ยินดีต้อนรับสู่บ้านอบอุ่นของคนรัก บอย สพล ชนวีร์

!!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #120 เมื่อ: เมษายน 17, 2022, 05:23:46 PM »
“พระองค์!!”อินทราณีร่างจำแลงกล่าวอย่างยินดีที่ได้พบกับผู้ที่เป็นรักยิ่งชีพตนกลับมายังหอชิดดาราเพื่อเคียงข้างตนแล้ว แม้ใบหน้าของเธอจะซีดเซียวไปบ้างแต่ความสดใสกลับปรากฏในน้ำเสียงผิดกันอย่างเห็นได้ชัด
“อินทราณี ทำไมถึงไม่พักผ่อนให้ดีเสียก่อน รีบออกมาจากตำหนักอย่างนี้ถแป็นอะไรขึ้นมามากกว่าที่เป็นอยู่จะเป็นอย่างไร” เขาก็ยินดีที่ได้พบกับคนรัก แต่ก็ไม่ได้อยากให้มาหาตนเองเลย เขากะจะไปเยี่ยมในตำหนักด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“ก็หม่อมฉันคะนึงหาเพียงแต่พระองค์แม้แต่ในความฝัน แต่ฝันที่พบกลับไม่ดีเท่าที่ควร การที่หม่อมฉันพบกับพระองค์จริงย่อมดีกว่าเพคะ”
“ฝันไม่ดีเท่าที่ควรงั้นหรือ”
“เพคะ ในความฝันของหม่อมฉันนั้นมีเกลียวทองอยู่ นางเข้ามาหาพวกเราทั้งสองร้องขอความเห็นใจซ้ำยังว่าพระองค์ไม่ใยดีในชีวิตนาง เห็นเช่นนั้นจึงไม่รู้สึกสบายใจ แต่หม่อมฉันก็หวังว่านางจะไม่เป็นอะไร”
“นางไม่เป็นอะไรหรอก เจ้าก็รู้ว่านางเป็นคนเก่งกล้าสามารถเอาตัวรอดได้ไม่ยาก ถ้านางมีอันตรายมีหรือเราจะไม่ช่วย ยังไงเสียนางก็เป็นสหายของเจ้านะ” เขาช่างพูดได้อย่างหน้าตาเฉยเสียจริงทั้งๆที่พอเกิดเหตุการณ์ก็ไม่เห็นจะใยดีเขาเลย
“หยุดพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า เราว่าเจ้าพักผ่อนต่ออีกสักหน่อยเถิด เราจะเคียงข้างเจ้าจนกว่าเจ้าจะอาการดีขึ้นกว่าเดิม”
“เพคะ” เธอรับคำแล้วกลับเข้าสู่ตำหนักอย่างว่าง่าย ถึงแม้ทั้งสองจะเคยเป็นสวามีและชายากันมาก่อนแต่ว่าในชาตินี้แล้วงานวิวาห์ยังไม่เกิดขึ้น เทพวิษุวัตทำได้แค่คอยดูแลแต่ไม่อาจร่วมเรียงเคียงหมอนกับนางอันเป็นที่รักได้
…………………………..
“ปกีรณัมบทที่ว่าน่ะอยู่ไหนกันจั๊กแหล่น หรือว่าท่องจำมา” ปัทมาสน์ถามด้วยความสงสัย
“ท่านตาบอกปากเปล่าจั๊กน่ะจำไม่ได้หรอกเพคะ ท่านตาจึงลงอักขระชั่วคราวที่แขนจั๊กไว้แทนเพคะพระธิดา” จั๊กแหล่นพูดพลางลูบแขนซ้ายของตนจนปรากฏอักษรเป็นคาถาที่มีความยาวไม่มากเท่าไหร่
“ท่านตาให้พระโอรสกับพระธิดาจำบทนี้ให้ได้เพคะเพราะหลังจากอ่านครบสองรอบคาถานี้จะหายไปจากแขนของจั๊กแล้วล่ะเพคะ”
“ได้ พวกเราที่ดูมีตั้งสิบสี่คนไม่ต้องห่วงหรอก”
“ไม่ห่วงได้ยังไง เรื่องนี้ต้องจำได้ทุกคนสิถึงจะแยกจากกันได้ เจ้านี่ไม่ใส่ใจเอาซะเลย” บุรุษวันอังคารต่อว่าผู้ร่วมทางถึงคำพูดที่ดูไม่ใส่ใจราวกับว่าจะโยนภาระความจำไปให้ผู้อื่นอย่างเดียว
“จริงอย่างที่พระโอรสพูดนะเพคะ” แม่เสือสาวกล่าวอย่างเห็นด้วยกับอีกฝ่าย
“เรื่องนี้เรารู้อยู่แล้วหรอกน่า รีบทำพิธีกันเลยดีกว่า ชักช้าพวกนั้นจะรู้ตัวก่อน”
“ทำไมพวกนั้นถึงจะรู้ตัวก่อนได้ล่ะพระเจ้าค่ะ” หึ่งห้อยยักษ์เกิดความสงสัยในคำพูดเมื่อครู่นี้ขึ้นมา
“พวกนั้นมีติณกฤตอยู่ ช้าเร็วเขาก็ต้องสืบหาจนรู้แน่ ทางนั้นเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับพวกเรา มีหรือจะคาดเดาสิ่งใดไม่ถูก”
“ก็จริงนะ พวกนั้นคิดทำสงครามกันแล้วยิ่งจะต้องตามหาพวกทั้งหมดเพื่อนำสิ่งวิเศษทั้งสองนี้ไปครอบครองไม่ก็ทำลายทิ้ง พวกเขาต้องหาวิธีตามหาพวกเราจนพบให้ได้นั่นล่ะ” อัญญานีหลังจากฟังความของสหายก็เกิดคิดตาม ฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางปล่อยพวกตนไปง่ายๆหรอก
“เอาล่ะ เช่นนั้นก็อย่ามัวเสียเวลาอีกต่อไปเลย” ธิดาเมืองโกสุมพิสัยกล่าวบอกกับสหายเพราะไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว เรื่องใดที่ต้องการถามไว้ว่ากันหลังเสร็จพิธีดีกว่า
หลังจากจบประโยคของสหาย ผู้สวมใส่เกราะกายสิทธิ์และสังวาลย์มณีได้นั่งลงใต้น้ำตกที่มีสีทั้งเจ็ดด้วยท่าขัดสมาธิและตั้งจิตมั่นพนมมือ ขณะที่กำลังหลับตาอยู่นั้นดวงจิตก็ได้เริ่มท่องคาถาอันจะทำให้คนทั้งหมดแยกจากกันโดยถาวร โดยมีผู้ดูแลความปลอดภัยให้ในช่วงเจ็ดวันเจ็ดคืนนี้ไม่ห่างกาย
……………………………
“ที่ที่คาดไม่ถึงเป็นที่ที่คอยเฝ้าคะนึงหาอย่างนั้นเหรอ” บดิศรครุ่นคิดถึงคำใบ้บอกกล่าวของศิลาพยากรณ์ที่ต่างเป็นที่กล่าวขานว่าสิ่งใดในโลกย่อมทราบ แต่เสียดายถ้าไม่ถูกคำสาปคงบอกให้รู้ตามตรงแล้ว ไม่ต้องมานึกคิดให้วุ่นวายหรอก
“หรือว่าพระนางจะมีความเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น เพราะสิ่งที่เทพวิษุวัตคอยคะนึงหานั้นมีเพียงอัญญานีกับของวิเศษสองสิ่งนั้น……อัญญานีนางได้กลิ่นของดอกปาริชาตแล้ว ถ้ารู้น่าจะบอกพระองค์ก่อนที่จะถูกถามด้วยซ้ำ”
“กำลังคิดอะไรอยู่น่ะบดิศร” ธานินทร์ที่เห็นท่าทีครุ่นคิดของผู้ร่วมอุดมการณ์รับใช้พระเทวาดูนิ่งเงียบไป ดูราวกับว่ามีเรื่องคิดสับสนวุ่นวายอยู่ในใจไม่หายอย่างนั้น
“ท่านนี่เอง มาพอดีเลย…เรากำลังคิดเรื่องพระเทวีเบญจเนตรอยู่น่ะ มีหลายอย่างที่เรายังไม่รู้อีกมาก” ถึงอดีตชาติเขาจะเคยรับใช้พระอนุชาของเทวีองค์นี้ก็จริงอยู่ แต่เรื่องราวก่อนหน้าที่เขาจะเป็นหนึ่งในบริวารนั้นไม่อาจทราบได้เลย
“เรื่องนี้นี่เอง เจ้ากับอัคนีอุตส่าห์ไปหาคำทำนายมาแต่ก็ยังไม่ได้ทูลสักทีนี่นะ”
“เรื่องเกิดขึ้นหลายอย่าง ซ้ำว่าที่พระชายาอาการไม่สู้ดี เราไม่อยากให้พระองค์ต้องพะวงเรื่องนี้มากเกิน ว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้พระองค์ไปก่อน …ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าแห่งหนหรือสิ่งใดบ้างที่พระเทวาท่านคะนึงหา”
“อืม..พระองค์คะนึงหาไม่กี่อย่างหรอกนะ พระชายาอินทราณี ทิพย์อาสน์ พระเทวีเบญจเนตร แล้วก็ของวิเศษสองสิ่งที่พวกนั้นสวมใส่นั่นล่ะ…เขาใบ้มาเกี่ยวกับสิ่งพระเทวาคะนึงหาเหรอ”
“ใช่ ที่ที่คาดไม่ถึงเป็นที่ที่คอยเฝ้าคะนึงหา”
“อย่างอินทราณีน่ะตัดออกไปได้เลย ถ้านางรู้ยังไงก็ต้องบอกพระองค์ท่านอยู่แล้ว อีกอย่างพระเทวีไม่ค่อยจะโปรดนาง ไม่มีทางบอกที่ซ่อนหรืออยู่กับนางได้แน่”
“เราก็คิดเช่นนั้น ที่เหลือก็เป็นไปได้มากที่พระองค์จะสถิตยังสิ่งที่ว่านั่นทั้งทิพอาสน์ เกราะกายสิทธิ์หรือแม้แต่สังวาลย์มณี”
“เราว่าของวิเศษทั้งสองสิ่งนั่นไม่ใช่ที่ที่จะสถิตได้หรอกนะ เพราะว่าเคยถูกทำลายมาแล้วครั้งนึงหนิ” อัคนีเข้ามากล่าวหลังจากเฝ้ามองทั้งสองสนทนาหัวข้อที่ตนก็ได้รับคำทำนายมา
“มันก็ไม่แน่ พระองค์อาจจะย้ายออกไปชั่วคราวก่อนที่จะถูกทำลายก็เป็นได้ อย่าลืมสิว่าเป็นพระนางเองที่สาปศิลาพยากรณ์ไม่ให้บอกเรื่องที่สถิต ถ้าจะคาดคั้นเอาอนาคตจากศิลานั่นทำไมจะทำไม่ได้” บดิศรค้านความคิดอัคนี ถึงจะเคยถูกทำลายแล้วมันยังไงล่ะ เทวีแค่มาสถิตไม่ได้ถูกสะกดให้เป็นหนึ่งเดียวกันเสียหน่อย
“แล้วเจ้าไม่คิดว่าเป็นทิพย์อาสน์บ้างรึยังไง ที่นั่นน่ะจะว่าเป็นที่ที่อันตรายที่สุดแต่ก็เป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดนะ ลองคิดดูปัจจาตามหาไปทั่วสารทิศตลอดพันปีโลกมนุษย์แต่ก็ไม่เคยพบ อีกอย่างพระอินทร์ก็ไม่ได้สนพระทัยเรื่องที่พระชายาของตนหายไปแม้แต่น้อย” ติณกฤตที่เห็นทั้งสามจับกลุ่มกันก่อนหน้าจึงเข้ามาร่วมฟัง ไม่บอกตั้งแต่ต้นแต่พอจะทราบว่าพูดเรื่องอะไรกันอยู่
“หรือจริงๆแล้วเป็นพระอินทร์ที่ซ่อนพระนางมาตั้งแต่ต้น พอพระองค์ไม่อยู่กับทิพย์อาสน์ก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากเพราะคิดว่าอย่างไรพระเทวาวิษุวัตก็ไม่ได้สงสัยอะไรในส่วนนี้อยู่แล้ว” ธานินทร์รู้สึกเห็นด้วยกับนาคาที่มาภายหลัง ข้อนี้ไม่ได้ผิดกับที่พบเจอมาเลยแม้แต่น้อย
“เราว่าเป็นไปได้ทั้งสองอย่างนะ เอาอย่างนี้แล้วกัน ทางนึงไปตามหาแล้วชิงของวิเศษจากพวกนั้นก่อน อีกทางนึงไปดูที่ทิพย์อาสน์ มีไม่มียังไงค่อยไปสมทบอีกที เพราะยังไงพวกเราก็ต้องใช้ของพวกนั้นสังหารพระอินทร์องค์นี้อยู่ดี” อัคนีออกความเห็น หลังจากที่สู้กับฝั่งนั้นมันแน่นอนอยู่แล้วว่าทางนั้นต้องระวังและซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งแน่จึงต้องเร่งตามหา เรื่องจะได้จบอย่างไม่ค้างคา ถึงชนะสงครามแต่พระอินทร์กลับมาไม่ยอมสิ้นชีพไป เรื่องคงต้องแดงไปถึงสามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ ฝั่งตนจะเสียเปรียบเอาน่ะสิ
“ความคิดของเจ้ากับเราตรงกัน เอาตามนี้ล่ะ ไว้วันสร้างเขตรบค่อยมารวมตัวกันอีกที” หลังจากที่บดิศรพูดจบทั้งหมดจึงแยกออกเป็นคู่ๆแล้วจึงออกไปค้นหาว่าแท้จริงแล้วพระเทวีเบญจเนตรนั้นสถิต ณ ที่แห่งใดกันแน่
………………………
   วันใหม่ได้เข้ามาแล้ว คนที่นั่งสวดคาถายังคงอยู่ ณ ที่เดิมก็ไม่มีท่าทีที่จะเหนื่อยล้าหรือว่ามีอาการหนาวเหน็บจากการถูกน้ำตกถาโถมเข้าใส่แต่อย่างใด พวกที่คอยดูแลความปลอดภัยก็พอจะวางใจได้ในระดับหนึ่ง
“พี่หิ่งห้อย จั๊กแหล่นตอนที่พวกเราสูดดมกลิ่นของดอกปาริชาต ระลึกชาติแล้วได้มีความรู้สึกหรืออารมณ์อะไรร่วมมั้ย หรือว่าไม่รู้สึกอะไรแต่รับรู้เรื่องราวอย่างเดียว” คืนหนึ่งแล้วที่เฝ้ามองคนที่น้ำตก อัญญานีคิดว่าถ้ามัวแต่มองอย่างเดียวตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนอย่างนี้คงจะไม่มีประโยชน์อะไรแน่ ไม่สู้พูดคุยเรื่องที่หาจะมีประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ดีกว่า
“ไม่เคยพระเจ้าค่ะ แต่ว่าพี่หิ่งห้อยเคยได้ยินบรรพบุรุษบอกว่าบางรอบที่ดอกปาริชาตเบ่งบานนั้น กลิ่นของมันก็ไม่ได้ให้มีความรู้สึกร่วมด้วยเหมือนที่เป็นส่วนใหญ่น่ะพระเจ้าค่ะ”
“จั๊กก็เหมือนกันเพคะ เหมือนย้อนไปในอดีตแต่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันเลยสักนิด”
“มิน่าล่ะ ทำไมตอนที่เราได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆนั้นแต่ก็ไม่อาจจะจะรู้สึกอะไรได้ ตอนนั้นเหมือนว่าเรากับเทพวิษุวัตจะรักผูกพันกันมาก แต่เรากลับไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลย”
“อย่างนั้นก็ดีแล้วเพคะ เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากันจะได้ไม่เอาความรู้สึกมาปน เรื่องจะวุ่นวายไปกันใหญ่”
“เราพอจะรู้เหตุผลที่เทพวิษุวัตทำอยู่เหมือนกันนะ ที่ต้องการตำแหน่งเทวราชาจนต้องทำเรื่องพวกนี้ล้วนเกิดเพราะเราน่ะสิ” จะว่าไปเธอก็รู้สึกผิดที่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ส่งเสริมการกระทำอันออกจะเป็นฝ่ายอธรรมเสียขนาดนั้น
“พระธิดาจะทรงบอกว่าเป็นคนที่ขอให้เทพองค์นั้นทำเรื่องวุ่นวายพวกนี้น่ะหรือเพคะ” เธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ย่อมถามด้วยความสงสัยเป็นธรรมดา
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แต่เป็นเพราะว่าเราเป็นเพียงแม่มด คนธรรมดาที่หยิบยืมพลังจากธรรมชาติมาได้ก็เพียงเท่านั้น ไม่คู่ควรที่จะเป็นชายาของพระองค์ ใครๆต่างติฉินนินทาทั้งตัวเราและพระองค์ในทุกๆวัน ที่พระองค์ยังไม่ลงมือเพราะเราห้ามไว้ พอนับวันเข้าเราเจ็บป่วยจนหาทางรักษาแทบไม่ได้ พระองค์ก็ยิ่งคิดทวงเอาอำนาจกลับมาเพื่อที่จะได้ทำทุกวิถีทางให้ยื้อชีวิตเราไว้และเริ่มต้นกับตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่นั่น ตำแหน่งที่เขาคิดไว้ว่าคู่ควรตั้งแต่แรก” เธอกล่าวจบจึงถอนหายใจครู่หนึ่ง
“แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว พระองค์ไม่ควรยึดติดขนาดนั้นเลย เราห่วงก็แต่สหายปัจจุบันของเราที่มาต้องมาพัวพันปัญหากับพระองค์นี่ล่ะ”
“เรื่องบางเรื่องก็ยากจะทำใจได้จริงๆพระเจ้าค่ะ ความรู้สึกนึกเป็นสิ่งซับซ้อน บางคนปล่อยวางได้ บางคนก็ไม่”
“เมื่อตอนวันจันทร์เราได้ขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อตบตาพวกฝั่งนั้น พอได้รู้มาบ้างว่าจะมีการสร้างเขตรบขึ้นมาเพื่อทำสงครามระหว่างฝั่งส่งเสริมเทพวิษุวัตกับฝั่งที่ภักดีต่อพระอินทร์องค์ปัจจุบัน คาดว่าพอสร้างเสร็จจะมีการกำหนดข้อตกลงกันในสนามรบนั้นเอง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเริ่มทำสงครามกันเมื่อใด เราว่าจะไปสืบเพิ่มสักหน่อย วันนี้พวกเราทั้งสามมาช่วยกันสร้างด่านป้องกันทั้งในและนอกมิติกระจกเพิ่มสักหน่อยดีกว่า พรุ่งนี้ที่ระหว่างไปสืบเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาจะได้แก้ไขรับมือได้เบื้องต้น พอจะยื้อเวลาจนกว่าจะทำพิธีเสร็จ”  เมื่อตกลงกันแล้วจึงสร้างด่านป้องกันเพิ่มเพื่อความปลอดภัย เพราะไม่ว่าอย่างไรช้าเร็วอีกฝั่งต้องรู้ที่อยู่เข้าสักวันแน่
……..
