ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

!!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 67
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #60 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2020, 06:32:46 PM »

"เป็นยังไงบ้าง​ล่ะ... ดูท่าน่าจะมีความทุกข์ไม่น้อยเลยนะ" พิมาลามาเยือนถึงที่คุมขัง ทำเอาทุกคนอดสงสัยไม่ได้ว่าสตรีผู้นี้เป็นใครกัน​  แล้ว​มีความแค้น​อะไรกันแน่ถึง​ได้มาร่วมกระทำการอันมิชอบกับชาวเมือง​ทิศพล
"เราไม่เคย​รู้จัก​ท่านมาก่อน​ ทำไมต้อง​ทำเช่นนี้​ด้วย"สไบทอง​กล่าว​ถามผู้ที่มาเยือนด้วยไม่เข้า​ใจในเหตุผล​
"ไม่​รู้จัก​ก็ดี... เราไม่จำเป็นต้องบอกเหตุ​ผลให้เจ้ารู้หรอก เพราะเรื่องแค่นี้ใช่ว่าจะคิดเองไม่ได้นี่"คิดดีๆก็มีไม่กี่คนจริงๆนั่นล่ะ
"คงเป็นเจ้าสินะสไบแก้ว..ถึงเจ้าจะหน้าตาเปลี่ยนไปเช่นใด จิตใจที่ไม่สำนึกคุณของเจ้าก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย" ท้าวนวดลในสถานะเชลยได้พูดขึ้นเพราะคนมีลักษณะเช่นนี้เป็นคนเดียวกันเพียงแต่หน้าไม่เหมือนเดิม
"สามหาว!!" ได้ยินคำกล่าว​ว่าถึงกับเลือดขึ้นหน้า​ ยอมให้ว่ามิได้เด็ดขาด​
"เจ้านั่นล่ะที่สามหาว!! องค์​เหนือหัวนวดลเป็นถึงเจ้าเมือง​ เจ้าถือตำแหน่ง​ว่าเป็นมเหสีเมือง​นี้มาข่มขู่​ทั้ง​ๆที่พระองค์​เคยรับเจ้ามาเป็็นธิดาบุญธรรม​ ก็น่าสมควรให้ถูกกล่าวว่าอยู่หรอก" มเหสีอมรินทร์​ตอบกลับไปด้วยไม่พอใจ​ในกิริยาหญิง​คนนี้
"หึ... เจ้าเมือง​หรือ ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากพวกข้าทาสนักหรอก อีกอย่างบุญคุณอะไรนั่นเราก็ไม่ได้ร้องขอ​ มันเป็นความต้องการของพวกเจ้าทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับเรา...ในเมื่อปากดีกันขนาดนี้ก็ไปทำงานทาสแบกหามหาฟืนก็แล้วกัน​ พาตัวไปยกเว้นสไบทอง​ ให้นางไปประจำห้อง​เครื่อง​ ใครไม่ใช้งานคนพวกนีถือว่ามีความผิด​ ประหารสถานเดียว" พูดเสร็จก็จาไปในทันทีไมรีรอให้ใครได้ตอบโต้อีก
...........
"เป็นรื่อง​จริงเหรอ "อัคนินฟังคำเล่าอีกฝ่ายก็ถามทวนอีกครั้งราวกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าเชื่อ
"จริงแท้แน่นอน พวกเราเห็นกับตาว่าสองคนนั้นน่ะกระโดดลงน้ำทะเล​ไป"ธานินทร์​กล่าว​ ไม่รู้​จะ​โกหกไปทำไมกัน​ เรื่อง​ที่น่ายินดีอย่างนี้
"ดีเหลือเกิน​นะคนนึงเป็นง่อยอีกคนก็ใบ้ กล้าที่จะกระโดดลงไปแบบนั้น​ คงจะมีใครมาช่วยอยู่​หรอก​ เท่านี้ก็หมดหน้าที่ไม่ต้องทำอะไรแล้วสินะ" เขา​พ​อใจ​กับ​คำยืนยันพลางยิ้มอย่าง​ชอบใจ
" ใครบอกกัน​ พวกเรายังไม่หมดหน้าที่​ นี่เพิ่ง​จะเสร็จขั้นแรกไปเอง" เขาพูดเช่นนี้มีเหรอคนอยากพักจะไม่พอใจ
" งานอะไรอีกล่ะ​ นี่ยัง​ไม่หมดอีกเ​หรอ​ค่ะ​ เรื่องมากจริงๆ​" เขา​ชักจะ​โมโหใหญ่แล้ว​งานก็ทำแล้วจะอะไรกันอีก
" อย่าเสียงดัง​ไป​ กำแพง​มีหูประตู​มีช่อง.. " เขา​เตือนก่อนจะเล่าเรื่องงานที่ว่าไว้อย่าง​ลับๆ
" พักผ่อนก่อนไม่ได้เหรอ "เขาลาะเหนื่อยหน่ายกับพวกลัทธินี้เสียจริง​ แต่ก็ต้องยอมทำตามเพราะตกลงไว้แล้วเลิกไม่ได้​ ขออย่างเดียวขอพักร่างกายสักหน่อย
"ก็ย่อมได้... อยากจะทำสิ่งใดก็รีบทำนะ​ เพราะหมดเพลาเมื่อใด​ เจ้าก็คงจะวุ่นวายพอตัว​ เราไปล่ะ" ว่าแล้วเขาก็จากไปเพราะตัวเขาก็อยากจะพักเช่นกัน
......
"ทำไมถึงดูหนักใจ​ เรานึกว่าเจ้าจะยินดีเสียอีก" ปัจจาถามอีกคนที่ฟังเรื่องที่ศัตรูหนีไปแต่สีหน้ากลับไม่ยินดีได้เต็มที่
" ยินดีก็ใช่อยู่​... การที่ทั้งสองคนนั้นตายไปอีกสิบสองคนที่เหลือจะจากไปพร้อมกันรึเปล่านี่สิปัญหา" บดิศรได้ยินคำถามก็กล่าวตอบไป
"ไม่ต้องห่วงไปหรอก.. คนพวกนั้นก็จากไปพร้อมๆกับทั้งสองคน​  แต่ถ้าพวกนั้นรอดไปได้จริงๆคงจะทรมาณมาก​ นอกจากจะได้รับความลำบากแล้ว​ เราจะติดตามทำให้คนพวกนั้นไร้ซึ่งความสุข" มันเหมือนเป็นหน้าที่่ที่สลัดไม่หลุดจะต้องให้อีกฝ่ายสิ้นไป​ ตัวเองจะได้ไม่ต้องทำงานอีก
"ตอนนี้เจ้าคงล้ามามาก​ พักผ่อนก่อนเถอะ​ ไว้ถึงเพลาจะเรียกมาช่วยงานอีกแรง" เขาจากไปแล้วให้อีกคนได้พักผ่อนหย่อนใจไปก่อน
....
ภายใต้ท้องทะเลทางทิศทักษิณ​นั้นเหล่ามัจฉา​น้อยใหญ่ต่างแหวกว่ายไปมาไม่สิ้นสุด​ แต่แปลกนักที่มนุษย์​อยู่ต่างถิ่นมาเหตุใดจึงได้เดินเหินราวกับว่าพวกตนอยู่บนบกอย่างนั้น​ เดินทางกันได้สักพักก็มาถึงวังบาดาล​ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ
"แสงสุรีย์​ ทำไมถึงได้กลับมาเป็นแบบเดิมล่ะ​ แล้วชายหนุ่มคนนี้คือใคร.. นำกระดานเขียนคำมาให้หลานเราเร็ว​ นำลูกแก้วชีวาชลาศัย​มาให้ชายผู้นี้ด้วย" นางกำนัลใต้ทะเลก็รีบทำตามรับสั่งจัดหากระดานสำหรับเขียนคำและมาให้อย่างรวดเร็ว​
"กลืนลูกแล้วนี้เถิดบุรุษ​ แล้วเจ้าจะอยู่ใต้ท้องทะเลได้โดยไม่ต้องยืมหัตถ์ผู้ใดมาจับต้อง" พระนางยื่นลูกแก้วขนาดเล็กกว่ายาลูกกลอนที่มีแสงสีขาวสบายสบายดวงตาไม่เจิดจ้าราวกับแสงตะวันให้กับคนแปลกหน้าแต่นับว่าเป็นสหายของคนรู้จัก
"ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ​ หม่อมฉันชื่อสุริยะพระเจ้าค่ะ"เขารับลูกแก้วนั้นมาแล้วกล่าวขอบคุณ​ เขาพอจะเดาได้ไม่ยากมาก​ นี่คงจะเป็นหนึ่งในพระวงศาของพญานาคราชแห่งทิศใต้นี้
"ทูลพระมเหสีภาสุระ​ เหตุแห่งการนี้เกิดจากการต่อสู้ที่เมืองศาศวัตบุรีเพคะ..." เธอเขียนเล่าทุกเรื่องราวลงไปที่กระดานคำ​ ทำให้รู้ได้ถึงสาเหตุที่พระนาคีต้องการคำตอบ
"เช่นนี้เราเห็นสมควรจะต้องทูลพระวิชชุ​นาคราช​ให้ทรงทราบ​ ไม่นานพระองค์​คงจะกลับมาพร้อมกับโอรสธิดาของเรา​ พักผ่อนเสียก่อนเถิดไว้เสด็จเมื่อใดเราจะให้คนไปตาม" พระนางกล่าวจบจึงได้ให้คนพาไปยังที่รับรอง​ ก่อนจะแยกย้ายความสงสัยของแสงสุรีย์​ที่มีอยู่นั้นก็มิอาจปิดได้
" ทำไมท่านถึงได้รู้จักเหล่าเชื้อพระวงศ์​นาคาได้​"เขาถามเช่นนั้นก็ต้องตอบ​ มิจำเป็นจำต้องปิดบังสิ่งใดเลย
" ก่อนที่เราจะได้รับสังวาลย์​มณีมา​ สิ่งวิเศษนี้ได้อยู่กับองค์วิชชุนาคราชมาก่อน.." แสงสุรีย์นั้นเติบโตมาจนถึงแปดชันษาถึงแม้ว่าจะร่ำเรียนศิลปะวิทยาใดก็ตามแต่​ เหล่าราษฎรต่างรู้สึกไม่วางใจในสิ่งที่เธอนั้นเป็​น ทั้งเป็นคนใบ้ไร้เสียงพูดและยังมีมีแผลเป็นกรีดยาวดูไม่งามตาในส่วนใหญ่ของค่านิยมผู้คน​ที่ใบหน้าอย่างชัดเจน​ ต่อให้เป็นลูกกษัตริย์​อย่างไรก็มิอาจพ้นคำครหา​ได้เลย​ แม้แต่ความสามารถ​ก็ยังถูกเคลือบแคลง​ ตนจึงขอลาพระบิดาเดินทาง​ แรกเริ่มเดิมทีใจพ่อคงไม่ยอมให้ลูกอายุเท่านี้เดินทาง​ แต่เมื่อเป็นประสงค์​และโชคชะตาพอจะเป็นใจ​จึงปล่อยให้เดินทาง
"ถ้าทายปริศนาได้จะขอสิ่งใดจากองค์นาคราชก็ย่อมได้​" ประกาศจากนกแขกเต้าที่นำมา​ให้​ ผู้ติดตามได้อ่านแล้วก็รู้สึกตกใจแต่ก็ทูลต่อพระธิดาทันที
"เป็นโชคชะตาที่ดีเลยนะเพคะ​ อย่างนี้ถ้าพระธิดาตอบได้ถูกต้อง​ พระธิดาก็จะได้ครอบครองสิ่งที่พระธิดาต้องการเลยนะเพคะ​... แต่ว่าลูกแก้วมีอันเดียว​ จะลงไปวังบาดาลได้อย่างไรล่ะเพคะ" คนที่ตามก็พูดเสียเยอะเพราะอีกคนพูดไม่ได้สินะ
"ขอเราอ่านเนื้อหาได้ไหมพุดจีบ" เธอเขียนลงบนพื้นดินเพื่อขอให้อีกคนส่งประกาศมาให้
" จับมือกันไว้ก็ไปได้​ แต่ต้องจับตลอดเพลา​ ปล่อยมือไปก็ไม่สามารถรอดชีวิตได้นานถ้าไม่ถึงน่านน้ำ​" เมื่ออ่านประกาศและคำอธิบายการใช้ลูกแก้วอย่างละเอียดแล้วจึงบอกนางกำนัลที่ตามมาด้วยการเขียน
" อย่างนี้หม่อมฉันก็แย่น่ะสิเพคะ​ ครั้นจะให้พระธิดาไปลำพังก็ดูจะไม่ดีเท่าไหร่"เธอทำท่าเป็นเสียดายเหลือ​ แต่ก็ยังมีมุมที่ดูกี่ทีก็ไม่น่าจะรับมือกับกระแสคลื่นได้ไหวนัก
