริย์​นวดลและมเหสีอัมรินทร์
"ขอให้จำเริญๆ​เถิด​  หลานตาโตขึ้นมากเลยนะ​ ​พวกหลานสำเร็จวิชาจากฤๅษี​อนุชิตแล้วหรือ​ ถึงได้มาเยือนเมืองของตาได้น่ะ" ท้าวเธอถามขึ้นมาเพราะสาเหตุที่ไม่พบกันเพราะติดร่ำเรียนวิชานานมาสิบปี​ไม่มีทางที่ดาบสจะให้กลับมาได้แน่ถ้ามิจบการศึกษาวิชา​ นี่ถ้าไม่มีเกราะกายสิทธิ์​อยู่กับตัวคงจะจำหลานมิได้
"สำเร็จวิชาแล้วเพคะเสด็จตา​ พวกหลานจึงเดินทางมาเข้าเฝ้าเพคะ​ ระหว่างทางพวกหม่อมฉันได้พบกับพวกเขา... "เธอตอบพลางผายมือไปทางผู้แปลกหน้าทั้งสองแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระอัยกาฟัง​ เมื่อฟังได้ความดังนั้นแล้วจึงคิดต่อว่าตนเองที่เป็นเหตุที่ทำให้อัญญานีต้องไปอยู่กับแม่มดใจร้ายที่แปลงกายมาหลอกล่อ
" อย่าทรงเป็นกังวลเลยนะเพคะ​ ไม่เช่นนั้นพระวรกายไม่แข็งแรงอีกจะประชวรได้" พระมเหสีตรัสให้นึกขึ้นได้
"เสด็จตาเพคะ​ ตลอดสิบปีมานี้เสด็จตาประชวรหนักหรืือเพคะ" พระธิดาวันพุธ​ถามอย่างเป็นห่วง
"ก็ธรรมดาของคนมีอายุนั่นล่ะหลานอย่าไปสนใจเลย​ เสด็จยายเจ้าก็เหมือนกันน่ะห่วงมากเกินไป​ ไม่ห่วงตัวเองบ้างเลย" ท้าวเธอปฏิเสธแต่กลับบอกว่าพระชายาเสียอีก
" โธ่​ หม่อมฉันมิได้เป็นอะไรนี่เพคะ​ อย่าตรัสให้หลานห่วงพวกเราเลยจะดีกว่านะเพคะ"พระนางมิต้องการให้หลานห่วงไปกว่านี้แล้ว​ ยิ่งพูดยิ่งไม่ใช่เรื่องดี
" ถึงจะว่าอย่างนั้น​ อย่างไรเสียหลานก็อดห่วงไม่ได้เพคะ" คนห่วงไปแล้วจะเลิกห่วงก็กระไรอยู่
"ช่างเถอะน่า​ ตอนนี้เดินทางกันมาเหนื่อยๆพักผ่อนกันก่อนดีกว่านะ​ ไว้พรุ่งนี้​มาช่วยกันคิดหาทางช่วยเหลืออัญญานีกันต่อ" ท้าวเธอว่าแล้วจึงพากันแยกย้ายไปตำหนักต่างๆเพื่อพักผ่อน
" บัวทำไมสีหน้าไม่ดีเลยล่ะ" พุทธรัตน์​ที่เข้ามาดูความเรียบร้อยให้เห็นความเศร้าหมองในตัวอีกคน
" บัว..บัวคิดถึงพระธิดาอัญญานีเพคะ​ จริงอยู่ที่จะกลับไปอยู่สุขสบายกาย​แต่เท่าที่หม่อมฉันทราบ​ พระธิดาไม่สบายใจแน่เพคะ" ความกังวลใจชัดขึ้นหลังจากที่ตอบคำถามอีกฝ่าย
"เราเข้าใจนะบัว​ การพลัดพรากน่ะไม่ดีหรอก​ เพียงแต่เราต้องตั้งสติไว้ก่อน​ ทำใจให้สบาย​ ค่อยๆคิดค่อยๆแก้ปัญหา​ บางทีพรุ่งนี้ภูมินทร์​อาจจะช่วยได้มากขึ้นก็ได้" เธอพูดหวังให้ใจอีกฝ่ายสงบบ้าง
" เพคะ​ บัวจะตั้งสติแล้วทำใจให้สบายเพคะ" เธอยิ้มให้อีกคนไม่ใช่เพราะหายกังวลแล้วหากแต่ไม่อยากรบกวนใจอีกฝ่ายไปมากกว่านี้
....
"​ท่านอยู่พักในตำหนักนี้ก่อนนะ​ ไว้พรุ่งนี้พวกเราจะเดินทาง​ ส่วนเราจะไปพักที่อาศรมพระอาจารย์​"เพชรราหูกล่าวบอกหญิงในการช่วยเหลือเมื่อเห็นว่าอาการดีมากแล้ว
" เรารบกวนท่านมากไปหรือป่าว​ ที่ทำให้ท่านต้องไปพักที่อื่น" อัญญานีกล่าว
"ไม่หรอก​เราเต็มใจ​ อีกอย่างที่นี่นอกเหนือจากพวกเรา​มีเสด็จพ่อเท่านั้นที่รู้ว่ามีท่านอยู่​ ถ้าจัดตำหนักรับรองให้​ เรื่องต้องถึงหูอัคนิน"
" อัคนินเกี่ยวอะไรหรือ​ ทำไมถึงได้ต้องปิดบัง"
" เขาเป็นคนของเทพวิษุวัต​ไปแน่แล้ว​ อีกอย่างข้ารับใช้ในวังเป็นหูตาให้อัคนินที่เราไม่รู้อีกตะหาก​ ท่านพักผ่อนเสียดีกว่าพรุ่งนี้จะได้เร่งเดินทาง" กล่าวจบแล้วจึงเข้าสู่ป่าจินตภพทันที
......
" ลูกได้ของดีมาในเพลาเหมาะเช่นนี้​ นับว่าโอกาสของพวกเรามาถึงแล้ว" ผกากรองได้ฟังคำเล่าของบุตรชายหลังจากกลับมาก็กล่าวอย่างยินดียิ่ง
" หมายความว่ายังไงกันท่านแม่"ลูกสงสัยในพาทีของแม่
" วันที่พวกเรารอคอยมาถึงแล้ว​ คืนนี้พระจิตขององค์​เหนือหัวไม่มั่นคงเหมาะแก่การทำการใหญ่"
" การใหญ่อะไรกันท่านแม่"
" แม่จะทำพิธีควบคุมและยึดพระวรกายของพระองค์​มาเป็นของแม่​ แต่แม่ต้องสละสังขารชีพ​ แม่จึงต้องเตือนเจ้าไว้ให้เตรียมใจ"
" แต่อย่างนี้มันอันตรายมากนะท่านแม่​ ถ้าทำไม่สำเร็จท่านก็จะต้อง.. ต้องตาย"
" อย่ากลัวเลย​ อุตส่าห์​รอคอยมานานขนาดนี้มีหรือว่าแม่จะไม่ระวังตัว"  ว่าแล้วเธอจึงเริ่มทำพิธีทันที
......
วันถัดมาดูท่าฝนฟ้าคะนองเสียเหลือเกิน​ แต่ถึงกระนั้นถ้าคิดจะทำการอันใดไว้ก็ต้องทำให้ได้
" แม่ขอให้ลูกโชคดีบดิศร"วิมาลามารดากล่าวอวยพรลูกยาเมื่อเขากำลังจะเดินทางไปกำจัดศัตรู​
" แล้วท่าน.. เสด็จตาอยู่ที่ใดกันพระเจ้าค่ะ​ ลูกมิเห็นเลย" เขาถามหาผู้ที่เป็นเจ้าเมืองนี้ที่ไม่พบหน้าเลยตั้งแต่กลับมา​ ด้วยเพราะต้องเตรียมตัวรับพระบัญชาจึงไม่ได้ถามตั้งแต่แรก
"ตาของลูกน่ะไปเมืองรัตนบุรี​เพื่อทำทีเจริญสัมพันธไมตรี​ จากนั้นแล้วเราจะได้แก้แค้นกัน" เธอพูดพลางยิ้มอย่างมีหวัง
"แต่ว่าทำไมต้องไปหาเสด็จพ่อด้วยพระเจ้าค่ะในเมื่อพวกนั้นก็อยู่ที่เมืองทิศพล" เขาสงสัยนัก​
"ลูกเคยบอกแม่แล้วนี่ว่าเมืองเมืองนี้สักวันนึงมันก็ต้องสลายหายไปไม่ได้ยืนยงเหมือนชื่อของมัน​ ดังนั้นแล้วขณะที่ลูกจัดการกับฝั่งนั้นแล้ว​ เสด็จตาจะจัดการกับที่เหลือจะได้ทำการเสร็จได้ไวๆ"เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น
" แล้วเสด็จพ่อจะเป็นอันตรายหรือไม่พระเจ้าค่ะ" ถึงจะจากกันเช่นนั้นแต่เขาก็ยังห่วงบิดาอยู่ดี
" ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตหรอกนะลูก​ เพียงแต่เสด็จพ่อของลูกจะต้องช่วยเรามันก็เท่านั้นเอง"เธอพูดพลางส่งยิ้มให้ลูกนั้นคลายกังวล
" แล้วเสด็จ​พ่อจะยอมช่วยพวกเราหรือพระเจ้าค่ะ"
" ช่วยแน่นอน​ แม่เชื่อในเสด็จตาของลูก  แม่ว่าพวกเราอย่าเสียเพลาอีกเลยดีกว่า​ เร่งทำการให้เสร็จ​สิ้น​พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเสียที"  เมื่อนางกล่าวเช่นนั้นแล้วบดิศรจึงลานางมุ่งสู่เมืองทิศพลทันที
...
"ท่านกลับมาแล้วหรือ.. .."อัญญานีถามขึ้นหลังจากการกลับมาของคนที่พอจะเรียกว่าสหายพร้อมส่งสายตาเชิงอยากเรียกแต่ไม่รู้นาม
" เรากลับมาแล้วล่ะอัญญานี​ เราชื่อจินดา"เธอตอบอีกคนพร้อมยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
" อาการของเราดีขึ้นมากแล้วล่ะ​ เราจะขอลาไปตามหาคนของเราเองจะดีกว่า​ " เธอไม่อยากรบกวนอีกจึงได้บอกไป
"ไม่ต้องหรอก​เราจะไปด้วย​ ถือเสียว่าเราจะได้ไปพบสหายของเราด้วยกัน​ อย่าคิดว่าเป็นการรบกวนเลย"เธอกล่าวให้ฟังเพราะไม่อยากให้อีกคนลำบากใจและตามที่พูดก็เป็นความจริงที่จะไปพบสหายด้วย
" ใคร!! "เสียงเคาะประตูห้องบรรทมดังขึ้นมาทำให้พระธิดาวันพฤหัสบ​ดีเกิดคำถามขึ้นเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีคนอีกคนในนี้​ จะได้ออกไปด้านนอกแทน
" จั๊กเองเจ้าค่ะ​ จั๊กเอง​ เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ"  ว่าแล้วจึงเปิดประตูที่ไม่ได้ลั่นดานแล้วเข้าไป
"มีอะไรหรือที่ว่าเกิดเรื่อง​ จั๊กแหล่น" อัญญานีถามด้วยความสงสัย
" วันนี้มีข่าวว่าพระสนมผกากรองสิ้นพระชนม์​แล้วเพคะ​  อีกประเดี๋ยวก็จะเรียกเข้าท้องพระโรงตามเวลาแล้ว​ "
" เช่นนั้นจะช้ามิได้แล้ว​ เห็นทีเราจะต้องรีบไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ​  เราไปก่อนนะ" จินดาได้ยินดังนั้นจึงไม่อยู่เฉยเร่งไปยังท้องพระโรงทันทีเพราะใกล้ถึงเพลาเต็มที
เมื่อมาถึงจึงได้พบว่าเรื่องที่ได้ยินมานั้นจริงสุดจะบรรยาย​ ภาพตรงหน้าน้ำตานองอัคนินเสียเหลือเกิน
" นางสิ้นโดยไม่ใช่วิถีธรรมชาติ​ นี่ต้องเป็นการสังหารจากบาดแผลที่เกิดจากการแทง​ อัคนินเจ้าอย่าเสียใจให้มา เราขอถามว่าเมื่อคืนนี้เจ้าได้ไปที่ตำหนักพระสนมหรือไม่" ท้าวธริษตรีเธอถามเพื่อสาวความหาข้อเท็จจริง
"ไม่ได้ไปพระเจ้าค่ะ​ เมื่อคืนนี้หม่อมฉันเป็นไข้จึงอยู่แต่ในตำหนักตนเองตลอดทั้งวันทั้งคืน" เขาตอบเสียงปนสะอื้นไห้แต่หามีความจริงไม่
" ถ้าเป็นเช่นนั้น​ มารดาเจ้ามิได้ไปเยี่ยมเยือนเจ้าบ้างเลยหรือ"
" ไม่ได้มาพระเจ้าค่ะ​ แต่ส่งนางกำนัลมาดูอาการแทนเพราะเสด็จแม่ประชวรด้วยเช่นกันพระเจ้าค่ะ​  เสด็จพ่อจะต้องให้ความเป็นธรรมให้กับหม่อมฉันนะพระเจ้าค่ะ"
" เรื่องความเป็นธรรมเราต้องให้อยู่แล้ว​ นางมีปัญหากับใครหรือป่าว"
" ไม่มีพระเจ้าค่ะ​ จะมีก็แต่คนอื่นที่มามีปัญหา"เขาทูลพลางส่งสายตาไปยังพระธิดาจินดา
" ได้​ เช่นนั้นเราจะเร่งหาตัวคนร้ายให้เร็วที่สุด​ ตลอดการพิจารณา​คดีนี้ห้ามมิให้ผู้ใดเดินทางออกจากเมืองของเราเป็นอันขาด​ แม้แต่เจ้าจินดา​ อัคคนิน  เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ก่อน​ เราต้องจัดพิธีให้กับผกากรอง"
" น้อมรับพระบัญชาพระเจ้าค่ะ/เพคะ" และแล้วทั้งหมดจึงได้แยกย้ายกันไป
....
"​พระองค์​เสด็จมาจากศาศวัตบุรีด้วยตนเอง​ เรายินดียิ่งที่จะต้อนรับกัลยาณมิตร​ใหม่ของเมืองเรา" ท้าวพีรเชษฐ์​กล่าวกับเจ้าเมืองที่มาเจริญ​สัมพันธไมตรี
" ด้วยเห็นพระบารมีที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์​ เราเห็นว่าการมาครั้งนี้มิเสียแรงเลยจริงๆ" นรราชเจ้าเมือง​ อดีตปุโรหิตที่ใช้นามหน้าใหม่กล่าวกับอีกฝ่าย​ เขาน่ะที่เคยเป็นพ่อตามาก่อนย่อมรู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร​ ความสนิทชิดเชื้อที่ท้าวพีรเชษฐ์​ได้มารู้สึกเหมือนเจอมิตรแท้ในช่วงเวลาเดียวนั้นเอง​ เพราะท้าวเธอน่ะเชื่อคนง่ายแถามสบายใจไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วจึงไม่ระวังเอาเสียเลย
"องค์​เหนือหัวเพคะ​ หม่อมฉันรู้สึกว่าเจ้าเมืองคนนี้มิน่าไว้ใจเลย" สไบทองสังเกตการ​ณ์ตลอดวันจึงได้กล่าวเมื่อกษัตริย์​ต่างเมืองไปยังพระตำหนักรับรองแล้ว
"อย่ากังกลไปเลย​ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น​ เขาก็เป็นคนดีอีกด้วยนะ" คนไม่ระวังตัวกล่าวตอบอีกคนให้สบายใจ
"แต่ถึงอย่างไร​หม่อมฉันก็ไม่ไว้ใจที่เจ้าเมืองคนนี้ทำทีรู้เสียทุกเรื่องไป​ อย่างนี้แล้วจะไม่ดีต่อพระองค์​เองนะเพคะ" เธอเตือนพระสวามีด้วยความหวังดี
"ไม่หรอกน่า​ นี่ล่ะมิตรแท้ที่ฟ้าประทานมาให้แก่เรา"คนดื้อจะทำอย่างไรก็มิฟังหรอก​ เธอได้แต่ถอดถอนหายใจมิพูดอันใดอีกแต่จะคอยพึงระวังไว้​ พระราชาคนนี้ที่พบกันวันเดียวข้อมูลที่จะมีมาคุยกันได้ขนาดนี้เป็นไปไม่ได้เลย
.....
"เพิ่งมาได้คืนกับอีกวันเ​ดียวจะจากตาไปอีกแล้วรึ" ท้าวนวดลถามเมื่อผู้เป็นพระนัดดาทูลลาไปตามหาคน
" พระเจ้าค่ะเสด็จตา​ หลานจะต้องช่วยเหลืออัญญานีกับบัวแย้มให้ได้พบกันพระเจ้าค่ะ" ภูมินทร์กล่าวตอบพระอัยกีด้วยความเป็นมนุษยธรรม
"เมื่อพบกันแล้วจะไปยังที่ใดกันล่ะ​ จะกลับเมืองเก่าก็ไม่มีแล้ว"พระอัยกีอัมรินทร์กล่าวด้วยความห่วงใย
" ก็คงจะต้องหาที่อยู่ทำกระท่อมในป่าเพคะ"บัวแย้มทูล
" แล้วอีกฝั่งเขาจะยอมหรือ​ พวกเขาจะต้องตามหาพวกเจ้าจนพบแล้วถูกนำตัวไปอีกล่ะจะทำยังไง" พระมเหสีกล่าวต่อไป
" เอาอย่างนี้เถอะ​ เราจะช่วยอุปถัมภ์​พวกเจ้าเอง​ มาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเสียที่นี่ล่ะ​ เพลามีเรื่องขึ้นมาจะได้ช่วยเหลือกัน​ ห้ามปฏิเสธเชียว" ท้าวนวดลเธอเสนอให้
" ช่างเป็นความคิดที่ดีจริงๆ​ แต่ท่านคิดหรือว่าบ้านเมืองนี้จะไม่พังทลายไปเสียก่อน" เสียงพูดดังขึ้นมาพร้อมกับการปรบมือทำให้ความสนใจมุ่งสู่คนพูดทันที
" ท่านเป็นใคร​ มาจากไหนกัน"ภูมินทร์​ถามอย่างสัย บุรุษ​นี้เป็นใคร​กัน​ แล้วเข้ามาได้ยังไง
"เราเป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญ  แต่วันนี้เราจะมาทำลายพวกเจ้าให้สิ้นซาก"คนใส่เกราะเหล็กกล่าวอย่างอวดดี
" พระโอรสบดิศร" บัวแย้มที่เคยพบหน้ามาก่อนจึงรู้ได้ทันทีแบบไม่ต้องนึก
" บดิศร​ เราจบเรื่องนี้กันไปแล้วอย่าได้จองเวรจองกรรมกันอีกเลย" เมื่อเขาได้ยินดังนั้นจึงได้เจรจาอย่างสันติ
" ไม่มีวันที่จะจบ จนกว่าพวกเจ้าทั้งเจ็ดคนจะถูกทำลาย!! " ว่าแล้วเขาจึงใช้พลังจากเกราะเหล็กพุ่งทำร้ายอีกคนโดยไม่ทันตั้งตัว
"ทุกคนหนีก่อน​ พี่หิ่งห้อยพาเสด็จตากับเสด็จยายหนีไปก่อนเถอะ​จะ ทางนี้น้องจัดการต่อเอง"คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีที่หลบได้แบบฉิวเฉียดรีบบอกให้คนอื่นหนีไปแล้วตนจะได้สู้กันแค่สองคนพอ
" พระเจ้าค่ะพระโอรส​ องค์​เหนือ​หัว​พระมเหสี​พระเจ้าค่ะไปกันเถอะพระเจ้าค่ะ" ว่าแล้วทั้งสองจึงขึ้นเจ้าแมลงยักษ์​ไปที่ปลอดภัยก่อน​
" สู้เขานะพระโอรส"เจ้าตุ้บเท่งที่ไม่ยอมไปไหนได้เฝ้ารอดูพลังสิ่งวิเศษชิ้นใหม่พร้อมให้กำลังใจ
"หนูบัวยังไม่ไปอีกเหรอ" ตาหวานถามเมื่อจะพาไปหลบก่อนส่วนตนจะกลับมาช่วย
" ไม่จะ​ บัวไม่ไป​ ถ้าพระโอรสภูมินทร์​เป็นอะไรขึ้นมา​จะทำยังไง" เธอจะคอยช่วยดูสถานการณ์​ ถ้าไม่ดีจริงๆเธอก็พอจะช่วยต่อรองกับบดิศรได้บ้าง
บดิศรพุ่งหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า​ ภูมินทร์​ที่เป็นฝ่ายรับรีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายบดิศรให้พ้นจากตัวแล้วใช้ช่องว่างยกเท้าขวาเตะกราดบริเวณชายโครงของอีกฝ่าย​ บดิศรไหวตัวรีบผลักตัวถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง ราวกึ่งซ้ายย่อตัวใช้ศอกขวาถองที่ขาขวาท่อนบนของฝ่ายรุกตน​ ดีที่ภูมินทร์​มีความไหวตัวพอกันจึงหลบหลีกได้ทัน​ ตอนนั้นนั่นเองบดิศรจึงใช้พลังจากเกราะเหล็กเข้าโจมตี​ภูมินทร์​ แล้วเขาจึงตอบกลับโดยการใช้พลังจากเกราะกายสิทธิ์​เช่นเดียวกัน​ ตอนนี้พลังทั้งสองปะทะกันอยู่ตรงกลางในระยะทางที่เท่ากัน
"เราว่าพวกเราคุยกันดีๆได้นะบดิศร" พระโอรสวันพฤหัสบ​ดี​คิดจะเจรจาอีกครั้งในการต่อสู้
"ไม่ต้องพูดแล้ว" เขาเพิ่มพลังมากขึ้นจนพลังของเขาสามารถ​ดันไปยังฝ่ายตรงข้ามได้มากกว่าพลังของอีกฝ่าย​ อีกฝ่ายเห็นท่าไม่ดีจึงได้เพิ่มพลังไป​ ตอนนี้พลังทั้งคู่ผลัดกันดันพลังของอีกฝ่ายไปมาแต่ไม่มีทีท่าว่าจะถึงตัวอีกฝ่ายสักที
"อย่าออมมือ!! "  บดิศรเขาใช้พลังเกินขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหวเข้าจู่โจมภูมินทร์​ อีกคนไม่มีทางเลือกจึงต้องใช้พลังขั้นสุดกับเขาด้วยความจำเป็นที่ต้องปกป้องร่างกายไว้  เมื่อพลังปะทะกันรุนแรงอาคารสถานท้องพระโรงจึงพังทลายลงมา​ พวกที่ดูอยู่จึงพาบัวแย้มออกมาจากที่นั่นก่อนจะถูกถล่มทับ​ สองคนที่สู้กันนั้นแม้จะมีสิ่งก่อสร้างถล่มลงมาก็ทำอันตรายไม่ได้เพราะพลังที่มหาศาลนั้น​ ไม่นานนักทั้งสองก็ต้องผละออกจากกันเพราะถึงจะไม่ถูกพลังทำลายตรงๆแต่เมื่อใช้พลังปะทะกันนานเข้ามีแต่จะทำให้ช้ำใน​ เมื่อผละออกจากกันได้แล้วทั้งคู่อาการมิสู้ดีเลย
"พระโอรสพระเจ้าค่ะ​ เจ้าตุ้บเท่งมาพยุงพระโอรสสิเร็วเข้า" ตาหวานเข้าดูภูมินทร์ทันทีพร้อมกับสั่งให้เจ้าตัวประหลาดช่วยพยุงตัวคนที่เขาติดตาม
"พระโอรสภูมินทร์ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ​" บัวเข้าไปดูอาการด้วยคน
"เราไม่เป็นอะไรมาก​ แต่บดิศรล่ะ" เจ้าตัวตอบขณะที่เลือดก็ทะลักมาจากปาก​ ถึงตัวจะเจ็บแต่ยังห่วงน้องต่างแม่อยู่ดี  บัวจึงเข้าไปดูและประคองให้
" พระโอรสบดิศรเพคะ​ ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ" เธอถามอาการ​ เขานึกว่าจะไม่มีใครใครสนใจเสียแล้ว
" บัว.. เรา.." ไม่ทันจบประโยคปัจจาได้รีบเข้ามาแย่งนำร่างของบดิศรหายตัวไปในทันที
"ไปแล้ว!!" บัวแย้มตกใจจึงได้พูดขึ้น
"เกราะกายสิทธิ์​มีรอยร้าว​ ฮือดูดูมันทำสิ!!" เสียงตกใจอีกคนดังกว่าทันทีที่เจ้าสุดหล่อเห็นรอยขีดร้าวบนเกราะขีดเดียวก็เหมือนใจจะแตกสลาย
"บัวว่าอย่าช้าเลยดีกว่าจะ​ รีบพาพระโอรสไปยังห้องพระโอสถก่อน​ เผื่อจะช่วยได้บ้าง​ ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีแน่​ ส่วนเกราะกายสิทธิ์​ค่อยหาทางแก้เถอะนะสุดหล่อ"เธอออกความเห็น​ ชีวิตคนก็สำคัญเจ้าตุ้บเท่งมิได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นจึงตัดสินใจแบกพระโอรสวันพฤหัสบ​ดีไปหาทางรักษาต่อไป
...