“หนีไปแล้ว หนีไปแล้วเหรอพระเจ้าคะ!!” บดิศรทวนคำที่ได้ยินจากมารดาอย่างร้อนใจนัก เดิมทีตนคิดว่าจะใช้ครอบครัวของฝั่งทางนั้นมาเป็นตัวประกัน พวกนั้นจะได้มาหาเอง เพราะถ้ามัวหาอย่างไม่มีหลักแหล่งก็อาจเสียเวลากว่าเดิมได้
“ใช่ แต่เกลียวทองไปตามล่าพวกนั้นแล้วแม่เชื่อว่า นางจะสามารถนำกลับมาได้แน่”
“เสด็จแม่ ท่านน้าเกลียวทองนางสิ้นแล้วนะพระเจ้าค่ะ”
“ว่ายังไงนะลูก!! ไม่จริงน่า เสด็จพ่อของลูกยังอยู่ที่นี่กับแม่ ไม่ได้มีท่าทีต่างจากเดิมเท่าไหร่เลยนี่” เธอไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ในเมื่อสวามียังรักตนเสียขนาดนั้นแท้ๆ ถ้าไร้ซึ่งมนตราแล้วเขาก็ควรจะมีท่าทีต่อต้านตนบ้างแล้วสิ
“แสดงว่าเสด็จพ่อของลูกหลอกแม่อย่างนั้นหรอกเหรอ”
“เสด็จพ่อประทับอยู่ที่ไหนพระเจ้าค่ะ” เกิดเรื่องเข้าให้แล้ว เดิมทีเขาคิดว่าแค่จะหาคนมาเป็นตัวประกันไม่จำเป็นจะต้องเข้าเฝ้าพระบิดาของตนได้แท้ๆ
“พระองค์ประทับยังท้องพระโรงน่ะสิ เพลานี้ควรที่จะเลิกออกว่าราชการได้แล้วนะ”
“เสด็จแม่อย่าเป็นกังวลเลยนะพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจะตามเสด็จพ่อกลับมาให้ได้พระเจ้าค่ะ” เรื่องนี้เขาพลาดเองจริงๆที่ไม่ได้นึกให้ดี ตั้งแต่แม่มดเกลียวทองตายไป อันตรายก็จะเข้ามารดาตนได้ง่ายๆอยู่แล้ว ยังดีที่ผู้เป็นพ่อไม่ลงโทษอะไร แต่ว่าการที่หายหน้าไปแบบนี้โอกาสที่จะได้คืนดีก็แทบเป็นศูนย์ เห็นทีคราวนี้ต้องตามหาให้เจอแล้วเอามาเป็นตัวประกันไปก่อน เรื่องหลังจากนี้ไว้ว่ากันอีกที
_-------------------------------------------------------------------------------------ทุกวันอาทิตย์ประมาณ20.30น.
จักรกรดต้องขอภัยที่ไม่ได้อัพเดตในสัปดาห์ที่แล้วด้วยนะคะ เพราะเข้าในเว็บขึ้นว่าฐานข้อมูลผิดพลาดจึงเปลี่ยนมาลงวันนี้แทนค่ะ วันนี้ต้องขอลงเร็วกว่าเวลาด้วยนะคะเพราะต้องไปงานสวดอภิธรรมญาติด้วยค่ะ สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังนะคะ O0

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #121 เมื่อ: เมษายน 24, 2022, 07:27:37 PM »
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ จักรกรดต้องขออภัยอีกครั้งหนึ่งแล้วนะคะ เนื่องจากจักรกรดใช้อุปกรณ์เข้าค่ายออนไลน์หนักมากในช่วงนี้ แบตของเครื่องจึงไม่ค่อยเสถียรและประสบปัญหาที่ตัวเครื่องร้อนจัดเกินไปจนไม่อาจพิมพ์นิยายได้ครั้งละนานๆส่งผลให้เนื้อหาน้อยจนเกินไปและเพื่อจะพักเครื่องที่ใช้หนักในช่วงหลังจากออกค่ายสัก3-4วัน จักรกรดต้องของดอัพเดตนิยายสำหรับวันนี้ไปก่อนนะคะ แล้วจักรกรดจะอัพเดตชดเชยในวันเสาร์นี้ต่อด้วยวันอาทิตย์ตามกำหนดการเดิมค่ะ ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงจริงๆค่ะ  w15  a9

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #122 เมื่อ: เมษายน 30, 2022, 08:37:25 PM »
“ลีลาวดี ลีลาวดี” เสียงเรียกเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องรับรองทำหญิงอสรพิษรู้สึกถึงผู้ที่ต้องการสื่อสารด้วย แม้เจ้าตัวจะได้ยินชัดแจ้งแต่ผู้อื่นล้วนไม่มีใครได้ยินเสียงนี้เลย
“เสด็จลุงหลานได้ยินแล้วเพคะ” เธอตอบรับเสียงที่ได้ยิน นี่ก็ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ตนเพิ่งจะได้การติดต่อกับฝั่งของตนนี่เอง
“เป็นอย่างไรบ้าง คนพวกนั้นสงสัยอะไรในตัวหลานไหม”
“ไม่เลยเพคะ ทั้งหมดเชื่อว่าหม่อมฉันถูกเสด็จพี่ติณกฤตทำร้ายจนแทบเอาชีวิตไม่รอด  หมอหลวงที่นี่ดูไม่ออกแม้แต่น้อยซ้ำยังกล่าวว่าต้องนิทรายาวนานอีก”
“เช่นนั้นก็ดี หลานไปสืบเสียหน่อยแล้วกันว่าพวกนั้นนำเสบียงไว้ที่ใด”
“แค่สืบเองเหรอเพคะ” น้ำเสียงของเธอแสดงความเสียดายอย่างชัดแจ้ง เพียงแค่ให้ไปสืบเสาะหาจะไปสนุกได้อย่างไรกัน
“หลานอยากลงมือเลยก็ย่อมได้ แต่ว่าต้องหลอกตาพวกนั้นสักหน่อย หลานก็รู้ถ้าฝั่งนั้นพบว่าเสบียงหายไปมีรึจะไม่หามาทดแทน ซ้ำยังจะเสาะหาผู้กระทำการนี้ด้วย” ตนเองไม่ใช่ผู้ที่จะขัดใจอะไรหลานที่แสนจะโปรดปรานของตนอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ทำไมจะไม่ยอมกัน เขาห่วงแต่ฝั่งนั้นจะรู้ตัวจากความไม่ระวังเสียมากกว่า
“เพคะ หลานจะระวัง ..พอเท่านี้ก่อนนะเพคะ” เธอเข้าใจตามที่ได้ยินแล้วอีกประเดี๋ยวคงจะออกไป การสนทนาต้องหยุดลงก่อนจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น แต่ทว่ากลับมีนางกำนัลเข้ามาดูแลตนเสียก่อนนี่สิ
“พระภาติยะลีลาวดีไม่น่าเป็นเช่นนี้เลย  เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย น่าสงสารเสียจริง” นางกำนัลผู้นั้นเช็ดที่หน้าผากของผู้ที่หลับใหลพลางพูดด้วยความสงสาร เพราะว่าในบรรดานาคราชทั้งสี่พระองค์มีแต่ท้าววิชชุท่านที่มีบุตรครบทั้งชายหญิง ส่วนที่เหลือนั้นไม่ได้มีทายาทสืบทอดแม้แต่อย่างใด นั่นจึงทำให้สองพี่น้องได้แวะเวียนไปพักยังวังบาดาลของเหล่าพระปิตุลาจนเหล่านาคแต่ละแห่งล้วนผูกพันกับทั้งสองยิ่ง
“เจ้าคิดว่าเราอ่อนแอจนน่าสงสารงั้นเหรอ!!” อยู่ๆลีลาวดีก็ได้ลืมตาขึ้นมา ทำให้อีกฝ่ายตกใจเป็นอย่างมาก ยังไม่ทันจะได้กรีดร้องนางกำนัลก็ถูกปิดปากไว้เสียแล้ว ไม่นานนางจึงได้สลบไปพร้อมๆกับร่างกายที่แปรเปลี่ยนเป็นลีลาวดีแทน
“ดีที่เรานำผลแปลงกายของติณกฤตมาไว้ในฝ่ามือก่อนแล้ว ไม่งั้นคงจะวุ่นวายน่าดู” เธอว่าเช่นนั้นไม่นานจึงได้ผลแปลงกายทำให้ตนกลายเป็นน่งกำนัลผู้นั้นโดยทันที
“เราขอยืมตัวตนเจ้าสักหน่อย ไว้ค่อยจัดการเจ้าทีหลัง”
…………………………………………..
“ไม่นึกเลยนะ ว่าพวกเราทั้งสองจะได้มาเป็นคู่ทำงานด้วยกัน” ติณกฤตกล่าวกับอีกคน ถึงจะเคยร่วมด้วยช่วยกันสู้มาก่อนแต่นั่นมันเป็นการร่วมมือกันแบบกลุ่มนี่นะ
“ไม่เห็นจะต้องนึกอะไรเลยหนิ ยังไงสักวันเจ้ากับเราต้องมาทำงานคู่กันอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลกอะไร” อัคนีไม่ค่อยจะแปลกใจอะไรกับเรื่องนี้นัก เพราะที่ผ่านมาเขาก็ทำงานคู่กับบดิศรไม่ก็ธานินทร์สลับกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่
“เราก็พูดไปอย่างนั้นเอง”
“เจ้านี่มันยังไงกัน!!”
“ไม่เอาน่าอย่าเพิ่งโมโหจนเสียงดังไป พวกเราทั้งสองอุตส่าห์โกหกเหล่าเทวดานางฟ้าไว้ว่าจะมาตามหาสิ่งที่ลืมไว้เมื่อคราวงานชมบุปผาสวรรค์นะ อีกอย่างยังอ้างพระเทวาวิษุวัตว่าให้มาสังเกตความเรียบร้อยของทิพยอาสน์อีก” ลำพังลืมของอย่างเดียวคงมาในนี้โดยไม่มีใครประกบไม่ได้หรอก ต้องอ้างเจ้านายตนเสียหน่อย ไหนๆเทพวิษุวัตก็รับหน้าที่รักษาการแทนพระอินทร์อยู่แล้ว เรื่องศิลาอาสน์จะช่วยดูแลก็ไม่เห็นน่าสงสัยตรงไหนเลย
"ตอนนั้นยังไม่เห็นเลยแท้ๆ ทำไมถึงอยู่ที่นี่ได้" เมื่อทั้งสองมาถึง อัคนินก็อดสงสัยตำแหน่งที่ตั้งของที่ประทับอันบอกเหตุแด่พระอินทร์ไม่ได้ เมื่อคราวจัดงานไม่เห็นจะมาอยู่ที่ใต้ต้นปาริชาตเลยนี่นา
"ปกติงานแบบนี้ใครจะให้ทิพอาสน์มาตั้งไว้กันล่ะ เกิดใครเล่นพิเรนไปขึ้นนั่งได้ฟ้าผ่าตกสวรรค์ตายก่อนพอดี"
"ใครมันจะไปทำอย่างนั้น"
"เทวดาอวดดีมีถมเถไป เคยได้ยินมามีผู้ขึ้นไปนั่งจริงๆ  จบไม่สวยซะด้วยสิ"
"สหาย ระหว่างนั้นพระอินทร์ท่านวานให้มาตุลีช่วยย้ายไปยังเวไชยันต์อัมรินทร์น่ะสิ" นาคาบาดาลทักษิณเห็นอีกคนยังสงสัยจึงแจ้งให้กระจ่าง
"เข้าใจแล้ว " เขาก็ไม่ได้อยากจะรู้ขนาดนั้นสักหน่อย ที่อยากรู้จริงๆคือที่นั่งนี่น่ะมีผู้ที่ตามหาประทับอยู่ภายในนั้นรึเปล่า
"ทูลพระเทวีเบญจเนตร บัดนี้พระเทวาวิษุว้ตใกล้จะทำตาพระสงค์เสร็จสิ้นขึ้นไปทุกที แต่ในความสำเร็จนั้นพระองค์ก็อยากให้พระนางช่วยอำนวยชัย ได้โปรดเถิดพระเจ้าค่ะอย่าได้รออยู่แต่ในนั้นอีกเลย" ติณกฤตนั่งท่าเพบตรพลางพนมมือกล่าวเชิญ แต่นั้นดูท่าแล้วจะไม่ได้ผลแต่อย่างใดเลย
"ถ้าพระนางจะเสด็จมาคงมาให้เทพวิษุวัตพบไปนานแล้ว ไม่ต้องตามหากันนานขนาดนี้หรอก"ก็จริงดังโอรสเมืองคีรีมาศกล่าว ถ้ายอมร่วมมือแต่แรกจะหนีหายหลบซ่อนกันยาวนานถึงเพียงนี้เชียวหรืิอ
"เช่นนั้นหม่อมฉันคงต้องลงมือ" ว่าแล้วผู้ที่วันทาเมื่อก็ได้เรียกเอาศาสตราวุธคู่กายเข้าโจมตีที่ศิลาอาสน์อย่างไม่ลังเล
…………………….
“เสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ!!”  บดิศรใช้เวลาอยู่พักหนึ่งถึงจะตามหาบิดาของตนพบ แน่นอนว่าเขาไม่ได้หนีไปคนเดียว มันต้องมีคนมีคอยคุ้มกันระหว่างทางด้วย
“บดิศร!!” นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้พบโอรสในรอบสิบกว่าปีนี้โดยที่ตนไม่ได้อยู่ในการครอบงำ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การพบอย่างยินดีปรีดาเท่าใดเพราะจะมีภัยมาถึงตัวเอาน่ะสิ
“เสด็จพ่อ หม่อมฉันมาเชิญเสด็จกลับเมืองพระเจ้าค่ะ ที่นั่นปลอดภัยที่สุดสำหรับพระองค์แล้ว”
“อย่ามาพูด คนหลอกลวงอย่างพวกเจ้าเราไม่มีทางเชื่อหรอกว่าจะพาเรากลับไปแล้วอยู่อย่างปลอดภัย”
“แล้วเสด็จพ่อจะเสด็จยังที่แห่งใดหรือพระเจ้าค่ะ ที่ใดจะปลอดภัยไปกว่าที่นี่กัน……ถ้าเสด็จพ่อคิดจะตามไปอยู่กับคนพวกนั้น หม่อมฉันขอทูลให้ทรงทราบเลยว่าพวกมันยังเอาตัวไม่รอด เมื่อไม่กี่วันก่อนยังหนีหัวซุกหัวซุนไม่รอผลแพ้ชนะด้วยซ้ำ เสด็จพ่อแน่ใจจริงๆหรือพระเจ้าค่ะว่าทางนั้นคุ้มกันเสด็จพ่อได้”
“ได้ไม่ได้ก็ช่าง ต่อให้เราต้องตายเราก็จะไม่กลับไปอยู่กับเจ้าอีกเด็ดขาด”
“เสด็จพ่อ..”
“เลิกเรียกเราเช่นนั้นสักที เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าตั้งแต่เจ้าเลือกเข้าข้างความอยุติธรรมแล้ว!!” เขาตวาดใส่สายเลือดของตนอย่างไม่ใยดี ทำเหมือนว่าทั้งชีวิตนี้ไม่เคยรักหรือผูกพันกับลูกคนนี้เลย
“ท่านเป็นคนพูดเองนะว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรา เดิมทีเราจะเชิญกลับไปในฐานะบิดา ในเมื่อท่านไม่ยินยอมก็จงไปเป็นตัวประกันให้เราซะ!!!” เสียงด้วยความโกรธปนกับความน้อยเนื้อต่ำใจพลางมองหน้าบิดาด้วยตาช้ำน้ำแดงก่ำ เขาผิดนักหรือที่เลือกเส้นทางนี้  ในเมื่อไม่เห็นว่าคนคนนี้ไม่ใช่ลูก ตนก็จะละทิ้งความสัมพันธ์มุ่งหาประโยชน์เสีย
“อย่านะพระเจ้าค่ะ!!” อำมาตย์เรืองรองชักเอาดาบออกมากันนายเหนือหัวของตนไว้อย่างห้าวหาญ ไม่เกรงกลัวผู้สวมใส่เกราะตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าคิดว่าดาบนี้จะสู้เราได้อย่างนั้นเหรอ”
……………………………
“กานดา เจ้ามาทำอะไรที่นี่น่ะ” ทหารชาวนาคาสงสัยในท่าทีของสหายร่วมงาน จึงถามดูเสียหน่อย
“พอดีว่าเรา ……เราเดินมาผิดทางน่ะสิ โธ่ก็เราอายุมากแล้วก็เลยหลงๆลืมๆน่ะ” จะผิดทางได้ยังไงกัน เธอนั้นรู้ดีว่าเสบียงมักจะเก็บไว้ด้านทิศประจิมของวังบาดาลนี้เสมอจึงมุ่งหน้ามายังที่ตรงนี้
“ก็แค่ร้อยปีเอง ยังไม่มากขนาดนั้นหรอกน่า” ส่วนตัวแล้วตนเห็นเหล่าญาติกาเผ่าพันธุ์เดียวกันมีอายุได้มากสุดถึงห้าร้อยปีเสียเป็นส่วนใหญ่ เหลืออีกตั้งสี่ร้อยปีถ้าเป็นตามนั้น อายุตอนนี้ก็ไม่เยอะเท่าไหร่หรอก
“เราได้ยินมาว่าศึกครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายเผ่าพันธุ์ อีกทั้งยังรับผู้มีฤทธิ์อาสาเข้าร่วมด้วย…...ไหนๆก็ผ่านมาที่นี่แล้ว เราก็อยากเห็นเสบียงที่อยู่ที่นี่สักหน่อยว่าจะหลากหลายถึงเพียงใด”
“เห็นทีว่าจะไม่ได้หรอกนะ นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลจะให้ใครเข้าออกดูอย่างง่ายดายไม่ได้หรอกนะ”
“ก็ได้เราไม่เข้าไปก็ได้ เราไปล่ะ” เธอหันหลังทำท่าจะจากไป แต่ว่าไม่ทันไรเธอก็กำหมัดฟาดย้อนไปด้านหลังของตนจนถูกผู้เฝ้าจนแทบจะล้มทั้งยืน ยังไม่ทันจะสู้กลับก็ถูกถีบเข้าให้ที่กลางท้องเสียแล้ว ซ้ำเธอยังใช้มือกระชากดึงเส้นผมอย่างโมโหโทโส
“เราขอเข้าไปดีๆไม่ชอบ กลับชอบที่จะเจ็บตัว!!”
“กานดาเจ้าทำอะไรน่ะ!!” ทหารอีกตนได้เข้ามาเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็รู้สึกตกใจ ปกติสหายไม่ใช่เป็นพวกสายนักสู้อะไรขนาดนั้นนี่  ทั้งยังทำร้ายร่างกายชายชาตรีเสียจนช้ำเสียขนาดนั้น
"ก็ทำอย่างที่เจ้าจะถูกกระทำยังไงล่ะ"
……………………………
“เจ้าเป็นใคร ” คำถามของเทวดาผู้สวมชุดสีครามทำเอาอีกฝ่ายเริ่มมีสีหน้ากังวล
"เราจะเป็นใครได้ นอกจากธนิษฐตรีน่ะสิ" เขาไม่ยอมจำนนต่ออีกฝ่ายแน่ อยู่ดีๆก็จะมาพาตัวไปไหนไม่รู้ ทั้งยังมาจ้องจับผิดตนอีก
"หึ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวจริง ที่อัคนินเคยเล่าให้เราก็ไม่ได้มีท่าทีแบบนี้" ธานินทร์ได้ยินสิ่งที่สหายเล่าจนรู้ลักษณะของตัวจริงหมดแล้ว ซ้ำยังสัมผัสได้ถึงไสยเวทในตัวอีกคนก็ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่
"อัคนินน่ะอาจจำสับสนก็เป็นได้ คนเราต้องเปลี่ยนนิสัยท่าทีอะไรพวกนี้ตามกาลเวลาอยู่แล้ว"
"ได้ ในเมื่อเจ้ายอมรับตัวตนไม่ใช่ใครอื่น เช่นนั้นเจ้าก็ไปกับเรา"
"ไม่!!" พอสิ้นสุดคำปฏิเสธ ผกากรองในร่างสวามีได้ใช้กริชเข้าแทงอีกฝ่ายทันที เดิมทีลูกของตัวเองก็เคยเล่าเรื่องสหายให้รับรู้บ้างก็จริง แต่เธอกับลูกไม่เคยไว้ใจบอกความลับที่ตนอยู่ร่างนี้ให้ทราบ จู่ๆจะพาตัวไปโดยไม่ทันรู้ข่าวจากอัคนินต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่
"ของแค่นี้คิดว่าทำร้ายเราได้ขนาดนั้นเชียวเหรอ" เขาคว้าจับข้อมืออีกคนได้ทัน ในขณะที่คว้าอยู่นั้นเถาวัลย์ก็ได้พันรอบตัวอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว
"ปล่อยเรานะ"
"เราขอลองยุ่งเรื่องในครอบครัวของสหายสักหน่อยคงไม่เป็นไร" เขาให้นิ้วโป้งซ้ายกดลงไปที่กลางหน้าผากของร่างกษัตริย์เมืองคีรีมาศเพื่อค้นความลับภายในใจดู พวกนี้ต้องปิดบังอะไรแน่ๆไม่งั้นคงไม่ขัดขืนหรอก
"ที่แท้พวกเจ้าสองแม่ลูกก็ปิดบังเรื่องนี้ไว้นี่เอง แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังไงร่างและวิญญาณที่หลับใหลก็ยังเป็นท้าวธริษตรี เป็นเหยื่อล่อได้ดีอยู่แล้ว" นี่เป็นสาเหตุที่เขาไม่ได้อยู่กับบดิศร เดิมทีก็คิดจะไปค้นหาที่กบดาน แต่พอไม่เจอแผนตัวประกันให้มาหาถึงที่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี
"เหยื่อล่อ เจ้าจะล่อลวงลูกเราเหรอ ลูกเราไปทำอะไรให้"
"ลูกเจ้าเป็นคนยังไงเจ้าเดาการกระทำเขาได้ไม่ยากหรอก แต่ว่าพวกที่เราจะล่อลวงให้มาเป็นศัตรูของเข้าต่างหากล่ะ"
"ว่ายังไงนะ..อย่าบอกนะว่าพวกสังวาลย์มณียังไม่ตายกันน่ะ" ต้องใช่แน่ แก้วตาดวงใจของตนถูกเรียกตัวไปเพื่อช่วยแย่งชิงตำแหน่งพระอินทร์นี่ ถึงขนาดต้องตามตัวราชาที่ทายาทดูเหมือนจะสิ้นไปแล้ว ถ้าเพื่อให้เป็นตัวประกันแล้ว ใครกันล่ะที่ต้องว้าวุ่นใจถ้าไม่ใช่บุตรธิดา
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อย่าห่วงเลย เราจะช่วยท่านเอง แต่ว่าต้องปล่อยเราก่อน" ถึงเธอจะพยายามใช้มนตราคาถาก็ดูจะสู้แรงมัดเถาวัลย์นี้ไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะว่าใจเธอหลายวันนี้ไม่ค่อยมีสุขเนื่องจากทุกข์ที่ร่างตนถูกเผาสิ้น
"ปล่อยน่ะได้ แต่ไปพบกับอัคนินก่อนแล้วกัน ช่วยไม่ได้พวกเจ้าอยากปิดบังกันดีนัก"
………………………….
"บ้าจริง!!" อัคนินหัวเสียอย่างมากที่สุดท้ายแล้วทิพอาสน์ก็ไม่มีอะไรเลย ใช้พลังไปก็มาก ดีที่ไม่โดนฟ้าเพราะสร้างเกราะกำบังไว้แล้ว
"ช่างมันเถอะน่า ตอนนี้ไม่เจอพระนางก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ดีซะอีกเราจะได้แน่ใจว่าพระนางต้องอยู่กับพวกนั้นจริง" ถึงจะตั้งใจทำลายอย่างหนักจนแทบไม่ได้พักอีกยังพบแต่ความว่างเปล่า แต่ตัวเขานั้นก็กลับไม่มีท่าทีที่จะโมโหเลยสักนิด
"ตอนนี้พวกเราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพวกมันอยู่ที่ไหน"
"เอาน่า ไว้ผ่านวันพรุ่งนี้ไปก่อนแล้วค่อยเร่งตามหา ยังไงก็เจอ"
"ให้มันจริงอย่างที่เจ้าพูดเถอะ"  เขาอยากจะเร่งทำผลงาน ไม่ใช่เพราะอยากได้หน้าอะไรหรอก ถ้ามีความชอบก็จะขอออกไปไม่ยอมยุ่งเรื่องพวกนี้ด้วยอีกแล้ว
"ไปเถอะ พวกเราไปพักผ่อนกัน" อีกคนทำท่าทีอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจึงเสกเอาของออกมาเสียสักสองสามชิ้น ให้ถือว่าหาของจริงไม่ได้หลอกลวงเล่น
…………………………..
"เราสลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ ในฝันเหมือนจริงมาก แต่ว่าพระธิดายังบรรทมอยู่เลยนี่นา" นางกำนัลนาคีฟื้นจากนิทราราวกับว่าอ่อนเพลียเสียมากโข ช่างไม่รู้ตัวเสียเลยว่าแท้จริงเกิดอะไรขึ้น
"เจ้านี่มันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ" ในท่วงท่าที่นิทราของอีกตนนั้นแฝงไปด้วยความกระหยิ่มใจ เป็นเช่นนี้ก็ดี ตนจะได้ไม่ถูกสงสัยและยังยืดเวลาที่จะถูกจับได้ออกไปอีกด้วย
"พรุ่งนี้จะเป็นวันสร้างเขตรบ เห็นทีเราต้องใช้งานเจ้าแทนเราสักหน่อยนะกานดา"
...………………………
“เราไปไม่นานไม่ต้องห่วงเราหรอกนะ” อัญญานีกล่าวกับหิ่งห้อยและจั๊กแหล่น ตนจะไปร่วมอาสารบกับเขาเสียหน่อยในฐานะชายหนุ่มที่ตนตั้งใจแปลงกาย แต่วันนี้ค่อนข้างแปลก ทั้งๆที่อยู่ในฤดูหนาวแต่กลับร้อนระอุราวกับไฟแผดเผา หรือนี่อาจจะเป็นลางบอกเหตุอะไรสักอย่าง ผู้ออกเดินทางหวังว่านี่คงจะไม่ใช่เรื่องร้ายมากเกินไปหรอก อาจจะเป็นลางดีที่เตือนแบบผิดแผกจากลางดีแบบทั่วไปก็อาจเป็นได้
---_-------------------------------ชดเชยของสัปดาห์ที่แล้วค่ะ ส่วนของสัปดาห์ลงตามกำหนดการเดิมค่ะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #123 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2022, 08:40:29 PM »
“เราไปไม่นานไม่ต้องห่วงเราหรอกนะ” อัญญานีกล่าวกับหิ่งห้อยและจั๊กแหล่น ตนจะไปร่วมอาสารบกับเขาเสียหน่อยในฐานะชายหนุ่มที่ตนตั้งใจแปลงกาย
“พระธิดาระวังพระองค์ด้วยนะพระเจ้าค่ะ ทางนี้มีพี่หิ่งห้อยกับจั๊กแหล่นอยู่ จะทำหน้าที่ปกป้องทุกพระองค์อย่างสุดความสามารถพระเจ้าค่ะ” ส่วนตัวแล้วเขาเองอยากจะเดินทางไปเป็นเพื่อน แต่ถ้าไปทั้งอย่างนี้จะถูกทำร้ายได้ง่ายเพราะตนแปลงกายไม่ได้นี่เอง
“พระธิดาแน่พระทัยจริงๆเหรอเพคะว่าจะเสด็จคนเดียว” เธอถามย้ำอีกครั้งหนี่ง
ใจนึงก็เป็นห่วงอีกใจนึกก็อยากจะลองวิชาที่ท่านตาสอนไว้ เผื่อว่ารูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอาจจะช่วยงานได้อีกทาง
“เราแน่ใจ ไม่เป็นไรหรอกน่า เราแค่ไปเข้าร่วมรับฟังข้อตกลงเพื่อตั้งกฎในการรบเท่านั้นเอง อีกอย่างอันติมะน่ะไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับฝั่งนั้นคงไม่ตกเป็นเป้าสายตาง่ายๆหรอก”
“งั้นก็ขอให้พระธิดาปลอดภัยนะเพคะ”
“ขอบใจ ทั้งสองต้องระวังด้วยเช่นกัน หวังว่าระหว่างนี้ยังจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากนักนะ” ว่าแล้วเธอจึงออกนอกมิติกระจกก่อนที่จะใช้อำนาจของแหวนวิเศษหายตัวไปยังวังบาดาลบูรพาในทันที
………………………………..