"ไม่เป็นไร​รอเราบนบกนี่ล่ะ​ เราจะไปคนเดียว" ตัดสินใจก็จะไปเสียให้ได้
"พระธิดามีพระชันษาน้อย​ แล้วถ้าลงไปเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำยังไงล่ะเพคะ" อดห่วงไม่ได้นะยังตัวเท่านี้อยู่เลย  อีกคนไม่ตอบโต้แต่เลือกที่จะเดินลัดเลาะจนถึงชายหายได้อย่างรวดเร็ว​ แล้วทำท่าเหมือนจะเขียนอักษรให้นางกำนัลดูอีก​ ดูจงใจเขียนให้อ่านยากเสียด้วย
"ร.. รอ.. รอตรงนี้​ เราไป.. ไปก่อน​  รอตรงนี้เราไปก่อน"อ่านเสร็จถึงกับเงยหน้ามองพระธิดาก็ใช้ลูกแก้ววิเศษลงไปยังเมืองบาดาลเสียแล้ว​ ไม่ต้องแหวกว่ายก็เดินทางในน้ำได้เหมือนกับบก​ มาถึงแล้วควรจะทำตัวอย่างไร
"มีเด็กมาด้วยงั้นรึ  เหตุใดจึงไม่พูดจา" นายทหารบาดาลถามยังไงอีกคนไม่พูด  แต่คิดจะเขียนอยู่
" ไม่ต้องเข้ามาก็ได้นะ​ ถ้าจะทายปริศนาก็จะต้องพูด​ เขียนแบบนี้รบกวนฝ่าบาทเสียปล่าวๆ"
"รบกวนอะไรกัน​ พวกเจ้าเอาแต่ว่าผู้อื่นมิถามเหตุผล​สักคำ.. เจ้ามาตามคำเชิญหรือ​ ที่ไม่พูดเพราะเหตุใดกัน​ อย่ากังวลเรามิคาดโทษเจ้าหรอก" สตรีท่าทางมีอำนาจเข้ามาและนั่งทักทายกับเด็กที่ยืนอยู่​ พอเขียนตอบไปก็ทำให้รู้ว่าเป็นใบ้ไร้เสียง​ จะตอบโดยวาจามิได้
" ถึงแม้จะพูดไม่ได้​ เราก็ต้องลองดูว่าจะแก้ปริศนาอย่างไรได้ดีกว่า​ องค์​เหนือหัวทรงโปรด​ปรานผู้มีปัญญามากกว่าผู้ใช้วาจามาทำลายผู้อื่น" ว่าแล้วจึงจูงมือพาเข้าไปในเขตท้องพระโรง​
"มเหสีภาสุระ​พาธิดาน้อยผู้นี้มาแต่ใด​ เราหาได้รับรู้ไม่​ โปรดแจ้งแก่เราเถิด" วิชชุนาคราช​ผู้รอคอยเหล่าคนทายปริศนาได้ถามถึงบุคคลที่มาเยือนนั้นดูยังด้อยประสบการณ์​มิน่าจะใช่ที่ชะตาส่งมา
" เด็กคนนี้มาตามประกาศเพคะ​ ดูท่าจะเป็นเด็กที่มุ่งมั่นมิน้อย​ ถึงแม้จะพูดไม่ได้​ จะไม่มีประสบการณ์​เท่าผู้ใหญ่มากนัก" เพราะไปเห็นแววตาก็เหมือนกับเห็นหัวใจเลยค่อนข้างจะมั่นใจนัก  เมื่อรู้ว่าอยู่กับราชวงศ์​สูงศักดิ์​ของเหล่านาคแล้ว​  จึงได้ทำการคำนับนอบน้อมทันที
"เอาเถิด​ ในเมื่อมาในที่แห่งนี้แล้วควรที่จะได้ทายปริศนา​ ปริศนาของเราก็คือ​ เหตุใดฝุ่นละออง​ไม่เรียกธุลี​ จริงอยู่ว่าเป็นคำถามที่ไม่ยากเท่าใด แต่เราอยากจะได้คำตอบที่มีนัยยะธรรมจากผู้มาเยือน" คำถามนี้ไม่ยาก​อย่างว่าแต่ต้องคิดให้ดีก่อนจะตอบ​ เหมือนกับว่าผู้ถามจะต้องการคนสนใจธรรมร่วมกับปัญญาแบบเดียวกันเสียมากกว่า​ คำนี้ช่างเป็นคำที่น่าฉงนในทีเพราะความหมายจริงๆนั้นก็คือละอองฝุ่นที่เล็กกว่าฝุ่นทั่วไปมิใช่หรือ​ เหตุใดต้องตั้งปริศนาที่คนตอบไม่ถูกพระทัยเสียที​ ผู้ทายปริศนาลงมือเขียนอธิบายปัญหาที่ไม่ยากนี้ลงบนกระดานคำที่พระมเหสีทรงหยิบยืมมาจากพระโอรสที่ใช้ในการศึกษา​ เมื่อเสร็จแล้วพระโอรสพญานาคจึงลงไปรับคำตอบช่วยอ่านให้แทน

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 67
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #61 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2020, 06:35:14 PM »

"ทูลองค์นาคราช​ คำว่าธุลีในความหมายทั่วไปใครต่างก็รู้ดีว่ามีความหมายเช่นเดียวกับฝุ่นละอองถ้าจะให้อธิบายความแตกต่างคงกล่าวถึงขนาดที่เล็กลงไป​ จะกล่าวได้ว่าคำตอบนั้นไม่ผิดไปเสียทีเดียว​แต่กลับยังไม่สมบูรณ์​ หม่อมฉันจะแจ้งตามหลักธรรมตามที่ทรงปรารถนา​ อันว่าแท้จริงตามธรรมคำสอนพุทธองค์​กล่าวเกี่ยวกับธุลีนั้นคือกิเลสของคนซึ่งมีสามประการเป็นพุทธวาจาของพระศาสดา.."เขาส่งกระดานให้เขียนต่อไปอีก
"ประการที่๑ ราคะ​ชื่อว่าธุลี, แต่ละอองท่านหาเรียกธุลีไม่, คำว่าธุลีเป็นชื่อของราคะ​ ภิกษุเหล่านั้น​ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว​ อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้า​ผู้ปราศจาก​ธุลี
ประการที่๒​ โทสะชื่อว่าธุลี, แต่ละอองท่านหาเรียกธุลีไม่, คำว่าธุลีเป็นชื่อของโทสะ​ ภิกษุเหล่านั้น​ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว​ อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้า​ผู้ปราศจาก​ธุลี
ประการที่๓​ โมหะชื่อว่าธุลี, แต่ละอองท่านหาเรียกธุลีไม่, คำว่าธุลีเป็นชื่อของโมหะ​ ภิกษุเหล่านั้น​ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว​ อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้า​ผู้ปราศจาก​ธุลี"  ยังจะเขียนต่ออีกหรือ​ พระโอรสติณณกฤตแห่งท้าวเจ้านาคาทิศทักษิณ​รู้สึกล้าแล้วหนา
" ตอบเท่านี้น่าจะพอนะ"เขาทักท้วงเล็กน้อยกับคนวัยเดียวกัน
" ให้เขาชี้แจงอีกเพียงครั้งเถิด​ ลูกพ่อต้องรู้จักอดทน​ พวกเราต่างต้องดูแลข้าราชบริพาร​อีกมาก​ ถือว่าฝึกใจให้ร่มเย็นมีสมาธิ" เขาพูดให้เข้าใจ​ เวลานี้ปริศนาจะกระจ่างจะมิยอมอันใดเลยรึ
"พระเจ้าค่ะ​ ลูกจะใจเย็น" ว่าแล้วเขาก็รับกระดานที่เขียนเสร็จขึ้นมาอ่านเป็นคราสุดท้าย
" กิเลสเหล่านี้ล้วนเป็นธุลีที่สามารถ​ซึมซับเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตใจนั้นโดยง่าย​ นับเป็นสิ่งบ่อนทำลายศีลธรรมอันดี​ ดังนั้นนั้นเราควรระวังตัวตั้งมั่นอยู่ในการทำความดีอย่าให้กิเลสนั้นเข้าครอบงำจิตใจไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม​"  เสร็จสิ้นคำอ่านพระวิชชุท่านก็แย้มพระโอษฐ์อย่างพอพระทัย
" เห็นชัดว่าท่านมีปัญญาอันเกิดจากการศึกษา​พระธรรม... เรามีสิ่งวิเศษมอบให้เป็นถาวรคือแก้วชีวาวชลาศัย​  พร้อมกับสิทธิ์​ที่ท่านจะขอความช่วยเหลือในทุกกาล​ สิ่งที่เราจะให้เลือกคือรัชตวิมาน​ ตรีมารุต​ สังวาลย์​มณี​ ท่านปรารถนาสิ่งใดโปรดเลือกมาเถิด" ถึงจะมีความยินดีแต่ก็ยังมีคนคอยภาวนาไม่ให้นำของวิเศษที่ตัวเองอยากได้ทั้งชีวิตไปเลย​ คนที่มีสิทธิ์​ในการเลือกก็ไม่รู้จะเลือกสิ่งใด​ ไม่ใช่เพราะความโลภอยากได้ทุกอย่างหากแต่ว่าที่มาที่นี่ก็เพื่ิอจะทายปัญหาอย่างเดียวนี่สิ
" เลือกเถิด​ อย่าเกรงกังวลใจ" วิชชุนาคราชกล่าวเมื่อเห็นท่าทีของผู้ทายปริศนา​ แสงสุรีย์​ในวัยเยาว์​หยิบจับสิ่งของพลางคิดไปว่าชะตาน่าจะเลือกสิ่งที่เหมาะสมให้ตนเอง​  เธอจับดูวิมานขนาดเล็กเท่าของเล่นนั้นที่สามารถขยายใหญ่ตามใจชอบก็รู้สึกว่าไม่ใช่​ ครั้นหยิบตรีได้ครู่สายตาแสนหวงแหนก็มุ่งตรงมาจนน่าอึดอัดใจ
้เมื่อมาถึงชิ้นที่สามปรากฏ​แสงสว่างวาบครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสจนรู้สึกถูกชะตายิ่งนัก
"หรือว่านี่..." มเหสีนาคาเห็นแล้วจึงพูดไปแต่ก็ยั้งไว้คอยดูที
"หม่อมฉันประสงค์​สังวาลย์​เส้นนี้​เพคะ" เธอเขียนลงกระดานคำเพื่อทูลต่อนาคราชา
"สวมใส่ดูเถิด​ ของสิ่งนี้ก็เลือกเจ้าของ​ หากไม่ใช่อย่าฝืนเลย" เขาแนะให้ทำเช่นนั้น​ อีกคนจึงได้ทำตามสวมใส่แล้วเกิดแสงสีแดงขึ้นมารู้สึดราวกับว่าร่างกายมีใครเพิ่มมาอีกหลายๆคน​ ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปใบหน้าก็หายขาดจากแผลลึกอย่างไม่น่าเชื่อ
"แผลเราหายแล้วเหรอ...เสียงก็พูดได้.. . ขอบพระทัยเพคะ"นอกจากจะทำให้ร่างกายหายจากบาดแผลแล้วน้ำเสียงก็กลับมา​ ตอนนี้ร่างกายเป็นคนปกติทั่วไปแล้วแต่ยังไงก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณ​เลย
"เป็นสิ่งที่ท่านควรได้รับ​ ต่อไปภายภาคหน้าท่านจะต้องได้ใช้อาวุธ​นี้รักษาความเป็นธรรมไว้  เรารู้จักกับฤๅษี​มฤคินทร์จะฝากฝังให้เป็นศิษย์ร่วมกับโอรสเรา.. อย่าได้ปฏิเสธเลย" นับตั้งแต่วันนั้นก็ร่ำเรียนวิชาร่วมกันมานั่นเอง

"ผู้ติดตามที่ชื่อพุดจีบเขาออกเรือนไปแล้ว​ ส่วนติณณกฤตเราไม่ได้เจอเขามาสี่ปีได้" จบการเล่าเรื่องก็มีเหล่านางกำนัลมาเชิญไปทานอาหารมื้อเย็นเสียหน่อย
.....