" ที่ท่านแม่ต้องตายเปล่าก็เป็นเพราะพวกเจ้า​ อย่างนี้แล้วข้าจะฆ่าพวกเจ้าเสียบัดนี้" อัคนินที่คิดอยู่นานตัดสินใจหยิบสังวาลย์​ศิลาหมายจะสังหารผู้เป็นเหตุให้มารดาต้องถึงแก่ความตาย
"องค์เหนือหัวเสด็จพระเจ้าค่ะ" มหาดเล็กเข้ามาทูลบอก​ ไม่ทันจะทำอะไรเข้ามาเสียแล้วเจ้าหนึ่งในตัวสาเหตุนี่
" พวกเจ้าออกไปก่อน" ทันทีที่พระราชาเข้ามาได้จึงให้เหล่าบริวารทั้งหมดออกไปเสียจะได้ไม่รบกวนเรื่องส่วนตัว
"อัคนินลูกยังเสียใจอยู่อีกเหรอ​ แล้วสังวาลย์​หินนี่จะไปทำอะไรน่ะ" เขาถามด้วยความเป็นห่วงและประหลาดใจที่อยู่ๆก็ได้เห็นอัคนินคว้าสังวาลยังกะจะไปฆ่าใครได้
"ปล่าวหรอกพระเจ้าค่ะ​ ลูกก็แค่ดูของต่างหน้าเสด็จแม่"
"ของพระเทวาน่ะสิ"  เขาหน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำคนที่ชื่อว่าพระบิดาที่รู้เท่าทัน
" อัคนิน  นี่แม่เองลูก"เขาเปลี่ยนจากท่าทีจริงจังมายิ้มอย่างสบายใจ
"ท่านแม่​ ลูกตกใจหมดเลย" เขาขวัญเสียไปทีแล้วหนา
"แม่ขอโทษที่ไม่ได้บอกลูกตั้งแต่แรก​ แม่อยากรู้ว่าจะสามารถเล่นเป็นองค์เหนือหัวได้ดีจนไม่มีใครผิดสังเกตหรือป่าว"
"แล้วพระวิญญาณ​ขององค์​เหนือหัวล่ะท่านแม่"
" ก็บรรทมน่ะสิ​ เรากำลังจะได้ทุกสิ่งอย่างแล้ว​ แม่ขอเจ้าวันนี้วันเดียว แล้วพรุ่งนี้แม่จะให้เจ้าใช้สังวาลย์​กำจัดมันโดยไม่ผิดใจคนอื่น" เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
" ทำไมหรือจ๊ะ​ ลูกอยากจะฆ่าพวกมันจะแย่" เขาร้อนใจยิ่งนัก
"เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้ฆ่า​ การที่จะได้คนมาทั้งหมดมากกว่าจากหยิบมือมันต้องซื้อใจให้เจ้า ให้พวกนั้นเข้าข้างเจ้า​ ถึงเวลานั้นเจ้าสับมันให้เป็นชิ้นๆ​ พวกนั้นก็จะเห็นดีเห็นงามด้วย" ว่าแล้วถึงจึงเล่าแผนที่เตรียมมาต่อไป
...
" เรารอได้​ เรื่องใหญ่เช่นนี้องค์เหนือหัวคงไม่อาจละเว้นได้"อัญญานีกล่าว​
" เราขอบใจที่เข้าใจ​ เราเห็นท่านพยายามใช้ธำมรงค์​แก้วศุภรมาสักพักแล้ว​ มีปัญหา​อันใดกัน"จินดาที่มองดูพฤติกรรม​มาก่อนหน้าจึงถามเพื่อจะได้ช่วยแก้ไข
"แต่ก่อนแหวนวงนี้น่ะพาเราหนีได้​ ใช้พลังได้​แต่ตอนถูกจับใช้ไม่ได้เลย​ จันทราภาเคยบอกว่าหากจิตไม่มั่นคงพอจะไม่สามารถใช้พลังจากวัตถุที่สวมใส่ได้​ แต่เราลองทำใจให้มั่นคงแล้วก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดี"เธอกล่าวให้ฟังหวังจะได้รับการแนะนำจากผู้สวมใส่สิ่งวิเศษ
"เราว่าลึกๆแล้วท่านยังคิดมากอยู่​ คนเราต้องจะระเบียบความคิดกันตลอดเวลา​ เราว่าการทำสมาธิจะช่วยท่านได้" เธอพูดจากประสบการณ์
" ให้เรานั่งสมาธิอย่างเดียวมันจะดีเหรอ"
" ทำสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งทำอย่างเดียว  อริยาบถใดก็ได้เพื่อที่จะฝึก​ให้ใจมีความมั่นคง​ แบบใดถนัดท่านก็สามารถทำได้" เธอแนะนำ​ อีกคนจึงทำตามพร้อมหาวิธีทำสมาธิในแบบของตนเองพร้อมกับฝึกใช้แหวนเรื่อยๆเพื่อที่จะทำตามความปรารถนาของตนดังเดิม
....
"​พระมเหสีทอดพระเนตรเห็น​ท้าวพีรเชษฐ์​หรือไม่"นรราชเดินเข้ามาถามในสวนพฤกษศาสตร์​เป็นการส่วนพระองค์​ ขณะที่พระนางอยู่ตามลำพังเพราะให้นางบริวารแยกย้ายกันหาเก็บดอกไม้ไปร้อยพวงมาลัย
" พระองค์คงจะอยู่ที่ลานฝึกอาวุธของพวกทหารกระมังเพคะ" นางจำตอบอีกฝ่ายแม้จะไม่เต็มใจ
"เราขอบพระทัยท่าน​ เพื่อเห็นแก่ไมตรีของเรา​ โปรดรับบุปผานี้เถิด" เขายกดอกไม้ให้​ ท่าทีมันออกชัดว่าเขานั้นออกจะชอบพออยู่
"ขอบพระทัยเพคะ" นางกะจะรับดอกไม้เสียให้จบๆไปจะได้ไปที่อื่น​ แต่ว่ามืออีกคนก็ก้าวก่ายเป็นปลาหมึกเลยนี่สิ
" ทำอะไรกันอยู่น่ะ" ท้าวพีรเชษฐ์​เสด็จพอดีได้เห็นภาพคนสองคนจับไม้จับมือกันก็สงสัย
" พอดีเราให้ดอกไม้กับพระนางแต่ว่าดอกไม้จะตกเลยรับไว้ก็เลยกลายเป็นการผิดพลาดจับมือกันเสีย" โกหกน่าไม่อายตัวเองจงใจแท้ๆ
"ไม่หรอกเพคะ​ พระองค์​คงจะหลงลืมทอดพระเนตรเห็นมือของหม่อมฉันเป็นดอกไม้เสียมากกว่า" เธอพูดเสียเป็นเชิงว่าอีกคงน่ะจงใจ
"พอเถอะสไบทอง" เขากล่าวกับชายาแล้วจึงจะคุยธุระกับสหายต่างเมืองต่อ
" หม่อมฉันทูลลาเพคะ"ว่าแล้วตนก็ไปในทันที
ทั้งสองเดินทางคุยกันอยู่มินานก็เกือบจะถึงตำหนักที่ดูจะไม่มีคนอยู่แล้ว
" นี่ตำหนักใครกัน​หรือ​ ทำไมเหมือนไม่มีใครอยู่เลย"
"ตำหนักพระโอรสบดิศรของเราน่ะ​ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว"
"อย่าว่าเรารบกวนท่านเลยนะ​ ช่วยพาเราไปชมจะได้ไหม"
" ได้สิ"  เมื่อทั้งสองที่เดินทางเข้าตำหนักกันตามลำพัง​ อดีตปุโรหิตเฒ่าที่กลายเป็นชายวัยกลางคนได้ใช้ไฟจุดกำยานให้อีกคนสลบ​ไปและเร่งทำพิธีควบคุมอีกฝ่ายให้เป็นพวกของตนในทันที
...
" พระโอรสดีขึ้นหรือยังเพคะ" บัวถามอาการหลังจากที่ให้ยาภูมินทร์ทานแล้ว
" เราดีขึ้นแล้ว  ท่านอย่าห่วงเลย" เขาตอบอีกฝ่าย
"พระโอรสพระเจ้าค่ะ​ พระโอรสบาดเจ็บหรือพระเจ้าค่ะ"
เจ้าหิ่งห้อยยักษ์​บินมาดูสถานการณ์​หลังจากที่นำพระอัยกาและพระอัยกีไปยังที่ปลอดภัย
"น้องไม่เป็นอะไรแล้วจะพี่หิ่งห้อย​ อย่าห่วงเลย" พระโอรสตอบถึงแม้จะยังมีอาการเจ็บอยู่ก็ตาม
"จริงสิพระเจ้าค่ะ​พระโอรส​ พวกเรายังเหลือพืชสังกรณีกับน้ำจากสระอโนดาตอยู่​ น่าจะช่วยพระอาการของพระโอรสให้ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้นะพระเจ้าค่ะ" เขากล่าว
"เดี๋ยวพี่ตาหวานจะไปนำมาให้​ แต่เราจะไปเจอกันที่ไหนล่ะ​ ควรจะพาพระโอรสไปพักเสียก่อนนะ" ตาหวานอาสาจะไปนำมาให้​ แต่ก็ต้องการให้พระโอรสอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
" ไปเจอกันที่ทิศพายัพของท้องพระโรงนะ​ ที่นั่นน่ะมีพระราชฐานใต้ดิน​อยู่" เมื่อตกลงจึงพากันแยกย้ายและลงยังชั้นใต้ดินทีี่สร้างมาเพื่อรองรับสถานการณ์​ที่จะเกิดขึ้น​และได้ใช้จริงๆก็คือวันนี้
...
"บดิศรเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" เทพวิษุวัต​กล่าวถามเมื่อปัจจาได้พาตัวมารักษา
" หม่อมฉันรู้สึกเหมือนถูกฉีกร่างตอนที่พลังใช้ถึงขีดสุดพระเจ้าค่ะ​ แต่ว่าฝั่งนั้นก็ยังได้รับบาดเจ็บเหมือนกันพระเจ้าค่ะ​ ตอนที่หม่อมฉันสู้เหมือนการที่มีคนเจ็ดคนมาสู้ด้วยกันเลยพระเจ้าค่ะ​ " เขาตอบพลางให้ข้อมูลแด่พระเทวา
"เราพอจะเข้าใจแล้ว​ เราให้เจ้าพักรักษาตัว​ให้ดีเสียก่อน​ เราจะไปตกลงกับสุริยเทพ​ เมื่อถึงวันที่เกิดสุริยะคราสแล้วนั้น​ จะได้จัดการพวกนั้นได้​ ส่วนเจ้าธานินทร์​นำข่าวไปแจ้งต่ออัคนินว่าอย่าเพิ่งลงมือ​ "เมื่อจบพระบัญชาต่างก็ทำตามกันต่อไป​ ตอนนี้คงต้องให้เจ้าพวกนั้นพักไปก่อนแต่ไม่นานเกินรอจะได้กำจัดพวกนั้นให้สิ้นเสียที

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 09, 2020, 07:01:16 PM โดย จักรกรด »

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2020, 06:45:00 PM »
จักรกรดขออภัยนะคะที่วันนี้อัพเย็นเลยเพราะว่าติดงานพิเศษค่ะ​ เลยจะเปลี่ยนเวลาอัพเป็น
ทุกวันเสาร์​เวลา18.30 น.​ตั้งแต่อาทิตย์​หน้านะคะ​  ขอบคุณผู้อ่านที่เข้ามาสนับสนุนการอ่านเรื่องนี้ของจักรกรดค่ะ

ขอร่วมโปรโมทกลุ่มไลน์​ คนรักละครพื้นบ้าน​ค่ะ​ กลุ่มนี้สามารถเข้าไปคุยเรื่องต่างๆเกี่ยวกับละครพื้นบ้านนะคะ​ ส่วนใหญ่จักรกรดจะอ่านมากกว่าค่ะฮ่าๆ​ สนุกมากค่ะกลุ่มนี้ดีจริงๆ
แล้วเจอกันอาทิตย์​หน้านะคะ​ สวัสดีค่ะ

https://line.me/ti/g2/NOf6IDqiJE_O1oYAkZVHmA?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2020, 06:30:17 PM »

"อย่าเพิ่งลงมือ​.. นี่เราเตรียมการมาแล้วจะให้ล้มเลิกได้ยังไงกัน" อัคนินถามขึ้นหลังจากได้ยินคำของธานินทร์​พร้อมกับอาการที่ไม่สบอารมณ์​เสียเท่าใดนัก
"เอาเถอะน่า​ บดิศรตอนนี้ก็บาดเจ็บจากการปะทะกับเจ้าพวกนั้น​ พ​อเกิดสุริยะคราสมาพวกนั้นจะได้แยกกันสู้ไง" เขาหาเหตุผลมาบอกอีกคน
" แยกกันสู้​ หึ!! รวมพลังกันสู้ล่ะสิไม่ว่า"เขาไม่เชื่อเหตุผลนั้นหรอก
"ถ้าพวกเราเก็บข้อมูลอีกสักหน่อยแล้ววางแผนดีๆ​ โอกาสที่พวกนั้นจะแยกกันสู้ก็ไม่ยากหรอกน่า"เขาต้องเกลี้ยกล่อมเสียเพราะไม่อยากให้เสียงาน
" ก็ได้ๆ​ เราจะไม่สู้ตอนนี้​ "เขารับปากแบบปัดๆไป​เพื่อให้อีกคนพอใจในคำตอบ
" งั้นเรากลับก่อน​ ใกล้เพลาแล้วเราจะมาตาม" ว่่าแล้วเขาก็ขึ้นเมฆเหินฟ้ากลับหอชิดดาราทันที
" ใครจะไปเชื่อล่ะ​ คอยดูฝีมือข้าเถอะเหนือชั้นกว่าบดิศรเป็นไหนๆ" เขาจะทำอยู่ดีนั่นล่ะ​ ไม่มีใครห้ามได้แล้ว
.....
" น่าแปลก​ ปกติแล้วพวกอธรรมจะไม่ยอมรามือ​ ทำไมถึงไม่เห็นวี่แววพวกนั้นเลยนะ"ตาหวานพึมพำเมื่อขึ้นไปสำรวจบนพื้นดินแต่กลับไม่พบพวกศัตรูได้แต่ครุ่นคิดตลอดเวลาที่ลงมายังใต้พสุธานี่
"พวกเขาคงจะคิดวางแผนให้รอบคอบกว่านี้น่ะจะพี่ตาหวาน" ภูมินทร์​ที่อาการดีขึ้นกล่าวเมื่อได้ยินเสียงนั้น
" วางแผน​ แผนอะไรหรือพระเจ้าค่ะพระโอรส"หิ่งห้อย​ยักษ์​ถามด้วยสงสัย
"คงจะแผนที่ทำลายเกราะกายสิทธิ์​ด้วยวิธีอื่นน่ะจะพี่หิ่งห้อย​ วิธีนี้น้องมองว่าเสี่ยงชีวิตมากพอสมควร​ ไม่รู้ว่าตอนนี้บดิศรจะเป็นอย่างไรบ้าง"ไม่วายจะห่วงคนที่ขึ้นชื่อตนว่าศัตรูเลยหนา
"ช่างเขาเสียสิ จะไปห่วงทำไม​ เจ้านั้นน่ะทำร้ายพวกหลานนะ​ ฝั่งนั้นน่ะคงไม่คิดถึงว่าเจ้าจะเป็นอย่างไรหรอกหลานตา"ท้าวนวดลกล่าวเชิงเตือนด้วยอารมณ์​ที่ไม่พอใจเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้หลานเอาใจไปห่วงคนแบบนั้น
" โธ่​องค์​เหนือ​หัว​ หลานพวกเราเป็นคนมีจิตใจดีนึกถึงผู้อื่นก็ดีแล้วเพคะ" มเหสีอมรินทร์​กล่าวกันแทนหลาน
" ก็เพราะนึกถึงผู้อื่นนั่นล่ะ​เรื่องถึงได้เป็นอย่างนี้​ ถ้าวันนั้นไม่ใจอ่อนปล่อยไปง่ายๆ​ พวกนั้นก็ไม่มีโอกาสกลับมาให้หลานพวกเราบาดเจ็บหรอก" ท้าวเธอพูดตามคิดเห็นจริง​ ถ้าจัดการเสียให้สิ้นจะกลับมาได้อย่างไร
แต่ถึงอย่างนั้นศัตรู​ที่จะกลับมาทำลายน่ะจะกลับเป็นพระเทวาวิษุวัตเสียมากกว่า
เสียงสะอื้นไห้มาเป็นระลอกฟังพลางๆก็ไม่น่ายั่วอารมณ์​หรอกแต่นานเข้าก็ออกจะน่ารำคาญอยู่
" สุดหล่อเป็นอะไร​ ทำไมถึงเอาแต่ร้องไห้ล่ะ​ พระโอรสพระอาการดีขึ้นแล้วนะ" บัวแย้มเข้าไปถามไถ่เจ้าตัวประหลาดนั่นที่กำลังฟูมฟาย
"ก็เกราะ​กายสิทธิ์​น่ะสิ​มีรอยร้าวขีดข่วนน่ะ​สิ​ จะให้ทำหน้าดีใจออกหน้างั้นเหรอ" สิงโตตัวนี้หนิไม่ได้ห่วงคนหรอก​ ห่วงของวิเศษมากกว่า
" ก็เรื่องแค่นี้เองน่า​ คิดมากไปได้"บัวบอกเชิงปลอบใจ
" กลัวจะไม่ใช่แค่นี้น่ะสิ" ภูมินทร์​กล่าวพลางคิดเรื่องนี้ต่อไปเพราะมันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ถูกโจมตีจนเกิดร่องรอยได้
...