“บดิศร นี่ก็ผ่านมาคืนนึงแล้วนะลูก ทำไมต้องจองจำเสด็จพ่อไว้แต่ในตำหนักด้วยล่ะ ถึงลูกจะมีแผนการเรียกพวกมันออกมาแต่ก็ไม่น่าทำขนาดนี้เลย” พิมาลากระวนกระวายใจมาตั้งแต่ให้ลูกยาไปตามตัวสวามีกลับมาได้แล้ว แต่คราวนี้ลูกตนมีรับสั่งต่อข้าราชบริพารอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ให้อิสระแด่บิดาได้ออกไปไหนทั้งนั้น ด้วยท่าทีที่ดูเกรี้ยวกราดเหมือนว่าจะสังหารคนให้สิ้นถ้าขัดใจจึงทำให้เธอไม่กล้าห้ามตั้งแต่ทีแรก รอจนเปลี่ยนวันตนจึงได้เข้ามาพบลูกของตนอีกครั้ง
“นี่ถือว่าดีมากแล้วพระเจ้าค่ะ ลูกไม่ได้ให้องค์เหนือหัวไปอยู่ตะรางเหมือนพวกนักโทษเพื่อเป็นรักษาเกียรติขงพระองค์แล้วพระเจ้าค่ะ” เขาทำลงไปก็อาจจะผิดจริงในฐานะที่เป็นสายเลือดเดียวกัน แต่นี่เขาก็ไม่ได้หมิ่นเกียรติมากจนรับไม่ได้ที่ไหนกัน
“องค์เหนือหัว..ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาลูกไม่เคยเรียกพระองค์เช่นนี้เลยนี่ลูก ทำไมถึงได้เปลี่ยนคำเรียกไป ทั้งท่าทีก็ดูเหินห่างกว่าตอนก่อนๆที่กล่าวถึงพระบิดาเสียอีก”
“เพราะในพระทัยไม่ได้มีหม่อมฉันเป็นลูกอีกต่อไปแล้วน่ะสิพระเจ้าค่ะ ไว้พระองค์ทรงนึกได้ว่าหม่อมฉันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขและสำคัญกว่าพวกไอ้ง่อยนั่นเมื่อไหร่ เมื่อนั้นลูกอาจจะใจอ่อนยอมมอบอิสระคืนแด่พระองค์… อีกอย่างตอนนี้พระองค์เป็นตัวประกันสำคัญที่ลูกจะเอาชนะพวกมันได้  ยังไงเสียตอนนี้ลูกคงให้ความสุขสบายอะไรอย่างที่พระองค์เคยรับแบบนั้นไม่ได้หรอกพระเจ้าค่ะ”
“บดิศร อย่าทำแบบนี้เลยนะลูก ยิ่งทำแบบนี้ตัวลูกเองจะยิ่งทุกข์ใจเข้าไปกันใหญ่” ตนเข้าใจดีว่าบุตรนั้นได้รับความรักจากเจ้าเมืองน้อยกว่าพวกฝั่งศัตรูมาเสมอ จึงพยายามสอนให้ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะทั้งใจพ่อและเหนือกว่าลูกคนอื่นๆ แต่ไม่นึกเลยว่าลูกจะใช้วิธีนี้
“เรื่องนั้นหม่อมฉันไม่มีเวลามีคิดหรอกพระเจ้าค่ะ ตอนนี้ได้เวลาเดินทางไปสร้างเขตลบแล้ว หม่อมฉันทูลลา” เขาไม่รีรอให้มารดามาหยุดยั้งการกระทำหรอกในเมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้ว
………………………………
“ท่านอาจารย์ ท่านคงลืมไปหมดแล้วว่ามีศิษย์อยู่อีกหนึ่ง ทำไมท่านเอาใจฝักใฝ่แต่พวกนั้น เพราะพวกนั้นมีของวิเศษหรือเพราะพวกนั้นมีกันหลายคน ทำไมท่านถึงเอาแต่ช่วยพวกนั้นไม่เห็นช่วยศิษย์เลย” ติณกฤตเข้ามายังป่าจินตภพเพื่อมาดูว่าพวกศัตรูนั้นได้มากบดานที่นี่หรือไม่ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเลย เขาเชื่อว่าเป็นความช่วยเหลือจากอาจารย์ของตนที่เข้าข้างลำเอียงไปช่วยศิษย์ทางนั้นมากกว่า ส่วนตนก็จนหนทางอยู่แบบนี้ ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นจาการกระทำตัวเองได้อย่างไร
“นี่มันลิขิตนี่ ทำไมถึงวางตรงหน้าท่านอาจารย์ไม่ได้ปลิวตามลมไปไหน” เขาสงสัยจึงหยิบขึ้นมาดู กระดาษแผ่นนั้นระบุว่าต้องการให้ตนโดยตรงจึงรีบอ่านอย่างไม่รีรอ
“ติณกฤต เจ้าอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้หนทางที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว แต่เจ้าจงจำไว้ ถึงแม้ว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องประสบแต่เพื่อบรรลุเป้าหมายเจ้าก็อย่าได้ลังเลใจเลย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม” เขาอ่านพลางมองไปที่ฤษีพักตร์สิงห์ สิ่งที่ต้องการจะสื่อเขานั้นเข้าใจดีแล้ว แต่ตนก็หวังจะได้รับการช่วยเหลือที่ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วเท่านั้น จนกระทั้งสังเกตดู ตนได้พบขวดโอสถสีขาวตั้งอยู่จึงรับรู้ความหวังดีของอีกฝ่าย
“ท่านอาจารย์ยังยอมรับในตัวศิษย์ ” ว่าแล้วเขาก็นึกถึงกำหนดการที่ต้องเดินทางไปยังเขตที่สร้างสนามรบ จึงไม่อยากจะมัวเสียเวลากับตรงนี้จากความฟุ้งซ่านของตนเอง
…………………………….
“เรามาอาสาร่วมรบน่ะ แล้วก็จะมาช่วยสร้างเขตรบด้วย”
“อ้าว นี่เจ้ายังไม่รู้หรอกเรอะนี่ว่าพวกเขาเดินทางไปสร้างเขตการรบที่ไหนกัน”
“ไม่ใช่ที่นี่หรอกเหรอ” เขาฉงนเล็กน้อย นึกว่าจะมาจัดที่นี่เสียอีก
“ไม่ใช่หรอกพ่อหนุ่ม พวกเขาไปจัดกันที่ตั้งเก่าของเมืองโกสุมพิสัยน่ะ ถ้าอยากช่วยต้องเร่งเดินทางหน่อยนะ เดี๋ยวเขาก็สร้างเสร็จกันหมดพอดี” นาคาผู้ดูแลประตูเมืองได้แจ้งให้ทราบในข้อนี้ นึกว่าจะรู้กันทั่ว ที่ไหนได้ยังมีคนตกหล่นไม่รู้ที่ตั้งแน่ชัดอีก
“อย่างนี้นี่เอง เราขอบใจท่านมาก ไว้โอกาสหน้ามาใหม่จะตอนแทนท่านนะ”
“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก”
   อันติมะไม่รอช้ารีบหาที่ลับตาใช้ธำมรงค์ศุภรหายตัวตามไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตนทันที พอถึงที่หมายในใจของเขาก็รู้สึกโหยหาถึงอดีตที่เคยสงบสุข หากเกลียวทองไม่ได้มาเป็นมเหสีคนใหม่ของที่นี่ ตอนนี้ตนกับพระบิดาน่าจะได้อยู่อย่างมีความสุข ประชาราษฎ์ก็จะไม่ได้สิ้นชีพหมดเมืองไปกับการกระทำของแม่มดร้ายนั่นหรอก
“เจ้าเป็นใครไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” ผู้มีท่าทีน่าจะเป็นผู้วิเศษถามชายที่มาใหม่อย่างประหลาดใจ
“พอดีว่าเราจะมาร่วมเลือกฝ่ายอาสาแต่ช้าไปเลยมารวมตัวที่นี่น่ะ”
“อ๋อ จริงๆก็ไม่ช้านะ ก่อนสงครามจะเริ่มก็รับอาสาเรื่อยๆนั่นล่ะ ว่าแต่เจ้ามาเข้าฝั่งไหนกัน”
“ฝั่งวิทวัสนาคราชน่ะ”
“ดีเลย เช่นนั้นเราจะพาไปรวมกลุ่ม ก่อนสร้างเขตจะทำข้อตกลงไปร่วมฟังกันดีกว่า สหายเราชื่อศักติเจ้าล่ะชื่ออะไร”  เขาพาชายแปลกหน้าไปรวมกลามอย่างง่ายดาย ท่าทีไม่ไว้ใจไม่ออกผ่านสีหน้าเขาเลย
“เราอันติมะ ”

“ข้อแรกการรบจะเริ่มเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและสิ้นสุดเมื่อพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ในยามวิกาลหรือช่วงเช้าที่แสงอาทิตย์ยังไม่สาดส่องห้ามทำการต่อสู้เด็ดขาด ” ฝ่ายของวิทวัสนาคราชเป็นฝ่ายเสนอข้อตกลงเพื่อนำไปตั้งกฎการรบก่อน
“ยอมรับ” อีกฝ่ายยอมรับ นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมอีกทั้งจะได้พักผ่อนในยามวิกาลโดยไม่ต้องมีเรื่องกวนใจ
“ข้อสองผู้รบต้องใช้อาวุธประเภทเดียวกันในการต่อสู้กับอีกฝ่ายเท่านั้น”
“ยอมรับ”
  อันติมะตั้งใจฟังข้อตกลงทั้งหมดและจดจำเอาไว้ เขารู้ว่าอีกสิบวันสงครามจะเริ่ม นั่นแสดงว่าสหายตนน่าจะเข้าร่วมได้ทันเวลาพอดี น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกขาไม่น้อย หลังจากที่สรุปข้อตกลงกันเรียบร้อย ทั้งหมดจึงช่วยกันสร้างเขตรบขึ้นมาตลอดจนเวลาล่วงเลยเข้าช่วงบ่ายแก่ๆแล้ว ความร้อนของแดดที่แทบจะกลืนวิญญาณของพวกเขาตอนนี้ก็ได้มีหมู่เมฆเข้ามาแทนที่แล้ว นั่นเป็นสัญญาณว่าฝนจะตกลงมาในวันนี้ด้วยน่ะสิ อีกประเดี๋ยวหลังฝนคงจะหนาวจับใจ วันเดียวนี่จะรวมฤดูทั้งสามเลยรึอย่างไรกัน

-----------------------------------------------------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ ขอเปลี่ยนเวลาเป็น20.40น.ตั้งแต่นี้ไปด้วยนะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #124 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2022, 08:42:28 PM »
“ได้เวลากลับแล้วสินะ อีกสิบวันจะเริ่มสงครามยังไงสหายเราคงเข้าร่วมทันอยู่แล้วล่ะ” ชายหนุ่มเดินชมรอบเขตสนามรบหลังจากที่ร่วมสร้างเสร็จแล้ว ถ้าไม่ได้ถูกไฟผลาญไปเสียก่อนก็คงไม่ได้เป็นแห่งลานกว้างที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง’’เพียงไม่กี่ชิ้นเช่นนี้หรอก
“เสด็จพ่อเพคะ แม้ว่าบ้านเมืองของพวกเราจะสิ้นไปแล้วแต่เสด็จอย่าได้กังวลพระทัยเลยนะเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่าเมืองนี้จะต้องเป็นสถานที่สำคัญทำให้ฝั่งที่หม่อมฉันเลือกได้รับชัยชนะและจะได้ตั้งราชธานีใหม่อย่างแน่นอน” ในขณะที่สำรวจรอบตนก็แอบลอบคิดในใจด้วยไม่อยากจะเผยตัวตนให้ใครทราบเท่าใดนัก
“เจ้าไม่ดูตาม้าตาเรือเลยเหรอ เดินเข้ามาฝั่งเราทำไม” อัคนินที่เห็นบุรุษผู้เลือกอยู่อีกฝั่งเดินเข้าเขตตน ใครเล่าจะยินดีได้
“เราก็แค่สำรวจเอง ไหนๆก็ช่วยกันสร้างมาแล้วแท้ๆ ขอชมสักนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป อีกอย่างหนึ่งแค่เลือกฝั่งที่ตั้งฐานทัพยังไม่ได้จัดวางอะไรเลยด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าอยากไปเดินดูข้างนู้นก็ทำได้เหมือนกันแหละ” อันติมะตอบโต้อีกฝ่าย เรื่องอะไรจะต้องหาเรื่องกันนักหนาแค่เดินข้ามมาอีกฝั่งนี่
“เอาน่า บางทีถ้าพวกเราทำดีด้วยให้เขามาดูสักหน่อย บางทีเขาอาจเปลี่ยนใจย้ายฝั่งมาอยู่กับพวกเราก็ได้” ติณกฤตกระซิบข้างกรรณของสหาย
“อันติมะ เจ้าก็มาสำรวจอีกฝั่งด้วยเหรอ” ศักติที่ทักทายคนสวมแหวนแก้วบริสุทธิ์ในคราแรกที่พบกันนั้นได้ตามมาสมทบเมื่อได้ยินเรื่องต่อว่าของอัคนิน
“ใช่ แต่ไม่คิดเลยนะว่าเราจะถูกต่อว่าอยู่คนเดียว เจ้ายังชื่นมื่นไม่ถูกว่าสักคำ”
“ที่เราไม่ถูกว่าอาจเป็นเพราะยังไม่ได้เจอกับคนนี้น่ะสิ ดูท่าแล้วเขาก็น่าจะปากเสียเป็นปกติอยู่แล้วหรอกมั้ง อย่าถือสาเขาเลย”
“นี่เจ้า!!” เขาได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดง้างมือเตรียมจะชกอีกฝั่งนึงเสียให้ได้
“ทำไมจะทำอะไรเรา”
“พอเลยเจ้าน่ะ อย่าทำตัวเช่นนี้สิ” สตรีไม่คุ้นหน้าเข้ามาห้ามคนที่พร้อมจะต่อยตีอย่างสนิทชิดเชื้อ เธอไม่ว่าเปล่ายังดึงเอามือที่กำหมัดนั้นให้ลดลงเสีย
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เธอคนนั้นได้หันถามอีกฝ่ายอย่างห่วงใย
“กัลยา นี่เจ้าเลือกอยู่ฝั่งนี้งั้นเหรอ” ดูท่าศักติจะรู้จักกับคนนี้มาก่อนด้วยสินะ
“ใช่ แล้วทำไมเจ้าถึงไม่เลือกฝั่งนั้นล่ะ”
“ฝั่งไหนก็เหมือนกันแหละ….อ้อนี่สหายใหม่เราอันติมะล่ะ”
“เราไม่กล้าเป็นสหายท่านหรอก ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วเราขอตัว” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอยู่ต่อ เขามีสหายแท้จริงรออยู่ทิศอุดรเหมือนกัน นี่ก็อยู่มาเป็นวันๆแล้วควรจะกลับได้สักที
“อย่าเพิ่งไปเลย สหายเราอาจจะเป็นมิตรกับคนอื่นมากไป เห็นใครก็เป็นสหายไปหมด ท่านยังไม่วางใจก็เรียกขานอย่างสนิทสนมเสียแล้ว เราขออภัยแทนเขาด้วย” หญิงสาวจับข้อมืออีกคนยื้อไว้ไม่ให้ด้วนกลับไปเร็วนัก
“เราไม่ได้ติดใจเรื่องนั้นเลย เราเพียงยังไม่คุ้นชินต้องขออภัยด้วย เราต้องกลับไปหาสหายของเราแล้ว ลาก่อน ไว้พบกันใหม่” เขาไม่อยากเสียเวลาอีกจึงออกห่างไปในทันที ซึ่งตอนนี้เมฆครึ้มบนท้องฟ้าก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นหยาดพิรุณโปรยปรายลงมาแล้ว เมื่อหาที่ลับตาคนได้ อันติมะจึงใช้แหวนวิเศษพากลับไปยังหน้ามิติกระจกในทันที

“ดีที่ธานินทร์สังเกตเห็นแหวนที่อันติมะสวมใส่ ไม่อย่างนั้นเราก็คงปล่อยให้อัคนินจัดการซะให้จบๆไป” กัลยาพูดออกมาเมื่อแน่ใจว่าคนฝ่ายตรงข้ามไปพ้นจากพวกของตนแล้ว
“ทำไมกันล่ะ” บุรุษนาคาถามอย่างสงสัย มีแหวนแล้วยังไม่ สังหารไม่ได้หรอกหรือ