" เดินทางมาตั้งหลักนี่ก็ดีไปอย่าง​ แต่ว่านะทำไมในวังไร้วี่แววผู้คนอย่างนี้!! " เจ้าสิงโตหาทั่ววังทิศพลไม่เจอชาววังเสียสักคนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
" มันเป็นแบบนี้เพราะคนพวกนั้นแน่​ แสดงว่าตอนนี้เหล่าพระวงศ์และข้าหลวงคงจะถูกบีบบังคับให้เดินทางไปยังเมืองรัตนบุรีเป็นแน่"หิ่งห้อยยักษ์กล่าว ดูจากรูปการณ์แล้วไม่มีทางจะคิดเป็นอื่นได้หรอก
"แล้วจะไปช่วยทางไหนก่อนดีล่ะ....เอาเป็นฝั่งที่คดที่อยู่ได้ก่อนดีไหม" เขาออกคววมคิดเห็น เพราะมันน่าจะตามหาง่ายกว่า
"เราก็เห็นควรเช่นกันเพราะอย่างน้อยก็น่าจะช่วยได้ก่อนจะออกตามหา แต่ยังห่วงว่าพระโอรสจะเป็นอย่างไร พวกเราก็ยังไม่รู้เลยว่ากระแสน้ำนำพระโอรสไปยังที่ใดแล้วได้อยู่กับพระธิดาแสงสุรีย์รึเปล่านี่สิ" เขายังหนักใจนักกับเรื่องที่เกิดขึ้น หานายของเขาอยู่ตามลำพังจะปลอดภัยหรือไม่
"ยังไงคราวนี้ก็ไปช่วยพวกเสด็จแม่กันก่อน ส่วนพระโอรสของเจ้า ข้าเชื่อว่าต้องไม่เป็นอะไรไปง่ายๆหรอก"
เมื่อตัดสินใจเช่นนี้แล้วทั้งสองก็เดินทางมุ่งสู่รัตนบุรีโดยทันที
.....
"ทำไมถึงไม่ให้เราเข้าไปยังป่าจินตภพแต่กลับให้มาพบที่ป่านี่แทน" ดาบสไม่เข้าใจอีกฝ่ายว่าเหตุใดถึงได้กีดกันไม่ให้ตนเข้าไปในเขตที่พำนักของสหายเก่าแก่ด้วย
"ท่านตาทมิฬล่ะก็  ใจเย็นสิเจ้าค่ะ ท่านตาของจั๊กน่ะต้องการแบบนี้ ใครก็ห้ามไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ" ถ่วงเวลานานแล้วช่างน่ากังวลเหลือเกินที่จะถูกจับได้  ต่อจากนั้นควรจะทำอย่างไรดี เพราะตนนั้นไม่ได้นัดแนะกับฤๅษีมฤคินทร์ไว้เลย
"ยังใจร้อนมิเปลี่ยนเลยนะ ดูสิจั๊กแหล่นหน้าถอดสีหมดแล้ว" ดาบสใบหน้าที่เป็นราชสีห์นั้นไม่มีดังแต่ก่อนกลับเป็นมนุษย์ที่มาพบกันในวันนี้ ทั้งที่หลานสาวก็มิได้นัดหมายไว้จริงๆ
"ท่านตา ท่านตาจริงๆเหรอจ๊ะ " ถึงจะไม่ข้าใจในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่บ้าง แต่ก็ดีใจที่ได้เจอไม่อย่างนั้นคงไม่รอดเป็นแน่
"ตาเองน่ะสิ...ทมิฬ ศิษย์ของเราก็ไม่อยู่แล้ว  จะตามหาเราทำไมอีกล่ะ เห็นชัดว่าศิษย์เจ้าน่ะเหนือศิษย์ของเราและอนุชิตนัก" เขาก็พูดตามที่รู้ ตนไม่เหลือศิษย์ที่เป็นศัตรูอีกฝ่ายแล้วจะมาเอาอะไรกับตนอีก
"เรามาก็ใช่เพราะศิษย์ตัวดีของเจ้าไม่ เรามาทวงน้ำเต้าอมฤตของเราคืน คนพวกนั้นไม่มีน้ำเต้า มันต้องอยู่กับคนเจ้าเล่ห์อย่างเจ้าแน่" นึกว่าเรื่่องอะไรที่แทก็แค่น้ำเต้า
"น้ำเต้าอมฤตนี้พวกเราทั้งสามก็ร่วมกันสร้างขึ้นมาไม่ใช่หรอกรึ เจ้าอ้างสิทธิ์ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้  ตราบใดที่ยังอยู่กับพวกเราหนึ่งในสามก็ไม่เท่ากับสูญหายหรอก" ก็น่าให้ว่าอยู่หรอกของก็ร่วมสร้างพร้อมกันแท้ๆยังจะถือว่าเป็นของตัวเองคนเดียวอีก
"เจ้านี่มันยังไง ข้าก็ครอบครองอยู่ดีๆแต่ถูกแย่งเอาไป ข้ามาทวงดีไม่ได้เลยรึอย่างไร" เขาชักจะโมโหเสียแล้ว ใจร้อนเท่าคนรุ่นหนุ่มสาวก็มิปาน
"คิดทบทวนให้ดีก่อนจะพูดออกมา ใครทำใครก่อนก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ อีกอย่างหนึ่งเจ้าก็เป็นผู้ทรงศีล สำรวมกิริยาบ้างเสียก็ดี" ว่าก็ว่าเถิด ใครทำใครก่อนกันถ้าไม่ใช่คนที่บูชาเทพวิษุวัตเสียเป็นบ้าเป็นหลัง
"ส่งมาให้เราเสียสิ จะได้เลิกแล้วต่อกัน" กล่าวง่ายดีนี่ คิดจริงๆหรือว่าจะหยุดแค่นี้ ได้คืบคงหวังศอกเสียกระมัง
"ส่งให้ไมได้ อยากได้ก็ไปหาอนุชิต แต่เขาคงอยากจะให้เจ้าอยู่หรอก" เป็นหนึ่งในส่วนร่วมของการทำลายชีวิตคนขนาดนี้ ผู้ทรงศีลที่ไหนจะยอมกัน
"พูดมากไปแล้ว ข้าจะจัดการเจ้าก่อน ส่วนน้ำเต้าอมฤตจะทวงจากอนุชิตเอง" เขาใช้ไม้เท้าปล่อยพลังเข้าทำร้ายอีกฝ่าย ทางนั้นก็ไม่ยอมตอบโต้กลับโดยทันที
ค่ำก็ได้ความมืดเข้าช่วย ทมิฬดาบสกะจะใช้พลังลอบโจมตีแต่ช้ากว่าอีกฝ่ายไปก้าวเดียว ทางนั้นก็บาดเจ็บต้องกลับไปตั้งหลักก่อนจึงจะมาพบกันใหม่
"ท่านตา ท่านตาไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ"จั๊กแหล่นเข้ามาดูอาการด้วยความเป็นห่วง
'"ไม่เป็นอะไรหรอก ตาก็แค่อ่อนเพลียไปตามสังขารที่เหลืออยู่...ใจจริงตาก็อยากช่วยให้ถึงที่สุด แต่ว่านี่ก็เหมันตฤดูแล้ว ใกล้จะถึงวันบำเพ็ญเพียร ดังนั้นก่อนที่ตาจะไม่อยู่ เจ้าจงจำสิ่งที่ตาบอกให้ดี..." ผู้ทรงศีลกล่าวให้รับรู้ทุกสื่งโดยไม่ขาดตก เพื่อหวังว่าจะให้ความช่วยเหลือและแจงแนวทางให้รับมือกันต่อไป
......
"พระแม่เจ้าเสวยพระกระยาหารเสียหน่อยเถอะเพคะ ไม่เช่นนั้นพวกหม่อมฉันจะต้องโทษนะเพคะ"เหล่านางฟ้าข้าบาทต่างหนักใจในการกระทำของอัญญานี หาเหตุผลนานาก็มิยอม ต้องกล่าวตามจริงหวังให้ใจอ่อนลง
"ไม่ เราไม่ชอบอาหารที่พวกเจ้าเอามาให้ จะเปลี่ยนกี่ครั้งก็ไม่ถูกใจเรา พวกเจ้าจะถูกลงโทษเพราะเรื่องนี้ก็คิดดูว่านายตัวเองสมควรจะเป็นเจ้านายได้อีกเหรอ" แกล้งโดวยวายใหญ่โต กะจะไล่ให้ออกไป
"หากพระแม่เจ้ามิทรงโปรดก็อย่าฝืนพระทัยเลย...ราตรีนี้ให้หม่อมฉันอยู่ปรนนิบัตินะเพคะ" สันต์สินีเข้ามาได้ครู่พวกที่เหลือก็พร้อมใจกันออกไปในทันที ออกมได้ไม่นานก็สนทนาถีงคนด้านใน
"พระแม่เจ้าในตอนนี้เอาแต่พระทัยนัก เราสงสัยว่านางจะเป็นแค่คนหน้าเหมือนรึเปล่า"
"แต่ว่ามั่นใจกันขนาดนี้คงจะใช่  ปล่อยให้สันต์สินีดูแลเถอะ เป็นคนสนิทที่สุดแล้วนี่" ว่าแล้วก็ไปทำหน้าที่อื่นต่อ
ทางด้านอัญญานีก็เริ่มคิดไม่ตกเสียแล้ว ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะหนีตอนไม่มีใครอยู่ จะหายตัวไปต่อหน้าต่อตาก็ต้องมีใครไปรายงานเทพท่านแน่
"พระแม่เจ้า...ไม่สบายพระทัยหรือเพคะ หม่อมฉันก็พอจะทราบ ตั้งแต่ครานั้นที่พระนางจากไป พระเทวาก็ติดตามหาพระแม่เจ้าในชาติภพนี้ ความรู้สึกของพระแม่เจ้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปาริชาติจะทำให้ความรู้สึกกลับมาอีกครั้งได้หรือไม่ แต่หม่อมฉันจะทูลความจริงข้อหนึ่งให้ทรงทราบ"
"ความจริงอะไรกัน"" ทีแรกก็ร้อนใจจะไปอยู่หรอกแต่พอได้ฟังดังนั้นก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา
"ที่ศรุตเทพทำกับพระนางนับว่าไม่น่าให้อภัยยิ่งนัก ความทรมาณอันเกิดจากอาการประชวรของพระนางนั้นกัดกินพระวรกายไปทีละส่วนในขณะที่รอเขาไปนำเกราะกายสิทธิ์มา แต่สุดท้ายแล้วความโลภของศรุตเทพก็มาบดบังหน้าที่อันควรกระทำ เขาไม่กลับมา พระเทวาต้องส่งเหล่าเทวดาไปตามหาเขา แต่ว่าเขาเอาสิ่งนี้ไปซ่อนไว้ที่ใดไม่มีใครรู้ นั่นก็ไม่ทัน พระนางได้สิ้นพระชนม์ เขาก็คือคนเดียวกับสุริยะที่ท่านไว้พระทัยเป็นสหาย ถึงแม้เขาจะตายเป็นหมื่นครั้งก็มิอาจทดแทนได้" ฟังเช่นนี้ก็พอจะรู้เหตุผลบ้างแต่ยังไม่มากพอจะทำให้เธอเปลี่ยนใจมามองเทพพระองค์ดีขึ้นได้
"คงอยู่่หรือดับไปก็เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นวัฏจักรสงสารของสิ่งต่างๆ  พวกท่านกระทำดีมาเท่าใดกว่าจะมาเป็นเทพบุตรเทพธิดา มันไม่ถูกต้องจะอ้างสิทธิ์มาทำร้ายใครนี่ อีกอย่างฟังแต่ข้างท่านพูด เราไม่เข้าใจว่าทำไมกัน สุริยะเขาจำชาติภพที่แล้วไม่ได้ด้วยซ้ำจะแก้ต่างให้ตัวเองยังไม่ได้้เลย" ส่วนตัวอยากจะฟังทั้งสองข้างแต่อีกฝั่งไม่ความทรงจำนั้นจะพูดอะไรได้กัน
"ไม่ว่าอย่างไร พระนางมีพระประสงค์​ที่จะออกตามหาสุริยะใช่หรือไม่เพคะ"
"ใช่...แสงสุรีย์ก็ด้วย"
"ธานินทร์เล่าให้หม่อมฉันฟังว่าพวกเขาสิ้นใจใต้ท้องทะเลแล้ว...เริ่มต้นใหม่อีกครั้งเถอะเพคะ"เธอพูดเช่นนั้น จะให้เชื่อทันทีมันก็ไม่ได้หรอก
"อย่าคิดจะหลอกลวงเราเลย" เธอไม่เข้าใจทำไมต้องหลอกกันด้วย
"ไม่มีเหตุผลที่หม่อมฉันจะต้องกล่าวเท็จ เพราะต่อให้พระนางออกไปได้ พวกเขาก็ไม่อยู่พบพระนางอยู่ดี"
คำพูดที่จริงจังนี้ทำให้หวั่นใจไม่น้อยเลย
"ออกไป เราอยากอยู่คนเดียว"ตนก็จริงจังกับประโยคนี้  ขออยู่คนเดียวเถอะ อารมณ์นี้พร้อมระเบิดตลอดเวลา อีกฝ่ายก็ตามใจจึงยอมถอยให้แล้วจากไป
........