วันต่อมาที่เมืองคีรีมาศ​ ข่าวการสืบสวนการสิ้นของพระสนมคลี่คลายหาตัวคนร้ายได้แล้วนั้นเกิดขึ้นมาก่อนการเข้าประชุมที่ท้องพระโรง​ นั่นพอจะให้คนสบายใจได้บ้าง​ ถึงเวลาควรจะออกเดินทางได้เสียที
" หาตัวคนร้ายได้ก็ดีน่ะสิ​ พวกเราจะได้เดินทางไปยังเมืองทิศพล" ศุภลักษณ์​กล่าวขึ้นมาเมื่อรู้ข่าวจากจั๊กแหล่น
"พระโอรสเจ้าขา​ จะเดินทางไปลำพังกับนางไม่ได้นะเจ้าคะ​ ให้จั๊กไปด้วยนะเจ้าคะ​ นะนะ" จั๊กแหลานได้ยินดังนั้นใจก็คิดจะติดตามไปทุกหนแห่ง
"ได้สิ​ น้องจั๊กเรียกพี่ศุก็ได้​จะ ไม่เห็นจะต้องพิธีรีตองเลย"ดูท่าคนนี้น่าจะถูกใจแม่เสือสาวไม่น้อย​ พูดจาเสียงหวานขนาดนี้​
"แล้วองค์เหนือหัวจะพระราชทาน​อนุญาต​หรือ"อัญญานีถามด้วยสงสัย
" ทำไมจะไม่อนุญาตอีกล่ะ​ คนร้ายก็หาได้แล้วนะ​ เตรียมตัวเถอะ​ เราเข้าเฝ้าเสร็จแล้วพวกเราจะรีบไปทันที" เขาพูดแล้วจึงเดินทางไปยังท้องพระโรง
เมื่อท้องพระโรงมีคนมาครบแล้วสีพระพักตร์​ของท้าวธริษตรีเปลี่ยนจากนิ่งเฉยเป็นแข็งกร้าวยิ่งนัก
" เรารู้ว่าใครคือผู้สังหารพระสนมผกากรอง​ จงออกมายอมรับเสียดีๆ​ เราจะลดโทษประหารให้​ ถ้าไม่ยอมรับเราจะสั่งทรมานแล้วประหารเสียอย่าให้รกแผ่นดิน" คำพูดครานี้ดูรุนแรงด้วยอารมณ์​เสียมาก  ทรมานคนเหรอ​ ประหารเหรอ​ กษัตริย์​ผู้นี้เคยทำที่ไหนกัน​ เหล่าขุนนางข้าราชบริพารต่างต้องขวัญเสียเมื่อคำสั่งนี้ดูจริงจังเสียเหลือเกิน​ แต่ไร้วี่แววที่ใครจะยอมรับเลย
" ศุภลักษณ์!! เจ้ารู้หรือไม่ว่าในบรรดาพี่น้องพวกเจ้าน่ะมีคนกระทำความผิดแล้วปกปิดเอาไว้" เขาเปรยมาเช่นนี้สายตาทั้งหมดจึงจับจ้องไปที่พระโอรสทันที
"ไม่นะพระเจ้าค่ะ​ ไม่มีใครที่ไหนจะปองร้ายใครอีกคนด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้ได้​" เขามองไปยังพระโอรสอีกคนหนึ่ง​ นี่มันไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
" งั้นรึ  แล้วสร้อยที่เราจะประทานให้พวกเจ้าทำไมถึงมาอยู่ที่ห้องบรรทมพระสนมได้ล่ะ" เขาสุดแสนจะชิงชังลูกคนนี้เสียจริง
"สร้อยนั่นหายไปตอนจันทลักษณ์​ไปประพาสป่ากับพระราชทูต​แห่งศาศวัตบุรีนะพระเจ้าค่ะ​ อีกอย่างแค่สร้อยเส้นเดียวจะไปตัดสินอะไรได้กัน​ ถ้าหากเป็นของอัคนินเขาก็น่าสงสัยด้วย" เขาก็พูดถูกเกี่ยวกับสร้อยนั่น​ เพียงตกที่เกิดเหตุใครก็เป็นฆาตรกรได้แล้วหรือ
"ไม่ต้องมาอ้าง​ ในยามวิกาลเพชรราหูที่เป็นชายเข้าตำหนักสตรีได้เช่นนั้นรึ​ พวกเจ้าเป็นพี่น้องร่างเดียวกันก็ต้องรับผิดร่วมกัน​ เรามอบอำนาจการลงทัณฑ์​ให้กับอัคนินจัดการทรมานและประหารเจ้าซะ"  คำพูดนั้นพอจะทำให้อีกคนตกใจอยู่บ้าง​ แต่ก่อนจะคิดอะไรมากไปกว่านี้ตอนนี้หาทางหนีจะเหมาะกว่า​ เขาจึงชูสังวาลย์​มณีส่องแสงแสบตาทั้งท้องพระโรงแล้วเร่งรีบไปพาตัวอัญญานีหนีทันที
" รีบไปเร็วเข้า!! "เขาคว้าข้อมือเธอรีบพาหนีไปพร้อมกับจั๊กแหล่น​ ก่อนแสงอันจ้านั้นจะหมดไป
"เกิดอะไรขึ้น" คนที่ถูกจูงมือวิ่ง​ เมื่อถึงชายป่าแล้วจึงถามอีกคนที่เร่งรีบเช่นนี้
"พวกเราถูกใส่ความเรื่องสังหารพระสนมน่ะสิ" เขามีเสียงหอบเหนื่อยปะปนเล็กน้อย​
"จั๊กว่าหาที่ซ่อนก่อนดีกว่านะเจ้าคะ​ ถ้าเจ้้านั่นตามมาจะไม่ทันการ" จั๊กแหล่นออกความเห็น​ แต่นั่นกลับไม่ทันเสียแล้ว
"กล้าดียังไงหนีการลงทัณฑ์​ เจ้าทำให้มารดาของข้าต้องมาตาย​ เจ้าก็อย่าอยู่ดีเลย​ ตายซะเถอะ!! "อัคนินที่ตามมาทันว่าแล้วจึงใช้พลังจากสังวาลย์​ศิลาพุ่งโจมตีศุภลักษณ์​ แต่โชคร้ายที่อีกฝ่ายหลบทัน
" แม่เจ้าทำตัวเองล่ะสิ​ ยอมลงทุนฆ่าตัวตายถวายลูก​ ให้ได้ทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้"เขาเข้าใจแบบนั้นก็พูดไปแต่มันก็ตรงความจริงอยู่นา
" อย่าพูดมาก​ รับไปซะ!! "แล้วจึงชูสังวาลย์​ปล่อยพลังใส่ศุภลักษณ์​แต่ทว่าเขาก็ไหวตัวใช้พลังสังวาลย์​ของตนตั้งรับได้ทัน
"ข้าจะไม่ทำให้เจ้าตายตอนนี้หรอกไอ้ลูกนอกไส้​ เจ้าจะต้องเจ็บทรมานก่อนถึงจะสาสม"เขาเพิ่มพลังที่ใช้มากขึ้นเรื่อยๆแสงพลังเริ่มเข้าใกล้คู่ต่อสู้​
" มีแรงเท่าไหร่ก็ใส่มาให้เต็มที่เลยสิ​ อยากจะรู้นักว่าคนอย่างเจ้าจะเก่งอย่างที่ปากพูดรึปล่าว" เขาเพิ่มพลังเข้าไปอีกมันก็พอจะสูสีกันอยู่ตรงกลาง
" เก็บปากไว้ขอร้องข้าเถอะ!! "โดนยั่วโมโหขนาดนี้มีหรือจะยอมได้​ เขาใช้พลังเกินขีดจำกัดตัว​เอง​จนเกือบชนะอยู่แล้วถ้าอีกฝั่งไม่ใช้พลังขั้นสุดเสียก่อน​ เวลาผ่านไปประวัติซ้ำรอยทั้งคู่ช้ำในมากจึงต้องผละจากกัน​ คนที่เฝ้ามองเหตุการณ์​อยู่จึงเข้าไปดูอาการของศุภลักษณ์​ทันที​ ปรากฏ​เลือดกบปากเสียมากท่าไม่ดีเอาเสียเลย
"แน่นักสิ เหอะก็แค่.." อัคนินตั้งใจจะเย้ยสักหน่อยแต่ดันกระอักเลือดเสียนี่แน่นักล่ะสินะ
"เหอะก็ไม่ต่างกันล่ะว้า" ศุภลักษณ์​ตอบกลับเสียอีกคนอารมณ์​ขึ้น
"อยากลองดีนักใช่มั้ย" เขาตะเกียกตะกายขึ้นมาแต่ธานินทร์​เข้ามาพาหายไปเสียก่อน
"แล้วจะทำ​ ทำยังไงดีเจ้าคะ​ พี่ศุระบมแย่เลย"จั๊กแหล่นที่เป็นห่วงก็เริ่มฟูมฟาย
"เอาอย่างนี้​ เราไปเมืองทิศพลกันจะได้มีที่หลบที่ปลอดภัย"อัญญานีว่าแล้วจึงใช้ธำมรงค์แก้วศุภรไปยังเมืองทิศพลในทันทีดั่งใจปรารถนา
..
(จะอัพเพิ่มตอนดึกๆนะคะ​ พอดีวันนี้ทำโอทีค่ะ)​


ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2020, 11:57:27 PM »
.....​
"บดิศรต้องได้เกราะเหล็กนั่นมาจากเทพวิษุวัตแน่"ประกายพฤกษ์กล่าวขึ้นเมื่อได้ยินคำบอกเล่าของหิ่งห้อยในเหตุการณ์เมื่อวานนี้ก็ตัดสินใจรู้ได้ทันที
" น่าจะเป็นอย่างนั้นเพคะ"บัวแย้มที่ฟังความมาก็สรุปแบบเดียวกัน
"น่าแปลกที่ป่านนี้แล้วพวกนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะมาเลยสักนิด​คงจะคิดแผนอะไรไว้้​  แต่ก็ต้องไปดูอีกสักรอบ​ เมื่อแน่ใจแล้วจะได้เชิญเสด็จประทับดังเดิม" ว่าแล้วเจ้าตัวก็ขึ้นจากชั้นใต้ดินมาสำรวจด้านบนพร้อมๆบัวกับบริวารสนิทที่เหลืิอ
"ดูท่าเจ้าพวกนั้นคงทิ้งระยะห่างของวันไว้ก่อนน่ะสิ​ ดีล่ะจะได้เชิญเสด็จพระอัยกาและพระอัยกีประทับตามปกติสุขดังเดิม​ ส่วนท้องพระโรงใช้ที่อื่นไปก่อน"เธอสำรวจไม่พบวี่แววของศัตรูก็น่าจะเบาใจได้ไม่น้อยเลย  จู่ๆเสียงคนร้องเรียกหาดังมาจากท้องพระโรงที่ถูกทำลายไป
"พระธิดาเพคะ​ มีคนมา ดูท่าว่าจะมาขอความช่วยเหลือนะเพคะ"บัวแย้มกล่าวเมื่อได้ยินเสียงนั้น
" พระธิดาพระเจ้าค่ะ​ พี่หิ่งห้อยว่าพวกเราควรไปดูกันเถอะพระเจ้าค่ะ" เจ้าแมลงยักษ์เสนอมา
"พี่ตาหวานว่านะ​ ทุกๆคนถึงอยากจะช่วยเหลือใครต้องนะวังตัวไว้ก่อน​ บางทีอาจจะเป็นกลลวงของฝ่ายตรงข้ามก็ได้"ผีโครงกระดูกถือใบบัวเตือนไป​ ทั้งหมดจึงไปยังต้นกำเนิดเสียงนั้นพบ​คนเจ็บที่หนุนตักหญิงหน้าประหลาดเหมือนเจ้าสุดหล่อ​ กับหญิงสาวอีกคนที่พยายามหาผู้คนในวังราวกับว่าต่างทิ้งวังร้างเสียแล้ว
" พระธิดาอัญญานี... เกิดอะไรขึ้นเพคะ"บัวเรียกอีกคนทันทีที่เห็นหน้า​ ใจน่ะอยากจะทักทายแต่ต้องห่วงคนบาดเจ็บด้วยสิ
"ดูท่าอาการไม่ดีเลย​ รีบพาไปรักษาก่อนดีกว่า" ประกายพฤกษ์ออกความเห็นแล้วเจ้าตุ้บเท่งก็พาคนเจ็บขึ้นขี่หลังไปทำการ​รักษา​ ซึ่งก็ได้ใช้วิธีเดียวกันกับภูมินทร์​ แล้วนี่จะเป็นยาชุดสุดท้ายที่นำมาแล้วด้วย​ ดีที่ยังเหลือไม่งั้นคงต้องลำบากไปหามาใหม่​ อาการจึงดีขึ้นตามลำดับ
"แสดงว่าพี่น้องของเจ้าก็เข้าพวกกับเทพวิษุวัตสินะ" ประกายพฤกษ์ฟังคำเล่าก็กล่าวออกมา
"เราก็ว่าอย่างนั้นล่ะ​" ศุภลักษณ์​พูดตามที่รู้ที่เก็บข้อมูลมา
"แล้วองค์​เหนือ​หัว​พระพิโรธได้ถึงเพียงนี้เลยหรือเพคะ" บัวแย้มที่ฟังเหตุการณ์​ก็นึกสงสัยขึ้นมา
"เสด็จพ่อน่ะไม่เหมือนเดิม​ เหมือนเป็นคนละคนในร่างเดิม​ เราว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่แต่เรายังสรุปไม่ได้ว่าอะไร"เขาตอบก็พลางเสียงดูเหนื่อยอ่ออนเล็กน้อย
"ควรให้พักผ่อนก่อนดีกว่า​ ไว้ถึงยามจะมาอีกที"อัญญานีเสนอแนวคิดแล้วทั้งหมดจึงออกไปปล่อยให้เขาพักตามลำพัง
" ไม่เข้าใจเล้ยไม่เข้าใจจริ๊งๆ​ ของรักของข้าทั้งสองต้องมีรอยร้าวของเจ้าพวกนั้นด้วยนะ​ น่าโมโหนัก" เจ้าตัวประหลาดที่เคยฟูมฟายก็เปลี่ยนแปรเป็นโมโหที่พวกนั้นทำ​ จะมากไปแล้วนะ
" ของรักอะไร๊  ของวิเศษนี่อีกล่ะสิ​ นิสัยเดิมแก้ไม่หาย" จั๊กแหล่นมาทักทายเสมือนรู้จักกันมานานแล้ว
" นางจั๊ก!! ของวิเศษข้าก็ต้องรักและถนอมน่ะสิ​ ก็เหมือนกับเจ้าล่ะว้าที่รักพวกชายชาตรีถึงได้แจ้นมากับพระโอรสศุภลักษณ์​ได้น่ะห๊ะ​ ข้าบอกให้น่าเขาไม่สนใจเจ้าหรอก" ไม่ยอมแพ้หรอกนะ​ โอรสองค์นี้ดีกับตนมากซะด้วย​ เสือสาวจะหยิบฉวยเข้าของตนไม่ได้เด็ดขาด
"อ.. ไอ้ตุ้บเท่งไม่ได้เจอกันนานชักเอาใหญ่แล้วนะเอ็ง"ว่าแล้วจั๊กแหล่นก็เข้าตีกับสุดหล่อทันที​ ก่อนที่จะทะเลาะกันมากกว่านี้เจ้าผีตาหวานกับหิ่งห้อยก็ช่วยกันใช้น้ำสาดแยกมวยคู่นี้เสีย
"พวกเอ็งนี่เหมือนลูกแมวตกน้ำเลยว่ะ​ ทะเลาะอีกจะสาดน้ำให้เป็นฝนเลยนะึอยดู" ตาหวานพูดแบบนั้นก็ต้องหยุดไว้ตีรอบนอกเถอะจะเอาให้สาสม
...
"ทำไมเตือนแล้วไม่จำล่ะ​ ดูสิเจ็บตัวลำบากพามาไหมล่ะห๊ะ" ธานินทร์​พาอัคนินมารักษาด้วยความไม่สบอารมณ์
"โอ๊ย​ ก็ข้าวางแผนมาเป็นคืนๆเลยนะจะยุติได้ยังไง"เถียงมิตกฟากเลยนะตั้งแต่กลับมาจากเหตุการณ์​เสี่ยงตายนี่น่ะ
" ก็นิสัยดื้อด้านเจ้านั่นล่ะทำเดือดร้อน​ ตัวอย่างมีให้ดูไม่ดู" เขาตอบกลับอีกคน
" พอเถอะ​ ตอนนี้ก็รู้แล้วนะว่าการใช้พลังเกินตัวน่ะเป็นยังไงทั้งสองคน" ปัจจาได้ยินก็เข้ามาพูด
" มันพลาดก็พลาดไป​ แต่คราวนี้ต้องวางแผนให้ดี ต้องเก็บข้อมูลให้มากๆแล้วล่ะ​ จะได้สู้กับพวกนั้นได้"บดิศรออกความเห็น
" เริ่มจากพวกเจ้านั่นล่ะ​ เรื่องราวพื้นฐานเราจำเป็นต้องรู้​ ระหว่างที่พวกเจ้าพักอยู่เรากับธานินทร์​จะหาข้อมูลทักษะการสู้อย่างน้อยก็ก่อนสุริยะคราสในพุธที่จะถึงนี้"ปัจจากล่าวแล้วจึงออกไปธานินทร์​ยังสงสัยใน​หน้าที่จึงตามไปสอบถาม​ ทิ้งคนเจ็บทั้งสองให้อยู่กันตามลำพัง
" ไงล่ะเก่งนักหนามานอนทำไมที่นี่"อัคนินเปิดฉากอยากแหนบแนมอีกฝ่าย
" เราไม่เคยบอกว่าเก่งไม่เก่ง​ แต่เจ้าน่ะก็ไม่ต่างกันนัก​ อย่ามาชวนตี​มันไม่ใช่เพลา​ พักไป"ว่าแล้วบดิศรก็นอนหันหลังให้อีกคนเพื่อพักผ่อนเอาแรงจะได้คิดหาวิธีต่อสู้ต่อไป
....
"น้ำชันโรงที่เก็บไว้พระอัยกีให้เรานำมามอบให้เจ้า จะได้อาการดีมากยิ่งขึ้น" ประกายพฤกษ์ส่งน้ำหวานจากแมลงนี้ให้กับมือ
" เรา.. ขอบใจมากนะประกายพฤกษ์​ ไม่ได้เจอกันนานเจออีกทีก็เจ็บอย่างนี้อีก" ศุภลักษณ์​รับน้ำหวานมาแต่สายตาดูอ้อนเหมือนลูกแมวไหนจะมือที่บอนมาจับมืออีกคนอีกล่ะ
" เจ็บยังขนาดนี้นะ​ ไม่เจ็บจะขนาดไหน"เธอปัดมือส่งไปเพราะเข้าใจในท่าทีอีกคนอยู่
"โอ๊ย​ เจ็บนะเจ็บ" ลูกไม้นี้อยากใช้ก็ใช้แต่นั่นล่ะพอจะเรียกความสนใจอีกคนได้บ้าง
" เจ็บมากเลยเหรอศุภลักษณ์" น้ำเสียงเปลี่ยนไปนุ่มนวลเสียคนที่แกล้งเผลอเคลิ้มไป
"เจ็บมากนักเราจะสงเคราะห์​ให้​ จะได้ไม่ต้องมาแกล้งสำออยอีก" หวาแต่ท่าทีเปลี่ยนกลับมาเร็ว​ ถึงจะเจ็บก็เถอะนะแต่ว่ามาทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันสำหรับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกในรอบสิบปี
" พระโอรสตื่นจากพระบรรทมหรือยังเพคะ" เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร
"บัว​เข้ามาสิ​ พี่ตื่นอยู่"จงใจเน้นหนักว่าพี่คล้ายจะลองใจอีกคนที่อยู่ด้วยกัน
"พระโอรสอย่าแทนพระองค์ว่าพี่เลยนะเพคะ​ บางคนฟังแล้วแล้วจะไม่งามได้" ไม่งามอย่างแรกก็คือไม่ใช่ราชวงศ์​จะนับญาติได้อย่างไร​ ไม่งามสองคือดูสองความหมายไป​ เพราะคำว่าพี่ในผู้ชายยังเสมือนแทนสรรพนาม​คนรักอีกด้วย
" ได้ๆ​ พี่.. เราทำได้ทุกอย่างเพื่อบัวเลยนะ" เขาก็ไม่วายทำตัวคล้ายเจ้าชู้อย่างนั้น​ ไม่ชอบเท่าใดปลีกตัวดีกว่า
" เรากลับตำหนักก่อนดีกว่า​ พวกเจ้าไม่ได้เจอกันนานก็คุยกันตามสบายนะ​ เราไปล่ะ" ไม่รอให้ใครรั้งรีบไปทันที​ ในใจศุภลักษณ์​ยอมรับว่าน่ารักพอๆหรืออาจจะมากว่ากับสตรีที่เคยพบจึงเย้าเล่นมิคิดว่าจะต่างจากผู้หญิงที่เขาเคยหยอกขนาดนี้​ ไม่ใช่ความสัมพันธ์​แบบพี่น้องเสียด้วยสิ​ น่าสนใจไม่น้อยเลย
" ทรงเล่นแบบนี้แล้วหรือเพคะ"บัวแย้มมองออกจึงได้ถาม
"ก็เล่นล่ะ​ไม่นานคงเอาจริง​.. บัวรู้ไหมว่าพวกเราคิดถึงบัวมากเลยนะ​ ถ้าไม่ติดต้องเรียนวิชาล่ะก็จะตามหาให้พบ​ แต่นั่นล่ะต้องยอมรับอัคนินให้ได้ถึงจะมีพี่น้องอีก​ แย่เลย.. " เขาเจื้อยแจ้วดี​ ชวนคุยสัพเพเหระกับคนที่รักเหมือนน้องสาวได้ไม่มีตกหล่น​  หวังว่านี่คงจะเป็นสัญญาณดีที่จะเริ่มต้นใหม่หลังการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมได้ต่อไป

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2020, 06:31:24 PM »
ขณะเดียวกันนั้นเอง​ รัตนบุรีจะต้องเจอเรื่องไม่เป็นเรื่องจากพระราชาที่ถูกควบคุมเสียแล้ว
"องค์​เหนือหัวจะยกหม่อมฉันให้เป็นชายากษัตริย์​นรราชหรือเพคะ!!" สไบทองร้องทวนคำตรัสของพระสวามีด้วยความตกใจท่ามกลางผู้คนในท้องพระโรง
"ใช่​ เพื่อนรักของเราปองเจ้าด้วยใจจริง​ ในฐานะสหายกันเราจะต้องช่วยส่งเสริมสหายให้ถึงที่สุด" ท้าวเธอช่างกล้าพูดแบบนี้ได้​ ช่างเป็นเรื่องน่าอายเสียหายสำหรับพระมเหสีนัก
" ทุกคนออกไปให้หมด​ ฝ่าบาทประชวร​ มิพร้อมประชุมชุมนุมคนอีกต่อไป" เธอตัดสินใจให้คนออกไปเสีย​ ถ้าขืนราชายังพูดจาน่าอายแบบนี้ต่อไป​ คนในเมืองจะคิดยังไง​
"เสด็จพี่ตรัสเช่นนี้ออกไปในท้องพระโรงได้อย่างไรเพคะ​ ทรงทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์​มิได้คิดถึงเลยหรือ​ หรือแม้แต่เกียรติ​ของหม่อมฉัน​ก็ไม่สำคัญแล้วเหรอเพคะ​ แล้วลูกของเราจะเป็นยังไงมิคิดบ้างเลยหรือเพคะ ​ " เธอถามด้วยความโกรธอันเกิดจากความอาย
"อะไรจะสำคัญไปว่านรราชเพื่อนเราอีกล่ะ​ ดีเสียอีกเมื่อเจ้าไปอยู่กับเขาแล้วเจ้าจะสุขสบายหลายเท่า​ ส่วนลูกจะว่าอะไรได้ดีแค่ไหนที่จะมีพ่อคนที่สองน่ะ"ท่าทีวาจาพาโมโห​ มเหสีจึงพลั้งมือตบหน้าไป​อีกคนไป​ ตัวเองก็สืบเชื้อขัตติยา​ แม้อีกฝ่ายจะเป็นราชาแต่ตรัสเช่นนี้คนก็มีน้ำโห ยังดีที่ให้คนออกไปหมดแล้วเรื่องนี้จึงรู้แค่สองคน
" เจ้ากล้ามากนะสไบทองที่ทำร้ายเรา​ โทษของเจ้าจะต้องถูกประหาร​ แต่ว่าเจ้าคือคู่หมายของเพื่อนเรา​ ดีเมื่อเจ้าไม่ยอมก็ต้องขืน​ ไม่ต้องพิธีรีตอง​ คืนนี้เราจะให้เจ้าเป็นชายานรราชทันที​ ทหาร​ นางกำนัล!! พาอดีตพระมเหสีไปประทับที่ตำหนักเก่าของบดิศร​ ห้ามให้ออกมาจนกว่าตะวันของวันพรุ่งจะขึ้น​ ไป!! "  นี่มันอะไรกันแน่นะ​ ทำไมถึงจงใจต้องให้ไปตำหนักนั้นด้วยล่ะ แล้วคืนนี้จะรอดไหมนี่
...
"ประกายพฤกษ์​  เรามีเรื่องจะปรึกษาหน่อยน่ะ"พระโอรสต่างเมืองออกมาจากที่ตำหนักรับรองดูแล้วอาการดีขึ้นมาก
" ปรึกษา​อะไร"ความรู้สึกที่ไม่ไว้ใจอีกคนเดี๋ยวหาเรื่องมาทำชีกอใส่อีกหรอก
"เจ้าว่ามันแปลกมั้ย​ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เทพวิษุวัตน่ะอยากจะครอบครองสิ่งวิเศษที่พวกเราสวมใส่​ แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้ส่งคนมาทำลายล่ะ" สีหน้าจริงจังกว่าเดิมมากดูเป็นการเป็นงานให้สบายใจได้
"ก็คงจะเหมือนกับว่าเราไม่ได้ใครก็ต้องไม่ได้ล่ะมั้ง​  แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่น่าถูกไปซะหมด​ ทำไมถึงใช้สองคนนั้นทั้งๆอาวุธ​ที่ใช้ใครก็น่าสวมใส่ได้" เธอก็เริ่มครุ่นคิดตาม
" คงเป็นเพราะพวกเขามีความแค้นต่อพวกเราถึงได้ใช้งาน​ ไม่ว่าจะไปที่ไหนพวกนั้นก็คงจะตามไปสุดหล้าฟ้าเขียว​ " เขาคิดเช่นนั้นก็พูดไป
" มีความแค้นต่อพวกเรา!! "ทั้งคู่นึกขึ้นได้จึงพูดออกมาพร้อมกัน
" เราก็พอจะรู้ว่าเทพวิษุวัตน่ะพิโรธต่อสุริยะในชาติก่อนที่เอาของพระองค์​มา​ แต่ว่าจะโกรธแค้นพวกเจ้าได้ยังไง" ประกายพฤกษ์​นั้นสงสัยไม่พ้นไปจากนี้นัก
" อดีตชาติคงทำไม่ดีไว้มั้ง แล้วยังช่วยพวกเจ้าด้วย​ แต่เราไม่ได้ว่าอย่างนั้นนะ​" ไม่ได้ตั้งใจพูดเหมือนว่าพวกสหายในเกราะกายสิทธิ์​เป็นต้นเหตุความวุ่นวาย
" เราเข้าใจ​ แต่ยังไงของวิเศษนี่น่ะจะต้องสำคัญมากแน่ๆไม่อย่างนั้นคงไม่คิดจะครอบครองหรือทำลายหรอก" เธอคิดอย่างนั้นมันต้องมีอะไรมากกว่านี้สิน่าไม่ใช่แค่เรื่องฤทธิ์​เดชสิ่งวิเศษอย่างเดียวแล้ว
" เราก็เห็นตามนั้น​ เอาอย่างนี้ตอนนี้น่ะคนที่เกี่ยวข้องกับเทพองค์นี้คงหนีไม่พ้นอัญญานี​ ลองไต่ถามดูก่อน​ รู้เท่าไหนเอาข้อมูลมาค่อยเก็บสะสมไปก่อนแล้วจะได้สืบเสาะหาต่อไป" เมื่อคิดได้แบบนั้นทั้งสองจึงพากันไปพบอัญญานี​ทันที
.....