“ธานินทร์เห็นแหวนนี่ก็นึกถึงแหวนของอัญญานีที่สันต์สินีเคยเล่าน่ะสิ เห็นว่าครั้งแรกที่มาหอชิดดาราก็เห็นใส่ไว้ข้างกายตลอด  ตอนหลังนางก็ฝังใจคร่ำครวญถึงมันตลอดตั้งแต่เกลียวทองชิงไป บางทีแหวนนั่นอาจจะเป็นของวิเศษอย่างหนึ่งที่นางใช้อยู่ก็เป็นได้”
“แปลก ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเกลียวทองนำแหวนวงนี้ไปให้อันติมะตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมนางถึงไม่เล่าอะไรเกี่ยวกับเจ้านั่นเลย” อัคนินอดสงสัยไม่ได้ ปกติแล้วอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพวกพ้องเกลียวทองก็จะบอกโดยแทบไม่ต้องบังคับให้คายออกมาด้วยซ้ำ
“เว้นแต่ว่าเจ้าคนนั้นจะแย่งชิงเอามาน่ะสิ” ศักติออกความเห็น
“เราอ่านใจเขาแล้ว เห็นว่าเขาจะไปน้ำตกเจ็ดสี ที่นั่นมีคนนั่งขัดสมาธิท่องคาถาอยู่ น่าเสียดายที่เขาสะบัดแขนออก ไม่ทันเห็นชัดว่าเป็นใคร” กัลยากล่าวตามภาพที่เห็น
“เราได้ยินว่าเจ้านั่นจะพาสหายมารบด้วย นั่นคงจะเป็นสหายของเขาล่ะมั้ง” ชายหนุ่มที่อ้างว่าเป็นสหายใหม่กล่าวตามที่ได้เห็นมา
“สหายที่ว่านั่นไม่ใช่ว่าเป็นพวกเกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณีหรอกเหรอ” โอรสเมืองคีรีมาศคิดเชื่อมโยงไปถึงศัตรูของตน แม่มดเกลียวทองไม่น่ามีอริที่ไหนอีกนอกจากคนพวกนี้แล้วนะ
“อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปสิ  แน่ใจได้ยังว่าจะเป็นพวกนั้น” นาคาบาดาลใต้ยั้งความคิดผู้ร่วมฝั่งไว้ก่อน ไม่อยากให้ปักใจเชื่อมากนัก ถ้าหาเจอช้าเพราะมัวแต่ไปตามพวกนั้นล่ะจะว่าอย่างไร
“ยังไงก็ช่าง ใช่ไม่ใช่ก็ต้องกำจัดทิ้งทั้งนั้น เป็นเราเราไม่เก็บไว้ให้เป็นกำลังเสริมฝั่งนั้นในวันรบหรอกนะ”
“แล้วจะไปจัดการยังไง รู้ทางไปเหรอ”
“ม..ไม่รู้สิ” เขาตอบเสียงเบาลงมา ถึงสมาชิกในกลุ่มตนจะอ่านใจได้แล้วยังไงล่ะ ถ้าไม่ได้แตะต้องตัวก็ไม่มีทางรู้หนทางไปหรอก
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ไว้พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปเขตแนวกั้นอสุราเอง จะได้ถามให้รู้เรื่องไป” ติณกฤตอาสาไปหาคำตอบเองดีกว่า ดีเสียอีกจะได้ไม่ค้างคาใจ
“ไปผู้เดียวถามได้ข้อเดียวน่ะสิ เราไปด้วยดีกว่า จะได้ถามไปเลยว่าพวกที่อยู่น้ำตกนั่นน่ะใช่อย่างที่อัคนินคิดมั้ย” ชายหนุ่มที่เลือกอีกฝั่งคนนี้ไม่ยอมติดตามฝั่งตนแต่กลับมาช่วยฝั่งนี้ซะได้
“เจ้าไม่คิดจะติดตามวิทวัสนาคราชกลับไปยังวังบาดาลบูรพาหรอกเหรอ” เขาถามย้ำกับอีกคน ตนเห็นว่าเลือกฝั่งอย่างโจ่งแจ้งแล้วไม่อยากให้มายุ่งเท่าไหร่ ถ้าฝั่งนั้นรู้เรื่องหนอนบ่อนไส้จะไม่เป็นตามแผนการน่ะสิ
“เรื่องนี้ก็ให้น้องสาวเจ้าช่วยสิ” เขาหันไปมองหญิงสาวที่ชื่อกัลยาเป็นการยกงานไปให้ในตัว
“ได้น่ะมันก็ได้ แต่เราเหลือผลแปลงกายน้อยแล้วนะ นางแปลงกายด้วยตนเองไม่ได้เหมือนเจ้า เจ้าก็รู้”
“เสด็จพร้อมนางเถอะเพคะ ทางนี้หม่อมฉันจะจัดการต่อเอง” ลีลาวดีที่ปลอมตัวเป็นกัลยาอยู่นั้นไม่คิดว่านั่นจะลำบากสักเท่าไหร่เลย
“ให้บดิศรใช้เกราะเหล็กช่วยสร้างภาพมายาทับซ้อนตัวตนไปก่อน น่าจะช่วยได้บ้าง”
“เรานึกว่าพวกเจ้าเป็นคนมาใหม่ซะอีก แล้วศักตินี่เป็นใครกัน” ผู้สวมสังวาลย์ศิลาฟังความก็พอจะรู้แล้วว่าคนหนึ่งน่ะเป็นลีลาวดีแต่อีกคนนี่สิ
“อ้าว เราก็นึกว่าเจ้ารู้แล้วซะอีก เห็นว่ารักนางนักหนาแต่แปลงกายก็จำไม่ได้ซะแล้ว”
“ฉันทนา เจ้าเองหรอกเหรอ”
“เราเอง…..เจ้านี่ก็นะ เหมือนจะฉลาดคิดขึ้นมากแต่ก็ไม่เลย” เธอแอบว่าเขาไปสักหน่อย มัวแต่จำไม่ได้อย่างนี้แล้วถ้าตนปลอมตัวเป็นคนอื่นไปอีกจะจำได้ยังไงกัน
“ถ้าอย่างนั้นให้เราไปกับเจ้าดีกว่า ไปกับติณกฤตน่ะเราไม่วางใจเลย”
“พวกเราไปทำงานกันนะอัคนิน เจ้าน่ะไปมาก่อนแล้วซ้ำใช้พลังตั้งมากมายควรจะพักรอกับมารดาเจ้าดีกว่านะ แน่ใจว่าดีขึ้นแล้วก็ช่วยบดิศรตามหาพวกนั้นด้วยก็ดี ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกันกับที่น้ำตกจะได้ไม่เสียเวลามาก จัดการได้เลย”
“ท่านแม่น่ะเหรอ…. เจ้าพูดอะไรน่ะ ท่านเราแม่น่ะสิ้นแล้วนะ”
“คนเขารู้กันหมดแล้วว่าแม่เจ้าทำอะไรไว้” ติณกฤตกล่าวเสริม
“อะไรนะ!!”
……………………………….
“อย่างนี้พวกเขาจะไม่หนาวแย่เหรอ” อัญญานีที่กลับมาหลบฝนกับเหล่าสหายผู้พิทักษ์ได้ถามอย่างเป็นห่วงพวกคนที่นั่งใต้น้ำตกที่แสนจะดูเย็นยะเยือกนั่น
“ต่อให้หนาวเย็นหรือร้อนดังไฟลนก็ต้องทนเพคะ ท่านตาเตือนจั๊กไว้ว่าห้ามอ่อนไหวต่อเหตุที่เกิดตรงหน้าจนอาจไปขัดขวางหรือทำลายพิธีลงได้น่ะเพคะ”
“พวกเราช่วยอะไรพระโอรสกับพระธิดาไม่ได้สักนิดเลยเหรอ” หิ่งห้อยยักษ์เป็นห่วงเป็นใยมากเกรงว่าเป็นอย่างนี้ต่อจะอยู่ไม่ถึงเจ็ดวันน่ะสิ
“ใช่จ้ะ ที่ทำได้ก็คือคอยระวังภัยให้เท่านั้น ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องในพิธีจนผิดพลาดแล้วล่ะก็ แทนที่ทุกพระองค์จะได้แยกร่างออกจากกันถาวรจะกลับกลายเป็นการฉีกดวงวิญญาณแทน”
“ฝนหยุดแล้ว ยังดีนะที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้าไป” ธิดาแห่งโกสุมพิสัยกล่าว อย่างนั้นก็หมายความว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเกิดรุ้งหลังฝนขึ้นตามเงื่อนไขสามประการน่ะสิ เวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่งรุ้งกินน้ำก็ได้เกิดขึ้นมาครอบน้ำตกราวกับกะลาครบอย่างนั้นแต่พอสะท้อนลงน้ำนั้น มองดูแล้วราวกับมีรุ้งล้อมรอบน้ำตกเป็นรัศมีวงกลมเจ็ดสีเช่นนั้น
“ดูเหมือนว่ามีน้ำแข็งก่อตัวขึ้นมาเลยพระเจ้าค่ะ” หิ่งห้อยที่มองดูอยู่ก็พบเข้ากับน้ำแข็งที่ก่อตัวมาบนร่างกายของภูมินทร์และจินดาราวกับจะแช่แข็งร่างกายทั้งคู่ไว้อย่างนั้น
“อย่างนี้จะดีต่อพวกเขาแน่เหรอ ถ้าถูกทำให้แข็งตายล่ะจะทำยังไง” เธอร้อนใจขึ้นมาที่เห็นสหายเป็นเช่นนั้น นี่เพิ่งได้วันที่สามก็เป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว
“พระทัยเย็นไว้ก่อนเถอะเพคะ ยังไงท่านตาของจั๊กก็ต้องคิดมาอย่างดีแล้วถึงได้ใช้วิธีนี้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องอดทนรอเท่านั้นนะเพคะ”
“พี่หิ่งห้อยก็เห็นด้วยพระเจ้าค่ะ ฤษีท่านต้องคิดหาวิธีนี้มาอย่างดีแล้ว อีกอย่างเหล่าพระโอรสพระธิดาในนั้นต่างก็เป็นศิษย์ของตนกับสหายต้องคิดเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตอย่างใส่ใจไม่ให้คลาดเคลื่อนแน่พระเจ้าค่ะ”
“เราจะรอดูอยู่อย่างนี้ต่อไปนะ..ขอให้พวกเขาปลอดภัยด้วยเถอะ”
หลังจากที่ร่างกายของทั้งสองคนถูกน้ำแข็งครบคลุมร่างกายจนเข้าปฐมยามแล้วก็ได้มีน้ำแข็งก่อเกิดขึ้นมารวมสิบสองชิ้น น้ำแข็งเหล่านั้นค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นคนขัดสมาธิและพนมมือเหมือนกันคนที่กำลังท่องคาถาอยู่ไม่มีผิด เพียงแต่ลักษณะภายนอกนั้นเหมือนถูกแกะสลักให้มีลักษณะเดียวกันกับคนที่เหลือ ซึ่งแต่ละรูปสลักน้ำแข็งนั่นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง นั่นคงจะเป็นตัวแทนของแต่ละคน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีดวงวิญญาณใดมาสถิตย์ประจำรูปสลักน้ำแข็งเหล่านั้นเลย
“แสดงว่าเริ่มจะแยกจากกันแล้วสินะ อย่างนี้ค่อยดีขึ้นมาหน่อย” จบประโยคของอัญญานีฝนฟ้านั้นได้เกิดคะนองขึ้นมาอีก คราวนี้ดูจะรุนแรงกว่ารอบแรกที่ตกเสียอีก
……………………………………
“ฝนตกหนักขนาดนี้ ไม่รู้ที่น้ำตกลูกๆของเรากับเหล่าสหายจะเป็นยังไงบ้าง” สไบทองที่มองฝนตกอย่างหนักในยามค่ำคืนก็อดห่วงไม่ได้ ลำพังถ้าทำพิธีในที่ร่มก็น่าจะหนาวมากพออยู่แล้วในฤดูกาลนี้ นี่ต้องทนทำพิธีท่ามกลางน้ำตกเช่นนี้ ร่างกายจะรับไหวได้จริงๆน่ะหรือ มิติที่ตั้งเรือนนี้นั้นถึงแม้จะไม่มีใครหาพบแต่ก็เชื่อมโยงกับภายนอกเป็นอย่างมาก สภาพอากาศก็เป็นแบบเดียวกัน จึงทำให้คนด้านในรับรู้ความเป็นไปเฉกเช่นเดียวกับโลกภายนอก
“อย่าได้กังวลพระทัยเลยเพคะ บัวเชื่อว่าพระโอรสพระธิดาจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอนเพคะ” บัวแย้มกล่าวขณะที่นำน้ำมะตูมที่ต้มอุ่นกำลังดีมาถวาย
“เราก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น หวังว่าทุกคนจะต้องปลอดภัยได้เหมือนคราวที่น้ำท่วมใหญ่นั่น… ขอบใจมากนะบัวที่ช่วยดูแลพวกเรา” เธอหันมาพูดคุยกับอีกคนโดยมีรอยยิ้มจางๆ ตามจริงแล้วนอกจากจะห่วงเหล่าลูกยาของตนแล้ว เธอก็ยังมีห่วงในตัวภัสดาเป็นอย่างมาก แต่เธอเชื่อว่าฝ่ายนั้นจะดูแลดีอย่างแน่แท้ เพราะไม่มีปุโรหิตที่กุมบังเหียนแล้ว
“จริงสิบัว ช่วงนี้ที่อยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องไปเฝ้าดูแปลงสวนอะไรทั้งวันหรอก อยู่เรือนกับพวกเราพูดคุยเรื่องต่างๆก็ดีเหมือนกันจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆซึ่งกันและกันมากขึ้น เราอยากรู้จักทุกคนให้มากขึ้นรวมถึงเจ้าด้วยนะ”
“เพคะ บัวจะทำตามพระเสาวนีย์ของพระมเหสีเพคะ” เธอยิ้มรับอย่างดีใจ ปกติถึงแม้จะได้อยู่ในสถานที่เดียวกันก็จริงอยู่ แต่ตัวเธอนั้นส่วนมากจะอยู่กับพระธิดาอัญญานีไม่ก็เหล่าผู้สวมใส่สังวาลย์มณีที่เป็นดั่งพื้นที่คุ้นเคยของเธอ การที่ออกจากพื้นที่มาเปิดใจคุยกันกับผู้อื่นที่ร่วมสุขทุกข์บ้างนั้นก็จะดีต่อตัวเธอเอง
-----------------------------------------------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ประมาณ20.40น.นะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #125 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2022, 08:47:09 PM »
“เจ้าเป็นฝ่ายปิดบังความจริงยังมีหน้ามาทำขึงขังใส่เราอีกนะ” ธานินทร์ต่อว่าอัคนิน ทั้งๆที่เป็นอีกฝ่ายที่ผิดแต่กลับรู้สึกว่าพวกพ้องนั้นผิดที่ไปยุ่มย่ามเสียเอง
“ใครใช้พวกเจ้ามายุ่งด้วยล่ะ นี่มันเป็นเรื่องครอบครัวแท้ๆ” เขาไม่เข้าใจเลย เรื่องแค่นี้บอกไม่บอกมันจะสำคัญขนาดไหนกันเชียว
“เรื่องของครอบครัวเจ้าอย่างเดียวที่ไหนกัน ท้าวธริษตรีก็เป็นครอบครัวเดียวกับพวกสังวาลย์มณีนะ เรื่องที่ยึดร่างนี่เป็นประโยชน์ต่อพวกเราทุกคนแท้ๆแต่พวกเจ้าสองแม่ลูกกลับเก็บงำไว้ คิดจะทำอะไร”
“บอกตามตรงเลยนะ ที่เราเข้าร่วมกับนายของเจ้าเพื่อกำจัดไอ้พวกลูกนอกไส้นั่น เสร็จแล้วก็แยกทาง ไม่คิดว่ามันจะยืดเยื้อถึงขนาดนี้…. เพื่อไม่ให้พวกเราแม่ลูกต้องพัวพันไปมากกว่านี้เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องบอก ”
“เจ้านี่นะ รู้มั้ยว่าความคิดนี้นี่ล่ะจะทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นมันจบยากกว่าเดิมน่ะ”
“ไม่รู้ ไม่สนใจด้วย” เขากล่าวพลางกอดอก กลางหน้าผากก็ย่นลงจนคิ้วแทบจะ’’ประสานเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว
“พวกลูกนอกไส้ที่เจ้าว่ากลับมาแล้วนะ ใจคอเจ้าจะไม่คิดชำระความคับข้องขุ่นใจให้หายไปรึยังไง หรือว่าเจ้ากลัวว่าจะแพ้จนถึงขนาดไม่กล้าให้มารดาที่มีวิชาเข้าร่วมเพื่อกำจัดพวกนั้นกัน” บดิศรที่ร่วมดูอยู่ในเหตุการณ์กล่าวขึ้นบ้าง
“นี่เจ้า!!”