"มาอีกแล้วเหรอ ไม่ได้เจอกันนาน คราวนี้คงลำบากน่าดูถึงได้มามารบกวนคนอื่น ยังพาเพื่อนมาอีก"พระธิดานาคีเปิดวาทะทักทายไม่เป็นมิตรทันทีที่มาถึง
"ทำไมทำตัวไร้อารยะขนาดนี้ ลีลาวดีอย่ากระทำารเสื่อมเสีย"พระโอรสที่ตามมาก็พูดตักเตือนน้องสาวเป็นการใหญ่
"ก็มันจริงนี่.."รู้สึกว่าเธอนั้ไม่ถูกกับสตรีไร้เสียงผู้นี้เอาเสียเลย
"แม่ไม่เคยสอนให้เจ้าเป็นแบบนี้ หรือเพราะแม่ไปไว้ใจฝากผู้อื่นดูแลถึงได้มีกิริยาไม่น่าเคารพ" คำท้วงติงของพระมารดาทำให้เธอระงับอารมณ์ไว้บ้าง
"เรารับรู้เรื่องของเจ้าแล้วแสงสุรีย์ ตอนนี้เสด็จพ่อกำลังว่าราชการ​เพิ่มเติม​ มีอะไรที่เราช่วยเจ้ากับสหายได้บอกเราได้เลย" เขาเป็นห่วงสหายคนนี้อย่างมากต่างกับคนเมื่อกครู่อย่างสิ้นเชิง
""เราคงไม่รบกวนมากหรอก"เธอเขียนกระดานตอบไป​ไม่อยากให้ห่วงมาก
".. คงจะเป็นสุริยะสินะ... เราติณณกฤต"เขาไม่อยากที่จะไม่ช่่วยจึงหาทางไปเข้าทางสหายอีกคนแทน
"เราสุริยะเอง..ยินดีที่ได้พบท่าน" เขาส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร นอกจากคนในครอบครัวแล้ว เขาก็ไม่มีเพื่อนชายสักคน
"อย่าได้เกรงใจ มีอะไรบอกเราได้...ทำไมท่านถึงได้อักษรสาปได้"เขาจับมือเพื่อแสดงความยินดีที่ได้เป็นมิตรกัน แต่้ด้วยทักษะความสามารถพิเศษที่ฝึกฝนมาของเขาที่สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ จึงสงสัยในสิ่งที่พบ
"อักษรสาป.. เราไม่รู้มาก่อนเลยว่าเราจะมีได้"สุริยะฉงนนัก​ไปทำอะไรมาถึงมีอักษร​สาปเกิดขีฃึ้นกับตัว
"ต้องดูให้ดีอีกที่​ อักษรนี่อยู่ที่หลัง​ เร่งตรวจสอบก่อนดีกว่า​ เราไม่แน่ใจว่าที่รู้สึกว่ามันจริงรึเปล่า"ถึงจะสงสัยแต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อตัวเองขนาดนั้น​ จึงได้พาไปดูอักษร​ โดยแสงสุรีย์​ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันจึงไปที่ห้องส่องกระจกดู​ พอเสร็จแล้วจึงมารวมตัวกันดังเดิม
" มีจริงๆด้วย​ ทั้งสองคนมีอักษรสาปเป็นตัว​ {ว}​ แต่ว่าไม่รู้ว่าใครสาป​ แล้วสาปเพื่อจุดประสงค์​อะไรด้วย" เขาพูดอย่างนั้นทั้งสองก็ต้องทบทวนอยู่สักพัก
"ตอนที่พวกเรากำลังต่อสู้​เหมือนมีคนมีแตะต้องเราจากด้านหลัง​เป็นคนฝั่งนั้นแน่แต่เราไม่แน่ใจ" เธอเขียนบอกเท่าที่จะนึกออกได้
" ลักษณะ​แบบนั้นน่าจะเป็นแม่มดเกลียวทอง... เป็นไปได้ไหมว่าตัว{ว}​จะย่อมาจากคำว่า{วิชา}​" เขาอ่านแล้วก็คิดตาม​ เห็นท่าจะจริง​ แล้วน่าจะมีเหตุการณ์​ที่เกี่ยวช้องด้วย
" ทำไมถึงคิดว่าเป็นคำว่าวิชาล่ะ"นาคาหนุ่มสงสัย​ ทำไมถึงด่วนคิดนัก
"ตอนก่อนที่พวกเราจะถูกไล่ล่า​ พวกเราใช้วิชาดูว่าที่นี่คือที่ไหน​ ทั้งที่ไม่น่าจะมาตรงสถานที่ได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้" เขาพูดมีเหตุผล​ ไม่มีเหตุผล​อะไรที่เขาจะไม่สงสัยเรื่องนี้​ ก็เห็นๆกันอยู่​ สหายหญิงก็พยักหน้าว่าที่บอกนั้นจริงแล้วน่าจะเป็นไปได้มากด้วย
"อย่างนั้นก็ลองดูสิ  อย่าได้ปล่อยความสงสัยไว้เลย"ติณณกฤตคว้ามือสหายทั้งสองไปยังชายหาดทันที​ เมื่อมาถึงเขาก็ให้คิดท่องคาถาในใจที่เป็บแบบการเอาตัวรอดง่ายๆอย่างการแปลงเป็นนกฮูก​ ไม่นานนักแสงสว่างก็มาทำให้ทั้งสามไหวตัวหลบทัน​ นาคาในร่างมนุษย์​ใช่มนตราแทนที่นกที่สหายแปลงกายเมื่อครู่แล้ว
" มันอาจจะมีการเข้าใจก็ได้นะปัจจา​ เราดูนกสองตัวนี้ก็ไม่ใช่พวกนนั้น​ พวกนั้นไม่รอดแล้ว" ธานินทร์​ที่หายตัวมาตามอักษรสาปพร้อมกับผู้ร่วมงานก็ตามหาคนที่ล่าไม่เจอ​ ไม่แน่มันอาจเป็นแค่เรื่องผิดพลาดเท่านั้น​ ปัจจาไม่พูดอะไรแต่สีหน้าก็รู้ว่าสงสัยเต็มทน
"กลับกันเถอะ​"สุดท้ายเขาก็ยอมกลับ​ เพราะดูนานแล้วก็ไม่เห็นร่องรอยเลย​ เมื่อพวกนั้นไปพวกเขาจึงปรึกษา​กัน
"เห็นชัดว่าเป็นความจริง​ คงจะต้องอดทนไม่ใช้วิชาไปสักพักใหญ่เลย​ เพราะใช้ทีไรคนทางนั้นก็รู้ที่อยู่ตลอด"เขาแนะต่อเพื่อนทั้งสอง
"พวกเราจะสามารถ​แก้อักษรสาปได้อย่างไรกันล่ะ""ชายง่อยพูดไปก็เหนื่อยแรงแต่ยังจะมีหวังในการแก้คำสาปเสียหน่อย​ แม้จะไม่สารมารถใช้วิชาได้เลยก็เถอะ
"มีวิธีเดียว​ ต้องสังหารคนที่สาปเท่านั้น​ เลี่ยงไม่ได้เพราะต้องนำโลหิตตอนสิ้นมาทำการชำระล้าง" เขาใช้คำนี้​เพราะรู้ว่าสหายคงไม่อยากทำ
"ทำได้ก็ทำ​ เสียหนึ่งย่อมดีกว่าเสียสูญสิ้น" เธอเขียนบนผืนทรายตอบ​ เธอไม่อยากทำหรอกมากสุดก็แค่ทำให้เจ็บไม่เคยถึงตาย​ เช่นเดียวกันเขาก็ไม่ต่าง​ แต่ถ้าจำเป็น​ อะไรก็เลี่ยงไม่ได้
" น่าจะได้เพลาแล้ว​ พวกเราไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อกันดีกว่า" ฟังเช่นนั้นก็วางใจเพราะกลัวว่าสหายจะใจอ่อนเสีย​ เสร็จแล้วจึงได้ชักชวนกันกลับไป  พอกลับไปยัง"
ท้องพระโรงก็เข้าเรื่องทันที
" ที่เราทราบพวกท่านคงมิได้มาขอความช่วยเหลือเรื่องที่พักใดๆหรือขออาวุธใหม่เป็นแน่....พวกท่านทั้งหลายออกไปก่อน​เถิด เรื่องนี้เราขอสงวนให้รับรู้เพียงราชวงศ์​"สิ้นคำกล่าวของพระวิชชุ​นาคราช​ เหล่าบริวารแลขุนนางทั้งหลายได้ไปนอกท้องพระโรงทั้งหมด
"มีวิธีที่จะรู้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งวิเศษทั้งสองนี้กลับมาดังเดิม.... นั่นคือจะต้องออกเดินทางไปสอบถามศิลาพยากรณ์​ในเขตแนวอสุราที่๒​ เพราะเขารู้ทุกอย่างในสามโลกนี้และสามารถตอบคำถามได้โดยไม่แบ่งแยกฝ่ายใด  โดยจะต้องเดินทางจากที่แห่งนี้ลงไปทิศทักษิณ​จนถึงมหาสมุทร​สีชาดแล้วเข้าไปในมหาสมุทร​นั้น​จะพบกับเขตแนวอสุรา" ท้าวนาคาแดนใต้แนะนำเพราะรู้ว่าทั้งสองคงต้องการจะใช้อาวุธ​เดิมเป็นแน่​ ไม่ใช่เพียงเพื่อนำพลังมาต่อสู้แต่ยังนำเหล่าครอบครัวกลับมาด้วยเช่นกัน​ เขตแนวอสุรานี้พระอินทร์​พระองค์ก่อนนั้นได้สร้างมาเพื่อเป็นแดนคั่นระหว่างมนุษย์​กับเหล่าอสูรไว้ไม่ให้ทำร้ายกัน​เพราะเมื่อก่อนกาลมักเกิดสงครามดินแดนกดขี่กันระหว่างมนุษย์​และอสูรบ่อยครั้ง​ ครบ๗,๐๐๐ปีคราใดจะให้กลับมาอยู่ร่วมกันดังเดิมโดยที่จะไม่มีเหตุการณ์​นองเลือดเกิดขึ้นอีก
" ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ" สุริยะนอบน้อมทำความเคารพในเมตตาแนะนำ
"ขอบพระทัยเพคะ" แสงสุรีย์ก็มิต่างกัน
"เมื่อถึงที่นั่นอักรสาปจะไม่เกิดผลวางใจได้​ แต่ระหว่างการเดินทางอันตรายมาก​ อาจไปอย่างไม่สะดวกเท่าใดเพราะใช้วิชาไม่ได้​ พวกเขาจะล่วงรู้ในสิ่งที่พวกท่านกระทำ​ ดังนั้นเราจะให้ธิดาของเราดูแลท่านทั้งสอง" ท้าวเธอมองมายังพระธิดาลีลาวดีที่ดูท่าจะไม่พอใจเสียแล้ว​ แต่คนเป็นพี่ออกตัวก่อนใคร
" น้องไม่สบายใจจะไป​ ให้ลูกไปเถอะพระเจ้าค่ะ"เขาขอร้องพระบิดา
" ไม่ได้​ ลูกลืมแล้วหรือว่ามีเรื่องที่จะช่วยพ่อจัดการให้เรียบร้อย.. ลีลาวดีอย่าได้ลำบากใจ​ การช่วยเหลือคนนับเป็นเรื่องดี​ อย่าปฏิเสธเพราะเรื่องนี้เลย" พูดเสียขนาดนี้ก็คงต้องยอมไปตามระเบียบ
"เริ่มออกเดินทางพรุ่งนี้เลยแล้วกัน​ ช้ากว่านี้เราไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง​ ส่วนวันนี้พักผ่อนกันก่อนเถิด" เมื่อสิ้นคำก็ต่างแยกย้ายไปเตรียมตัวแล้วพักผ่อน​ให้เพียงพอ​รอวันที่จะได้กลับมาใช้สิ่งวิเศษนี้ดังเดิม

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 67
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #62 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2020, 03:27:21 PM »
สัปดาห์​นี้ของดอัพก่อนนะคะ​ มีปัญหา​สุขภาพค่ะ​ จะรักษาตัวให้ดีขึ้นอีกสักหน่อยค่ะ​ สัปดาห์​หน้าจะอัพตอนต่อไปนะคะ​ ขออภัย​ด้วยค่ะ w12 w12

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 67
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #63 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2020, 06:12:07 PM »
เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วจักรกรดไม่ได้แจ้งการปรับเปลี่ยนวันเวลาในการอัพเรื่องนี้​ จึงได้มาแจ้งในวันนี้นะคะ​ นับตั้งแต่สัปดาห์​นี้เป็นต้นไป​ จักรกรดขอเปลี่ยนวันจากอัพวันเสาร์​เป็น
ทุกๆวันอาทิตย์​เวลา20.00น.ค่ะ​ ขออภัย​ที่แจ้งช้านะคะ​และขออภัยที่ยังไม่ได้อัพเดต​ในวันนี้ด้วยค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 67
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #64 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2020, 08:00:21 PM »

กลางดึกของคืนนั้นเองผีโครงกระนั้นได้แอบลักลอบไปตามหาบัวแย้มตามที่ได้ยินคำเล่าคำลือของคนในวังว่าฤๅษี​ทมิฬ​นำสตรีนางหนึ่งมามอบให้พระโอรสบดิศรซึ่งเท่าที่ได้ยินมาลักษณะ​ก็มิต่างบัวแย้มเลย​ บางทีคนพวกนี้อาจนำนางมาที่นี่ด้วยหาใช่ให้ติดตามอัญญานีอย่างที่เข้าใจ​ เมื่อเข้าใกล้ตำหนักที่คาดไว้ก็ต้องดูทีท่าทหาร​ มีช่วงเวลาที่ผลัดเวรยามพอดีนับเป็นช่องว่างของเวลาที่ระหว่างเปลี่ยนนี้​ ทหารเหล่านั้นก็พูดจาปราศัยกันมิได้สนใจเรื่องเฝ้ายามเสียเท่าใดเพราะมั่นใจว่าผู้คนเยอะเช่นนี้คงไม่มีใครล่วงล้ำเข้าไปได้
"พี่ตาหวาน​ พี่ตาหวานหรือเปล่าจ๊ะ" บัวแย้มที่ยังทำใจไม่ได้ก็มิยอมหลับยอมนอน​ เปิดหน้าต่างออกมาเพื่อจะรับลมก็เจอพวกเดียวกันที่หลบตรงพุ่มไม้พออุ่นใจได้บ้าง
"บัวแย้มพี่ตาหวานเอง" เขาลอยมายังหน้าต่างอีกด้านที่เหมือนจะเป็นมุมอับสำหรับทหารยามนัก
"ทั้งสามพระองค์​ปลอดภัยหรือไม่​ พี่กับคนอื่นๆเป็นเช่นไร" เธอถามด้วยความเป็นห่วงเพราะสถานการณ์​ตอนนี้มันก็ไม่ส่งผลดีเท่าใดนัก
"ถือว่าทรงปลอดภัยที่ไม่เกิดอันตรายใดๆ​ แต่ก็ทรงได้รับหน้าที่อันไม่สมควรต้องประสบความยากเข็ญต่อไปแน่​ พี่ว่าพวกเราต้องพากันหนีเสียแล้ว​ พอได้ยินคนวังนี้เขาพูดว่ามีคนเหมือนหนูบัวอยู่ที่นี่​ จึงมาตามหาเผื่อว่าจะแจ้งไว้ให้เตรียมตัวไว้" เขาเล่าให้ฟังเช่นนี้​ คงจะอาลัยหาผู้สิ้นชีพได้อีกต่อไปไม่​ ต้องห่วงคนที่ยังอยู่ก่อนเสียดีกว่า
" เช่นนี้แล้วพวกเราจะพากันหลบหนีไปยังที่แห่งใด​ แล้วจะไปวันไหนกันจ๊ะ" ระหว่างคุยก็ต้องระวังเผื่อนางกำนัลแวะเวียนมาดูความเรียบร้อยตามคำสั่งจะไม่ดีต่อคนที่เหลือ
" พวกเรายังมีถ้ำที่อยู่ของเจ้าหิ่งห้อย​อยู่พวกญาติหิ่งห้อยที่นั่นน่ะตัวไม่ได้ใหญ่เหมือนพี่หิ่งห้อยของเจ้าหรอกนะ​ แล้วคืนที่จะไปคือคืนเดือนดับต้นยามสาม มุ่งหน้าเข้าสู่ทิศหรดีนับจากท้องพระโรง​ พี่ต้องไปก่อนหากใครมาพบเข้าที่เตรียมการมาต้องสูญเปล่า" ว่าแล้วเขาก็ไปในทันที​ ต้องรอโอกาสที่จะหนีไว้
...
วันต่อมานั้นเองอัญญานีจนถึงตอนนี้นี้นั้นยังคงไม่หลบหนีไปด้วยเพราะได้ทบทวนเรื่องราวรวมถึงคำพูดต่างๆตลอดที่อยู่ที่แห่งนี้ ตนก็เกิดความกังวลเกี่ยวกับงานใหญ่ที่ว่าขึ้นมา อย่างน้อยก่อนจะหาทางหนีและต่อกรกลับสู่ฝ่ายตรงข้ามก็ควรที่จะหาข้อมูลที่มีประโยชน์ด้วยจึงจะสมบูรณ์ ถึงจะขัดใจตนไปเสียหน่อยแต่ต้องรักษาความสัมพันธ์ เธอออกมาจากห้องแล้วจึงวานนางกำนัลให้พาตนไปเข้าเฝ้าพระเทวาเพื่อแสดงความนอบน้อมและแสร้งว่ารังเกียจสุริยะที่เป็นศรุตเทพมาเกิดยิ่งนัก
"อินทราณี เรารอเพลานี้ที่เจ้าจะหาเราด้วยใจของเจ้า ต้องการสิ่งใดกล่าวเถิด" เขาพอใจ พร้อมที่จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างตามปรารถนาสตรีอันเป็นที่รัก
"พระองค์... หม่อมฉันมิได้ต้องการสิ่งใดเลยเพคะ ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างพระองค์หม่อมฉันก็ยินดี ถึงแม้ว่าเพลานี้หม่อมฉันจะจำเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้  แต่เท่าที่หม่อมฉันได้ทราบคำเล่าของสันต์สินีแล้วทบทวนก็พบว่าอย่างศรุตเทพไม่สมควรได้รับการอภัย และผู้ที่หม่อมฉันควรเชื่อใจนั้นนคือพระองค์เพคะ ที่ผ่านมาหม่อมฉันทำผิดไปขออภัยโทษให้หม่อมฉันด้วยเถอะนะเพคะ"เธอคุกเข่าดวงตาปริ่มน้ำ ต้องทำเช่นนี้ถึงจะพระทัยอ่อนไม่กังขา
" ลุกขึ้นเถิด เราไม่เคยถือโทษโกรธเจ้าเลยสักครั้ง เพียงแต่เรากังวลว่าเจ้าจะไม่ยอมรับเราเท่านั้น"นั่นคือสิ่งที่กล่าวมา เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเธอไม่เคยจะเปิดใจให้สักครั้ง
"ขอบพระทัยเพคะ.....แต่ว่าเหตุใดกันพระพักตร์ของพระองค์ถึงได้เศร้าหมองยิ่งนัก หม่อมฉันกระทำการใดเป็นที่ให้ไม่สบยพระทัยอีกหรือไม่เพคะ" ปกติก็ต้องดีใจแล้วสิ หรือว่าจะมีเรื่องอื่นให้กังวลอีกกันนะ
"ไม่หรอก  หากแต่เป็นพระพี่นางของเรา...พวกเจ้าออไปก่อน เราจะอยู่กับอินทราณีตามลำพัง"คำสั่งมาข้าเหล่าบริพารก็ต้องไป เมื่อเหลือกันเพียงสองก็สะดวกใจ น้ำพระเนตรไหลอาบพระพักตร์เพราะไม่อยากให้เห็นความอ่อนแอจึงได้ให้คนออกไปอยู่แต่เพียงคนที่จะรับฟังในสิ่งที่ตนจะกล่าวได้อย่างมิกลัวที่จะเสียหายในภาพลักษณ์ผู้นำ
"เราทำผิดต่อพระพี่นาง ครานั้นเรามีโทสะมากเกินไปจนเป็นเหตุแห่งการพลั้งพลาดประทุษร้าย พระพี่นางจึงเสด็จยังที่ที่ไม่มีใครหาเจอแม้แต่พระอินทร์ที่เป็นพระสวามี็ก็ตาม พระพี่นางของเรามิต้องการให้เราทำในสิ่งที่เราเห็นสมควรกระทำแต่เราผิดเองที่ไม่ได้ใส่ใจ  แต่ที่เรากังขาคือทั้งๆที่เป็นพระเทวีแห่งเทวราชาแต่หาได้มีใครใส่ใจตามหาไม่ เป็นเรื่องที่เราอยากทูลถามแต่ไม่เคยมีโอกาสในการถามเลยสักครั้้ง" เขาดูสลดหดหู่ก็จริงอยู่ แต่รู้สึกว่าเรื่องที่เล่านั้นยังไม่ละเอียดเท่าไหร่นัก
"หม่อมฉันได้ทราบมาว่าวันนี้เป็นวันที่ดวงดาราประกายแสงไสวทั่วนภา ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เข้าเฝ้าะเพคะ หากพระองค์ไม่สบายพระทัยที่จะทูลถาม หม่อมฉันขออาสาทูลให้นะเพคะ " เธอจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พระนางต้องทรงทราบเรื่องงานใหญ่ของเทพวิษุวัตแน่
"ไม่ได้หรอกอินทรานี เจ้ายังไม่ได้สมรสกับเราไปเข้าเฝ้าพร้อมกันมิได้ อีกอย่างหนึ่งเจ้ายังไม่รู้ว่า พระองค์เสด็จเข้าเฝ้าพระเทวตรีมูรติและบำเพ็ญเพียรเป็นเพลา๑๕วันสวรรคโลกโดยใหเราช่วยดูแลแทนพระองค์ไปก่อน" อธิบายตามจริง ไม่มีโอกาสดังว่า แต่ทำไมไม่ลองหาโอกาสก่อนนี้เลยล่ะ
"๑๕วันสวรรคโลกก็เท่ากับว่าเป็นเพลา๑๐๕วันของมนุษยโลก การที่เสด็จนานเช่นนี้ พระองค์จะไม่เป็นที่กังขาของเหล่าเทพเทวาต่อการรักษาหน้าที่หรือเพคะ" ทำไมถึงไว้ใจผู้ที่เคยจะสังหารคนมาดูแลได้ น่าฉงนนัก
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงไป เราเป็นโอรสของพระอินทร์พระองค์ก่อน พระองค์เข้าสู่แดนไร้สงสารแล้วจึงได้สละ ตามจริงตัวเรานับว่ามีสิทธิชอบธรรมในการดำรงเป็นเทวราชา แต่ว่าพระอภิรักษ์เพชราบำเพ็ญเพียรได้มากกว่าเราจึงได้เป็นผู้สืบต่อหน้าที่ เพลานี้พระองค์คงเห็นถึงความสำคัญในการเคารพของเหล่าเทพเทพีที่มีต่อเรา จึงได้วางพระทัยให้เราช่วยดูแลโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน" เพราะเหตุนี้ทำให้ได้อำนาจมาอยู่ในมือ แสดงว่างานใหญ่ที่ว่าก็คือตำแหน่งนี้น่ะสิ  แค่คิดก็น่าจะได้ แต่นั่นก็จะได้รับโทษทัณฑ์จากพระมหาเทพทั้งสามด้วยนี่สิ เขาวางแผนจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรกันแน่
"ไม่ว่าใครจะคิดเช่นไรก็ไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้เรามีเจ้าอยู่ด้วย และจะดีมากถ้ามีพระพี่นางอีกพระองค์ เราจะเยือนยังอุดรบาดาล คงไม่ได้กลับมาหลายวัน จะกลับมาอีกทีก็น่าจะเป็นวันหลังคืนเดือนดับซึ่งจะได้ชมดอกปาริชาติ ครานั้นเจ้าก็จะจำเรื่องของพวกเราได้ดี ดูแลตัวเองให้ดี เราไปก่อน" ว่าแล้วเทพท่านก็เดินทางเพื่อที่จะไปคุยเรื่องสำคัญ
"เราต้องอดทนไว้ก่อน ถึงเพลานั้นจะได้ออกไปจากที่นี่ เราจะไม่ยอมให้อดีตมาเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน แต่เราต้องรู้อดีตเพื่อรับมือกับอนาคต" เธอลอบคิดในใจถึงวันนั้นแล้วเธอจะไม่ยอมอยู่ที่นี่ต่อไปแน่นอน"
........