ตกดึกตติยยามคืนนั้นพระมารดาของเหล่าผู้ใช้เกราะกายสิทธิ์​ต้องพบกับเหตุการณ์​คราเคราะห์​เสียแล้ว​ เสียงขอเข้าเฝ้าดังขึ้นมาเพื่อจะช่วยจัดแจงแต่งพระวรกายให้สง่าสมกับรอเข้าหอ
" ขุนท้าว​มาได้ยังไงกันน่ะ​ องค์เหนือหัวพระราชทานอนุญาต​ให้เข้ามาได้งั้นหรือ" พระนางมองคนสนิทอย่าไม่น่าเชื่อที่พระสวามียังคิดส่งคนมาหาได้
"เพคะ​ องค์​เหนือหัวทรงให้หม่อมฉันมาจัดแจงแต่งพระวรกายเพคะ" ว่าแล้วจึงรีบแต่งกายให้ก่อนเวลาจะหมด​ พร้อมกับส่งสิ่งของให้อย่างลับๆ​ หมดเวลาแล้วทั้งหมดจึงออกไป​ คนใหม่ก็เข้ามา​นั่นคือปุโรหิตในนามนรราชร่างวัยกลางคนนั่นเอง​ ขณะนั้นสไบทองกำลังหันหน้าเข้าหากระจกเพื่อมองคนที่เข้ามาจากด้านหลัง​ แต่ต้องประหลาดใจที่เห็นเป็นหน้าค่าตาปุโรหิตสิระบิดาของสไบแก้วแทนที่จะเป็นใบหน้าของนรราช​ ตกใจก็จริงอยู่แต่ต้องทำเหมือนไม่รู้อะไร​ แล้วดูเหมือนว่าเจ้าสิระเฒ่าก็มิรู้ตัวว่ามีคนเห็นเขาผ่านกระจกแล้ว​ เขาลืมคำเตือนธานินทร์​ว่า​ ถึงหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร​ก็ต้องระวังการส่องกระจกให้มากเพราะกระจกมันสามารถสะท้อนตัวตนได้​
"สไบทองหันมาทางเราสิ" นรราชเรียกชื่อด้วยสำเนียงเสียงเสน่หา​ นางจึงหันกลับไปพลางใช้มีดในมือจ่อที่คอตนเพื่อต่อรองกับอีกฝ่าย
"นรราชปล่อยเราไปซะ​ ไม่อย่างนั้นเราจะฆ่าตัวตาย" เสียงขู่ก้องทำอีกคนไขว้เขว​ แต่คนอย่างนางจะกล้าทำจริงเหรอ
"เจ้าไม่กล้าทำหรอก​" เขาวางท่าพูดเหมือนรู้ดี
" ใครว่าไม่กล้า" นางใช้มีดกรีดไปที่ข้างสันกรามจนเกิดแผลสร้างความกังวลในความกล้าของนางต่ออีกคนอย่างมาก
"ยอม.. เรายอมแล้ว"เขาทำทีเป็นยอมเพราะกะจะรวบตัวเมื่อเผลอ
"ดี​ เจ้าหันหลังไป" เธอสั่งตาขึงแข็งอีกคนก็ยอมให้อย่างใจเย็น​ เมื่อได้การแล้วพระนางจึงใช้พระฉายที่ตั้งอยู่ฟาดด้านส่องใส่ศีรษะ​ของเขา​ ไม่ทันทีเขาจะหันกลับมาสไบทองก็ใช้มีดปักที่หลังอีกคนพร้อมกับปีนหน้าต่างหนีไปตามที่นัดหมายกับขุนท้าวทันที
....
เสียงพระฉายแตกในห้วงความฝันได้ทำลายการบรรทมในยามแสงอาทิตย์​สาดส่องมาในอีกวันสักพักหนึ่งแล้ว
"เสด็จแม่!!" ศนิวารตื่นจากการหลับไหลในความฝันที่เห็นพระมารดาที่อยู่ในกระจกนั้นแตกไปพร้อมกับกระจก​เนื่องจากแมงป่องยักษ์​ใช้ก้ามของมันทุบเข้าอย่างแรง เหงื่อของเขาไหลพรากไม่อยากจะเชื่อในฝันร้ายนี้เลย
"พระโอรสทรงเป็นอะไรหรือพระเจ้าค่ะ" เจ้าหิ่งห้อยที่ได้ยินเสียงร้องเรียกที่เกิดจากความตกใจเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง
"น้องฝันร้าย.." เขาว่าแล้วจึงเล่าเหตุการณ์​ให้ฟัง
"อย่าทรงเป็นกังวลเลยพระเจ้าค่ะ​ เขาว่าฝันร้ายมักจะกลายเป็นดี... " แมลงยักษ์​พูดปลอบขวัญอีกคนหวังให้ใจสงบลง​ แล้วเล่าเหตุการณ์​ที่ผ่านมาให้ฟัง
" น้องว่าเราไปเข้าเฝ้าพระอัยกากับพระอัยกีกันดีกว่าจะ" ว่าแล้วทั้งคู่จึงเดินทางไปยังตำหนักที่ตั้งมาแทนท้องพระโรงที่เสียไปเป็นการชั่วคราวในทันที
" เท่าที่ฟังตากลัวว่าจะเป็นลางน่ะสิ" ท้าวนวดลที่เป็นห่วงพระธิดาเริ่มจะไม่สบายใจเข้าให้แล้ว
"พระทัยเย็นก่อนนะเพคะ​ บางทีลูกของเราอาจจะไม่เป็นอันตรายถึงขั้นนั้นก็ได้เพคะ" พระมเหสีอมรินทร์​กล่าวปลอบขวัญอีกคนถึงตนจะหวั่นไม่แพ้กัน
"ถ้าอย่างนั้นก็ลองกลับไปยังรัตบุรีก่อนดีไหม จะได้รู้ว่าที่นั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่" เมธาวีเสนอความเห็น​ ไปดูเสียให้รู้จะได้ไม่ต้องกังวล​ หรือจะกังวลกว่าเดิมกันนะ
" เราก็อยากไปอยู่หรอก​ แล้วถ้าทางนี้พวกนั้นย้อนกลับมาอีกล่ะจะทำยังไง​ จะให้ปล่อยทิ้งไว้เหมือนบ้านเมืองเจ้าน่ะเหรอ​" น่าปวดหัวแล้วสิจะไปเมืองนั้นก็ห่วงเมืองนี้
" นี่เจ้า​ เราไม่ได้ทิ้งให้เป็นอันตรายนะ​ อย่างอัคนินน่ะไม่ยอมให้บ้านเมืองที่แย่งสิทธิ์​คนอื่นมาพังทลายง่ายๆหรอก"เขาพูดอย่างนั้นเธอก็เริ่มหงุดหงิด​ คนอุตส่าห์​หวังดีเสนอแนวคิดให้แท้ๆ
" เอาล่ะๆ​ พวกเจ้าไปเถอะ​ ทางนี้เราจะช่วยดูแลให้" อัญญานีที่เห็นท่าไม่ดีจึงได้บอกไป
" ดูแลยังไง" เขาที่อารมณ์​เริ่มจะไม่ดีถามขึ้นมา
" พระธิดาอัญญานีมีธำมรงค์​แก้วศุภรเพคะ"บัวแย้มช่วยพูดอีกแรง
"ใช่​ จินดาสอนเราทำสมาธิตอนนี้สามารถใช้แหวนได้ดั่งใจ​ หากมีอันตราย​เราจะใช้แหวนวงนี้ช่วยทุกคนเอง"เธอก็พูดตามนั้นเพราะน่าจะทำได้ดังใจจริงๆล่ะนะ
"อย่างนั้นก็น่าจะอันตรายพอตัวเหมือนกันถ้าจะช่วยคนครั้งละมากๆนะ"เมธาวีกล่าวเหมือนจะค้าน
" ไปดูเถอะหลานแล้วกลับมาหาตาใหม่ก็ได้​ ระหว่างนี้ก็อยู่ใต้ดินไปก่อน​ ยังไงชีวิตแม่เจ้าก็สำคัญที่สุดแล้ว​ ให้พระธิดาเมธาวีไปเป็นเพื่อนมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน" ท้าวนวดลตัดปัญหาเสียจะได้เดินทาง
"เราจะใช้แหวนนี้ไปส่งนะ​  ถึงเพลาแล้วจะไปรับ"เธอจับมือเมธาวีแล้วเมธาวีก็จับมือศนิวารอฐิษฐาน​ไปส่งยังตำหนักพระบุตรธิดาที่เมืองรัตนบุรีทันที​ อัญญานีจึงลากลับ​ ทั้งสองจึงแยกย้ายกันดูสถานการณ์​เพราะในวังตอนนี้ดูแปลกไปจากเดิม
......
"นั่นพระมเหสีสไบทอง​ รีบไปจับเร็วเข้า"ทหารที่ท้าวพีรเชษฐ์​ใช้ให้มานำตัวสไบทองกลับได้เจอคณะเดินทางหนีเข้าให้แล้ว​ เมื่อพากันหนีเหล่าทหารที่กันก็ดักไว้ก่อนพอจะยื้อเวลาให้พระนางหนีไปได้ไกลแต่ทว่าก็มีทหารนายหนึ่งหลุดมาได้​ ทุกคนจึงหาที่ซ่อน
"พระมเหสีเพคะ​ ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์​กับหม่อมฉันเถอะเพคะ"นางกำนัลขอเปลี่ยนเสื้อจนอีกคนสงสัยทำไมต้องมาเปลี่ยนตอนคับขันอย่างนี้ด้วย
"จะให้เปลี่ยนตอนนี้เลยเหรอ​ เจ้าคิดจะทำอะไรกัน" เธอทั้งถามทั้งยังต้องระวังทหารที่กำลังตามหาที่ซ่อน
"หม่อมฉันจะล่อทหารคนนั้นไปอีกทางเพคะ​ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการ​แน่เพคะ"ว่าแล้วจึงรีบเปลี่ยนชุดของกันและกันจึงแยกย้ายไป
"เราขอบใจเจ้ามากระวังตัวด้วย" สไบทองกล่าวก่อนจะไป
" เพคะ​ ขอแค่พระองค์ทรงรอดปลอดภัยหม่อมฉันก็สบายใจแล้วเพคะ" ว่าแล้วจึงแยกออกจากกันในทันที​ ทหารที่ตามมาพบก็วิ่งตามนางกำนัลตัวหลอกล่อทันทีแต่ดันวิ่งพลาดตกเข้ากับกับดักนายพรานจนถึงแก่ความตายใบหน้าที่เกิดบาดแผลก็ดูมิรู้ว่าเป็นใคร​ ทหารจึงอนุมานว่าสไบทองได้สิ้นพระชนม์​เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้พาร่างไร้วิญญาณกลับเมืองเป็นหลักฐาน
...
"ศนิวารกลับมาทำไมไม่บอกพ่อ​" ท้าวพีรเชษฐ์​ที่ออกมาจากด้านหลังได้ถามเขาด้วยสีหน้าจริงจังแต่สังเกตดูแววตาก็ว่างเปล่า
"เสด็จพ่อแล้วเสด็จแม่ล่ะพระเจ้าค่ะ" ถึงจะรู้สึกผิดปกติแต่ก็ยังอยากจะถามอยู่​ พระบิดาตบเข้าที่ใบหน้าลูกยาอย่างจังเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่เป็นที่พอใจเท่าใดนัก
"ช่างกล้าพูดถึงนางเพศยานั่นนะ​ เมื่อคืนนี้นางทำร้ายนรราชพระสหายเราแล้วหนีหายไป​ ตอนนี้เรากำลังรอให้นางกลับมาขอขมาอยู่" เขาพูดคำนี้ได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา​ นี่มันบ้าอะไรกัน​ ถึงจะสงสัยแต่ก็ไปดีกว่าจะได้ตามหาพระมารดาแต่ทว่ามือของพีรเชษฐ์​มาจับมือซ้ายศนิวารไว้สะบัดเท่าใดก็ไม่หลุดพ้นเมื่อหันกลับไปก็พบว่าร่างกายที่จับตนกลายเป็นหินหนักไม่ว่าจะเอาตัวออกอย่างไรก็ไม่เป็นผล
" ทำไมห้องนี้ถึงมีเศษกระจกแตกไปทั่วอย่างนี้นะ" เมธาวีที่แอบเข้ามาตำหนักของบดิศรที่เปิดไว้ด้วยความสะเพร่าของผู้ดูแลที่มัวแต่สนใจด้านนอกจนลืมปิดประตู​ เป็นช่องโหว่ในการเข้ามาของคนนอก
"เลือดนี่.. แสดงว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องไม่ดีแน่ๆ​ ต้องไปบอกศนิวารแล้ว" ว่าแล้วจึงแอบออกมาพบพวกนางกำนัลพูดกันเรื่องเหตุการณ์​เมื่อคืนได้ความจึงรีบไปหาศนิวาร  แต่ก็ได้เจอว่ามีคนท่าทางบาดเจ็บกำลังเดินทางไปยังท้องพระโรง​
"มันมาได้ยังไง​ บดิศรยังไม่จัดการมันอีกเหรอ" เขาพึมพำพลางรีบเร่งเดินทางโดยไม่สนใจร่างกายที่บาดเจ็บของตน​ ไม่รู้เลยว่ามีคนเฝ้าอ่านคำจากปากอยู่​ เมื่อเมธาวีรู้ดังนั้นจึงรีบตามไปทันที
" คฑาวุธศิศีระ" ศนิวารเรียกคฑามาตีหุ่นหินจนหินนั้นกลายเป็นน้ำแข็งเย็นเขาจึงตีอีกครั้งน้ำแข็งนั่นก็แตกไปพร้อมร่างหิน​ พอดีกับที่นรราชได้เดินทางมาถึง
"เจ้ารอดมาได้ยังไง!!" เสียงตวาดกร้าวจากชายวัยกลางคนที่ไม่คุ้นหน้ามาก่อนเลย
"เจ้าเป็นใครเกี่ยวข้องอะไรกับบดิศร"เขาถามจากคำเกรี้ยวของฝ่ายตรงข้ามที่เหมือนกับรู้เรื่องการต่อสู้กับบดิศร
"ไม่สำคั​ญ​ สำคัญว่าวันนี้เจ้าต้องตาย" ว่าแล้วเขาก็ใช้ลูกศิษย์​มาใช้มนต์ทำโซ่ล่ามขาศนิวารไว้​ เมธาวีก็เข้าถีบลูกศิษย์​เจ้าปุโรหิตจากด้านหลังแล้วทำการต่อสู้กันกับศิษย์​ทั้งสามคนนั้นทันที​ นรราชคนใจโฉดเข้ามาเงื้อมือที่ถือดาบจะฟันศนิวารที่กำลังสนใจเหตุการณ์​ที่ผู้หญิงมาช่วยทั้งที่ตนช่วยเหลือตนเองได้แท้ๆแต่อีกคนน่ะไหวตัวทันจึงใช้คฑาวุธ​ตีตอกกลับจนร่างของเขากลายเป็นน้ำแข็ง​ ฝ่ายลูกศิษย์​เห็นท่าไม่ดีจึงใช้มนต์ดึงขาของศนิวารให้ตัวห้อยหัวไม่สามารถตีคนที่ตัวแข็งเป็นน้ำแข็ง​ได้ในรอบที่สอง​ เมธาวีจึงปล่อยลำแสงประกายม่วงจากสังวาลย์ทำให้ดวงตาของศิษย์ทั้งสามของปุโรหิตในร่างราชาบอดแสบทรมานแล้วโซ่ที่ตรึงขาของศนิวารก็หลุดได้จากการที่เขาใช้กำลังยกตัวขึ้นมาตีโซ่ให้แตกจากนั้นจึงมุ่งเข้าตีน้ำแข็งร่างนรราชแตกกระจายทันที
"แม่เจ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย..." เมธาวีเข้ามาเล่าเหตุการณ์​คืนวานให้ฟัง​ ทั้งสองไม่รอช้ารีบไปยังป่าที่คาดว่าสไบทองจะเดินทางโดยทันที
...
"ขุนท้าว​ ขุนท้าวเป็นอะไร" สไบทองเข้าดูอาการหญิงชราอีกคนที่ล้มเป็นลมแต่ว่าดูท่าเหมือนจะขาดใจ
"หม่อมฉัน​ไม่ไหวแล้วเพคะพระมเหสี"อาการมิสู้ดีแล้ว
" ไม่ได้นะขุนท้าว​ ตอนนี้เราเหลือขุนท้าวคนเดียวแล้ว​ อย่าจากเราไปเลยนะ" เธอน้ำตาร่วงรินด้วยความผูกพัน​ที่มีต่อหญิงคนสนิท
" คนเรามีเกิดแก่เจ็บตายเพคะ​ แต่หม่อมฉันยังมีห่วง​พระมเหสีต้องทรงสัญญากับหม่อมฉันว่าจะอยู่รอดต่อไป​ เถอะนะเพคะ"อาการหนักขึ้นเรื่อยเปลือกตากำลังจะปิดลง
"ได้ได้  เราสัญญาอย่าได้ห่วงเราเลยนะขุนท้าว"สิ้นคำกล่าวขุนท้าวก็สิ้นด้วยความล้าที่วิ่งหนีมาทั้งคืนทั้งวัน​ สไบทองจัดการฝังศพให้อย่างเรียบร้อยแต่ใจอาลัยนักจึงยังสะอื้นไห้อยู่จนไม่รู้ว่ามีคนกำลังมาจ้องมองอยู่
...
" นี่มันเรื่องอะไรกัน!!" แม่มดเกลียวทองที่เพิ่งมาถึงเมืองได้ถามขึ้นมาเมื่อพบแต่ศิษย์​ทั้งสามของนรราชแต่ไม่พบตัวเขา
"ช่วยพวกข้าด้วยเถอะ​ อาจารย์​ข้าน่าจะตายแล้ว​ โอย" ศิษย์​คนนึงก็ตอบขึ้นมา
"ตาย​ ตายได้ยังไง" ว่าแล้วตนจึงจับศิษย์​คนนั้นมา
"คนที่ใส่เกราะกับสังวาลย์​มันมาที่นี่" เขาพูดแค่นั้นความโมโหของนางแม่มดก็ทะลุจุดเดือดจุดเผาศิษย์​ทั้งสามของสิระอดีตปุโรหิตให้ตายทั้งเป็น​ แล้วจึงถามกับคนในวัง​ ถ้าไม่ตอบตามที่รู้จะมีจุดจบไม่ต่างกัน​ ทั้งหมดจึงพากันเล่าตั้งแต่กษัตริย์​นรราชมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
" ตายเพราะตัณาก็สมควรแล้ว​ ดีล่ะเราจะใช้งานเจ้าพีรเชษฐ์​เพื่อให้ได้เมืองนี้มาครองอย่างถาวร" หลังจากที่ฟังคำเล่าคนในวังก็เข้ามาหาพระราชาตามลำพังเมื่อคิดได้จึงใช้มนตราของตนเข้าควบคุมทันทีโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้รู้สึกตัว​ ครานี้แววตาดูเป็นธรรมชาติกว่าที่เจ้านรราชควบคุมไว้เสียอีก ทหารที่ได้รับคำสั่งให้ตามล่าสไบทองกลับมาพร้อมร่างอันไร้วิญญาณที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระมเหสีเข้าเฝ้าพระราชาเล่าเหตุการณ์​ เกลียวทองที่แอบฟังอยู่ก็รับรู้ว่าฝั่งนั้นก็สูญเสีย​ จึงหายตัวไปยังหอชิดดาราเพื่อแจ้งข่าวให้บดิศรรับรู้
...
" ใคร​ ใครน่ะ.. "สไบทองเมื่อรู้ตัวว่ามาคนแอบมองจึงได้ถามพลางถือมีดเตรียมป้องกันตัว
"เสด็จแม่​ ลูกเองพระเจ้าค่ะ" ศนิวารปรากฏ​ตัวพร้อมกับเมธาวีมาหาทำให้ดวงใจแม่ชื้นขึ้นมาบ้าง
"ศนิวารลูก​ แม่คิดว่าจะไม่ได้มีโอกาสเจอลูกอีกแล้ว" น้ำตาพรั่งพรูออกมาด้วยเศร้าที่ต้องกลายเป็นแบบนี้ระคนดีใจที่ได้พบลูกอีก
"แล้วนี่​ เมธาวีเองหรือ" เธอถามเพราะจำสังวาลย์​เส้นนี้ได้
" เพคะ​หม่อมฉันเอง" เธอไหว้มารดาสหายเพื่อทำความนอบน้อม
"อยู่ที่นี่กันนี่เอง​.. นี่คือพระมารดาหรือเพคะ​ อัญญานีขอนอบน้อมเพคะ" อัญญานีที่มารับตามเวลาโดยตามมาจากของใช้ของเมธาวีไหว้ด้วยคน
"ลูกว่าเรากลับเมืองทิศพลกันก่อนเถอะพระเจ้าค่ะ"  ว่าแล้วทุกคนจึงเดินทางกันกลับบ้านเมือง
" สไบทอง​ เป็นอย่างไรบ้างลูก​ เจ้าเจ็บมากหรือเปล่า​ ดูท่าไม่ดีเลย"พระมเหสีอมรินทร์​เข้ามากอดถามทันทีที่กลับ​ ดวงใจหนึ่งเดียวตอนนี้ดูโทรมมากกว่าตอนที่เดินป่ามาคราวที่โดนไล่เสียอีก
" หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ​ แต่เสด็จพี่เปลี่ยนไปเหลือเกินเพคะ..." แล้วตนก็เล่าเหตุการณ์​ให้ฟังตั้งแต่ที่นรราชเข้ามาความสัมพันธ์​ก็เริ่มจะแปรเปลี่ยนอย่างน่าตกใจ
"พีรเชษฐ์​ เราอุตส่าห์​ให้โอกาสกลับมาดูแลลูกเรา​ แต่กลับกลอกแบบนี้เห็นทีจะต้องตัดขาดถึงที่สุดแล้ว​ เจ้าอย่าได้ไปยุ่งกับรัตนบุรีอีกเลยนะลูก"ท้าวนวดลฟังความก็ไม่พอใจอย่างแรง
"แต่หลานว่ามันแปลกไปพระเจ้าค่ะ​ ลูกรู้สึกเหมือนเสด็จพ่อจะถูกควบคุม" ศนิวารทำท่าจะค้านด้วยเหตุการณ์​ที่ตนเจอแต่ถูกดักไว้ก่อน
" ไม่ต้องแก้ต่างให้พ่อ.. ให้เจ้าราชาคนนั้นอีก​ เขาไม่ให้เกียรติ​แก่แม่หลาน​ แม้แต่ตัวหลานเอง​ วันนี้พอแค่นี้พาสไบทองไปพักก่อน" ว่าแล้วมเหสีอมรินทร์​จึงขออาสาพาไปดูแลปลอบขวัญตามประสาแม่ลูก  ให้หลานพักผ่อนร่างกายก่อนจึงค่อยมาเยี่ยม
" พระธิดาได้รับบาดเจ็บหรือเพคะ" บัวแย้มสังเกตเห็นแผลอันเกิดจากการลอบกัดที่มือของเมธาวี​ แล้วจับมือมาดูด้วยเป็นห่วง
" แค่นี้เองน่าอย่าใส่ใจเลย" เมธาวีกล่าวเพราะไม่อยากให้บัวกลุ้มใจ
"มานี่​ เป็นแผลลึกแล้วยังบอกแค่นี้อีก" ศนิวารแย่งมือมาจากบัวแล้วพานั่งใช้สมุนไพรที่เก็บไว้ในน้ำเต้าออกทำแผลให้​
"ขอบใจมากนะ​ ยังพกน้ำเต้านี่อยู่อีกเหรอ"  เธอมองเห็นน้ำเต้าอมฤตยังอยู่แต่ไม่เห็นนำมาใช้เลยถามไป
"ยังอยู่​ เอาไว้ใช้เก็บสมุนไพรไปพลางๆก่อนไว้เกิดเรื่องเกินจะเยียวยาค่อยใช้น้ำเต้า" เขาพูดไปก็ทำแผลไป
"เข้าใจแล้ว​ เจ้าก็ทำแผลเก่งดีนะ.. ทำอะไรน่ะ" กำลังชมดีๆก็ต้องชักมือออกด้วยตกใจเล็กน้อยเพราะอีกคนทำแผลเสร็จก็เป่าที่แผล
" ก็เป่าให้หายเร็วๆน่ะสิ​"เขาตอบให้เธอแล้วส่ายหัว อัญญานีที่มองอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้​ นั่นเหมือนจำมาจากแม่ที่เป่าแผลลูกเบาๆเพื่อให้รู้สึกว่าหายอย่างนั้นล่ะดูน่ารักดีเหมือนกัน​ บัวแย้มที่มองก็ยิ้มด้วยเหตุผล​เดียวกัน
"พวกเจ้ายิ้มอะไรกันน่ะ" เมธาวีที่ยังงงจากการกระทำเมื่อครู่ทั้งๆที่ไม่ได้เป่ามนต์​แท้ๆจะหายได้ไง​หันมาเห็นคนสองคนยิ้มก็อดถามไม่ได้
"ก็คิดว่าเราน่าจะทำอะไรให้สงบใจดีไง​ มาเล่นหมากรุกกันดีกว่า​ จะได้ช่วยกันคิดวางแผน" อัญญานีเบี่ยงประเด็นถึงแม้จะเก็บอาการไม่อยู่ก็เถอะ​ แต่แปลกที่สองคนที่ทำแผลนี้ไม่รู้ก็ตกลงเอออลงเล่นหมากรุกด้วยกัน​ แล้วก็ชวนบัวมาร่วมด้วยจะได้สอนเล่น
....