“พอแล้วลูก อย่างไรเสียลงเรือลำเดียวกันแล้วไม่แคล้วต้องช่วยกัน” ผกากรองไม่อยากให้บุตรต่อล้อต่อเถียงกับผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องช่วย ไม่งั้นคงมีเภทภัยถึงตนกับลูกแน่
“ท่านแม่!! ”
“ตอนนี้ฝั่งพวกเรามีตัวประกันของพวกนั้นไว้ในมือแล้ว แต่ว่าต้องให้ทางนั้นรู้เรื่องนี้ไม่อย่างนั้นที่พวกเราทำก็สูญเปล่า” ธานินทร์กล่าว  ถึงจะได้ตัวประกันมาแต่ถ้าอีกฝั่งไม่รู้เรื่องนี้เลย ไฉนเล่าจึงจะมีคนมาช่วยจนติดกับได้
“ต้องกระจายเสียงลือเสียงเล่าเรื่องการทรมานตัวประกันไปให้ทั่วทุกทิศ พวกนั้นต่อให้แฝงตัวอยู่ที่ไหนก็ต้องรู้แน่ ถ้าไม่มาถือว่าใจแข็งเต็มทน”  ผู้สวมใส่เกราะเหล็กออกความเห็น นอกจากจะออกกระจายข่าวแล้วตนจะได้สืบเสาะหาแหล่งกบดานของพวกศัตรูไปด้วย
“เราเห็นด้วย …ตอนนี้ปัจจากลับมาดูแลเรื่องจัดทัพ พอเข้าลู่เข้าทางแล้วเราจะให้เขามาช่วยอีกแรง”
“ดีเลย ทิศทั้งแปดนี่พวกเราแยกกันไปคนละสองทิศก็แล้วกัน”
…………………………………………..
บ้างนะ” พีรเชษฐ์ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ตนประสบก่อนที่จะถูกนำมาคุมขัง ทำให้ใจตนนั้นว้าวุ่นกลุ้มใจไม่หาย
“บดิศรหยุดเถอะอย่าทำร้ายเขาอีกเลย เรายอม..ยอมไปกับเจ้าแล้ว”  เขาเข้าห้ามผู้สวมเกราะให้หยุดการกระทำที่อาจจะทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งต้องถึงกับตายทั้งเป็น
“ดูสิว่าความกล้าหาญของเจ้ามันเปล่าประโยชน์เพียงใด ดาบข้างกายเจ้าสู้เกราะเหล็กของเราไม่ได้ด้วยซ้ำยังกล้ามาอวดดี …….ท่านนี่ก็ยังไงต้องรอให้บริวารถูกทำลายดวงตาก่อนถึงจะยอมไปกับเรา” คนที่เหนือกว่าไม่วายจะต่อว่าอีกฝ่าย
“เรื่องนี้เป็นความความผิดของเราที่ไม่ยอมคิดให้ดีเอง ตอนนี้เราตกลงจะไปกับเจ้าแล้ว เจ้าก็ปล่อยเขาไปเสียเถอะ อย่างน้อยควรเห็นแก่ความชอบของเขา ตอนที่เจ้ายังปกป้องตัวเองไม่ได้ ก็เป็นเขาที่คอยอารักขามาตลอด”   เขาอ้างเหตุผลเพื่อจะให้ไว้ชีวิตคนที่อยู่เคียงข้างตนมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อกล่าวจบอีกฝ่ายจึงเงียบไปสักพักกว่าจะกล่าวได้ ตนก็คิดว่าจะไม่ยอมเสียแล้ว
“ได้เราจะปล่อยเขา ให้เขาอยู่กลางป่ากลางเขานี่ล่ะ” ว่าแล้วบดิศรจึงพาพีรเชษฐ์กลับเมือง จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ชะตาของคนที่จากมาเลย
“ไม่รู้ว่าตอนนี้อำมาตย์เรืองรองจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเราไม่ดึงดันแล้วทำตามที่บดิศรต้องการ ดวงตาของเจ้าคงไม่ต้องมืดบอดลงทั้งสองข้างเช่นนี้หรอก”
“เราไม่น่าไปพูดอย่างนั้นกับบดิศรเลย”
……………………………………
“ฝนตกซะมืดฟ้ามัวดินแบบนี้มาตั้งแต่วันพฤหัส นี่เข้าวันเสาร์แล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย น่าเบื่อชะมัด” เจ้าสิงโตร้องบ่นท่ามกลางฟ้าฝนขณะที่ตนเก็บผลหมากรากไม้
“เบื่อแล้วจะทำยังไงได้ล่ะเจ้าตุ๊บเท่ง เรื่องฝนเรื่องฟ้าสิ่งมีชีวิตธรรมดาห้ามไม่ได้หรอก…..ดูสิมัวแต่ห่วงกินเนื้อตัวเปียกหมดแล้ว” ผีโครงกระดูกมาคุยเป็นเพื่อนสักหน่อย เห็นเก็บตั้งนานไม่เสร็จสักที
“ปืนป่ายต้นไม้ขนาดนี้จะให้เอาอะไรมาบังฝนล่ะ เจ้าเอาใบบัวมาทำร่มบังก็ไม่เปียกสิเออ”
“ก็จริงนะฮ่าๆ……..นั่นใครน่ะ นี่เจ้าสิงโตช่วยข้าดูหน่อยสิ” สิ้นเสียงหัวเราะได้ไม่นานตาหวานก็สังเกตเห็นเงาตะคุ่มท่ามกลางสายฝน จึงพูดหมายให้สหายช่วยตนดูอีกทีเผื่อว่าจะมองผิดไป
“ไหนๆ…จริงด้วยมีคนอยู่จริงๆ พวกเราไปแอบดูใกล้ๆกว่านี้หน่อยดีกว่า” ผู้นี้เป็นไปไม่ได้ว่าจะเป็นพวกที่ไปแยกร่างแน่เพราะยังไม่ครบเจ็ดวันเลย

“จนตอนนี้พวกนั้นก็ยังไม่ยอมปรากฏตัวเลย ไม่รู้ว่าไปซ่อนที่ไหน” ถึงฝนจะแรงมากเพียงใดแต่ปัจจานั้นยังมุ่งมองหาคนในบริเวณนี้ เดินสำรวจซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะยังไงป่าหิมพานต์ก็เป็นสถานที่ที่พวกเกราะกายสิทธิ์เคยมาร่ำเรียนวิชา ทางติณกฤตหาที่ป่าจินตภพไม่พบไปที่นึงแล้ว ตนก็หวังใจว่าจะได้พบที่นี่
“ปัจจานี่ ทำไมถึงได้มาใกล้ที่นี่ขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเห็นพวกเราก่อนแล้วเหรอ พอเห็นแล้วก็แกล้งไม่เห็น ล่อให้พวกเรามาเนี่ย”  ตาหวานเกิดหวั่นใจขึ้นมา ถ้าเป็นอย่างนี้อันตรายก็มาถึงตัวพอดีน่ะสิ
“ไม่หรอกน่า ถ้าเห็นน่ะเจ้านี่ก็ตลบหลังพวกเราให้เสียท่าไปนานแล้ว”
“แปลก ทำไมเรารู้สึกว่าเหมือนมีใครอยู่ใกล้ตัวเรา” ในขณะที่พวกในมิติเห็นด้านนอกอย่างชัดแจ้ง แต่ผู้ที่อยู่ด้านนอกกลับมองไม่เห็นพวกที่อยู่ด้านในเลย
“หรือว่าจริงๆแล้วพวกนั้นกำลังใช้มายาพลางตาซ่อนที่กบดาน” เทพบริวารคิดในใจแล้วจึงใช้พลังเพ่งเล็งหวังมองให้เห็นสิ่งที่ซ่อนไว้ได้อย่างทะลุทะลวง แต่สุดท้ายแทนที่จะได้เห็นเรือนพักของพวกคนด้านในกลับถูกแสงสว่างจ้าเข้าสู่ดวงตาจนเห็นแต่สีขาวโพลนไปทั่วจนแสบตา
“ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปเราต้องแย่แน่” เขาคิดได้ดังนั้นจึงหยุดใช้พลังมองเสีย เขาทั้งสูญเสียพลังไปส่วนหนึ่ง ซ้ำการมองเห็นก็ได้พร่ามัวลงตามอีก หากขืนอยู่ที่นี่ต่อตนอาจจะเสียเปรียบได้
“ดูเองตาบอดเองไหมนั่น แต่สมควรแล้วล่ะ” สุดหล่อกล่าวหลังจากเห็นการกระทำของปัจจาที่ทำภัยให้ตัวเอง
“สมควรน่ะใช่ แต่ตอนนี้พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่แล้ว อีกเดี๋ยวต้องเรียกพวกยกโขยงมาทำลายที่นี่แน่ ไปเร็วอย่ามัวแต่ชักช้า”
“ได้ๆ”

“ว่ายังไงนะ ที่พวกเจ้าพูดน่ะมันเป็นเรื่องจริงเหรอ” ท้าวนวดลได้ยินเช่นนั้นจึงได้ถามเพื่อความแน่ใจ
“จริงพระเจ้าค่ะ ตอนนี้เขากลับไปแล้ว อีกไม่นานต้องกลับมาพร้อมกับพรรคพวกแน่” ผีโครงกระดูกทูลอีกครั้งเพื่อเน้นย้ำว่าสิ่งที่ตนพบนั้นเป็นความจริง
“แล้วอย่างนี้พวกเราจะหนีไปยังที่แห่งใดได้ล่ะ” มเหสีอมรินทร์ถามอย่างร้อนใจ ที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดกำลังจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว
“บัวคิดว่าพวกเราอยู่ที่นี่ดีที่สุดแล้วเพคะ” บัวแย้มทูลออกความเห็น
“ทำไมบัวคิดอย่างนั้น เรื่องเป็นเช่นนี้แล้วถ้าพวกเรามัวแต่รีรอจะไม่ทันกาลนะ” มเหสีสไบทองไม่เข้าใจในเรื่องที่อีกคนพูดแม้แต่น้อย ที่นี่จะเป็นที่ที่ดีที่สุดได้ยังไงในเมื่อศัตรูจะบุกทำลายแล้ว
“บัวเชื่อมั่นในพระโอรสพระธิดาว่าทรงใช้พลังสร้างมิติให้สามารถป้องกันได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่วางพระทัยแล้วจากไปหรอกเพคะ”
“มันก็ไม่แน่นะบัว ถึงจะเชื่ออย่างนั้นพวกเราก็ไม่ควรจะเสี่ยง”
“เช่นนั้นพวกเราต้องพิสูจน์เพื่อให้แน่ใจสักหน่อยแล้วเพคะ”
………………………………
“เพิ่งจะพักไปได้เจ็ดวันก็มีคนเข้ามาถามคำถามเราอีกแล้วรึ” ศิลาพยากรณ์ที่ฟื้นจากการพักผ่อนพอรับรู้ว่ามีคนมาเฝ้าคอยตนก็ออกปาก นิทราเพิ่งตื่นต้องคืนไปหลับใหลอีกแล้วเหรอ
“ท่านล่ะก็ พวกเราน่ะอุตส่าห์เดินทางฝ่าฟันฟ้าฝนลงมาไม่ได้พักผ่อน ซ้ำยังต้องรอท่านตื่นขึ้นมากินเวลาเข้าปฐมยามที่สามแล้ว” ติณกฤตน่ะรู้มาบ้างว่าศิลาวิเศษนี่ต้องคิดเบื่อหน่ายอยู่บ้างจึงออกตัวบ่นให้อีกฝ่ายรู้สึกเห็นใจสักหน่อย
“เห็นหน้าพวกเจ้าก็รู้แล้วว่าจะถามอะไร แต่เราขอให้ถามที่เป็นประโยชน์ที่สุดนะ ถามสั้นๆเราก็ตอบสั้นๆ”
“จะเข้าไปยังน้ำตกสัตตะสีได้ยังไง” ฉันทนาถามก่อนคนแรก เธอไม่ถามว่าอยู่ที่ไหนเพราะมันจบแค่ที่ตั้ง ถ้าเกิดมีอันตรายรอพวกตนอยู่ล่ะจะแก้ทางยังไง
“เหลือสุดทิศอุดรเข้าทางมิติกระจกตอนที่ปรากฏภาพวาดน้ำตกเจ็ดสี”
“เข้าใจแล้ว ขอบใจท่านมาก”
“พวกที่อยู่น้ำตกสัตตะสีกำลังทำอะไร ” ส่วนตัวเจ้าชายนาคาเชื่อไปมากกว่าครึ่งแล้วว่าพวกสหายของอันติมะคือเหล่าศัตรูตน หากแต่ตนอยากรู้ว่าพวกนั้นกำลังเตรียมการอะไรอยู่จะได้คิดจัดการต่อไป
“พวกเขาทำพิธีแยกร่างถาวรในเวลาเจ็ดวันกันอยู่น่ะสิ”
“แย่ล่ะ ถ้าพวกนั้นทำสำเร็จขึ้นมาพวกนั้นจะไม่มีวันกลับมารวมเป็นหนึ่งอีก เท่ากับว่าสิบสี่คนนั้นจะได้เปรียบเรื่องจำนวนคนไปตลอด ไม่ใช่ชั่วคราวแล้ว”
“อะไรจะเกิดให้มันเกิด ใครก็ล้มเลิกไม่ได้” ศิลาพยากรณ์กล่าวแล้วจึงกลับสู่นิทราอีกครั้ง หวังว่าอีกเจ็ดวันข้างหน้าจะไม่มีใครมากวนใจตนจนหลับไหบอีกนะ
“อย่างนั้นพวกเราก็รีบออกไปกันเถอะ” ศิษย์หญิงของฤษีทมิฬกล่าวกับผู้ร่วมทาง ถึงแม้จะได้ยินประโยคของหินนั่นตนนั้นหาได้สนไม่ อย่างไรพวกตนจะต้องขัดขวางให้ถึงที่สุด
..............................................