เดินทางเลยเมืองร้างโกสุมพิสัยได้สักระยะ เจ้าสิงโตก็เข้าชี้ต้นผลไม้ที่รูปร่างราวกับว่าเป็นผลส้มแต่กลับมีสีเข้มราวกับมังคุดที่สุกมากแล้ว มันน่าฉงนกว่าก็ตอนที่ปลอกเปลือกออกมามีเนื้อนุ่มไม่ต่างกับผลกล้วย
"ข้าน่ะนะกินมันกี่ครั้งก็หลับยาวถึงต้นยามสองเลย นี่อาจเป็นผลดีในการวางยาให้คนพวกนั้นสลบไปจะได้หลบหนีง่ายขึ้น"เขาออกความเห็นเพราะตนได้ลองมาแล้ว
"เจ้าแน่ใจนะว่าได้ผลจริง ไม่ใช่ว่าเจ้าแพ้มันหรอกรึ" หิ่งห้อยก็ไม่อยากปักใจเชื่อนักเพราะถ้าผิดพลาดไปก็จะสูญเสียสิ่งที่ตั้งใจได้น่ะสิ
"แพ้อะไรล่ะ ผลไม้ประหลาดนี่กินไปก็เสี่ยงตายด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่า๑๐ปีก่อนข้าเกิดหิวจนกินไปล่ะก็ก็ไม่รู้โทษประโยชน์มันหรอก" สิบปีนั้นเขาต้องช่วยเด็กๆที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ในการตามหาช่วยเหลือมารดา เหนื่อยหิวมากก็ต้องจำกินสิ่งที่ทำให้อิ่มถึงแม้ว่าอาจจะทำอันตรายร่างกายก็เถอะ
"อ๋อ ที่เจ้ามาช้าในตอนนั้นนั่นเอง แล้วได้กินอีกครั้งให้แน่ใจแล้วเหรอ "ตอนไปช่วยพุทรัตน์นั่นมาช้าเพราะเหตุนี้เอง แต่จะให้แน่ใจได้ก็ต้องลองอีกครั้งหรือมากกว่านั้นสิ
" ลองแล้วๆแน่ใจมาก"มั่นใจมากแล้วได้ลงมือเก็บ"
"พวกเราเดินทางไปยังถ้ำหิ่งห้อยกันก่อน เพราะต้องขนคนหลายคน ให้รวมตัวเป็นสำเภามาพาไปจะได้ไวขึ้น" เขาก็ว่าถูกลำพังตัวเดียวไม่ขนคนไม่ทันอยู่แล้ว"
"แล้วจะได้พาหนีเมื่อไหร่" เขาไมรู้จะหาโอกาสไหนมาหนีได้
"คืนเดือนดับ  แต่การที่่จะพาหนีไปกับพวกเราก็เสี่ยงที่จะถูกจับได้ ดังนั้นต้องเร่งเดินทางให้ถึงก่อนหน้านั้นแล้วให้ทุกคนไปรอยังที่คุมขังใต้ดินทางทิศหรดีของวัง" เขาพูดเช่นนั้นก็เบาใจเรื่องรับมือเสียหน่อย
........
"อย่าชักช้านัก คนแบกฟืืนขนน้ำคิดจะอ้างสังขารมาทำงานไม่ได้ เร็วเข้า!! " คนคุมงานเร่งให้เชลยจากเมืองทิศพลทำงานอย่างแข็งขัน แต่ว่าแรงอันน้อยนิดของหญิงชราก็ทำพลาดภาชนะที่ใช้ขนน้ำนั้นตกลงบนพื้นกระจายเปียกทั่ว
"เสียเที่ยว!! อย่าเอาแต่นิ่งสิ ไปตักมาใหม่" คนทำพลาดก็จะไปทำใหม่อยู่หรอกแต่ขาที่ล้มพลิกไปนั่นก็เจ็บจนลุกไม่ไหว
"ช้าก่อนเถิด เราเจ็บที่ขาเรานักขอเรารักษา​ตัวสักหน่อยได้หรือไม่​ หากยังเจ็บเช่นนี้เราคงคงทำงานไม่เต็มที่" อดีตผู้เป็นมเหสีต่อรอง​ ขืนฝืนทำไปก็ต้องแย่แน่
"แค่นี้ทำเป็นต่อรองนักนะ​ ไปเอาหวายมาข้าจะฟาดหลังเสียให้ลาย"ผู้คุมคนนี้ไม่ปราณีต่อคำขอแล้วยังจะทารุณ​กันอีกด้วย
"หยุด​ก่อน​ เจ้าทำเกินไปรึเปล่าถึงพวกเราจะเป็นเชลยแต่ใช่ว่าจะต้องกดขี่รังแกกันขนาดนี้นี่"อดีตท้าวเจ้าเมืองเข้ามาปรามการกระทำเพราะไม่อาจทนเห็นพฤติกรรมที่ไม่น่ายอมรับเช่นนี้ได้
"เพราะเป็นเชลยเลยต้องกดขี่กันตามพระรับสั่ง​ ถึงจะว่าข้าร้ายกาจปานใดก็ช่าง​ หน้าที่ของข้าคือมอบความทรมานให้กับพวกเจ้า​ และพวกเจ้าไม่ต้องเรียกร้อง"เขาลงมือจะตีอมรินทร์​แต่นวดลเอาตัวกันไว้ก่อน​ พวกคนในวังเห็นก็ทนไม่ได้พากันมารับหวายแทน​
"เป็นมนุษ​ย์​ เขาให้รู้จักคิดยังจะว่ารังแกไม่รู้ถูกผิดอีก "เจ้าผีโครงกระดูกที่จำยอมไปรับใช้ฤๅษี​ทมิฬ​ได้กลับมาพบก็เอาไม้มาฟาดจนล้ม
"ไอ้ผีบ้า​ ตอนแรกข้าก็กลัวอยู่หรอกแต่ข้ามีของดี​ คิดว่าจะทำอะไรข้าได้เหรอ" ผู้คุมที่เสียหลักไปทีหนึ่งลุกขึ้นมาจะเอาสายสิญจน์​มาขู่เจ้าผีนี่เสียหน่อย
"นึกว่ากลัวนักสิ​ เส้นด้ายนี่ได้มาแต่ใดกันล่ะ​ ถูกหลอกแล้วนี่ไม่ใช่สายสิญจน์​จริงๆ​ เจ้าเชื่อไปได้" เขารู้เพราะสัมผัสได้​ แล้วไม่มีปฏิกิริยาร้อนรนเลยแม้แต่น้อย​ ยังส่งหินในย่ามให้พวกเชลยอีกตะหาก
"เอาสักหน่อยซินี่​ เอาคืนมันให้หนักๆเลย" พูดอย่างนั้นก็รู้งานพากันปาก้อนหินกันใหญ่​ ตอนนี้วุ่นวายหลายพวกมากเหมาะจังหวะละสายตาจริงๆ
" คืนเดือนดับต้นยามสามทิศหรดีพวกเราจะหนีไปด้วนกันพระเจ้าค่ะ" เขาบอกอย่างนนั้นได้ไม่นานพวกอำมาตย์ที่ได้รับมอบงานก็มาดูความเรียบร้อยแต่ก็เจอความวุ่นวายแทน
" หยุด​ หยุดเดี๋ยวนี้!!" ตอนแรกที่ร้องเรียกก็ไม่มีทีท่าจะหยุดเลยได้ชักดาบออกมาขู่จึงได้เงียบลง
"พอเลยงานวันนี้พอ​ เอาตัวไปขังให้หมดเลย​ ผู้คุมไม่ได้ความจะเก็บไว้ทำไมเอาตัวมันออกไป" เขาสั่งเสียงเข้มท่าทางอารมณ์​ท่าจะแปรปรวนไม่น้อยเลย​ เขาเรียกหัวโจกที่ก่อเรื่องไปคุยส่วนตัว
"อำมาตย์เรืองรองท่านจะไปกับพวกเราไหม" เขาถามทันทีหลังจากลับตาคน
"ไม่ได้​ ข้าจะต้องคุมคนอยู่ที่นี่จะได้หนีได้ไว​ ข้าได้อำนาจมาเพราะแสร้งเป็นพวกนะ​ ถ้าด่วนหนีไปองค์เหนือหัวจะเป็นอย่างไร​ ใครจะคอยช่วย พระโอรสก็เคยบอกว่าพระองค์​เสด็จไหนไม่ได้ก็ยิ่งน่าห่วง" จริงอย่างที่ว่าเพราะถูกเวทย์มนตร์​ตรึงไว้ถ้าไปไหนก็เท่ากับสิ้นชีพแน่ต้องคิดเรื่องนี้ให้มาก
" ข้าขอบน้ำใจเจ้ามาก​ ถึงพระโอรสจะกลับมาเมื่อใดเราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด​ ข้าไปก่อน"ว่าแล้วก็แยกย้ายกัน
....
"​ลูกแม่​ แม่จะดูแลพระอัยกา​และ​พระ​อั​ย​กี​ให้ดี​ ตัวแม่ก็จะช่วยเหลือตนเองด้วย​ เพื่อจะได้ออกจากที่แห่งนี้​ หาที่ที่จะรอลูกกลับมาไม่ว่านานแค่ไหนแม่จะรอลูกกลับมา​ ลูกต้องปลอดภัยแม่เชื่ออย่างนั้น" เธอคิดในใจขณะขูดมะพร้าวมอยู่
" มัวแต่ใจลอยไปถึงไหน  ตั้งใจทำงาน​ ไฟดับแล้วไปก่อไฟเพิ่มไป" นางในครัวขัดความคิดให้ปัดตกไปทำหน้าที่เสียก่อน​ ไม่เช่นนั้นปัญหาเกิดแน่
" วันนี้คิดจะทำอะไรส่งไปให้อดีตสวามีเสวยกันล่ะ"จาบจ้วงเสียจริง​
" ก็นะพวกข้างบนน่ะจะรู้อะไรล่ะกับพวกเราล่ะ​ ทำงานหงกๆเอากระยาหาร​ไปถวายไม่ใช่น้อยๆเลยในแต่ละมื้อพวกคนข้างบนไม่รู้หรอกเอาแต่คิดถึงตนเอง​ เราเป็นทาสเข็ญใจ​ เจ้าพอตกจากที่สูงน่ะคงเจ็บกว่าพวกเราน่ะสิท่าถึงได้ทำหน้าเศร้าเคล้าน้ำตาถึงสามี"ออกปากว่ากันขนาดนี้คงหาที่ลงอยู่กระมัง
" เราไม่ได้คร่ำครวญถึงพระสวามี​ เรายอมรับว่าเราก็ปวดใจเรื่องเขา​ แต่ที่เรื่องเป็นทุกข์​ที่สุดคือลูกของเราที่ถูกทำร้ายหรอกหนา​ เขาจะเป็นเช่นไรก็ไม่รู้เลยผิดกับพวกเราที่รู้ตัวเองอยู่ตลอดเพลา"ก็จริงที่ว่าคนเป็นแม่น่ะผูกพันมากกว่ากว่าการเป็นภรรยานัก
"เอาเถอะ​ จะร้องไห้จนน้ำท่วมแผ่นดินก็ไม่ช่วยอะไรหรอก​ คิดดีกว่าว่าวันนี้จะถูกหมายหัวลงโทษไม่พอใจเรื่องอาหารจะดีกว่าอีก"ได้ยินอย่างนั้นก็พอเห็นใจแต่ไม่รู้จะปลอบยังไงใจพวกตัวเองที่เป็นทาสมานานถูกกดขี่มานานก็ยังปลอบใจตัวเองไม่ได้เลย
"ทำพระกระยาหารเสร็จ​แล้วใช่ไหม​ ตรวจดูสิว่าวันนี้มีอะไร"ขุนท้าวมารับสำรับพระกระยาหารด้วยตนเองแล้วต้องตรวจตราทุกครั้งเผื่อมีใครใส่อะไรลงไปในนี้
" วันนี้มีพะแนง​ มัสมั่น​ แกงระแวงเนื้อ​ ยำทวาย​ บัวลอยมะพร้าวอ่อน​ ครองแครง​ และขนมเปียกปูนเจ้าค่ะขุนท้าว" นางกำนัลตรวจดูก็รายงานให้ทราบ
" เอาล่ะนำสำรับไปถวายได้"ว่าแล้วจึงพากันยกสำรับไปถวาย​ หวังว่าเขาจะจำความสัมพันธ์​แต่ก่อนเก่าได้บ้างก็ยังดี
....