"เสด็จตาสิ้นเพราะมันงั้นเหรอ​ หลานจะไปฆ่ามัน" บดิศรฟังคำเล่าของนางแม่มดก็จะลุกพรวดพราด​ไปแต่แม่มดเกลียวทองก็ห้ามไว้
"อย่าเพิ่งไปเลย​ เจ้ายังไม่หายดี ฝั่งนั้นก็คงเสียใจไม่ต่างกันเพราะแม่พวกมันน่ะตายแล้ว" แม่มดก็เล่าเท่าที่รู้แต่คาดไม่ถึงน่ะสิ
"แล้วที่ว่าพวกสังวาลย์​มณีก็มาด้วยงั้นเหรอ"อัคนินได้จังหวะก็ถาม
"ใช่​ พวกนั้นมีคนว่ามันก็บาดเจ็บอยู่ไม่ต้องกังวลไป" เธอพูดอย่างนั้นอัคนินก็พอใจ
" บดิศร​ อาจะไปรับแม่ของหลานกลับรัตนบุรีก่อนนะ​ ไว้แล้วพวกเราค่อยมาร่วมมือกำจัดพวกนั้นวันสุริยะคราสนี้กัน" ว่าแล้วนางแม่มดก็ไปยังศาศวัตบุรีทันที
" เจ้าจะยังไม่บอกเรื่องคฑาวุธ​ให้สองคนนั้นรู้เหรอ"ธานินทร์​ถามขึ้นมาขณะแอบมองอยู่กับปัจจา
"ไว้วันหลังเถอะ​ ถ้า​บอกวันนี้บดิศรได้ทวงชีวิตตาของเขาที่พวกเราไม่ได้ช่วยจนวุ่นวายอีกหรอก" ว่าแล้วก็จากไป​ จริงๆ​สองคนนี้ก็เฝ้าดูเหตุการณ์​การต่อสู้เพื่อเก็บข้อมูลมาวางแผนการสู้ในวันที่ทั้งหมดจะแยกร่างจากกันโดยไม่คิดจะช่วยชีวิตเฒ่าหัวงูให้เหนื่อยป่าว
...
" ไม่ค่อยจะมีสมาธิเลยนะ​ ยังกังวลใจเรื่องท้าวพีรเชษฐ์​อยู่เหรอ" เมธาวีถามเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ค่อยสบายใจและจะสนใจเท่าไหร่นักกับการเล่นหมากรุกนี่
" ใช่​  เท่าที่ฟังมาบางทีอาจจะไม่ใช่เสด็จพ่อเองก็ได้ที่ทำแบบนี้่​  ถ้าทำจริงก็น่าจะถูกควบคุมไว้" ศนิวารว่าตามที่รู้และคิดเองด้วยส่วนหนึ่ง
" เราได้ยินคนนินทาว่า​ในวันส่งตัวเข้าหอเมื่อคืนนี้น่ะ​ มีเสียงการต่อสู้กันของพระมเหสีสไบทองกับนรราช​ เขาว่าเป็นตำหนักของบดิศร​ เราเข้าไปในนั้นก็เจอกระจกแตกทั่วห้องบรรทมนั้น​ บางทีิอาจจะมีบางอย่างที่พระมารดาของเจ้ายังไม่ได้เล่า​ให้ครบก็เป็นได้นะ" เธอกล่าวข้อมูลที่หามาได้แล้วก็ลองคิดดู
"ทำไมถึงเสด็จแม่เราจะเล่าเรื่องได้ไม่ครบล่ะ​" แม่เขาก็เล่าเหตุการณ์​ว่าสู้แล้วหนีมาด้วยหนิไม่เห็นจะมีอะไรตกหล่นเลย
"บางทีอาจเป็นเพราะพระนางยังพระขวัญเสียอยู่จึงเล่ามิครบก็เป็นได้​" อัญญานีกล่าวเพราะรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรมากกว่านี้
"เราจะไปถามเสด็จแม่" ศนิวารลุกขึ้นจะไปแต่ก็ถูกห้ามไว้
" บัวว่ารอก่อนเถอะนะเพคะ​ ตอนนี้พระทัยของพระมเหสียังไม่ค่อยสู้ดีนัก​ ถ้าไปถามจะเป็นการตอกย้ำมากกว่า"  บัวแย้มที่เห็นก็ปรามไว้ก่อน
" พรุ่งนี้​ไว้ให้สุริยะถามให้ก็ยังได้​ แต่ว่าเรื่องนี้อย่าเพิ่งให้ถึงพระเนตร​พระกรรณ​ขององค์​เหนือหัวนวดลจะดีกว่า​ ไม่เช่นนั้นจะสร้างความไม่พอพระทัยให้ได้" เมธาวีเสนอมา  เขาจึงยอมรับข้อนี้แล้วจึงปลีกตัวไปทำจิตใจให้สงบก่อนดีกว่า
......
"ท.. ท่านพ่อสิ้นแล้วหรือจ๊ะน้องเกลียวทอง"วิมาลานามใหม่มารดาของบดิศรถามขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แสนจะตกใจที่ได้ยินข่าวความตายของบิดา
" ใช่​ น้องก็จนปัญญา​ที่จะช่วยเพราะไม่เหลือแม้แต่สังขารเลยจะ" แม่มดทำสลดไปอย่างนั้นแต่ในใจก็หมดภาระไปหนึ่ง
"ท่านพ่อ.. มิน่าเลย" เธอเริ่มจะทำท่าสะอื้นไห้​ ใจของเกลียวทองก็ไม่ชอบคนร้องไห้จึงได้พูดต่อ
"อย่าให้เสียที่ท่านพ่อพี่วิมาลาทำเลยนะ​ ไปกับน้องไปอยู่ที่รัตนบุรีกันดีกว่า"ถือโอกาสนี้ชวนทันทีจะได้ไม่เสียเวลา
" พวกเราสามารถ​ยึดเมืองนี้ได้แล้วเหรอจ๊ะ" ถึงจะยังเสียใจที่พ่อสิ้นแต่ได้ยินข่าวนี้ก็อุ่นใจที่จะได้ที่อยู่อันถาวรนี้ก่อนที่อายุเมืองศาศวัตจะสิ้นไป
" ใช่จะ​ เกลียวทองว่าพวกเราไปกันเลยดีกว่า"ว่าแล้วก็ไม่รอช้าเธอจึงคว้ามือของวิมาลาไปยังรัตนบุรีทันที





ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #50 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2020, 06:31:48 PM »

ในวัันต่อมาที่เมืองทิศพล​ สุริยะที่รู้เรื่องจากบันทึกของศนิวารจึงขอเข้าเฝ้าพระมารดาเพื่อหาบางอย่างที่อาจจะตกหล่นไป​ถึงแต่ใจจะไม่อยากทำร้ายทางอ้อมโดยการรื้อฟื้นถึงเหตุการณ์​ไม่น่าจดจำเช่นนี้
"เมื่อวานแม่ตกหล่นไปจริงๆเรื่องนั้น" สไบทองที่สามารถทำจิตใจให้เข้มแข็งขึ้นได้แล้วนั้น​ เมื่อได้ฟังคำถามถึงเรื่องราวเมื่อคืนนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้บอกส่วนสำคัญที่สุดไปเพราะความโศกเศร้า
"แล้วส่วนนั้นคืออะไรกันหรือพระเจ้าค่ะ" สุริยะได้ถามต่อในขณะที่แม่นั้นกำลังคิดว่านี่น่าจะเป็นความจริง
" ราชานรราชคืออดีตปุโรหิตสิระ​ แม่เห็นเงาสะท้อนในกระจกตอนที่เป็นคืนส่งตัว" เธอเล่าให้ลูกฟังทีแรกก็ไม่แน่ใจ​ แต่คิดดูดีๆมันก็ใช่จริงๆเธอจึงได้พูดออกมาอย่างมั่นใจ
" แสดงว่าพวกเขาคงจะมีแผนเกี่ยวกับเมืองรัตนบุรีแน่เลยพระเจ้าค่ะ" เขาตอบผู้เป็นแม่หลังจากที่ได้ยินเพราะทางนี้ก็ถูกบดิศรตามจัดการเหมือนกัน
" นี่ล่ะคงจะจองล้างจองผลาญกันไม่เลิ​ก​ ยังไงลูกก็ต้องระวังตัวให้มากที่สุดนะ​ ถึงแม่จะอยากให้สู้ตอบโต้กับพวกเขาขนาดไหน​ แม่ก็ไม่อยากให้ลูกไปฆ่าใครจนเป็นบาปติดตัว" การที่ลูกและตนถูกทำร้ายนั้นก็อยากจะให้สู้กลับบ้างเพราะเก้าปีที่เคยผ่านตอนนั้นยิ่งไม่ตอบโต้ยิ่งถูกร้ายรุนแรงขึ้นทุกวันโดยส่วนใหญ่นี่จะเป็นทางใจ​ ใครไม่โดนก็มิรู้หรอก​ แต่ก็ตามที่พูดคนเป็นแม่ก็ไม่อยากให้ลูกเฆ่นฆ่าใครถึงแก่ชีวิตเช่นกัน
" พระเจ้าค่ะ.. เรื่องเสด็จพ่อเท่าที่ลูกทราบมาจากบันทึกของศนิวารนั้น​ ลูกจะไปตามสืบเรื่องที่ทรงถูกควบคุมเองพระเจ้าค่ะ" สุริยะรับปากเรื่องนั้นก็จริงแต่ศนิวารก็สังหารนรราชไปก่อนเสียแล้วไม่ทูลให้ทราบเห็นจะดีกว่า​ แล้วเมื่อนึกถึงพระบิดาก็จึงได้ทูลไป
"การที่มีปุโรหิตสิระในนั้นก็พอจะยืนยันได้ว่าเขาใช้​ไสยเวท​ควบคุมพระบิดาของลูก เมื่อลูกจะไปแม่ก็ไม่ห้ามแต่ว่าลูกต้องระวังตัวให้มาก​ ส่วนพระอัยกาของลูกแม่จะไปทูลเรื่องนี้เองเพราะพระองค์​จะไม่ยินยอมง่ายๆ" สไบทองกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับพระบิดาของตนที่โกรธและชิงชังในราชบุตรเขยผู้นี้จนไม่อยากฟังอะไรเกี่ยวกับเขาเท่าใดนัก​ สุริยะจึงทูลลาเพื่อจะไปยังรัตนบุรีต่อไป
.....​
" เราขอแต่งตั้งให้วิมาลาขึ้นเป็นพระมเหสีของเราแต่เพียงผู้เดียว​และขอแต่งตั้งให้เสาวภาเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์​ ส่วนอดีตโอรสธิดาของอดีตพระมเหสีสไบทองคาดโทษไว้​ หากมีใครพบเจอลักลอบมายังรัตนบุรีให้สังหารในทันที​ หากมีใครคัดค้านคำกล่าวข้างต้นและร่วมมือเป็นสมัครพรรคพวกกับพวกนั้น​ ไม่ใช่แค่ตัวเจ้าที่จะศีรษะ​ขาดแต่รวมคนในตระกูลถึงเจ็ดชั่วโคตร​ด้วย" เสียงประกาศก้องในท้องพระโรงของท้าวพีรเชษฐ์​ที่ถูกควบคุมอีกครั้ง​ เมื่อไม่นานมานี้ก็ทำเรื่องมากพออยู่แล้ว​ ครานี้จะสั่งตัดหัวคนไม่ทำตามกันอีกมันก็น่าฉงนและค้านสายตาอยู่​ แต่คนในท้องพระโรงก็ต้องยอมรับคำประกาศจากองค์เหนือหัว​ ไม่เช่นนั้นชีวิตจะหาไม่​ สร้างความพอใจให้เกลียวทองที่ตอนนี้เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนชื่อเป็นเสาวภาที่คอยควบคุมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล​ โชคชะต​าคราวนี้ดูจะเข้าข้างทำอะไรก็ง่ายไปเสียหมด
.....​
ั"ถ้าข้าไม่ทำแบบนี้ลูกก็จะไม่มีความสุขสินะ" ผกากรองในร่างของธริษตรีราชาพึมพำกับตัวเองขณะที่เดินสำรวจตำหนักของตน​ นางใช้มือผลักเชิงเทียนลงเผยให้เห็นห้องลับซ่อนอยู่​ แล้วจึงได้ตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องนั้นพบว่าเป็นร่างของนางนั่นเอง
"จะให้ทำใจมันก็อยากอยู่หรอก​ แต่แม่จะรอความสำเร็จของเจ้านะอัคนิน" เธอเข้าไปลูบใบหน้าของสังขารที่เธอสละมาอย่างนึกเสียดายแต่ก็ต้องอดทนเพื่อลูก​  ร่างกายนี้เดิมทีเข้าใจว่าได้ทำพิธีเผาไปแล้ว​ แต่เปล่าเลยร่างนี้ยังอยู่ที่นี่​ ถึงแม้จะกลับเข้าร่างเดิมไม่ได้อีกแล้วแต่ตนก็อยากจะเก็บไว้เพราะเพศสภาพที่อยู่ไม่ใช่สตรีจึงได้อาลัยร่างเก่า​ ส่วนร่างที่ทำพิธีศพนั่นน่ะหรือ​ ก็แค่หาฆ่าคนมาสับเปลี่ยนก็เท่านั้นเอง
......
"พระโอรสสุริยะเพคะ!!" จั๊กแหล่นมากระโดดดักหน้าสุริยะที่กำลังจะไปหาพวกสหายเพื่อแจ้งว่าตนจะออกเดินทาง
"ใครกันน่ะ" ให้ตายเถอะศนิวารไม่ได้บันทึกจั๊กแหล่นให้รู้จักเพราะตนไปช่วยพระมารดาไม่มีเวลาให้อีกฝ่ายเกี้ยวนี่นา
" จั๊กแหล่นเพคะ​ ได้รู้มาว่าวันนี้เป็นพระโอรสเลยจะขอมาชมโฉม​ ถูกใจจั๊กจริงๆ​เพคะ" พูดไปตนก็บิดม้วนขวยเขินนัก​
" เป็นหญิงก็อย่าแสดงท่าทางให้มากเกินงามเลยน่าจั๊กแหล่น" กลุ่มสหายได้เดินทางเข้ามาหาพอดี​ เสียงร้องห้ามเป็นเชิงหยอกมาจากผู้หญิงที่ใส่สังวาลย์​
"จั๊กก็แค่มาทำความรู้จักกับพระโอรสเท่านั้นเองเพคะ" แก้ตัวได้อย่างนั้นมันก็ชัดแจ้งเห็นๆอยู่ไม่ใช่เหรอท่าทีนั้นน่ะ
"รู้จักหรือกะจะเก็บไว้สะสมกันล่ะนางจั๊กแหล่น"สุดหล่อที่ตามมาดูสิ่งวิเศษประจำวันให้สบายใจเห็นท่าทีเสือสาวก็อดว่าไม่ได้
"หนอยไอ้ตุ้บเท่ง" กำลังจะทะเลาะกันอยู่แล้วเชียวถ้าไม่มีเสียงเรียกชื่อเสียก่อน
"ท่านคงจะเป็นอัญญานีที่เราได้ยินจริงๆ.. แสงสุรีย์​ไม่ได้เจอกันนานสบายดีใช่ไหม" สุริยะทักทายทั้งสองคนพลางยิ้มด้วยความยินดีที่ได้พบเจอ
"เราเอง​ เราต้องขอบใจท่านมากที่ช่วยเราในป่า" อัญญาณียิ้มตอบรับ​ เธอไม่เคยลืมคนมีน้ำใจคนนี้​ วันนี้ก็เวียนมาพบกันอีกแล้วนะ
"ก็ไม่เชิงว่าสบายดีนักหรอก​ แต่การได้พบกับสหายมากมายเช่นนี้ก็ดีต่อใจเรานะ" แสงสุรีย์​ตอบ​ จะว่าดีก็ไม่ใช่ซะทีเดียวหรอก​ ถูกหมายหัวจากพระบิดาซะขนาดนั้น
" เราขอความช่วยเหลือจากท่านใช้ธำรงค์​แก้วศุภรนำพาเราไปยังรัตนบุรีได้หรือไม่" เขาไม่รอช้าเปิดประเด็นต่อทันทีเพราะอยากไปดูพระอาการของพระบิดาเต็มทน
" คราวนี้คงจะไปช่วยท้าวพีรเชษฐ์​สินะ​ ได้​ เราจะช่วยท่านเอง" เธอพูดอย่างรู้ด้วย​สถานการณ์​ที่ผ่านมาก็จูงใจอยู่มิน้อย
" เราขอช่วยด้วยคน​ เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากลล่ะก็จะได้ช่วยกันระวัง"ผู้สวมสังวาลย์​วิเศษก็เสนอเข้าช่วยด้วยเช่นกัน
"อะไรน่ะ​ เมื่อวานก็พากันไปวันนี้ก็ไปอีกแล้ว​ นี่กะจะไม่พักสิ่งวิเศษพวกนี้บ้างหรือยังไงกันน่ะห๊ะ" เจ้าสิงโตถึงกับไม่สบอารมณ์​เมื่อรู้ว่าของวิเศษจะไปพบอันตรายอีก 
" เจ้ามันก็ชอบขัดชอบขวางอยู่ได้นะไอ้ตุ้บเท่ง"จั๊กแหล่นได้ทีก็ว่าบ้าง​ ช่างน่าหมั่นไส้อะไรถึงปานนี้
" สุดหล่อตะหาก"เขาเถียงเรื่องชื่อเสียงเรียงนามอยู่​ ทีเผลอแบบนี้ทั้งสามก็ไปยังรัตนบุรีในทันที
.....​
"หนูบัวไม่เห็นจะต้องมาช่วยพวกฉันเก็บดอกไม้ไปถวายพระมเหสีกับพระธิดาเลยนี่  น่าจะอยู่สบายเฉยๆดีกว่านะ"นางกำนัลที่กำลังเก็บดอกไม้ไปถวายพระนางทั้งสองเพื่อร้อยพวงมาลัย​บอกกับบัวที่ช่วยคัดช่วยเก็บดอกไม้อย่างขยันขันแข็ง
"บัวไม่อยากอยู่เฉยๆจะ​ แล้วงานเลือกดอกไม้แค่นี้เองไม่เห็นจะลำบากอะไรเลยนี่จ๊ะ" บัวแย้มก็ช่วยต่อไปด้วยความเต็มใจ
" เก็บเสร็จหรือยังดอกไม้น่ะ​ รีบไปถวายพระมเหสีอมรินทร์​กับพระธิดาสไบทองได้แล้ว" ขุนท้าวที่มีอายุมากพอสมควรมาตามเหล่านางกำนัลด้วยท่าทีที่ดุดันที่เก็บไม่ทันใจ​ นางกำนัลจึงขอแยกทางไปก่อน
" วันนี้เลือกดอกไม้ได้ดีกว่าครั้งก่อนๆมากนะ​ ยังดูสดใสเหมือนไม่ได้เด็ดออกจากต้นเลย" มเหสีอมรินทร์​กล่าวชมอย่างพึงพอใจ
" วันนี้มีหญิงติดตามพระธิดาอัญญานีแห่งโกสุมพิสัยที่ชื่อบัวแย้มมาช่วยพวกนางเลือกเก็บเพคะ" ขุนท้าวคนนี้ถึงจะดูมาดครึมไปบ้างแต่สายตาก็มองเห็นความสามารถคนมิปล่อยโอกาสที่จะทูลให้ทรงทราบ
" เช่นนั้นฝีมือการร้อยพวงมาลัยคงจะดีและระเอียดไม่แพ้การเลือกเก็บเท่าใดเช่นกัน"สไบทองพูดอย่างเอ็นดูเพราะพอจะรู้เรื่องบัวมาบ้าง
" ขุนท้าวไปพาบัวแย้มมาร้อยมาลัยกับพวกเราเถอะ​ ดูท่าแล้วนางคงจะว่างจากการดูแลอยู่ก็เป็นได้" พระมเหสีรู้ใจของธิดาตนจึงออกโอษฐ์​ให้พามาร่วมร้อยพวงมาลัยอีกคน
.....​
ขณะนี้ทั้งสามคนได้มาถึงรัตนบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว​ แต่ดูท่าทีคนในวังจะกังวลกันเป็นพิเศษ​ บังเอิญอะไรกันหนาที่อำมาตย์เรืองรองกำลังเดินทางกลับเรือนผ่านมาตรงนี้พอดี​ เขารู้สึกถึงความผิดปกติที่มีคนแอบมองอยู่จึงได้ให้คนของตนล่วงหน้าไปก่อนส่วนตนจะจัดการเอง​ เขาคว้าดาบมาจะป้องกันตัวโดยการฟาดฟันแต่ถูกยั้งไว้ก่อน
"ท่านอำมาตย์​เราเอง" สุริยะกล่าวพร้อมพามายังที่ลับตาคน
"พระโอรสกลับมาทำไมพระเจ้าค่ะ​ ตอนนี้สถานการณ์​ไม่ดีทรงกลับมาเช่นนี้จะเป็นอันตรายนะพระเจ้าค่ะ"
อำมาตย์​แทนที่จะดีใจที่ได้พบกลับหนักใจมากเป็นพิเศษ
"ทำไมถึงถามเราเช่นนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่" เขาสงสัยในทีอีกคนจึงได้รีบถามก่อนจะนานไปกว่านี้
"องค์​เหนือ​หัวมีพระบัญชาให้สังหารพระโอรสพระธิดาที่มายังรัตนบุรีทันทีที่มีคนพบ​ หากไม่ทำตามจะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรพระเจ้าค่ะ" เขาทูลตามที่ทราบประกาศจากพระโอษฐ์​โดยตรงนั่นทำให้สุริยะสับสนเป็นอย่างมาก
" แล้วนอกจากนี้ยังมีพระบัญชาอะไรอีกรึเปล่า" อัญญานีถามต่อเพราะอีกคนดูท่าจะสับสนเกินจะถามต่อได้
" ไม่มีพระเจ้าค่ะพระสหาย​ เพียงแต่ว่าวันนี้มีการแต่งตั้งพระมเหสีพระองค์​ใหม่ชื่อวิมาลากับเสาวภาเป็นที่ปรึกษาหญิง" เขาดูท่าทีของเธอก็ไม่น่าใช่ข้ารับใช้ก็ต้องเป็นเพื่อนกับพระโอรสนั่นล่ะ
" ทำไมเร็วนักล่ะ​ จนถึงเมื่อวานนี้ก็เกิดแต่เรื่องวุ่นวายไม่ใช่เหรอ" แสงสุรีย์ตกใจที่ได้ยินเช่นนี้เมื่อวานนี้เมธาวีมายังสู้กับนรราชอยู่เลยทำไมวันนี้เข้าสู่ปกติเร็วนักล่ะ
" เพราะว่าพระมเหสีสไบทองสิ้นพระชนม์​แล้วพระเจ้าค่ะ" อำมาตย์กลั้นใจตอบเพราะกลัวว่าพระโอรสจะฟูมฟายไป
" เราเชื่อใจท่านได้แค่ไหน"สุริยะถามดังนั้นอำมาตย์จึงตอบรับ​ เขาจึงให้อำมาตย์เรืองรองกลับไปก่อนหากมีเรื่องให้ช่วยจะบอกเอง
...