"นึกว่าฝนจะไม่หยุดตกแล้วซะอีก" นับตั้งแต่คืนวันพฤหัสที่ฝนตกรอบหลังจนถึงคืนวันเสาร์นี่นับว่าผ่านไปสองวันสองคืนเลยที่ฝนไม่ยอมหยุดเลยสักนิด พอฝนหยุดได้มีหรือธิดาเมืองโกสุมพิสัยจะไม่ร้องว่า
“พวกเจ้าหนาวเหน็บขนาดไหนก็ยังทนได้   ยอมใจจริงๆ” พอออกมาจากที่หลบฝนได้เธอก็มุ่งสู่บริเวณด้านล่างของน้ำตก เมื่อแหงนหน้ามองดูสหายของตนที่ไม่มีน้ำแข็งเกาะทั่วร่างแล้วอีกทั้งยังมุ่งมั่นบริกรรมคาถาอยู่จึงพอจะวางใจลดกังวลไปได้บ้าง แต่ที่ยังอยู่นั่นก็คือรูปแกะสลักน้ำแข็งที่แทนแต่ละตัวคน เท่าที่สังเกตถ้าคนประจำวันนั้นๆปรากฏออกมา ประติมากรรมที่แทนตนก็จะเปลี่ยนรูปร่างเป็นคนในวันก่อนหน้าแทน ดูท่าจะยังไม่คงที่ในทีเดียวนักเพราะต้องรอปรากฏการณ์อีกสองอย่างเลยนี่นา
“แปลกจริงๆ คืนนี้เพิ่งจะขึ้นเจ็ดค่ำแต่ดวงจันทร์กลับปรากฏบนท้องฟ้าเต็มดวงราวกับเป็นวันเพ็ญเลย” จั๊กแหล่นมองท้องฟ้าได้สังเกตเห็นดวงจันทร์ผิดแปลกจากปกติไป วันนี้เมื่อเจ็ดวันก่อนเป็นคืนเดือนดับแท้ๆ ยังไม่ทันจะครบสิบห้าวันดวงจันทร์ไม่น่าจะเต็มดวงได้เลย
“เป็นไปได้นะว่าคืนนี้จะเกิดจันทคราสน่ะ เพราะปกติวิสัยจันทรคราสจะเกิดในวันเพ็ญ” หิ่งห้อยยักษ์ที่มองตามก็คิดถึงเงื่อนไขที่ต้องมีปรากฏการณ์สามอย่าง ตอนนี้เหลือแต่จันทรุปราคากับสุริยุปราคา ในเมื่อรูปร่างของดวงจันทร์กลมสมบูรณ์ไม่ขาดแหว่งเว้าในคืนนี้ สิ่งนี้จะหมายความเป็นอื่นไม่ได้แล้ว
“เช่นนี้นับว่าดีมากเลยทีเดียว” อัญญานียิ้มอย่างยินดีเมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้มีแสงในตัว สิ่งนี้ยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าพิธีสวดปกีรณัมบทนี้จะสามารถสำเร็จลุล่วงดังประสงค์เป็นแน่แท้
“มื้อเย็นลูกไม้น้อยเหลือเกิน จั๊กหิ๊วหิวจังเลยเพคะ” สตรีผู้มีใบหน้าใบหน้าพาฬเกิดหิวขึ้นมาอีกรอบในยามวิกาล ถึงจะได้กินผลหมากรากไม้ไปบ้างแต่นั่นเป็นของกินที่เก็บมาเผื่อไว้เมื่อสองคืนก่อน ด้วยฝนตกหนักขนาดนี้เสี่ยงอันตรายไม่ไว้ใจจึงไม่ได้ออกไปด้านนนอกมิติกระจกนี่เลย
“งั้นจั๊กแหล่นออกไปหาเพิ่มเถอะ ทางนี้เรากับพี่หิ่งห้อยจะดูแลเอง”
“เพคะ จั๊กจะเก็บมาเผื่อนะเพคะ พี่หิ่งห้อยก็ด้วยเดี๋ยวจั๊กจะคัดเอาเกสรอย่งดีมาให้ด้วยนะจ๊ะ”
“ระวังตัวด้วยนะ” ทิ้งถ่วงร่างใหญ่ได้ยินเช่นนั้นจึงร้องบอกก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไป
…………………………….
“ตรงนี้เหรอปัจจาที่เจ้าถูกทำให้ดวงตามองไม่ชัดน่ะ” ธานินทร์ที่ได้รับการเรียกผ่านทางจิตของสหายร่วมงานได้รีบกลับมา เมื่อทราบเรื่องที่เล่าจึงพาบริวารเข้ามายังป่าหิมพานต์มาหยุดยังบริเวณที่ไม่ไกลจากอาศรมฤษีอนุชิตกับสระกุณาละเท่าไหร่นัก
“ใช่” ถึงจะมองไม่ชัดมากแต่เขาไม่ได้ตาบอด อีกทั้งยังจำตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแม่นยำจึงชี้จุดยืนยันได้อย่างมั่นใจ
“เช่นนั้นพวกเราทั้งหมดอย่าได้รีรอ มาร่วมกันทำลายมิติลงเถอะ” จบคำพูดทั้งหมดจึงรวมพลังมุ่งเข้าทำลายมิตินี้ในทันที
“พวกนั้นกลับมาทำลายที่ตั้งของพวกเราจริงๆด้วย” สุดหล่อกล่าวขณะที่กำลังมองผ่านช่องว่างระหว่างดอกบัวที่เปิดเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ที่อยู่ด้านในได้รู้เหตุการณ์ภายนอก ดีที่คราวนี้ดอกบัววิเศษได้มีขนาดปกติเหมือนดอกบัวอื่นๆจากคำชี้แนะของผู้สรรค์สร้างทำให้คราวนี้ไม่เป็นที่สะดุดตา

“นี่ผ่านไปได้สักพักนึงแล้วนะไม่เห็นพวกเขาจะจากไปเลย” สไบทองกล่าวขึ้นหลังจากที่เฝ้ามองเหล่าบริวารของวิษุวัตมุ่งทำลายมิติคุ้มภัยนั้นนับครั้งไม่ถ้วน
“อาจเป็นเพราะพวกเขาทำลายมิติไม่ได้สักทีน่ะพระเจ้าค่ะ เลยเฝ้าทำลายอยู่แบบนั้น” ตาหวานตอบความสงสัยนี้  สิ้นคำพูดไม่นานทางบกก็ได้มีแสงพลังเข้าโจมตีกลับไปยังผู้ทำลายดูเหมือนว่าจะเป็นพลังแบบเดียวกันที่พวกเจ้าตัวลงมือเมื่อไม่กี่เวลาก่อน
“มิตินี่สะสมพลังที่โจมตีให้ได้มากแล้วสะท้อนกลับ”ปัจจาที่รับรู้เหตุการณ์เช่นนี้ได้เข้าใจในทันที ตนยังดีที่พอหลบทันแต่ว่าผู้ร่วมทำลายนี่สิถูกพลังตัวเองจัดการก่อนจะไหวตัว
“ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปพวกเราจะไม่มีกำลังพอจะไปสู้ในสงครามแน่” ธานินทร์ไม่คิดจะดึงดันต่อไปอีกแล้ว เพราะพลังตนที่กลับมาทำร้ายตัวเองแบบนี้ทำลายต่อไปย่อมไม่ส่งผลดี
“ถึงพวกเราจะทำลายไม่ได้หรือพวกนั้นจะไม่ออกมาก็ช่าง แต่ยังไงพวกเราก็ยังมีบิดาของพวกเกราะกายสิทธิ์และสังวาลย์มณีเป็นตัวประกัน ในเมื่อพวกเขาไม่ออกมาศิโรราบ การทรมานตัวประกันคงเพียงพอจะทำให้พวกเราบันเทิงเริงใจได้บ้าง” ปัจจากล่าวขึ้นมาอย่างจงใจ บางทีวันดีคืนดีคนพวกนี้ก็ต้องตามเอาตัวคนสำคัญกลับไปแน่
“เช่นนั้นอย่าได้รอที่นี่อย่างหมองใจเลย กลับไปสร้างความบันเทิงชดเชยความเจ็บปวดของพวกเราดีกว่า” ว่าจบแล้วทั้งหมดจึงจากไปอย่างง่ายดาย

“มิตินี้ช่วยปกป้องคุ้มกันภัยได้อย่างดีเลยเพคะ” บัวแย้มที่ต้องการพิสูจน์ได้พบกับผลลัพธ์เช่นนั้นก็เกิดความพึงพอใจเป็นอย่างมาก
“เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วล่ะ แต่ที่พวกเขาพูดเมื่อครู่ทำให้เราไม่สบายใจเลย”
“ลูกห่วงพีรเชษฐ์หรือ” มเหสีอมรินทร์ถามธิดาของตน
“เพคะ แต่ที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือคราวนี้คนพวกนั้นจับเอาพระบิดาของเหล่าสหายของลูกหม่อมฉันด้วย พวกเขาต้องมารับทุกข์เพิ่มเช่นนี้หม่อมฉันไม่สบายใจเลยเพคะ ”
“แม่เข้าใจ แต่ถึงจะไม่สบายใจแต่ว่าพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีนะลูก ทางที่ดีต้องรอหลานๆและพวกเขากลับมาก่อน ปัญหานี่แม่เชื่อว่าต้องแก้ไขได้แน่”
___---------------------------------------------------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ประมาณ20.40น.นะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #126 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2022, 09:05:05 PM »
“นี่เพิ่งจะขึ้นเจ็ดค่ำทำไมจันทร์ถึงเต็มดวงเร็วนัก” ฉันทนาที่เพิ่งจะได้พักเหนื่อยจากการเผชิญด่านก่อนจะกลับไปยังรัตนบุรีอันเป็นแหล่งรวมพลพรรคพวกของตนได้มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน กลับพบว่าลักษณะของดวงจันทร์แปลกไปจากเดิมจึงบังเกิดความสงสัย
“ท้องฟ้าของที่นี่คือใต้ทะเลตรงข้ามกับท้องฟ้าจริงๆจะเหมือนกันได้ยังไง มันคงเล่นหลอกตาพวกเราให้มัวแต่สนใจจนฝ่าด่านกลับไม่ไปน่ะสิ” ติณกฤตรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรืองที่ต้องมาสนใจเลยด้วยซ้ำจึงได้พูดออกไปตามที่คิด
“เหมือนไม่เหมือนเราไม่รู้หรอก แต่นี่เหมือนเป็นลางสังหรณ์เลยนะว่าพวกนั้นจะทำสำเร็จ”
“เหลวไหล ยังไงพวกเราต้องกลับไปทันทำลายพิธีอยู่แล้ว”
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”
“เราเพิ่งสู้กับพวกนั้นเมื่อวันจันทร์ ไม่มีทางที่จะลงมืออย่างรวดเร็วในวันนั้นเลย แบบนี้ไม่ทันได้พักหรอก เร็วสุดไม่วันอังคารหรือวันพุธนี่ล่ะที่จะเริ่มทำพิธีนั่นน่ะ”  เล่นสู้กันเสียขนาดนั้นจนฝ่ายนั้นต้องล่าถอยไปก่อน คนพวกนั้นต่อให้ฟื้นตัวเร็วขนาดไหนยังไงก็ต้องหาเวลาพักผ่อนเสียราตรีหนึ่ง ไม่อย่างนั้นการทำพิธีแยกร่างหนึ่งสัปดาห์จะอ่อนล้าจนไม่สำเร็จเอาน่ะสิ
“อย่างนั้นก็แสดงว่าพวกเราพอมีเวลาถึงคืนวันจันทร์ไม่ก็วันอังคารน่ะสิ”
“ถูกต้อง อย่างเร็วพรุ่งนี้พวกเราจะได้อออกไปแน่นอน เพราะบดิศรกับคนรักของเจ้าใช้เวลาสามวันไปแล้วกลับออกมาพอดี”
“คนรักของเรา อัคนินไม่ใช่คนรักของเรานะ!!” ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นถึงขั้นอารมณ์ฉุนเฉียวออกมาในทันที เธอสุดแสนจะรำคาญใจทุกครั้งที่ได้ยินความสัมพันธ์ที่สุดแสนจะยัดเยียดของโอรสเมืองคีรีมาศ
“ไม่ใช่หรอกเหรอ เห็นเขาคุยว่าเจ้าเป็นคนรักเขาซะขนาดนั้น เอาเป็นว่าเมื่อครู่ที่เรากล่าวเจ้าก็ช่างมันเถอะนะ…….คืนนี้พวกเรานอนพักที่นี่กัน คืนนี้เจ้าก็หลับเถอะ เดี๋ยวเราดูแลความปลอดภัยให้”
“ไม่ดีกว่า เมื่อคืนเราอดหลับอดนอนได้ อีกสักคืนจะเป็นอะไรไป”
“ตามใจ” ว่าแล้วชาวนาคบาดาลทักษิณจึงลงนอนหลับอย่างว่าง่ายโดยหนุนก้อนหินแถวนั้น ไม่สนใจจะคุยกับอีกคนอีกต่อไปแล้ว
“เจ้าน่ะแปลกกว่าดวงจันทร์ที่เต็มดวงผิดคืนนั่นซะอีก ทำเป็นทีเล่นทีจริง ไม่น่าไว้ใจสักนิด” ศิษย์หญิงของฤษีทมิฬลอบคิดในใจ ภาพจำของผู้กระหายอำนาจยังติดตาเธออยู่เลย ที่เธอยอมติดตามมาเพราะกลัวว่าอัคนินจะถูกเลือกให้ไปแทนจะเผลอไผลไว้ใจจนเอาตัวไม่รอด ครั้งนี้ยังดีที่เขายังไม่คิดจะทำร้ายเธอหรือไม่ก็หาโอกาสเหมาะไม่ได้จึงได้รอดมาถึงตอนนี้ ไม่เช่นนั้นเธออาจมีชะตากรรมไม่ต่างกับวิชชุนาคราชแน่
……………………………………………….
“เจ้า!! เจ้าอยู่ที่นี่เองเรอะ!!” เสียงเรียกร้องดังมาจากด้านหลังผู้ที่มาหาเก็บผลเพิ่มเติมจนต้องเหลียวหลังกลับไปดู
“ค้างคาวผี!! เจ้า เจ้ามาที่นี่ได้ยังไงละเนี่ย!!”จั๊กแหล่นที่หันมองมองตามเสียงเรียกถึงกับตกใจในสิ่งที่เห็นตรงหน้า หรือว่าเหล่าศัตรูจะรู้ที่ซ่อนของพวกเธอกันแล้ว
“เจ้า เจ้ายังจะมาถามอีกนะ เป็นเจ้าแท้ๆที่หลอกล่อพาข้าทิ้งไว้จนหลงทางแท้ๆ”
“ข้านี่นะ เจ้าจำผิดแล้ว ที่ท้าเจ้าออกไปสู้ที่อื่นน่ะมันคือไอ้เจ้าตุ๊บเท่งต่างหากล่ะ”
“ว่ายังไงนะ”
“นึกสิ นึกดีๆ” ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เพื่อให้สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้จึงให้อีกฝ่ายนึกคิดถึงอันพร่ามัวของตนเองสักหน่อย น่าจะพอถ่วงเวลาได้บ้าง
“นึก…นึก” เหตุการณ์วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่แล้วยามกลางวัน เจ้าค้างคาวที่ทำอันตรายอะไรดอกบัวยักษ์ไม่ได้ตั้งแต่คืนวันเสาร์จึงได้แต่อรอจนผ่านล่วงไปถึงอีกวัน อยู่ดีๆก็มีผู้ติดตามที่เป็นสิงโตของฝั่งศัตรูเข้ามาเรียกท้าให้ประลองเสียอย่างนั้น
“ไอ้ค้างคาวตากลวง แน่จริงมาสู้กันตัวต่อตัว อย่ามัวแต่โอ้เอ้ชมนกชมไม้” สุดหล่อที่ออกจากดออกบัวยักษ์มาได้ไม่นานก็ได้มุ่งหน้ามาท้าเจ้าค้างคาวผีโดยทันที
“อย่ามาปากดีหน่อยเลย วันนี้ข้าจะจับเจ้ากินซะให้เข็ด” เขาได้ยินคำท้าเช่นนั้นจึงรับคำท้า แต่นั่นในใจเขาไม่เรียกว่ารับคำท้าหรอก เพราะยังไงตนเชื่อว่าจะชนะอีกฝ่ายอยู่แล้ว
“อยากกินก็ตามมา ไม่ตามเป็นไอ้ขี้แพ้” ว่าแล้วเจ้าสิงโตได้หลอกล่อพาไปประลองฝีมือที่อื่น แต่ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็นการหลอกให้หลงทาง แต่เจ้าตัวไม่ได้จะให้ไปไกลขนาดนั้นนี่นา
“ข้าไม่ได้ขี้แพ้!!!”