เมื่อได้รับสำรับมาก็เสวยอย่างพอใจแต่พอมาถึงสิ่งสุดท้ายทำไมกันหนาน้ำตากษัตริย์​ถึงได้ร่วงไหลทั้งๆที่ยังนิ่งได้ขนาดนั้น
"องค์​เหนือหัวเป็นอย่างไรเพคะ​ ทำไมถึงได้... "พิมาลาเป็นห่วงก็ถามไปตามความอยากรู้
"เรา... เราปวดตา​ เหมือนว่าเราจะใช้งานหนักไปเสียหน่อย" เป็นอันว่าโล่งใจ​ ไม่ได้ห่วงว่าจะมีอันตรายอะไรหรอก​ แต่ห่วงว่าจะเกิดการตอบสนองความรู้สึกต่อคนในครัวหลวงเสียงมากกว่า
"พักผ่อนเถอะนะเพคะ​ ไว้หม่อมฉันจะกลับมา​ ขอหม่อมฉันไปหาลูกสักนิดนะเพคะ​  เขาพยักหน้าตอบรับแล้วจึงไปหาลูกได้ตามปกติ​ ฝ่ายเจ้าตัวก็ดูเหมือนว่าจะคิดถึงเมื่อคราวที่พบกันครั้งแรกกับสไบทองนั้น​ ตนได้มอบดอกอัญชันไว้แทนใจ​ ครั้นคืนวิวาห์​ก็ให้สัญญาว่าหากมีโอกาสทำอาหารถวายจะทำอาหารที่มีอัญชันเป็นส่วนประกอบด้วยเช่นกัน​ เขาเริ่มสับสนว่าตัวเองรู้สึกยังไงทั้งๆที่อาลัยไม่พรากจากพิมาลาแต่ทำไมถึงผูกพัน​กับอีกนางไม่เลิกราแม้จะรู้สึกชิงชังนักเล่า
....
"เป็นเพลาสมควรแล้วที่จะได้ออกเดินทางกันเสียที​ เราขอให้เกิดโชคดี​ สิ่งใดหาอย่าทำให้เกิดอันตรายต่อพวกท่านได้​ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ให้ระลึกถึงเราไว้เสมอ​ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์​คุ้มครอง" วิชชุนาคราชกล่าวอวยพรผู้เดินทางทั้งสาม​ก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่เขตแนวอสุราในวันนี้
" ขอบพระทัยเพคะ/พระเจ้าค่ะ"ทั้งหมดขอบคุณพร้อมกันทั้งเอ่ยทางวาจาและการเขียน
" จำไว้นะ​ หากเกิดอะไรให้อะไรให้เรียกเราผ่านสร้อยนี้นะทั้งสองคน"เขาสร้อยที่เป็นจี้แก้วผลึกให้กับสหายทั้งสองเพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
"ขอบใจมากนะติณณกฤต" สุริยะขอบใจสหายที่อุตส่าห์​หาช่องทางที่จะช่วยเหลือแม้จะไม่ว่างก็ตาม
"เราเต็มใจ... ลีลาวดีเจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธ​เคืองพวกเขาเลย​ เขาไม่ได้ตั้งใจจะรบกวน​ เราต้องช่วยคนให้ถึงพร้อมถึงจะถูกต้อง​ แล้วควรเลือกช่วยให้ถูกด้วย​ อย่าให้อคติบังตา" เขาเตือนน้องสาวเท่าที่เตือนได้เพราะผู้นี้ใจร้อนมิเบาหรอกเพราะรู้สึกเป็นส่วนเกินทุกครั้งไปที่คนคนนี้มา​ แต่ตัวก็เลี่ยงไม่ได้นี่
" รู้แล้วเรารู้แล้ว​ เราไปก่อนนะท่านพี่​ ท่านก็ทำหน้าที่ให้เต็มที่เถอะอย่าห่วงนักเลย" ว่าแล้วก็เร่งการเดินทางเมื่อเวลาเดินทางมันก็มีเหนื่อยมีพักบ้างเป็นบางเวลาแต่โชคดีอย่างหนึ่งที่ว่าเป็นทะเลใต้จึงไม่ไกลเกิดจากมหาสมุทรสีชาดมากนักใช้เวลาเพียงหนึ่งวันก็ถึงพื้นที่ระหว่างสีน้ำต่างกันคนละวรรณะ​เมื่อสังเหตุเกตุไปยังพื้นน้ำที่มีสีแห่งความร้อนแรงจะพบว่าสถานที่ในนั้นกลับด้าน​ ล่างเป็นบน  บนเป็นล่างเรียกว่ากลับหัวไปเลยว่าได้
"เราเคยเข้าถึงแค่สะพานน่ะ​ เราเกิดไม่สบายตัวเลยไม่ได้เข้าไป​ ได้กลับมาอีกครั้งก็น่าจะมีอะไรสนุกๆให้ทำ​ ไปกันเถอะ" นาคีมีประสบการณ์​กล่าวแล้วก็พากันเข้าไป​ พื้นที่นั้นไม่จำเป็นต้องกลับตัวเองตามเพราะเมื่อเข้าไปลึกแล้วที่แห่งนั้นก็จะหมุนมาตรงตามตัวเราเอง
"ที่นี่ผีเสื้อเยอะมาก​ ตรงกันข้ามกับแสงที่มีอยู่​ สลัวเกินไป"แสงสุรีย์เขียนตามที่ตนเห็นคุยกับสหายเป็นระยะๆ
" จริงด้วย​ ดอกไม้ที่มีก็ดูล้อมรอบไปด้วยแสงขาวกลมรอบๆไม่รู้ว่าแสงอะไรแต่ไม่ใช่หิ่งห้อยแน่" เขาพูดตอบกลับที่นี่มองเผินๆก็ดูเป็นความงามของแสงบางตาในยามค่ำคืน​ จริงๆมันก็ยังกลางวันอยู่แต่ปากทางเข้ามันมืดเท่านั้นเอง
"ไปสะพานนี่มืดมาก​ อย่าตกลงไปแล้วกัน" ว่าแล้วก็เดินแทรกกลางนำหน้าไปเบียดชนอีกคนจนตกสะพานแต่ยังดีที่ยังราวสะพานไว้​ แต่ไม่นานสะพานนั้นก็ละลายคล้ายว่าทำจะน้ำแข็งแล้วถูกความร้อนเสียอย่างนั้น​ ความมืดนั้นก็ทำคนข้างบนมองไม่เห็นคนด้านล่างเพราะคนด้านล่างพูดไม่ได้จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาตำแหน่ง​ ก่อนจะหล่นลงตนก็ทุบที่สะพาน​ คว้ามือคนด้านบนได้เสียที​ ด้านบนทำท่าจะดึงแต่ก็นิ่งแล้วหย่อนมือลงไปต่่ำ
"ได้มือนางแล้วใช่ได้ลีลาวดี" สุริยะที่มองไม่เห็นก็ถามเพราะคว้าไม่ได้เลย
"ได้" ตอบสั้นๆเท่านั้น​ แต่กำลังตัดสินใจอะไรอยู่นี่สิ
"ให้เราช่วย​ อยู่ตรงไหนกัน" ตอนนี้แต่ละคนตอนนี้ก็ราวกับตาบอดเพราะความมืดที่มากไปแล้วยังไม่ได้มีเสียงสื่อสารมากนักด้วย​ ถ้าไม่มีนางสักคนครอบครัวเราคงไม่ต้องมาสนใจนางให้มากความ​ เรื่องนี้เอาจริงๆตัวเองก็ไม่ได้อยากทำสักนิด​ ทำไม่ต้องมาช่วยคนไม่สมบูรณ์​ทั้งสองด้วย​ พอกันที​ เธอตัดสินใจปล่อยมืออีกคนให้ล่วงหล่นสู่ด้านล่างที่ฟังเสียงดูก็น่าจะลึกพอตัว
"เจ้าปล่อยมือนางเหรอ​ หรือว่าถ่วงไว้ไม่ทัน" เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าสหายที่ตกลงไปยังด้านล่างเกิดจากความตั้งใจของผู้ที่ดึงไว้หรือไม่
"ใช่​ เราก็ไม่ได้อยากช่วยนักหรอก​ เรื่องของเราก็ไม่ใช่​ อยากจะได้ของสิ่งวิเศษนั่นคืนจะมารบกวนเราทำไมล่ะ" เริ่มต่อว่าอีกคนก่อนเขาจะต่อว่าเพราะตัวก็ระอานัก
" เราไม่ได้อยากรบกวน​ ถ้าไม่อยากไปต่อก็กลับไปตามทางของเจ้าเถอะ​ ไม่เห็นต้องทำร้ายนางเลย" เขาไม่เข้าใจใครสั่งสอนฝให้เป็นคนแบบนี้ ไม่ช่วยไม่ว่าแต่ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย
" ก็นางเอาทุกสิ่งที่เราจะได้ไปน่ะสิ.. "ก่อนจะพูดอะไรไปมากกว่านี้สะพานก็ละลายพังลงทั้งคู่ก็ตกลงสู่ด้านล่างตามคนแรกไป​ คลื่นน้ำด้านล่างแรงมากซัดไปตามทางจนน้ำไหลกลับที่เดิมทั้งสองก็มาอยู่ในห้องสีแดงสลัวสีส้ม​ เห็นชัดกว่าความมืดหน่อ​ย​ มันก็สวยอยู่หรอกผลึกแก้วสีนี้แต่ว่ามันแหลมคมมากถูกเข้าก็แย่แน่​ ครั้นจะกลับทางเดิมห้องก็ปิดแน่นราวกับนี่เป็นหินเสียอย่างนั้น
"แสงสุรีย์เป็นอะไรไหม" เขาหันไปรอบๆก็เจอกับแสงสุรีย์​ที่มาก่อนหน้านี้
"ถือว่าดีที่ไม่เป็นอะไร" เธอเขียนกระดานที่โชคยังดีที่ไม่ลอยไปตามน้ำเสียก่อน
"ดีเหลือเกินนะ​ ประตูก็ปิดตายจะไปยังไงต่อล่ะคราวนี้" เธอเริ่มจะโวยวาย
"อีกด้านหนึ่งมีแสงสีม่วงปรากฏ​อยู่​ บางที่นี่อาจจะเป็นหนึ่งในทางไปก็ได้" สุริยะกล่าว
"อย่างนั้นจะรออะไรล่ะรีบไปสิ" ไม่อยากติดอยู่ที่นี่นานนักหรอกนะ​ ถ้าทางออกได้จะไปไม่แลใครเลยเชียว
"หลับตาฟังเสียงดีๆ"เธอเขียนกระดานบอกคนใจร้อนให้สัมผัสเสียงด้วยตนเอง
"อะไรอยู่ที่ด้านนั้นน่ะ"ออกจะเกิดความกลัวขึ้นมาเสียแล้ว​ สัตว์​ชนิดใดรอที่เสียงสว่างนั่น
"เสียงน้ำตก​ ด้านนั้นมีน้ำตกด้านมิใช่เหรอ" สุริยะก็ได้ยินเสียงอื่นร่วมด้วย
"แสดงว่าถ้าผ่านแมงมุมยักษ์​นั่นได้เราจะสามารถเข้าสู่เขตแนวอสุราที่สองได้ทันที" เธอรู้ได้ด้วยหรือว่านั่นคือแมงมุม​
"นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี​ แต่ว่าพวกเราจะจัดการมันยังไง​ ลำพังพลังเราผู่เดียวก็ไม่ไหวหรอกนะ" เธอท้วงเสียหน่อยเพราะกลัวการถูกเอาเปรียบจากพวกที่เอาแต่ขอความช่วยเหลืออย่างเดียว
"จริงสิเราอยู่เขตแนวอสุราแล้วจะใช้มนตราคาถาใดพวกนั้นก็ตามหาเราไม่ได้" เขาคิดได้ดังนั้นจึงกล่าวอย่างพึงพอใจ
" แต่ต้องไม่ประมาท​ ขึ้นชื่อว่าเขตแนวอสุราก็มีมีเพื่อกันการล่วงล้ำอยู่เป็นทุนเดิม​ หากใครรุกล้ำก็ต้องมีการป้องกันถึงที่สุดได้" เธอกล่าวถูกนี่มันอันตรายมากน้ำในความมืดที่ซัดร่างราวกับจะกลืนกินตัวเมื่อครู่ก็น่าผวาแล้ว​ ไม่แน่ว่าเข้าแมงมุมด้านนั้นจะเป็นเช่นไร​ ใยที่ถักไว้รอผู้มาเยือนมีเยอะเท่าไร​ หากไม่ระวังวางแผนดีๆคงต้องมีอันตรายต่อตัวแน่​ แต่จะทำได้ยังไงนั้นก็ต้องรวบรวมความคิดก่อนจะเดินทางต่อไปผจญกับมัน

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 67
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #65 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2020, 08:13:43 PM »

"นี่เราเป็นอะไรไป..." ท้าวธริษตรีเธอรู้สึกตัวได้เสียที​ เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้ออกมาเลย