"หายดีแล้วหรือถึงมาเดินเล่นตามระเบียงแบบนี้น่ะ"บดิศรกำลังถามอัคนินที่ดูว่าอาการไม่น่าจะดีไปกว่าตนจะมีแรงมีรับลมที่ระเบียงได้
"มี​ มีพอจะจัดการกับเจ้านั่นล่ะ" ดูท่าเขาจะไม่สบอารมณ์​เท่าใดนัก
"ใจเย็นสิ​ ถามแค่นี้ถึงกับโกรธกันอย่างกับฟืนไฟ" บดิศรพยายามใจเย็นคุยด้วย
" นี่เจ้าคิดว่าพวกนั้นหายไปจากโลกนี้จะดีกว่าไหม" อัคนินถามอย่างนี้กะจะฆ่าให้ตายเลยล่ะสิศัตรูน่ะ
"ก็ดี​และก็ไม่" อยู่ดีๆทำไมพูดอย่างนี้ล่ะตัวเองก็จะฆ่าเขามิใช่หรอกหรือ
"ยังไง" เขาฉงนทำไมถึงบอกว่าไม่
"มันก็หมดคนมาทำให้ฝีมือพัฒนาให้เพิ่มขึ้นน่ะสิ" มันก็จริงอย่างที่ว่า
"ไม่เห็นจะต้องพัฒนาเลย​ อย่างไรซะถ้ากำจัดพวกนั้นได้ก็เท่ากับว่าฝีมือน่ะไม่มีใครเทียบได้" เขาก็พูดจริงอีกนั่นล่ะ
"แสดงว่าเจ้าไม่ชอบพัฒนา​ตัวเองน่ะสิ" บดิศรเหน็บไปทีแต่นั่นกลับทำให้อัคนินไม่พอใจอย่างมากเข้าเสียแล้ว
......
" เสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ" สุริยะที่ซุ่มมองรอให้องค์เหนือหัวอยู่ตามลำพังได้ปรากฏตัว​ต่อพระพักตร์​ทันที
" เจ้ากล้าดียังไงถึงลอบมายังตำหนักของข้า​ ดีเลยวันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า" เขาไม่รอช้าคว้าดาบไล่ฟันทันที
"ช้าก่อนพระเจ้าค่ะ​ เหตุใดเสด็จพ่อถึงได้แต่งตั้งคนที่วิมาลาเป็นพระมเหสีล่ะพระเจ้าค่ะ" ถึงจะถามอยู่แต่ก็ต้องคอยหลบหลีกอาวุธให้พ้นกาย
"นางไม่ได้เพศยาเหมือนแม่เจ้า"เขาฟันไม่ยั้งมือเลย​ โอรสจึงใช้กระจกกันไว้ปรากฏ​ว่านี่คือร่างจริงๆของพระบิดาแต่ว่าคนไล่ฟันได้ผ่าลงกระจกไปก็แตก​ชุลมุนน่าดู
วิมาลากลับมาประทินน้ำอบเพิ่มเสน่ห์​ในตัวขึ้นแต่กลับพบพระฉายตั้งอยู่ทั้งๆที่สั่งให้นำออกไปแล้ว
"ใครนำมาตั้งอีกล่ะ" เดินผ่านชั่วครู่ก็เห็นหน้าแท้ในกระจกแล้วก็หงุดหงิดใจจึงปากระจกทิ้งเสีย​ เท่านี้ก็พอจะรู้แล้วว่าเป็นสไบแก้วนั่นเอง
ด้านเสาวภาก็กำลังมีความสุขกับการเลี้ยงดูต้นไม้พิษพวกนั้นคนที่ลอบมองก็ไม่ต้องลำบากส่งกระจกอะไรหรอกนี่ล่ะแม่มดเกลียวทองตัวจริง​ เมื่อได้ความแล้วจึงได้กลับมารวมตัวกันที่เดิมขาดก็แต่สุริยะนั่นล่ะ
"ไม่ผิดตัวแน่นี่ล่ะแม่มดเกลียวทองจะต้องควบคุมท้าวพีรเชษฐ์​แน่" อัญญานีก็เล่าให้ฟัง
"ทางนี้ก็พบว่าวิมาลานางก็คือสไบแก้วที่เราเคยได้ยินมาเหมือนกัน" แสงสุรีย์​ก็ตอบ
"ทำไมสุริยะถึงได้นานขนาดนี้นะ" อัญญานีก็พูดด้วยความเป็นห่วง
ฝ่ายนั้นก็พลาดท่าโดนฟันและแทงจุดสำคัญแต่กลับพบว่านี่คือผลไม้ที่มาแทนสุริยะ​ เขากำลังจะมาคว้าพระบิดากลับไปด้วยแต่ว่าแม่มดนั่นรู้ตัวแล้วจึงนำตัวมาไว้กับตนได้ทัน
" กล้านักนะที่มาหาที่ตาย" ว่าแล้วจึงใช้พลังใส่อีกแต่คราวนี้ก็เป็นเพียงแค่ท่อนไม้​ ใช่แล้วนางโดนหลอก​ จึงรีบออกตามหาทันที
"กว่าจะมา​ รีบไปกันเถอะ" และแล้วทั้งสามก็กลับมายังเมืองทิศพล
"เสด็จพ่อเป็นพระองค์​จริงแต่ว่าการจะช่วยน่ะไม่ง่ายแล้วล่ะ" สุริยะกล่าวให้สหายทั้งสองฟัง
" ทำไมถึงไม่ง่ายล่ะสุริยะ" อัญญานี​ถามด้วยสงสัย
"เพราะมนตราที่ทรงถูกกระทำนั้นตรึงพระองค์​ไว้กับเมือง​ ขึ้นพาออกมาก็ถึงแก่พระชนม์ชีพ​ เราจึงได้ปล่อยไปก่อน" เขาเล่าให้ฟังแบบนั้น​ เธอก็เริ่มสงสัยว่าจะเหมือนเมื่อคราวพระบิดาทรงถูกกระทำหรือไม่
"เราว่านางไม่ทำให้ท้าวพีรเชษฐ์​สิ้นได้หรอกเพราะเขาก็เป็นพระบิดาของคนทางนั้นเหมือนกัน​ อีกอย่างถ้ายังดูแลดีก็มิน่าเป็นห่วง"แสงสุรีย์​ก็เห็นตามนั้น
" แล้วทางท่านมิเป็นอันตรายบ้างหรือ" เขานึกได้ว่าสหายก็เพิ่งออกมาจากเมืองด้วยเหตุที่พระบิดาเปลี่ยนไป
"ถ้าอันตรายคงทำร้ายถึงสิ้นพระชนม์​ไปนานแล้ว  อัคนินน่ะก็ต้องการพ่อเป็นของตนเองไม่เหตุผลอะไรต้องสังหาร​ " ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ไปดูบ้านเมืองตนเองแต่ก็ไม่อยากรบกวนอัญญานีอีก
" แหวนวงนี้ก็ใช้ไปยังที่ต่างๆแค่ครั้งเดียวต่อวันแล้วด้วยสิ​ เราขออภัยจริงๆนะแสงสุรีย์" เธอก็ขอโทษเสียอย่างกับว่าเป็นความผิดของนางขนาดนั้น
" ไว้พรุ่งนี้ไปดูความเรียบร้อยของเมืองคีรีมาศกันดีกว่า​ ส่วนเรื่องแก้มนต์​ไว้ให้ภูมินทร์​ช่วยจัดการจะดีกว่า" เขาเห็นเหมาะสมอย่างนั้นจึงได้บอกอีกคน
" มิเห็นต้องลำบากเลย" เธอก็ปัดไปเพื่อจะได้ไม่รบกวน
" เอาเถอะน่า​ อย่างน้อยๆจะได้ช่วยกันหาวิธีแก้เหมือนของสุริยะยังไงล่ะนะนะ" อัญญานีเซ้าซี้จนสุดท้ายแสงสุรีย์​ก็ใจอ่อนแล้วทั้งสามจึงแยกย้ายกันไปที่พักตน



ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #51 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2020, 06:46:30 PM »
"พระโอรสจันทลักษณ์​เพคะ จั๊กมาแล้ว" แม่เสือสาวมาพบเขาตั้งแต่เช้าเลยดูท่าจะมีอะไรพิเศษเสียด้วยสิ
" อ้าวจั๊กแหล่น​ แต่งตัวดูดีเชียว​ วันนี้เป็นวันอะไรหรือป่าว" เขาวางบันทึกลงแล้วถามจั๊กแหล่นดู
"แหมก็  ก็วันนี้เป็นวันที่พระโอรสมายังไงล่ะเพคะ​ นานๆจะเจอกันที" เธอพูดพลางใช้นิ้วจ่อกันแบบท่าทีที่เขินอาย
"เราก็นึกว่าวันพิเศษอะไรเสียอีก จริงสิได้เพลานัดแล้ว​ เราไปก่อนนะ" จันทลักษณ์พูดด้วยมินานก็จะจากไปอีกแล้ว​
" ประเดี๋ยวก่อนสิเพคะ​ อะไรกันน่ะไหนว่ากันว่าวันนี้จะไม่ไปรัตนบุรีแล้ว​ แล้วจะเสด็จไหนอีกล่ะเพคะ" จั๊กแหล่นยื้อไว้เพราะนี่ก็พากันไปไหนมาไหนตั้งสองวันแล้ว
" เราจะไปดูว่าเสด็จพ่อทรงเป็นอย่างไรบ้างและจะดูความเรียบร้อยของเมืองคีรีมาศด้วย​ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ​ เราจะกลับมาแน่" เขาไม่ขอพูดพร่ำทำเพลงอีกจึงได้้ไปยังจุดนัดหมายตามที่บันทึกไว้
......
" ตอนนี้เท่าที่พวกเรารวบรวมมาได้นั้น​ เรารู้ว่าทางนั้นสามารถเรียกอาวุธจากสิ่งที่สวมใส่ได้​ แต่ว่าตอนนี้ที่รวบรวมมาได้เห็นจะมีแต่พระขรรค์​ของอังคาสกับคฑาวุธของศนิวารเท่านั้น​ ส่วนพวกที่เหลือพวกเรายังไม่รู้" ปัจจาได้เล่าให้ผู้รับภารกิจทั้งสองฟังเพื่อเป็นข้อมูลในการต่อสู้ที่จะถึง
" เรารู้อีกคน​ จันทลักษณ์​ใช้หอกเป็นอาวุธจากสังวาลย์​นั่น" อัคนินที่ดูท่าจะเป็นการเป็นงานบ้างเพราะจะต้องจัดการ​ด้วยกัน​ ไม่เช่นนั้นคงได้รับโทษที่คาดไว้เมื่อคราวที่ดื้อดึงไปสู้กับเขา
" วันนี้เราเห็นว่าพวกเจ้าก็อาการดีขึ้นมากแล้วควรจะฝึกฝนตนให้พร้อมกับวันสุริยะคราสที่จะเกิดขึ้นด้วย​ ส่วนเรากับปัจจาจะไปหาข้อมูลเพิ่ม" ธานินทร์​ได้พูดแล้วทั้งหมดจึงแยกย้ายกันทำหน้าที่ตน
...
"เรามาตามนัดแล้ว.. จันทลักษณ์"​พระนัดดาของเมืองนี้มาถึงเป็นคนที่สองเห็นชายยืนหันหลังรออยู่ก็รู้ว่าเป็นสหายเก่านี่เอง
" จันทราภา.. ไม่ได้.. ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ​ สบายดีใช่มั้ย"เขาหันกลับมาแต่เมื่อเห็นโฉมนางก็พูดตะกุกตะกักขึ้นมา​หน้าก็แดงระเรื่อ​ ตั้งใจจะทำให้แปลกใจเสียหน่อยทำไมถึงประหม่าได้ล่ะ
"เราสบายดี​ แต่ดูท่าเจ้าไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นะ" ถึงจะแปลกใจจริงๆนั่นล่ะแต่ก็อดยิ้มไม่ได้ท่าทีแบบนั้นก็มีด้วยเหรอไม่คุ้นเลย
" เราสบายดี  แต่ว่าเพิ่งจะได้เจอเจ้าก็เลยทำตัวไม่ถูกน่ะ​ นี่แวววิเชียรที่รอขอพันธุ์​ไปคราวนั้น​ เราให้" ทำตัวปกติได้ก็นำดอกไม้มาส่งให้ด้วยความพอใจในผลงานตน
" ขอบใจมาก​ ประเดี๋ยว​นะนี่เก็บดอกไม้ได้นานขนาดนี้เลยเหรอมันก็เจ็ดวันแล้ว" เธอพอใจในความสวยน่ารักก็จริงอยู่แต่น่าฉงนดอกไม้ที่เด็ดจากต้นจะคงสภาพดีขนาดนี้เลยเหรอ
" ดอกไม้นี้เป็นดอกไม้แรกที่เราปลูกแล้วเติบโตมาเป็นดอก​ เราเลยเก็บไว้เพื่อจะมอบให้น่ะ​ เราใช้พลังนิดหน่อยแล้วก็หมั่นพรมน้ำกับน้ำอบไว้ทุกๆเจ็ดวัน" เขาพูดไปก็อดยิ้มไม่ได้​ เขาใส่ใจดอกไม้เพื่อจะนำมาให้อีกคนดูแลต่อไปถึงขนาดนี้ได้ยังไงกันนะเขาก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน​ รู้แค่ว่าเธอคือคนสำคัญคนหนึ่งในชีวิตเท่านั้นเอง
" ดีจริงๆเลยนะ​ เราจะช่วยดูแลต่อให้เอง"เธอยิ้มอย่างพอใจที่ได้ยินคนตรงหน้าเล่าถึงสิ่งที่กระทำเกี่ยวกับดอกไม้นี้
"เราว่าได้เพลาแล้วนะไปกันดีกว่ามั้ย" อัญญานีที่มาเวลาไล่เลี่ยได้เฝ้ามองพฤติกรรมทั้งสองได้สักพักก็พูดขึ้นอย่างได้จังหวะเสียเหลือเกิน
"อัญญานีมาตั้งแต่เมื่อไหร่​ เราตกใจหมดเลย" เธอมองคนที่เพิ่งมาพร้อมกับถามไป คงไม่ได้ยินที่สนทนาเมื่อครู่หรอกนะ
"มาเมื่อไหร่ก็ได้​ แล้วแต่จะคิดนะ​" เธอแกล้งพูดเสียนี่สายตาก็มองเห็นแวววิเชียรอย่างชัดๆก็อดยิ้มไม่ได้
"เจ้าก็นะ​ ตอนนี้เล่นภาษาดอกไม้ด้วย​ ความหมายก็ไม่เบาเลย" ไม่วายจะแหย่สหายอีกคน​
" ใครๆก็เล่นนะ​ เอาเป็นว่าพวกเราไปคีรีมาศกันดีกว่า​ เราอยากจะรู้ความเป็นไปในบ้านเมืองเราแล้วล่ะ"เขาพูดอย่างจริงจังเสียอีกคนคิดเลิกเล่นเสียก่อนเพราะตอนนี้มันสำคัญกว่า​ ไม่นานนักทั้งสามก็ได้มาถึงคีรีมาศด้วยเวลาอันรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของแหวนวิเศษของพระธิดาแห่งโกสุมพิสัยที่สวมใส่อยู่
" ตำหนักของพระสนมที่ว่าคือตำหนักไหนเหรอ​ เราจะได้ช่วยดูให้​ ที่เรารู้มาก็ผิดปกเกินไป"จันทราภาที่พอจะรู้เรื่องก็จะอาสาไปดูให้เพราะเข้าใจดีกว่าลูกนั้นต้องการที่จะพบพ่อและเวลาก็ไม่คอยท่าที่จะให้ทำอะไรหลายอย่าง​ เขาบอกทางให้แล้วแยกกันเป็นสองทางโดยที่หญิงสาวนั้นไปด้วยกัน​ เมื่อมาถึงที่เขาก็ได้พบพระบิดาที่ตำหนัก​ แต่ทว่ารัศมีดูหม่นหมองไม่กระจ่างใสเหมือนแต่ก่อน​ เขายังไม่อยากจะเชื่อว่าบิดาตนนั้นเปลี่ยนไปเลยแต่ก็อดลังเลใจไม่ได้เพราะศุภลักษณ์​บาดเจ็บเพียงนั้นเพราะคำอนุญาต​ของใครกัน
"จันทลักษณ์​ อยู่ดีไม่ว่าดีก็รนหาที่​ ดีล่ะข้าจะได้แก้แค้นให้ลูก" ผกากรองคิดอยู่ในใจเมื่อรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลในตำหนักก็พอจะเดาไม่ไม่ยากเย็นด้วยพระโอรสวันจันทร์​นั้นใจอ่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว​ ไม่แปลกที่จะกล้ามาหาองค์เหนือหัวเพราะถ้าเป็นคนอื่นคงแข็งใจไม่มาเสียดีกว่า
"วันนี้ก็เป็นวันจันทร์​แล้ว​ ไม่รู้ว่าจันทลักษณ์​จะเป็นอย่างไร​ ศุภลักษณ์​ก็ดื้อด้านไม่ฟังคำพ่อ​ ป่านนี้คงทำให้ลูกคนอื่นๆเข้าใจพ่อผิดกันหมด" เธอในร่างราชาแสร้งว่าตนนั้นเศร้าเสียใจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตรงกับที่พระโอรสวันศุกร์ได้บันทึกเตือนไว้​ คนใจอ่อนก็เข้ามาตามที่คิด
" เกิดอะไรขึ้นกันแน่หรือพระเจ้าค่ะเสด็จพ่อ"เขาไม่รั้งรอที่จะเข้ามาเมื่อได้ยิน​
" ลูกพ่อ​ ศุภลักษณ์เขาไม่ฟังคำตัดสิน​เลย​ เพชรราหูเป็นคนสังหารพระสนม​ เขาก็เข้าข้างมิได้ฟังเหตุและผลที่ควรจะเป็น" เธอไม่พูดต่อเพราะจำมิได้เท่าใดนักว่าจะเท็จอย่างไรไม่ให้คลาดเคลื่อนไปกว่านี้" ลูกเลี้ยงคนนี้นอกจากจะใจอ่อนดูท่าจะหัวอ่อนเชื่ออีกตะหาก​
มารยาหญิงยิงเรือผู้นี้นั่นไม่นานก็พอจะทำคนเชื่อได้​ มันช่างเข้าทางของนางเหลือเกิน
"แปลกจริง​ ที่นี่ไม่มีหลักฐาน​อะไรหลงเหลือบ้างเลยนะ"อัญญานีกล่าวเมื่อเห็นแต่ตำหนักที่ว่างเปล่า
" น่าจะมีแต่เราน่าจะยังหาไม่พบนะ" จันทราภากล่าวตอบ​ เชิงเทียนที่ตั้งอยู่แลแล้วมีความปราณีต​ อัญญานีเข้าชมใกล้ๆแต่มือเจ้ากรรมดันไปถูกกับเชิงเทียนจนเอนลง​ ปรากฏ​ว่ามีประตูห้องลับเปิดอยู่
" นี่ล่ะ​ หลักฐานชั้นดีต้องอยู่ในห้องนี้แน่" เมื่อเห็นดังนั้นจึงได้มุ่งหน้าจะเข้าไปมิทันไรลูกธนูที่เป็นกับดักก็ยิงเข้ามาในระยะประชิดดีที่หลบได้ทัน​ 
"นี่มันจะอันตรายเกินไปแล้วนะ" เธอที่เห็นจันทราภาจะถูกกับดักก็พูดออกมา​ ดีที่ว่าเธอไหวตัวทันจึงได้รอด
"ถึงจะเข้าใกล้ไม่ได้ก็ใช่ว่าจะไม่เห็นอะไรซะทีเดียว" จันทราภาได้พูดขึ้นมาเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณ​ในห้องนั้น
"หรือว่าจะเป็นพระศพสนมองค์นั้น​ แต่ทำพิธีแล้วก็ไม่น่าจะเป็นไปได้นี่"อัญญานีที่ตามมาดูก็ได้เห็นเช่นกันแต่ยังประหลาดใจอยู่
"เรามีเพลาไม่มาก" จันทราภาไม่รอช้าเร่งวาดภาพของสนมนั้นลงบันทึกเพื่อให้ได้ลักษณะที่จะมาเล่าสู่ให้จันทลักษณ์​ฟังโดยทันที​ อัญญานีก็ได้คอยเก็บธนูที่ปล่อยออกมาไปซ่อนเสียจะได้ไม่มีใครผิดสังเกต​
" เช่นนั้นแล้วเมื่อถึงวันอาทิตย์​ทรงกลดลูกจะบอกให้ศุภลักษณ์​เข้าใจพระเจ้าค่ะ​ แต่ว่าเพชรราหูเป็นน้องของลูกลูกทำใจลงโทษไม่ได้พระเจ้าค่ะ" จันทลักษณ์​พูดหลังจากถูกโน้มน้าวให้กระทำโทษพี่น้องกันเองจากคนที่อาศัยร่างพระบิดาอยู่
"ทำไมจะไม่ได้!!" ถึงจะควบคุมอาการเกลียดชังไว้ก็จริงอยู่แต่ไม่ได้ดั่งใจเช่นนี้อารมณ์​ก็ขึ้นเป็นธรรมดา
" ลูกทำไม่ได้จริงๆ​ เป็นไปได้ลูกขอรับผิดแทนเพชรราหูพระเจ้าค่ะ"เขาพูดพลางคุกเข่าลงขอโทษทัณฑ์​แทนอนุชา​ สร้างความพอใจอย่างมาก​ ดีล่ะเธอจะได้ทำตามที่หวังเสียที​ มือของเธอยื่นไปจับที่ไหล่ของคนที่กำลังคุกเข่า​ จังหวะนั้นเองจันทลักษณ์​ก็ใช้โอกาสนี้จับชันนุเข้าให้ข้อพับพับลงจนเสียการทรงตัวล้มไปกับพื้น​ จึงได้ใช้กระจกส่องเหมือนพวกคนวันอาทิตย์​ทำแต่ทว่านี่คือพระวรกายที่แท้จริงของพระบิดาแต่วิญญาณที่อยู่ในร่างนี่เป็นของใครกันแน่ล่ะ​ นางไม่รอช้าตัดสินใจใช้มนต์​ดำใส่ศัตรูแต่เขาก็ไหวตัวหลบทัน​ นางจึงใช้วิธีสกปรกมาขู่เอาเสียแทน
"เจ้าอยากเห็นองค์เหนือหัวเป็นอะไรไหมล่ะ​" นางไม่ทำจริงหรอกแต่นางต้องทำเพราะไม่รู้ว่าสังวาลย์​นี้จะทำให้นางได้รับบาดเจ็บขนาดไหน
"อย่าทำอะไรเด็ดขาดนะ" เขาอยากจะสู้แต่ว่าเขาก็มิอาจทำได้เพราะเป็นห่วงพระบิดา
"อยู่เฉยๆ" ว่าแล้วเขาก็ยอมทำตามโดยง่าย​ คนเล่นคุณไสยใช้มนต์​ดำทำเชือกมัดเขาไว้แต่ก่อนที่จะเสร็จดีเข้าก็ใช้วิชาเชื่อมความรู้สึกเหมือนกัน​ ยิ่งเขาเจ็บมากนางก็จะรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน
" เจ้าทำอะไรข้า​ห๊ะ!!" เสียงตวาดลั่นไปทั่วจนคนอีกฝั่งได้ยิน​ ท่าไม่ดีแล้วควรจะไปช่วยดีกว่าปล่อยไว้
"ก็ทำที่ควรทำนั่นล่ะ" เขาไม่ยอมเจ็บคนเดียวหรอกแต่ยังมีห่วงบิดาไม่น้อย​ นางโกรธแค้นมากจึงร่ายมนต์​เพิ่มความเจ็บปวดแต่ตนก็เจ็บไม่ต่างกัน​ เขาทนเห็นร่างกายพระบิดาทนทุกข์​ทรมานไม่ได้แล้วจึงใช้พลังของสังวาลย์​มณีทำลายมนต์​เสีย​ ประกอบกับที่พวกผู้หญิงจะมาตามเสียงพอดี​ ไม่ทันจะได้ช่วยอะไรต่อ​ ผีดิบที่ผกากรองเลี้ยงไว้ก็ได้มาตามเล่นงานพวกเขาทั้งสาม​ ทั้งหมดจึงต้องร่วมมือกันสู้แต่ทำอย่างไรก็ไม่เป็นผลเลยนี่สิ​ ​ จันทราภา​ อัญญานีและจันทลักษณ์​จึงใช้ของวิเศษประจำกายปล่อยพลังมาทำลายพวกผีดิบ​จนสิ้น​ ผกากรองที่ซ่อนตัวอยู่จึงใช้คุณไสยทำครอบเมืองไม่ให้ทั้งสามไปไหนได้​  พวกเขาจึงรวมพลังกันต้านอีกครั้ง​จนสำเร็จ​ แต่ไร้ซึ่งร่องรอยของท้าวธริษตรีที่มีวิญญาณอื่นอาศัยอยู่เลย​ อัญญานี​รู้สึกอ่อนแรงคงจะใช้พลังได้เพียงแค่ครั้งเดียว​คงต้องกลับไปตั้งหลักก่อน​ เขาจึงได้เสนอให้กลับกันก่อนส่วนพระบิดาไม่น่าจะเป็นอันตรายเท่าใดนักเพราะอย่างไรก็เป็นที่อาศัยของใครเหมือนกัน​ เมื่อกลับว่าได้แล้วผู้ใช้แหวนก็หมดสติไปพร้อมกับร่างกายที่ร้อนดั่งไฟลน​ จันทลักษณ์​จึงพาอุ้มไปส่งยังที่พัก​ โดยมีจันทราภาคอยดูแลอาการไม่ห่าง
"พระธิดาทรงเป็นอะไรเพคะ" บัวแย้มถามด้วยวิตกที่พบภาพตรงหน้า
"คงเป็นเพราะใช้พลังของแหวนติดต่อกันหลายครั้งน่ะ​พวกเราควรจะรักษานาง" จันทราภาออกความเห็น
"เรามีว่านลดเตโช​ ที่พอจะทำให้ธาตุไฟในร่างสมดุลขึ้นได้​" ว้่่าแล้วจันทราภาก็เร่งเอาน้ำจากสระอโนดาตที่เหลืออยู่พอใช้แค่ครั้งนี้มาป้อนพร้อมกับว่านยา
"อาการน่าจะดีขึ้นในวันมะรืนนี้​ ช่วงนี้ก็งดให้นางใช้พลังเสียก่อน"จันทลักษณ์​กล่าว​ แล้วจึงขอตัวแต่ก่อนจะไปจันทราภาได้นำภาพวาดที่นางทำมาได้ให้แล้วเล่าให้ฟัง​ เขาไม่อยากรบกวนจึงได้ขอแยกตัวไปวิเคราะห์​เสียเองเพื่อที่จะให้คนต่อไปสานงานต่อ
......
"ปล่อยพลังแค่นี้จะไปสู้กับพวกมันยังไงกันล่ะ​"อัคนินต่อว่าบดิศรที่ใช้พลังไม่เต็มที่
"ออมพลังไว้ใช้วันจริงน่ะสิ" เขาก็ตอบโต้บ้าง
"เจ้ามันขี้ขลาดกลัวจะแพ้เหมือนเดิมที่สู้กับพวกนั้นล่ะสิ" เขาก็จะเย้ยต่อไป
"เจ้ากำลังว่าตัวเองให้คนอื่นฟังอยู่งั้นเหรอ" ว่าคืนเข้าให้​ อัคนินไม่พอใจมากจึงใช้พลังพุ่งตรงเข้าทำร้ายบดิศรแต่เจ้าตัวอีกฝั่งก็มิยอม​ จึงได้ใช้พลังใส่กันไปมาต่างฝ่ายต่างก็ใส่พลังเพิ่มกันสุดฤทธิ์​เมื่อใส่ถึงขั้นสุดรอยแยกในสิ่งประทานจากวิษุวัต​เทพก็ปรากฏเพิ่มที่สำคัญความเจ็บก็เริ่มทำร้ายพวกเขาจนบาดเจ็บมากกว่าครั้งก่อน​ สองเทพที่กลับมาได้จับทั้งสองแยกจึงได้พอ
" นี่พวกเจ้าจะตีกันเองไปถึงเมื่อไหร่" ปัจจาเข้าต่อว่าในทันที
"ก็มันเริ่มก่อนแท้ๆ" อัคนินก็โมโหไม่หาย
"พอที​ พวกเราต่างก็มีหน้าที่เพื่อพระเทวาทั้งนั้น​ ขืนยังตีกันไม่เลิกแบบนี้จะทำการสิ่งใดก็ไม่สำเร็จหรอก" เขาดูอารมณ์​รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ปรามน่าจะได้รับแรงกดดันจากนายมากโข
" เอาเถอะน่าเรื่องมากผ่านไปแล้ว" ธานินทร์​ไม่อยากให้บานปลายจึงได้ยั้งไว้
"แต่มันก็ไม่รู้อะไรบางอย่าง​ว่าการที่สู้กันเองจะให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม​ บางทีพวกนั้นก็อาจจะเป็นเหมือนเรา"  รอยร้าวที่ลึกและยาวกว่าของเก่าจนแทบจะผ่าซีกนั้นทำให้บดิศรได้รู้ข้อมูลเพิ่ม​ไปพร้อมๆกับผู้อื่น​ ข้อมูลนี้จะสามารถใช้แค่ไหนนั้นเมื่อถึงคราใช้ก็จะได้รู้เอง




ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #52 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2020, 06:48:06 PM »
ขออภัยด้วยนะคะ​ วันนี้ฟ้าร้องหนักมากเลยลงช้าไปค่ะ​ ขอโทษจริงๆค่ะ w15 w15

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #53 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2020, 06:25:17 PM »
วันนี้ขอเลื่อนเวลาอัพเป็น20.15น.นะคะ​ พอดีว่าไฟล์ที่แต่งไว้ขาดหายไปไม่ต่อเนื่องกันค่ะ w15 w15

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #54 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2020, 08:19:02 PM »
ผ่านไปเป็นเวลาหนึ่งวันคืนจนถึงอีกวันหนึ่งแล้วนั้น​  ไม่มีทีท่าว่าอัญญานีจะฟื้นคืนจากนิทราเลย​ จริงอยู่ที่ว่าอาการวรกายร้อนดังอัคคีนั้นหายไปแต่คนที่ดูแลจะสบายใจได้อย่างไรกันในเมื่อเธอไม่ได้ฟื้นขึ้นมาเลย
" เหตุใดกันที่พระธิดายังไม่ฟื้นจากพระบรรทมอีก" บัวแย้มที่ดูอาการได้พูดขึ้นมา​ ร่างกายของตนนั้นอ่อนเพลียแต่ยังพอทนได้จะห่วงก็แต่ผู้ที่หลับใหลเท่านั้น
" จันทลักษณ์ไม่ได้บอกกับเจ้าหรอกเหรอว่านนี้มีผลข้างเคียงทำให้หลับไปถึงสองวันสองคืน แต่ก็ช่างเถอะยังไงเสียพรุ่งนี้น่ะนางก็จะหายดีแล้ว" ปัทมาสน์เดินเข้ามาพร้อมกับพูดหลังจากได้ยินที่บัวแย้มกล่าวออกมา
" พระธิดา" เธอเข้าไปหาอีกคนด้วยความยินดีที่ได้พบหน้ากับผู้ที่เข้ามาอีกครั้งในรอบสิบปี
" เรานึกว่าเจ้าได้พระธิดาองค์ใหม่แล้วจะลืมเราแล้วซะอีก" เธอแกล้งพูดไปอย่างนั้นเพราะใจจริงแล้วเธอก็รู้ดีกว่าใคร ในความผูกพันนี้ไม่อาจขาดจากกันได้
" พระธิดาเพคะ​ บัวไม่ได้ลืมพระธิดาเลยแม้แต่ครั้งเดียว.." เธอพยายามอธิบายแต่อีกตนรู้ดีอยู่แล้วจึงได้กล่าวตอบต่อไป
" เรารู้ เราแค่ถามไปอย่างนั้นเอง"เธอเปลี่ยนสีหน้าที่แกล้งทำจริงจังใส่เมื่อครู่เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นแทน​ เธอได้พาอีกคนไปนั่งพักแล้วสนทนาต่อไป
" บัวดูแลอัญญานีมาทั้งวันแล้ว เราว่าพักผ่อนก่อนเถอะเราจะให้จั๊กกะแหล่นมาดูแลแทนเจ้าเสียก่อน ไว้พักผ่อนเพียงพอแล้วเจ้าค่อยดูแลต่อก็ได้... เข้ามาสิ" เธอพูดด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้ดีว่าความเป็นห่วงของบัวแย้มนั้นที่มีต่อพระธิดาที่อยู่ด้วยกันมานับสินปี ส่งผลให้เธอไม่สามารถพักผ่อนได้โดยที่ยังไม่เห็นอาการที่ดีขึ้นของอีกคนอย่างชัดเจน​ เพราะเหตุนี้จึงต้องหาใครสักคนมาช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยล้าลง
" ไม่ต้องลำบากพี่จั๊กแหล่นหรอกเพคะพระธิดา​ บัวยังไหว" ไหวน่ะไหวในความคิดเธอแต่กับคนอื่นน่ะไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ
"ไม่ลำบากเลยจะหนูบัว​ พี่จั๊กน่ะเต็มใจ๊เต็มใจ" เสือสาวเธอบอกอย่างนั้นก็สร้างความพอพระทัยให้พระธิดาอสุราเป็นอย่างมาก
"เห็นไหม​ เจ้าตัวเขายังออกปากว่าไม่ลำบาก​เลย​ เช่นนั้นแล้วบัวก็พักผ่อนเสียเถอะ​ เราไปป่าสักพักหนึ่งแล้วเราจะกลับมา" พูดอย่างนั้นก็คงต้องทำตามแต่โดยดี​ แต่อีกคนอดนึกถึงเหตุผลที่ต้องเข้าป่าเสีย​ไม่ได้​มันก็น่าหนักใจอยู่หรอก​ จะห้ามก็ห้ามมิได้เสียด้วย
.....
" กลับมากันแล้วเหรอนึกว่าจะไปแล้วไปลับไม่กลับมาซะอีก" เจ้าสิงโตกล่าวทักทายตาหวานและหิ่งห้อยยักษ์ที่กลับมาจากธุระ​ที่ทำมาร่วมสองวันแล้ว
" เหวยเหวย​ ข้าก็ต้องกลับมาสิ ขืนปล่อยไว้กับเองอย่างเดียวน่ะยุ่งแน่" ผีโครงกระดูกที่มีชิ้นส่วนซี่โครงเพิ่มมานั้นตอบกลับคำทักทาย
"  ยุ่งยังไง พวกเจ้ากลับมาสิไม่ว่า ข้าอยู่ของข้าดีๆยังไม่ได้ทำอะไรให้พระโอรสพระธิดาเล้ย​ ดีไม่ดีนี่นะการที่พวกเจ้ากลับมาอาจจทำความวุ่นวายเกิดขึ้นก็ได้" พูดจายั่วโทสะเสียจริง แต่กระนั้นเลยดูท่าแล้วทั้งสองคงจะอยากไปเข้าเฝ้าพระโอรสวันอังคารเสียมากแล้ว คงไม่ว่างที่จะมาต่อล้อต่อเถียงอีกต่อไปหรอก
" ความวุ่นวายที่เกิดจากเจ้าล่ะสิไม่ว่า ไปกันดีกว่าเถอะพี่ตาหวาน อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับสิงโตนิสัยแบบนี้เลย"หิ่งห้อยยักษ์​กล่าวตอบไปแล้วตัดจบบทสนทนาเสียเพราะตนมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ
" กลับมาแล้วเหรอพี่หิ่งห้อยพี่ตาหวาน" อังคาสที่กำลังอ่านบันทึกอยู่นั้นได้รับรู้ถึงการกลับมาจึงได้ถาม
" พระเจ้าค่ะ พี่ตาหวานได้ชิ้นส่วนมาเพิ่มพระเจ้าค่ะ" ไม่พูดเปล่าคันอยากแสดงให้เห็นจริงๆว่าเขานั้นมีชิ้นส่วนมาเพิ่มนอกจากศีรษะและแขนสองข้างของเขา
" พระโอรสพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันมีสิ่งสำคัญ จะทูลต่อพระโอรสพระเจ้าค่ะ" เจ้าหิ่งห้อย มาพร้อมกับบันทึกที่อยู่ด้านหลังของเขา สิ่งนี้คงจะเป็นข้อมูลสำคัญโดยแท้
" อะไรกันหรือพี่หิ่งห้อย" เขาสนใจเรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ
" บันทึกเล่มนี้เป็นของศรุตที่บรรพบุรุษของหม่อมชั้นเคยใช้มาพระเจ้าค่ะ" อีกคนเห็นดังนั้นจึงได้เอาบันทึกขึ้นมาดูแล้วเก็บไว้ยังที่ชั้นตำรา
" ขอบใจพี่หิงห้อยมาก​ บันทึกเล่มนี้จะต้องมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเกราะกายสิทธิ์แน่และอาจจะเกี่ยวข้องกับเทพวิษุวัตด้วยก็ได้  ไว้ว่างแล้วน้องจะอ่านนะ" ไม่ทันไร​ ที่ได้อ่านบันทึกที่อยู่ในมือไปมา เขาก็ทำเหมือนกับว่าคิดอะไรได้บางอย่างจึงเร่งรีบที่จะออกไป
" พระโอรสจะไปไหนพระเจ้าค่ะ"ตุ้บเท่งถามขึ้นมาเมื่อเห็นทีท่าว่าเขาจะไป
"  ไม่เกี่ยวกับเจ้า!! "เขาตอบอย่างนั้นแล้วจึงมุ่งหน้าออกไปทันที
.........
ที่สรวงสวรรค์ในตอนนี้นั้น โปรยปรายไปด้วยกลีบบุปผานานาพันธุ์ ราวกับมีงานอันเป็นมงคล ซึ่งจริงๆแล้วก็นับว่าเป็นงานมงคลอย่างหนึ่งเพราะพระเทวราชากำลังจะเสด็จไปเฝ้าพระเทวาตีรมูรติ และบำเพ็ญเพียรในรอบสองพันปีเป็นเวลาสิบห้าวันสวรรค์โลก
" เทพวิษุวัต ระหว่างที่เราไม่อยู่นี้เราขอให้ท่านช่วยดูแลสวรรคโลกและมนุษยโลกแทนเรา​ อย่าให้บังเกิดความผิดพลาดเลย"  พระองค์ทรงความไว้วางพระทัยเทพวิษุวัตเพราะคิดว่าการที่บำเพ็ญมานับทศวรรษ​มนุษย์นั้นน่าจะเพียงพอที่จะทำให้จิตใจของเขากลับมาบริสุทธิ์ดังเดิมแล้ว
" รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าค่ะ" เมื่อเขาตอบรับแล้วพระอินทร์จึงเสด็จไปตามที่กำหนด โดยมีขบวนไปส่งเสด็จพระองค์​ หลังจากที่ขบวนผ่านไปได้ไม่นานจึงเริ่มทำการต่อทันที
"ปัจจา​ธานินทร์​ พวกเจ้าจงไปรวบรวมบุคคลสำหรับการต่อสู้ในวันพรุ่งนี้และวางแผนกันให้ดีอย่าให้ผิดพลาด" สิ้นคำสั่งแล้วนั้น เหตุทั้งสองจึงลงไปรวบรวมทันที​ ว่าเป็นก้าวแรกที่ไม่ผิดพลาดเสียทีเดียวของเทพท่านเท่าใดนักที่คิดจะทำการใหญ่ต่อไป
.....​
บัวแย้มที่สามารถพักผ่อนได้เต็มที่แล้วนั้นได้ ขึ้นมาแบ่งอาหารให้กับจั๊กแหล่นเพื่อเป็นการตอบแทนที่มาช่วยตน เมื่อทั้งสองทานอาหารได้ไม่นาน พระนัดดาของเมืองก็เสด็จมาโดยทันที
"บัว!" เขาเรียกชื่อทันทีที่พบหน้าว่าแต่ว่ามีเรื่องอะไรกันนะ
" พระโอรสเสด็จมาที่นี่มีเรื่องอะไรหรือเพคะ" บัวแย้มถามขึ้นมาด้วยสงสัยมีธุระอะไรกันนะถึงมาที่นี่
"เรามาพบปัทมาสน์​ นางลักของเราไป" เขาพูดอย่างนั้นก็อดทำให้อีกคนสงสัยไม่ได้​ คนอย่างนางน่ะหรือจะสามารถไปขโมยของคนอื่นแบบนั้นได้
" ของสิ่งใดกันเพคะ​ พระธิดาทรงไม่ได้เป็นคนแบบนั้น" เธอนั้นอยากจะรู้นักเชียวของสิ่งใดที่มันมีค่าพอที่จะให้คนลักขโมยได้ถึงขนาดนั้น
" เราบอกไม่ได้ บอกเรามาดีกว่าว่านางอยู่ที่ไหน" เขาอยากจะสะสางเสียเต็มทนนี่มันก็สิบปีแล้วที่ไม่ได้ของคืน
" หม่อมฉันไม่บอกพระโอรสหรอกเพคะ​ จนกว่าจะทรงบอกหม่อมฉันว่าพระธิดาทรงลักของสิ่งใดไป" เรื่องอะไรเธอจะยอมบอกถ้าเธอไม่ได้รู้เรื่องนี้ก่อน
"บัว!!" เขาโอนเรียกเสียไม่ได้เวลาอย่างนี้เธอยังจะมาต่อรองกับเขาอีกหรือ
" พระโอรสพระทัยเย็นไว้ก่อนนะพี่คะ​ พระธิดาเสด็จป่าแล้วเพคะ​ แต่พระโอรสไม่ต้องไปตามหรอกเพคะ อยู่กับจั๊กกะแหล่นดีกว่า" เธอพูดให้เขาไม่ไปแต่จะห้ามได้เหรอนั่น
" ขอบใจเจ้ามาก เราไปไม่นานหรอกแล้วเราจะกลับมานะบัว" ว่าแล้วเขาก็ไปเลยแล้วเราจะกลับมานี่คงจะได้กลับมาแค่คนเดียวเสียกระมัง น่าจะตีกันตายเสียก่อน
" พี่จั๊กกะแหล่นไม่น่าไปบอกเขาเลย เอาอย่างนี้แล้วกันพี่ดูแลพระธิดาไปก่อน เดี๋ยวบัวจะกลับมา" เธอตามไปเพราะเกลัวว่าเรื่องจะไม่จบง่ายๆ​ แต่ระยะห่างที่ตามนี่สิไม่แน่ใจเลยว่าไปทางไหน
.....​
" พวกเจ้าแน่ใจได้อย่างไรกันว่าวิธีนี้จะทำให้พวกนั้นน่ะพ่ายแพ้ต่อเราจริงๆ" ฤาษีทมิฬ พูดขึ้นหลังจากได้ยินคำเชิญของปัจจา
" พวกนั้นมีคนมากกว่าก็จริงอยู่ แต่หากเราตัดกำลังพวกนั้นได้ แล้วให้สิ่งวิเศษทั้งสี่ปะทะกันแล้วก็ เราว่าอย่างไรเสียไม่ชนะก็น่าจะเสมอกันอย่างแน่นอน อย่าอย่างนั้นเลย ยังไงพรุ่งนี้เราก็ต้องชนะให้ได้ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม" ธานินทร์​กล่าวตอบอย่างนั้นเพื่อให้ฤๅษี​ได้ตัดสินใจ
" เช่นนั้นแล้วท่านฤาษีคิดอย่างไร จะเข้าร่วมหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของท่าน หากท่านจะเข้าร่วมแล้วอาทิตย์อัสดงของวันนี้ ให้มารวมตัวกันเพื่อวางแผน หากไม่ท่านก็จงอยู่ ณ อาศรมของท่านเถิด  พวกเราขอลาก่อน" พระเจ้าพูดอย่างนั้นทั้งสองจึงได้เดินทางไปยัง ที่อื่นเพื่อรวบรวมบุคคลอื่นต่อไป
....
"​ เอาของเราคืนมา!! "ทันทีที่พบกันก็พูดเช่นนั้น​ ช่างขัดจังหวะยักษีที่หาจับสัตว์​ป่ากินเสียเหลือเกิน
" ไม่คืนถ้าอยากได้คืนเจ้าก็ต้องเอาชนะเราให้ได้ก่อน​ ก็อย่าใช้เกราะวิเศษอะไรนั่นของเจ้าเด็ดขาดเลยนะไม่อย่างนั้นน่ะคงจะหน้าไม่อายน่าดู"เธอตอบอีกคนเป็นเชิงท้าทาย​ เขาจึงรับคำท้าโดยการกระโดดขึ้นไปอยู่บนบ่าของเธอจากนั้นแล้วจึงแปลงกายเป็นหินขนาดใหญ่ ทำให้อีกคนถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ตั้งสติทันแล้วใช้มืออีกข้าง มานำหินนั้นออกไป แต่ถ้าว่าหินนั้นได้กลายเป็นงูขนาดเล็กลอดผ่านมือของเธอไปแล้วกลับกลายเป็นร่างขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพญานาคสีทองประกายเพชรแทนแล้วมารัดตัวเธอเสียหายใจเกือบไม่ออก
" ยอมแพ้หรือยัง" เขาถามเพื่อให้อีกตนยอมรับแล้วส่งสิ่งของที่ว่ามาเสียดีๆ
" ไม่ยอมแพ้หรอก" ว่าแล้วเธอก็ได้แปลงกายเป็นวิหคขนาดเล็กพอที่จะรอดผ่าน ช่องที่จะรัดให้เธอหายใจไม่ออกได้ แล้วนกนั้นก็กลายเป็นพญาครุฑขนสีชาติประกายแก้ว เข้าจิกที่นาคตนนั้นทันที​ ฝ่ายนาคนั้นไม่ยอมจึงได้ปล่อยลูกไฟเข้าทำร้ายครุฑตัวนั้น ฝ่ายนั้นนั้นจึงได้ใช้สายฟ้ามาตอบโต้ เกิดไฟลุกลามและสายฟ้าฟาดไปทั่วบริเวณป่าผืนนั้น มันจะก่อความเสียหายมากกว่าผลดีน่ะสิ
...