"ท่านแม่.. ท่านแม่​ ลูกว่ามันได้เพลาเหมาะที่จะจัดงานอภิเษกแล้วนะ" อัคนินเข้ามาเพื่อพูดเรื่องนี้ซ้ำๆเหมือนอย่างเดิม​ ทั้งๆที่ฝ่ายหญิงนั้นมิได้ล่วงรู้เต็มใจด้วยเลย
" งานอภิเษก.. นี่กำลังจะจัดงานกับใครกัน​ ทำไมเราจำอะไรไม่ได้เลย​ แล้วมารดาเจ้าก็ไม่ได้อยู่ที่แห่งนี้กับเราหรอกนะ" เขากุมขมับพยายามนึกแต่นึกไม่ออกในเหตุการณ์​
นี่มันอะไรกัน​ ปกติแล้วแม่ของเขาจะต้องอยู่ร่างนี้เสมอแต่ทำไมคราวนี้ถึงได้กลับกลายว่าเจ้าของร่างออกมาได้เล่า
" หม่อมฉัน.. หม่อมฉันนึกถึงเสด็จแม่จึงพลั้งเพ้อไป​ ที่จริงแล้วเสด็จแม่สิ้นพระชนม์​พระเจ้าค่ะ.. " เขาเริ่มเล่นละครไปก่อนไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่อง
"อะไรนะ​ เป็นไปได้ยังไงกัน​" เขาก็สงสัยนักว่าทำไมถึงได้เป็นเช่นนั้น​ ทำไมเขาจำอะไรไม่ได้เลย ความทรงจำครั้งสุดท้ายคือตนกำลังนึกถึงมเหสีที่สิ้นไปในวันคล้ายวันนั้นที่เขาต้องสูญเสีย
" เรื่องเป็นเช่นนี้พระเจ้าค่ะ..." เขาเล่าเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาด้วยการป้ายสีฝ่ายตรงข้าม​ เขาทำมันอย่างชำนาญเพราะเขาก็โกหกคนมาได้พักใหญ่แล้ว
"ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้เสด็จพ่อสะเทือนพระทัย​ ในทุกๆเช้าของทุกๆวัน​ เสด็จพ่อจะทรงจำสิ่งใดไม่ได้เลยพระเจ้าค่ะ" น่าจะเป็นสิ่งที่หลอกลวงได้ดีที่สุด​ สะเทือนใจจนจำสิ่งใดไม่ได้นั้น​ เหตุการณ์​นี้ก็เคยเกิดกับกษัตริย์​พระองค์หนึ่งก่อนหน้านี้​ ดูจะสมจริงเข้าไปอีก
"น่าเสียดายนักที่เราจำความคราที่สอบสวนมิได้​ เราเสียใจจริงๆ​ เป็นความผิดของเราเองที่ไม่อบรมสัั่งสอนลูกเราให้ดี​ เป็นเหตุแห่งการสูญเสียมารดาของเจ้า" เขาดูเหมือนว่าจะเชื่อคำพูดของอัคนินเสียทุกคำ​ ยากที่จะยอมรับก็จริง​ แต่เขาก็ต้องยอมรับอย่างขมขื่นจิตใจคนเป็นพ่อ​ ถึงจะนึกเสียใจที่บุตรทั้งหมดต้องตายด้วยการกระทำของคนๆเดียว​ แต่นั่นก็เป็นโทษที่้เขาตัดสินใจยกให้เอง
" พวกเขาได้รับผิดแล้วพระเจ้าค่ะ​ อย่ากังวลพระทัยไปเลยพระเจ้าค่ะ​ เรื่องก็ผ่านมาได้นานนับแล้ว" เขาก็ว่าไปเช่นนั้นในใจอยากจะสังหารซ้ำเสียแต่ในเมื่อมีผู้จัดการแล้ว​ ถึงจะน่าเสียดายแต่ก็ถ้าไม่มีคนพวกนั้นในชีวิตก็ดีมากแล้วไม่ใช่หรอกหรือ
"จริงสิ​ เรื่องที่เจ้าว่าจะอภิเษก​ หญิงนางใดกันที่ทำให้เจ้าคลายความทุกข์​ลงได้"  ไม่คิดจะคุยเรื่องนี้อีกต่อไปเขาควรจะอยู่กับปัจจุบัน​ถึงแม้มันจะยากเพียงใดก็ตาม
"นางมีนามว่าฉันทนาพระเจ้าค่ะ​ หญิงผู้นี้มีความสามารถไม่แพ้หญิงหรือชายใดเลย​ แต่ว่า... นางยังลืมคนรักเก่าไม่ได้​ แต่นางสัญญากับหม่อมฉันแล้วว่ายังไงก็จะเข้าพิธีกับหม่อมฉันแน่นอนพระเจ้าค่ะ" เขาพูดถูกทุกอย่างยกเว้นประโยคท้าย​ เจ้าตัวเขาไม่รู้เรื่องด้วยเลย
" เช่นนั้นแล้ว​ เจ้าก็น่าจะพานางมาพบเราบ้างสิ​ ถึงจะเคยพบ​ เราก็คงจำไม่ได้​ ดีไม่ดีเราจะจัดงานให้เสียวันนี้เลย" เขาอยากเจอว่าที่สะใภ้นักว่าเป็นใคร​ แล้วใจจริงนางได้เต็มใจหรือไม่​ จะซักไซ้​ไกล่ถามเสียให้รู้เรื่อง
"พระเจ้าค่ะ​ หม่อมฉันจะไปตามมาพบ" เขายิ้มอย่างสบายใจ​ คนๆนี้พูดได้ไม่ยากต่างจากอีกคนที่กีดกันไม่เอาเป็นสะใภ้​ คุยเรื่องอื่นเฉไฉไปเรื่อยเมื่อพูดเรื่องนี้
.........
"บัว​ บัวออกมาเดินเล่นด้านนอกบ้างแล้วเหรอ" บดิศรที่เห็นหญิงอันเป็นที่รักยอมออกมาด้านนอกไม่เอาแต่หมกตัวอยู่ในตำหนักรับรอง
" เพคะ​ บัวอยากออกมาชมอากาศบ้าง​ บัวคิดดูแล้วว่าไม่ควรที่จะเอาแต่คิดเรื่องที่ผ่านไป​ ควรจะคิดถึงปัจจุบัน​นี้ดีกว่า​ ที่ผ่านมาที่หม่อมฉันต่อว่าพระโอรส​ หม่อมฉันต้องขอภัยจากพระโอรสเพคะ" หนูขอโทษออกมาเพื่อที่จะได้สบายใจขึ้นบ้าง​ ตอนที่ได้เห็นสายตาของเขาที่อาลัยสหายไม่ต่างกันก็รู้สึกสงสาร​ บางทีเขาก็อาจไม่ได้อยากทำจริงๆ​ก็ได้
" เราไม่เคยถือโทษโกรธเคืองบัวเลยสักครั้ง​ ซ้ำนั่นก็เป็นความผิดของเราจริงๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำร้ายสหายเรา​.. "เขาพูดพลางมีลมหายใจต่ำและอ่อนแรงตามมา​ เกือบจะดีอยู่หรอก​ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็อดใจหายไม่ได้ทุกที
"อย่าโศกเศร้าพระทัยไปเลยนะเพคะ​ เรื่องก็ผ่านไปแล้ว​ ต่อจากนี้จะเริ่มต้นใหม่อย่างไรเสียจะดีกว่า"คิดย้ำเรื่องแบบนั้นไม่ส่งผลดีเลยสักนิด​
" เราพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่... แล้วบัวพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ไปกับเราไหม" เขาจับมือของสตรีนางนั้นสักครั้งหนึ่งให้พอใจ​ พร้อมส่งสายตาอ้อนวอนให้ร่วมด้วย
" หม่อมฉัน... "เรื่องนี้มันก็พูดยาก​ ตนก็ไม่ได้คิดอะไรกับใครเรื่องความรักเลย​ ครั้นจะรับปากไปก็กลัวจะผิดกับใจตัวเองเมื่อรู้ว่ารักใคร
" หม่อมฉันขอคิดดูก่อนได้ไหมเพคะ​ เรื่องนี้หม่อมฉันมิเคยพบเจอมาก่อน​ ยังไม่สามารถตัดสินใจโดยทันทีได้" เธอกล่าวไปตรงๆเช่นั้นแล้วนำมือทั้งสองข้างออกจากมือของฝ่าย
"เราจะรอ​วันนั้นที่บัวเปิดใจรับเรา​ เราคงต้องไปก่อนแล้ว​ หากวันใดมีเพลาว่างเราจะมาพบกับบัวอีก" เขาจากไปทำธุระของเขา​ ธุระที่ว่าก็ไม่พ้นเรื่องของพระเทวาวิษุวัต​นักหรอก
" เราอยากให้ถึงคืนเดือนดับเร็วๆเสียที" บัวแย้มลอบติดในใจแล้วแสร้งทำทีว่าสบายใจต่อการดำเนินชีวิตในรูปแบบนี้ต่อไป
.....​
" แมงมุมตัวนี้น่าจะอันตรายมากไม่ใช่เหรอ​ เจ้าคนนึงก็ใบ้​ เจ้าอีกคนก็หนักเลยเชียวเป็นง่อย​ คิดจะผ่านไปง่ายๆคนปกติที่มีคาถายังไม่น่าทำได้เลย​" ลีลาวดีเมื่อคิดไปมาก็เริ่มจะท้วงอีกว่าวิธีที่ปรึกษากันมันดูจะมากไปเสียหน่อย​ คนธรรมดาก็แทบจะไปไม่รอดนับประสาอะไรกับคนพิกานเล่า
" ถ้าหากว่าใช้ปัญญา​คิดเรื่องนี้หาวิธีอื่นได้ก็เสนอมา  อย่าได้เอาแต่กล่าวาจาไปเสียเปล่าเลย"สุริยะก็ไม่เข้าใจนาคีตนนี้ว่าจะมีปัญหา​อะไรกันนักหนา​ ทางที่ดีมันก็ควรจะสามัคคีกันไม่ใช่หรอกหรือ
"เราคิดว่าวิธีนี้ดีต่อเราทั้งสาม​ ไม่ต้องกังวลไป" แสงสุรีย์​เขียนกระดานตอบไป​
ห้องสีแดงสลัวสีส้ม​นี้นั้นนั้นตอนแรกก็อากาศปกติดีอยู่หรอกแต่ว่าตอนนี้ความร้อนยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนเร่งให้รีบทำการ​ ไม่เช่นนั้นก็สิ้นชีพเอาเสียด่านนี้
"ร้อนมากเกินไป​ ไม่มีเพลาอีกแล้ว​ คราวนี้เราจะเชื่อเจ้าก่อนก็แล้วกัน" เธอก็คิดว่าต้องทำเช่นนั้นจริงๆถ้าหากยังรักชีวิตอยู่​ ผลึกแก้วสีนี้แหลมคมมากจะผ่านไปได้อย่างไรกันล่ะ
"เราขอไปก่อนเลยแล้วกัน" หลังจากที่ทั้งสามรวมพลังเบิกทางได้ชั่วคราวราวกับหนามนั้นเป็นสมุทรในตำนานที่เบิกทางให้คนข้ามไปยังอีกฝั่ง​ หญิงเอาแต่ใจตัวก็ขอข้ามฝากก่อนใคร​ เมื่อไม่มีใครว่าตนก็ไปในทันที​ แล้วทั้งสองก็ตามกันมา ด้วยความที่สุริยะเดินได้ลำบาก​ ระยะเวลาก็จะใช้นานกว่าเมื่อต่อมาคนสุดท้ายที่ตามมาก็เกือบจะถูกผลึกทิ่มแทงเสียแล้ว​ หากไม่มีผู้ที่ผ่านทางมาก่อนช่วยดึงตัวเธอขึ้นมา
"ขอบใจนะ" เธอตอบด้วยการใช้ลายลักษณ์อักษร​ ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่ถูกใจคนช่วยเท่าไหร่นักหรอก
"ไม่ต้องมาขอบใจเรา​ ที่ช่วยก็เพราะเห็นว่าต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้ เมื่อพวกเจ้าได้ตามที่ต้องการแล้ว เราจะได้กลับวังบาดาลของเรา​เสียที" พูดตัดกันเสียดื้อๆแต่ว่าไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนั้นแล้วปัญหามันอยู่ที่ตัวนี้ตะหาก
"คิดจะผ่านไปยังแดนศิลาพยากรณ์​ คิดดีแล้วหรือที่จะสละชีวิตเพื่อที่จะทำสิ่งนี้น่ะ"เจ้าแมงมุมยักษ์​นั้นออกมายังที่แสงนั่น​ เขาเห็นทั้งสามกำลังทำลายใยที่เขาสร้างไว้เป็นกับดัก
" ถ้าคิดว่ามีข้าตนเดียว​ พวกเจ้าก็คิดผิดถนัดแล้ว" สิ้นสุดคำพูดเหล่าแมงมุมตัวเล็กก็ออกมาจากใต้ท้องของแมงมุมนั้นเป็นจำนวนมากมันเกินคาดมากมากไป​ พวกเขาจะรับมือกับมันได้อย่างไรกัน