ที่ทะเลฝั่งตะวันตกนั้นเอง ปัจจาและธานินทร์ได้เข้าพบกับวัศพลนาคราชเพื่อเชิญชวนให้เข้าร่วมด้วยเช่นกัน
" ถ้าเราเข้าร่วมแล้วเราจะได้อะไรจากการเข้าร่วมครั้งนี้ล่ะ สู้เราเอาเวลาไปปกครองเมืองเราไม่ดีกว่าเหรอ"เขาถามไปเพราะไม่แน่ใจเท่าใดนัก
" การปกครองบ้านเมืองก็เป็นคุณธรรมที่สมควรกระทำอยู่ แต่หากท่านเข้าร่วมการต่อสู้นี้นั้น การที่จะทำการใหญ่ต่อไปก็เป็นเรื่องง่ายไม่ใช่หรอกหรือ ที่สำคัญ หากชนะในครั้งนี้​ การใหญ่ที่ว่าก็จะส่งผลให้พระองค์​ได้เป็นใหญ่ ไม่ต้องแบ่งอำนาจกับพี่น้องอีกทั้งสามคน พระองค์ไม่เห็นถึงเขตประโยชน์นั้นหมดหรือ"ปัจจากล่าวสิ่งที่วัศพลต้องการที่สุดเพื่อโน้มน้าวให้กระทำการนี้ได้
"เป็นอันว่าเราตกลง" คิดไม่นานก็ตอบตกลงในทันทีเพราะเห็นว่าตนได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลย
"อาทิตย์​อัสดงวันนี้ขอเชิญท่านมาร่วมวางแผนด้วยกันพระเจ้าค่ะ​ พวกหม่อมฉันทูลลา" ปัจจากล่าวแล้วจากไปกับธานินทร์
.....
"พระโอรส​ พระธิดา​ หยุดก่อนเถอะนะเพคะ" บัวแย้มที่ตามมาก็ห้ามนาคครุฑที่ตีกันอยู่นั้นเพราะคงจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเขาทั้งสองแน่
"จนกว่านางจะยอมคืนของให้เรา​ บัวหลบไปก่อน"อังคาสตอบกลับแบบนั้น​ ต้องหาเข้าทางคนของตนเองเสีย
" พระธิดาเพคะ​ พระธิดาเคยสัญญากับบัวเแล้วนี่เพคะว่าจะไม่สังหารสิ่งที่ชะตาไม่ถึงฆาตในวันอังคารที่สามนี้" สิ้นคำพูดของเธอ​ ครุฑจึงได้เปลี่ยนร่างกลับเป็นร่างปกติเท่ามนุษย์​ ถึงอีกฝ่ายจะยังสงสัยแต่ว่าก็เปลี่ยนร่างกลับมาตามเดิมเช่นกัน​ เมื่อมองป่าที่ติดไฟและสายฟ้าจึงใช้พลังดับเสียให้สิ้น​ ร่างกายทั้งสองได้รอยแผลจากการต่อสู้มาบางส่วนด้วยสิ
" พระธิดาพิโรธสิ่งใดพระโอรสหรือเพคะ​ ของที่ว่าพระธิดาได้เอาไปหรือเปล่าเพคะ"สิ้นการกระทำบังแย้มก็ถามทันที
"ใช่​ เราเอาไปเอง" รับกันตรงๆนี้ล่ะไม่มีเหตุผลต้องบ่ายเบี่ยงเลยนี่
"ดีนี่ที่ยอมรับ​ แต่จะดีซะกว่านะถ้าคืนให้เรา" อังคาสกล่าวต่อเลย​ อีกฝ่ายไม่อยากฟังได้หันหน้าไปทางอื่นไม่พูดจา​  แต่เมื่อหันไปก็พบกับบดิศรที่ลอบดูอยู่หลังต้นไม้นั่น
" อย่าพระทัยร้อนสิเพคะ.. พระธิดาคืนให้พระโอรสเถอะเพคะจะได้จบปัญหา" บัวก็พยายามทำให้สถานการณ์​ดีขึ้นแต่ว่ายักษ์​ที่หันหน้าไปนั้นก็เดินจากไปอย่างเร่งรีบ​ บัวแย้มที่กำลังจะตามไปก็ถูกคว้ามือให้หยุดทันที
"จะไปไหนทำแผลให้เราก่อน​ พระธิดาของเจ้าไม่รับเจ้าก็ต้องรับผิดชอบแทน" เธอที่เห็นว่าตามไม่ทันแล้วจึงยอมตามอีกคนไปทำแผลให้แต่โดยดี​ หวังจะช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้บ้าง
"มาที่นี่ทำไม​ หายดีแล้วเหรอ" เธอถามทันทีที่ถึงตัวสหาย​
"เราดีขึ้นมากแล้ว​ เรามาเตือน" บดิศรเข้าเรื่องทันทีเพราะมีเวลาไม่มากนัก
" เตือน​แล้วจะช่วยอะไรเราได้ล่ะ​ "ปัทมาสน์​พูดไปแต่ใจก็อยากรู้
"ไม่ใช่ว่าช่วยได้ไม่ได้​... พรุ่งนี้พวกเราจะต้องสู้กัน​ ระวังตัวให้ดีนะ​ มันอาจจะอันตรายมาก"พร้อมจะสู้แล้วล่ะสินี่ถึงได้หาเรื่องมาสู้อีก
"กับสหายวันเดียวนี่ถึงกับต้องมาเตือนถึงที่นี่เลยเหรอ​ เราว่าไม่จำเป็นขนาดนั้นนะ" แปลกอยู่เหมือนกันสถานะศัตรูค้ำอยู่ไม่ใช่หรอกหรือ​ ออกมาเตือนก็ดูจะมากไปเสียหน่อย
" สำหรับเจ้าแล้ว​ หนึ่งวันก็เกินพอ"พูดอย่างนั้น​แต่สีหน้าเปลี่ยนหลังจากนั้นก็รู้สึกถึงว่าเวลาหมด​
" ขอบใจมาก​ รีบกลับเถอะ" พอเท่านี้ก่อน​ นานกว่านี้คงไม่ดีต่อทั้งสองฝ่าย
" สัญญาที่พวกเจ้ามีให้กันมันคืออะไร​ ทำไมต้องอังคารที่สาม" อยู่ๆก็ถามขึ้นมาอย่างนี้บัวก็ลำบากใจนะ
" พระโอรสอยากจะทราบ​หม่อมฉันจะทูลถวายเพคะ​ แต่ว่าพระองค์​จะต้องบอกก่อนว่าของที่พระธิดาลักเอาไปคืออะไร​ สำคัญถึงขนาดจะเอาชีวิตกันเลยหรือเพคะ" ไม่รู้ล่ะ​ อีกคนต้องบอกก่อนไม่งั้นจะไม่เล่าเรื่องนี้เด็ดขาด​ อังคาสที่เหมือนจะไม่ยอมในตอนแรกแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่จะต้องปิดบังเธอนี่นะ
" ศิลาสามสีที่เสด็จแม่ประทานให้กับเเพื่อรับเรา​เป็นลูกอีกคน นางเอาไปตอนที่กำลังเดินทางจากรัตนบุรีไปยังเมืองทิศพลตอนนี้ก็สิบปีแล้วนางยังไม่คืนให้เราเลย  ซ้ำนางยังท้าให้สู้​ ถือว่าไม่แพ้จะไม่คืนให้​ เราก็ต้องเอาชนะให้ได้" ประโยคท้ายที่เธอฟังก็เผลอลงแรงรักษา​แผลเสียหนักมือ​จนอีกคนหันมอง
" ขออภัยให้บัวเพคะ​ บัวไม่ได้ตั้งใจ​"เธอรู้ตัวจึงได้ขอโทษเสียไม่อยากให้หมางใจ
" ไม่เป็นไรหรอก" ดูท่าจะไม่โมโหเท่าที่เคยเห็นเลยนะ​ แต่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้คุยด้วยกันอย่างสบายใจ
" ส่วนเรื่องสัญญาเกิดจากที่พระธิดาเป็นยักษ์นี่ล่ะเพคะ​ มันเหมือนกับเป็นคำสาปให้ทุกอังคารที่สามของเดือน​พระธิดาจะเสวยผักผลไม้ไม่ได้​หรือแม้แต่พระกระยาหาร​ที่ปรุงสุกเลยเพคะ​ แต่เสวยเนื้อสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่สังหารหรือถึงฆาตได้เท่านั้น​ ยังดีที่ได้เรียนวิชาเรียกสัตว์​ถึงฆาตมาเสวยได้  พระธิดาจึงให้สัญญากับบัวว่าจะไม่สังหารสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่ไม่ถึงฆาตในวันนี้เพคะ"  เธอตัดสินใจเล่าไป​ หวังว่านี่จะทำให้เข้าใจกันบ้าง​ ไม่ต้องคิดทำร้ายกันจนถึงแก่ชีวิตอีก
" บัว​ อยู่ที่นี่เอง"ปัทมาสน์เข้ามาหลังจากที่เล่าเรื่องกันจบได้ไม่นานนักแต่มันก็พอที่จะไม่ให้เธอที่เพิ่งมารู้
" เอาคืนไปเถอะ​หินนี่น่ะ​ แต่ว่าเราไม่ได้ยอมแพ้นะ​ ทำแผลเสร็จแล้วเราพาบัวไปเลยแล้วกัน" มาถึงไม่ทันไรก็ตัดสินใจคืนของให้ง่ายดายแล้วพาตัวคนของตนไปในทันทีโดยไม่คิดจะพูดอะไรอีก​ แปลกไปนะบางที
"พระธิดาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ​ ดูไม่สบายพระทัยเลย" หลังจากพามาจนถึงสระน้ำของเมืองพระธิดาเธอจึงได้ปล่อยมือ​ แต่สีหน้าดูไม่ดีเลย
" ไม่หรอก​.. เรามีของจะให้บัวด้วย​ กะว่าพบกันเมื่อไหร่เราจะมอบให้" สีหน้าจริงจังก็กลายเป็นรอยยิ้มเมื่อพูดถึงสิ่งที่จะให้
"พระธิดาจะทรงมอบสิ่งใดให้บัวเพคะ" เธอได้ถามถึงสิ่งนั้นเป็นการตอบสนองที่อีกตนต้องการฟัง
"นี่ล่ะ​ เรากับจินร่วมกันสร้างมาให้" เธอจับมือซ้ายอีกคนขึ้นมาแล้วสวมกำไลที่ต้องแสงแล้วจะเห็นเป็นลายดอกบัวที่วิจิตรงดงามราวกับใช้ช่างชำนาญทำ​
"จริงสิ​ นี่ไม่ใช่กำไลธรรมดาหรอกนะ"เธอเว้นช่วงให้มีสวนร่วมในการสนทนา
"กำไลนี่วิเศษยังไงหรือเพคะ" เธอฉงนนัก​ หรือว่ากำไลนี้จะมีพลังวิเศษเหมือนแหวนที่อัญญานีสวมใส่กันนะ
"กำไลนี่ก็นี่ท่องมนต์ให้เป็นดอกบัวขนาดใหญ่ได้น่ะสิ​ แล้วดอกบัวนั้นน่ะจะสามารถป้องกันคนที่อยู่ในนั้นจากการโจมตี ยากที่ใครจะเข้าได้หากเจ้าของมิได้ยินยอมด้วย  จำสองบทนี้ให้ดี หากต้องการให้กำไลกลายเป็นดอกบัวให้ท่อง​ โอมปทุมามหาบุปผาวาวลัย​ หากต้องการให้ดอกบัวกลายเป็นกำไลดังเดิม​ให้ท่อง​ โอมปทุมาจุลบุปผาวาวลัย​ นอกจากจะจำให้ขึ้นใจแล้วขณะที่ท่องต้องตั้งใจ​ เอาล่ะลองดูสิบัว"เธอกล่าวเสร็จจึงให้อีกคนท่องมนต์​ที่ตนสอนให้​ ถึงจะเป็นมนต์ง่ายๆแต่ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนเสมอไป​  จึงจะให้ลองดูก่อน
" เพคะ.. โอมปทุมมามหาบุปผาวาวลัย" กำลังที่ข้อมือตอนนี้กลายเป็นพลังมุ่งสู่สระน้ำแปรเปลี่ยนเป็นดอกบัวขนาดใหญ่​
" เข้าไปชมด้านในสิบัว​" ว่าแล้วจึงพากันขึ้นสู่บัวดอกนั้น​ ในนั้นนุ่มราวกับปุยฝ้ายก็มิปานอีกทั้งเย็นสงบรมรื่นมากเสียด้วย
"ดอกบัวนี้เป็นของบัวแล้ว​ บัวจะใช้งานอย่างไรย่อมได้  แต่เราขออย่างเดียว​ ต่อจากนี้อย่าไว้ใจให้ใครมาอยู่ในนี้กับบัวตามลำพัง​ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายได้​ " เธอเตือนด้วยหวังดีเพราะไม่แน่เธออาจจะไม่สามารถปกป้องบัวได้อีกต่อไป
"เพคะ​ พระธิดา" เธอยิ้มตอบรับ​ ชี​วิตของเธอรู้สึกอุ่นใจเสมอที่ได้อยู่กับบุคคลที่เปรียบเสมือนพี่น้องขนาดนี้
" แต่เราจะขอให้บัวช่วยเราอีกเรื่องหนึ่งในวันนี้" เสียงที่สดใสนั้นดูจะจริงจังขึ้นบ้าง​ เธอมองอีกแล้วเริ่มบอกสิ่งที่จะขอทันที
......
"ไปไหนมา" อัคนินที่รู้ว่าอีกคนไปยังด้านนอกมาได้เข้ามาถามในทันที่ที่เขาได้มาถึง
"จะไปไหมก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า" บดิศรเบื่อหน่ายกับคนที่ชอบชวนตีกับเขา​ ไม่อยากจะข้องแวะด้วยหรอกถ้าาไม่ใช่งาน
"พรุ่งนี้เราก็จะสู้อยู่แล้ว​ ยังคิดจะเอาใจไปสนเรื่องอื่นอีก​ ระวังเถอะจะไม่รอดเอา" คำพูดนี่ดูหวังดีเสียเหลือเกินนะ
"เราว่าเอาเพลาที่ว่าเราไปพัฒนา​ฝีมือของเจ้าซะยังจะดีกว่า​ เสียเพลากับเจ้ามาก็มาก​ เราขอตัว" ว่าแล้วก็จากไปไม่รีรอให้อีกคนได้พูดโต้ตอบตน
.....​
ธนูที่ยิงมาเกือบถูกบุคคลทั้งสองที่สวมใส่สิ่งวิเศษ​ ธนูทั้งสองดอกนั้นมีสาส์นท้าต่อสู้​ ณ​ ศาศวัตบุรีในวันพรุ่ง​เพื่อจบทุกสิ่งอย่างเสียที​ แต่มันจะจบจริงน่ะเหรอหากมีใครชนะสักฝ่ายเข้าจริงๆ​ 
" จั๊กแหล่น​ ไปบอกกับพวกเขาว่าพรุ่งนี้เดินทางตั้งแต่รุ่งสาง​ ส่วนเจ้าเราขอให้อยู่ที่นี่เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันทัน" ปัทมาสน์ที่อ่านเสร็จจึงได้วานให้เสือตนนี้ไปบอกกล่าวให้ฟัง
"ได้​ ระวังให้ดีแล้วกัน​ พวกนั้นน่าจะเล่นไม่ซื่อ" อังคาสที่ได้ฟังจึงกล่าวตอบไป​ ชะตาพรุ่งนี้จะเข้าข้างพวกเขาแค่ไหนนะ
...
" ทางนั้นมีกันสิบสี่คน​ ถ้ารวมบริวารน่าจะได้สิบแปดคน​ ฝั่งพวกเรามีเพียงเก้าคน​ ดังนั้นแล้วควรจะทำให้พวกนั้นหมดกำลังให้มากที่สุดก่อนการปะทะของศาสตราวุธทั้งสี่​ อย่างนี้เราถึงจะได้เปรียบ​ ไม่ว่า่จะเป็นวิธีใดก็ตามที่สามารถตัดกำลังได้เห็นสมควรโปรดเสนอให้รับรู้ทั่วกัน"ปัจจากล่าวขึ้นมาในการประชุมชุมนุมคนเพื่อวางแผนในการต่อสู้เพราะฝั่งของตนนั้นจัดได้ว่ามีคนน้อยกว่าต่อครึ่งกันเลยทีเดียว​ งานนี้จะพลาดไม่ได่เพราะสุริยุปราคา​นั้นไม่อาจจะเกิดไม่บ่อยเสมอไป
.....​
วันต่อมาในยามรุ่งสางคณะเดินทางได้ออกเดินทางทันทีเพื่อที่จะได้เตรียมตัวในการต่อสู้​ เพราะนี่เป็นถิ่นฐานศัตรู​ โอกาสเพลี้ยงพล้ำนั้นก็สูงมากเช่นกัน
ขณะที่เร่งเดินทางกันอยู่นั้นแสงตะวันพลันสาดส่องลงมาทำให้บุคคลทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นอีกคนไป
"เป็นไปได้ไหม​ ที่บางทีคนพวกนั้นอาจจะหาคนมาเพิ่มในการสู้ครั้งนี้​ เพราะต่างฝ่ายต่างรวมๆแล้วน่าจะมีคนเท่ากัน​ การเพิ่มกำลังพลน่าจะเป็นผลดีสำหรับพวกเขา" หลังจากที่อ่านบันทึกและสาส์นนั้น​ พุทธรัตน์จึงได้ถามกับสหาย​ ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พวกนั้นจะเรียกไปสู้กันธรรมดาๆเพื่อจะจบเรื่องนี้ได้
" น่าจะเป็นไปได้​ แต่บางทีอาจจะมีการแบ่งคนไปยังเมืองทิศพลด้วย​ เพราะอัญญานีเป็นพระคู่หมั้นของเทพวิษุวัต​ เพราะอย่างนี้จึงให้จั๊กแหล่นช่วยดูแล" เพชรราหูตอบและกล่าถึงสิ่งที่ไม่ไว้วางใจในส่วนของพวกเขาด้วยเช่นกัน
"ตอนแรกด้านพวกเราจะให้สุดหล่ออยู่เหมือนกัน​ แต่ว่าเขาไม่ยอมพี่ตาหวานเลยต้องอยู่แทน"นั่นก็เพราะห่วงใยในพระอัยกาพระอัย​กี​ตลอดจนชาวเมืองทิศพลด้วยเช่นกัน​ แต่เจ้าสิงโตน่ะดื้อด้านอยากจะตามเพราะหวงห่วงในสิ่งวิเศษทั้งสองเสียเหลือเกิน
"โถโธ่โธ่​ พระธิดาล่ะก็​ สุดหล่อนน่ะหวงห่วงใยใน... พระธิดามากเลยนะ​ สุดหล่อถึงได้อาสามา​ ถ้ามีอะไรผิดพลาดสุดหล่อผู้นี้จะช่วยเหลือ"
ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่อาการที่แสดงก็เด่นชัดอยู่มิใช่หรือ
"ระวัง!! "พุทธรัตน์​กันทุกคนไว้ไม่ให้ไปต่อเพราะสิ่งข้างหน้านั้นผิดปกติ
"มีอะไรหรือป่าว" เพชรราหูถาม​ ในเวลาสำคัญอย่างนี้คงไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องหยุดนอกจากจะเกิดอันตราย
"เราสังเกตเห็นใบไม้ที่กำลังร่วงอยู่ขาดไปกลางอากาศ​เหมือนถูกฉีกขาด บางทีนี่อาจจะเป็นไสยเวท​ที่จะทำร้ายพวกเราให้บาดเจ็บก่อนจะไปถึงก็ได้นะ" มันก็จริง​ น้อยหรือแทบจะไม่มีเลยที่ใบไม้จะสามารถฉีกขาดได้ปานนั้นถ้ามันไม่มีอะไรจริงๆ
"น้ำอัญชันนี้น่าจะช่วยให้เราพอที่จะมองเห็นช่องทางที่จะไปโดยไม่บาดเจ็บ​ เพราะทางนี้เป็นทางแคบผ่านได้ทางเดียว"ว่าแล้วเขาจึงใช้น้ำอัญชัน​ที่พกมานั้นสาดใส่​ ด้วยเพราะสีของอัญชัน​นั้นได้ทำให้พบกับเส้นใยที่พันไว้ทั่วเพื่อที่จะให้ได้ลิ้มรสโลหิตของผู้ผ่านทาง​ ด้วยสัมผัสดูเพียงนิดจึงได้พบว่าเส้นใยนี้คมอย่างที่ไม่ควรจะเป็น​
" โอ๊ย!! "ตุ้บเท่งไม่ทันระวังตัวถูกเส้นใยนี้เข้าอย่างจัง​ เลือดที่ออกมาแม้จะน้อยนิดแต่นั่นก็พอที่จะเรียกประกายสายฟ้าที่ไม่มากแต่รุนแรงลงมายังตัวเขาได้​ โชคยังดีที่พระโอรสวันพุธ​พาตัวออกมาได้ทันไม่เช่นนั้นป่านนี้ร่างกายเจ้าสิงโตคงจะเป็นอันตรายสาหัสแน่
"ถ้าเป็นประกายสายฟ้าอย่างนี้​ อาวุธเหล็กใดก็ไม่สามารถจะทำลายได้  แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดีีพระเจ้าค่ะพระธิดา" หิ่งห้อยยักษ์​ถามขึ้นมาด้วยเพราะเป็นเหล็กนี่ล่ะ​ ถึงมันจะไม่ใช่ตัวล่อฟ้าจริงๆแต่ว่าก็อาจจะทำให้ร้อนจนเกิดอันตรายได้เช่นกัน
"เช่นนั้นเราจะพาหายตัวไปยังอีกฟากนึงเองนะ"ทั้งสามจับมือกันและสัมผัสปีกของอีกคนเมื่อหายตัวไปยังอีกฟากกลับพบว่าตนอยู่ที่ด้านเดิมทั้งๆที่ข้ามไปแล้ว​ ถึงจะลองอีกสักกี่ครั้งผลลัพธ์​ยังคงเดิม
"เราว่าให้เป็นหน้าที่ของเราจะดีกว่า" เธอว่าแล้วจึงใช้พลังจากเกราะ​กายสิทธิ์​เรียกธนูทิชากร​ที่ทำจากไม้ลานแกะสลักที่คันธนูอย่างปราณีตแม้ไม่มากแต่พอดี​ออกมาแล้วแผลงศรเพื่อทำลายเส้นใยสายฟ้าเหล่านั้น​ ศรนั้นเคลื่อนไหวราวกับวิหคเหินเวหาเมื่อต้องใยนั้นแล้วแสงสีมรกตพลันสว่างเจิดจ้าเส้นใยนั้นถูกทำลายสิ้นแล้ว  ทั้งหมดจึงได้เร่งเดินทางพร้อมกับระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมเพราะไม่อาจจะรู้ได้ว่าจะเจอสิ่งใดอีกต่อไป

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 57
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #55 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2020, 06:33:10 PM »
ขอเลื่อนวันอัพนิยายเป็นวันเสาร์ที่4 กรกฎาคม​นะคะ​ ด้วยเพราะช่วงนี้จะต้องเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ​ ต้องขออภัย​ด้วยนะคะ