“อ๋อ จริงด้วย เจ้านั่นเป็นผู้ชายแต่เจ้าน่ะเป็นผู้หญิง อ้าวหายไปไหนแล้วเนี่ย” พอนึกทบทวนเรื่องราวได้ตนจึงเปลี่ยนความสนใจมายังผู้ที่อยู่ด้านข้าง แต่ใครมันจะอยู่ต่อให้เสียเวลากันล่ะ
“ฮั่นแน่เห็นอยู่หลังไวๆ คิดว่าจะหนีทันเรอะ” ดีที่ตอนนี้เป็นตอนกลางคืนเขาจึงได้ติดตามมาได้ทัน แต่ต้องพบกับความผิดหวังเสียแล้ว
“หุ่นไล่กา เอาหุ่นไล่กามาหลอกข้าเนี่ยนะ”
“อะไร ทำไมสลับซ้อนนัก หรือว่าจะเป็น เป็น เป็นเขาวงกต!!.......ร้ายนักนะคิดจะหลอกข้าเข้าไปข้างใน จ้างให้เข้าก็ไม่ไปเด็ดขาด” หลังจากเฝ่าติดตามเงาอีกฝ่ายมานอกจากจะได้พบหุ่นไล่กาที่แทนตัวคนจำนวนหนึ่งแล้ว เขายังได้พบเจอกับทางเข้าเขาวงกตกระจกที่มองดูยังไงก็สลับซับซ้อนเกินกว่าที่ค้างคาวที่หลงทางมานานไม่คิดจะเสี่ยงเข้าไปโดยเด็ดขาด


“พระธิดา พี่หิ่งห้อย!!” จั๊กแหล่นวิ่งเข้ามายังที่พำนักหลบฝนฟ้าอย่างรีบร้อน จนผู้ที่รออยู่นั้นต้องหันมามองอย่างรวดเร็ว
“หนีอะไรมาน่ะจั๊กแหล่น” หิ่งห้อยยักษ์เห็นท่าทีเช่นนั้นก็อดถามไม่ได้
“หนีไอ้ ไอ้ตัวค้างคาวผีน่ะสิจ๊ะ” เธอเล่าสิ่งที่พบเจอมาเมื่อครู่นี้ เล่าไปพลางหอบเหนื่อยไป
“ทำไมค้างคาวผีมาถึงที่นี่ได้ ”  อัญญานีได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดความกังวลใจขึ้นมา เกรงว่าถ้าเจ้าตัวนี้รู้แล้ว อีกไม่นานพวกศัตรูที่เหลือจะต้องติดตามมายังที่นี่แน่ ถึงจะทำเขาวงกตกั้นไว้ขั้นหนึ่งแล้วแต่ไม่ควรจะวางใจ
“เจ้านั่นบอกว่าหลงทางมาน่ะเพคะ นอกจากจะตาถั่วยังหลงทางเป็นว่าเล่น ไม่รู้หลงอีท่าไหนจนมาถึงที่นี่”
“เป็นไปได้ว่าอีกไม่นานพวกนั้นต้องตามมาแน่ พวกเราก็ระวังตัวกันให้ดีนะ” ถึงจะกังวลแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดจะต้องเตรียมตัวรับมืออย่างมีสติ เพราะสหายตนนั้นยังทำพิธียังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น จะอย่างไรก็ต้องเฝ้าปกป้องให้สุดความสามารถ
“จันทรคราส จันทรคราสมาแล้วพระเจ้าค่ะ” พี่หิ่งห้อยสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของแสงจันทร์ก็ได้มองขึ้นไปยังท้องฟ้าจึงได้พบกับพระจันทร์สีเลือดเข้าพอดี
“พระจันทร์สีเลือดเช่นนี้ดีจริงๆนะจ๊ะพี่หิ่งห้อย แสดงว่าพวกเขาจะได้ทำสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว” ธิดาแห่งเมืองโกสุมพิสัยมองตามขึ้นไปก็ได้เป็นเช่นเดียวกัน สิ่งนี้สร้างความพอใจให้เธอเป็นอย่างมาก
“สวยมากๆเลย” เสือสาวตื่นตากับความงดงามของสีดวงจันทร์ในยามวิกาลนี้ ปรากฏการณ์นี้สร้างความประทับใจให้เธอมากมายนัก
“ครั้งนี้น่าจะเป็นการแบ่งแยกธาตุทั้งสี่ไปตามรูปสลักนั่นนะ” อัญญานีที่มองดวงจันทร์แล้วไม่เพียงแต่สนใจสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้าอย่างเดียว ด้วยความสงสัยว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นจึงได้มองไปยังสหายตนเห็นลูกไฟวงแหวนหลายลูกที่มีขนาดเล็กกำลังกระจายออกจากตัวผู้ที่นั่งทำพิธีที่เป็นกายคนไปสู่รูปสลักน้ำแข็ง เมื่อลูกไฟเหล่านั้นเข้าไปยังภายในร่างสลักนั้นแล้วก็เกิดการวิ่งไหลเวียนไปทั่วร่าง ซึ่งเป็นสีสลับไปมารวมได้สี่ซึ่งเป็นตัวแทนธาตุต่างๆ โดยสีเขียวแทนธาตุดิน สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีขาวแทนธาตุลมและสีแดงแทนธาตุไฟ
“ธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม และไฟใช่ไหมเพคะ”
“ใช่แล้วล่ะ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ วาโยธาตุและเตโชธาตุ ธาตุเหล่านี้เป็นองค์ประกอบดั้งเดิมของสรรพสิ่งทั้งปวง ” นั่นเป็นสิ่งที่ทุกสรรพสิ่งจะต้องมีกันอยู่ทุกตัวคนเป็นปกติ ถ้าจะแยกร่างถาวรก็ควรจะต้องมีร่างที่รับรองชีวิตที่จะอยู่จากนี้ไปจนสิ้นชีพอย่างสมบูรณ์เหมือนกับสิ่งอื่นบนโลกนี้
    เวลาผ่านไปสักพักรูปสลักน้ำแข็งที่มีดวงไฟแห่งธาตุทั้งสี่ที่วิ่งวนอยู่นั้นได้เปลี่ยนกายเป็นรูปปั้นสีทองซึ่งลงรายละเอียดของรูปพรรณสันฐานของแต่ละคนได้อย่างชัดเจนราวกับว่าทั้งหมดได้แยกร่างออกจากกันอย่างสมบูรณ์เพียงแต่มีร่างกายที่ถูกติดด้วยทองคำเปลวซึ่งดูเนียนแนบไปกับเนื้ออย่างนั้น
“เหมือนจะแยกจากกันสมบูรณ์อยู่แล้วเพียงแต่ว่ายังไม่มีชีวิตก็เท่านั้น รูปทองเหล่านี้น่ะ” เธอมองอย่างพินิจพิเคราะห์ไปยังเหล่าสหายของตน เวลาเหลือเพียงสองวันสองคืนทั้งหมดก็จะทำได้สำเร็จแล้ว คงไม่นานเกินรอนักหรอก
…………….
“ทำไมพิธาพิทูรถึงไม่อยู่เฝ้าสเบียงล่ะ” สองนาคทหารมหาดเล็กที่พักจากการตามนายเหนือหัวเดินทางไปสร้างเขตรบได้มาเยี่ยมเยือนสหายที่ทำหน้าที่ดูแลเสบียง แต่สิ่งที่พบกลับมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีใครเฝ้าประตูคลังเก็บเสบียงเลย
“ได้กลิ่นอะไรแปลกๆมั้ย” นาคาอีกตนถามสหายถึงความผิดปกติที่สังเกตุได้อีกอย่างหนึ่ง
“นั่นสิ หรือว่าใครจับเอาพวกปลามากินเป็นๆอีกล่ะนั่น” จริงๆมันเคยมีเหตุการณ์ที่สหายร่วมงานมักจะไปหาจับปลามากินเป็นอาหารว่างโดยที่ไม่จัดการให้เสร็จสรรพตั้งแต่ในน้ำ เอามาทานด้านในทั้งๆที่ตนใช้ร่างแทนตตนเป็นมนุษย์อยู่นี่
“ใช่เหรอ กลิ่นแรงกว่าที่เคยสัมผัสเลยนะพลิศ”พลินกล่าวกับน้องชายฝาแฝดตนอย่างอดสงสัยไม่ได้
“กลิ่นอะไรของพวกเจ้ากัน” วิทวัสนาคราชที่ออกมาดูความเรียบร้อยในยามเช้ารอบๆวังบาดาลตะวันออก ได้คิดถึงเสบียงที่เก็บไว้เกรงว่าจะไม่พอแต่ไม่รู้ว่าขาดเท่าไหร่จึงเข้ามาดูเอง
“พวกหม่อมฉันได้เข้ามาเยี่ยมหาพิธากับพิทูรตอนนี้ยังไม่เห็นพวกเขาเลยพระเจ้าค่ะ แต่กลับมีกลิ่นราวกับมีอะไรมาตายแถวนี้ ครั้นจะว่าพวกเขานำปลามากินกันด้านในสดๆก็ไม่น่าจะใช่พระเจ้าค่ะ” พลิศรายงานสิ่งที่ตนได้พบ
“ตอนแรกที่มาเรายังไม่รับรู้ถึงกลิ่นนั่นจริงๆ แต่พออยู่สักพักก็รู้สึกเช่นเดียวกับพวกเจ้า” ว่าแล้วเขาจึงจับที่ประตูเตรียมที่จะผลักเข้าไปดูดก้านในด้วยตนเองแต่ดันถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“องค์เหนือหัวเพคะ พระภาติยะลีลาวดีฟื้นคืนตื่นบรรทมแล้วเพคะ” ยังไม่ทันจะได้เข้าไปดูด้านในเลย มีเรื่องที่น่าสนใจเข้ามาในจิตใจแทนไปเสียแล้ว
“ดีเลย เราจะไปดูหลานเรา…อ้อ พวกเจ้าช่วยเราดูให้หน่อยแล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านในรึเปล่า” ถึงแม้จะยินดีจนแทบจะวิ่งไปดูอาการของผู้ที่ตนรักเหมือนธิดา แต่ตนนั้นไม่ลืมที่จะวานให้ผู้อยู่ใต้บัญชาช่วยจัดการธุระแทน
“พระเจ้าค่ะ” ทั้งสองรับปากที่จะกระทำต่อจากนายตน ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นนอกจากเสบียงหรือไม่ แต่ยังไงก็ต้องเข้าไปดูให้แน่ชัด

“เป็นอย่างไรบ้างลีลาวดี” เขาเข้ามานั่งด้านข้างแท่นบรรทมพลางถามหล่นของตนด้วยความห่วงใย
“หม่อมฉันรู้สึกดีมากแล้วเพคะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่คืนที่อยู่นิทราทำให้พระทัยพระปิตุลาขุ่นหมองไปเท่าไหร่แล้ว” ลีลาวดีที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ยินคำถามที่แสดงน้ำเสียงห่วงใยจึงยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน
“เรื่องนั้นไม่เป็นอะไรเลย ถึงลุงจะคิดวุ่นวายไปบ้างแต่เรื่องของหลานยังไงก็ต้องสำคัญที่สุดนะ”
“เพคะ ถ้าหากที่นี่มีเสด็จพ่อกับเสด็จแม่อยู่ด้วยก็คงดีนะเพคะ จะได้ไม่ต้องลำบากพระวรกายพระปิตุลามากจนเกินไป”
“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ตอนนี้ทั้งสองไม่อยู่แล้วอีกทั้งวัศพล วิศรุต หรือแม้แต่ติณกฤตก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ในเมื่อวงศาของพวกเราเหลือแต่เพียงเท่านี้ เช่นนั้นแล้วลุงจะทำไม่ไยดีต่อหลานเลยได้อย่างไรกันล่ะ”
“เสด็จพี่ของหม่อมฉันทรงทำอย่างนั้นได้ยังไง เขาช่างใจร้าย ใจร้ายเหลือเกินเพคะ” ยังไม่ทันไรเสียงสะอื้นไห้ได้เกิดขึ้นมา สร้างความเวทนาให้กับผู้ที่อยู่ด้วยยิ่งนัก
“หลานสงบจิตใจเสียก่อนเถิด เพลานี้สิ่งที่ควรทำที่สุดคือยืนหยัดมีชีวิตต่อไปและคิดหาวิธีรับมือกับเรื่องที่จะเกิดต่อจากนี้ดีกว่า ถ้าจิตใจหลานยังย่ำแย่อยู่อย่างนี้จะเป็นหลานที่ได้รับผลเสียมากที่สุด………หลานเพิ่งฟื้นกินอะไรสักหน่อยเถอะนะ” ท้าวท่านว่าอย่างนั้นแล้วจึงสั่งหาข้าบริวารไปเตรียมเครื่องเสวยมาให้ภาติยะของตน
“จำไว้ให้ดีนะหลาน เจ้าจงลอบชิงเอาตราบัญชารบมาให้ได้ แล้วกฎทั้งหมดที่ตกลงในสนามจะเป็นโมฆียะในทันที”  ลีลาวดีลอบคิดถึงคำของวัศพลนาคราชอยู่ในใจ เป็นไปได้ที่วิทวัสนาคราชจะพกติดตัวไว้ ครั้นจะเข้าใกล้เร็วเกินไปกลัวว่าจะไหวตัวทัน ต้องดูท่าทีให้แน่ใจก่อน
………………………………..
“พวกเจ้าว่าพวกนั้นกำลังทำพิธีแยกร่างถาวรอย่างนั้นเหรอ!!” อัคนินทวนคำที่สหายเล่าให้ทราบอย่างตกใจ
“ใช่” ติณกฤตตอบ เรื่องนี้ไม่ผิดคาดเท่าไหร่นัก
“อย่างนั้นพวกเราอย่าได้รออยู่เลยรีบไปกันเถอะ” เรื่องอะไรจะต้องรอ ในเมื่อรู้อย่างนี้ต้องรีบไปขัดขวาง ไม่เช่นนั้นพวกศัตรูจะต้องสมดั่งปรารถนาแน่
“ไม่รอปัจจาธานินทร์ก่อนเหรอ”
“รอทำไม ทั้งสองน่ะบาดเจ็บมาตั้งแต่เมื่อวานยังไม่ทันหายดีเลย”
“บาดเจ็บ ทำไมถึงบาดเจ็บได้ล่ะ” ฉันทนาถามอย่างสงสัย  อยู่ดีๆทำไมถึงทำให้ตัวตนต้องบาดเจ็บก่อนไปรบไปราด้วย
“เห็นบอกว่าเจอที่กบดานของพวกมันน่ะ ”
“ที่ไหน”
“ป่าหิมพานต์ แต่สร้างมิติขึ้นมาอีกชั้น”
“เข้าใจแล้ว จริงสิ บดิศรล่ะ” เมื่ออยู่มาถึงตรงนี้แล้วไม่ได้เห็นศิษย์ร่วมอาจารย์ เธอจึงได้ถามหาดู
“ไปปล่อยข่าวเรื่องตัวประกันที่มีอยู่ในมือ แล้วก็ไปสืบที่ซ่อนของพวกนั้นด้วย”
“เขายังไม่รู้เรื่องเลย ยังไงก็ต้องพาเขาไปนะ เพราะของวิเศษแบบเดียวกับพวกนั้นมีแต่เจ้าสองคนนี่นา”
“เจ้านั่นไปทิศเหนือน่ะ จะตามไปไหมล่ะ”
“ไป พวกนั้นทำพิธีที่ทิศนั้นพอดี”
“ไม่พักก่อนเหรอฉันทนา” หนุ่มถามสหายหญิงอย่างสงสัย คนอะไรไม่รู้เหน็ดเหนื่อย นี่ไม่ไม่ได้นอนมาตั้งสองคืนแล้วนะ
“ไม่เป็นไรหรอกน่า”
“อัคนินดูคนของเจ้าสิ นางไปกับเราตั้งสองคืนไม่ยอมหลับยอมนอนเลย ยังคิดจะเดินทางต่ออีก”
“แล้วทำไมเจ้าไม่ดูแลนางให้ดี” เขาฟังแบบนั้นก็รู้สึกไม่พอใจอีกตนเท่าไหร่นัก ไปด้วยกันแทนจะช่วยกันดูแล ที่ไหนได้เอาแต่พักผู้เดียว
“ก็นางดื้อไม่ยอมนอนเอง เจ้าจะต่อว่าก็ต่อว่านางสิ”
“ฉันทนาเราว่าเจ้าพักก่อนสักหน่อยเถอะนะ เราเป็นห่วง”
“ให้เราพักแล้วพวกเจ้าสองคนจะไปกันตามลำพัง เรื่องแบบนั้นเราไม่ยอมหรอกนะ” เธอกลัวว่าถ้าอยู่ลำพังอัคนินจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของติณกฤต เขาอาจเป็นอันตรายได้
“ทำไม กลัวเราจะฆ่าอัคนินทิ้งเหรอ” ทางนี้ก็ดูเหมือนจะอ่านใจได้อย่างนั้น กล่าวมาขนาดนั้นแต่เธอกลับไม่ตอบ เอาแต่เงียบไป
“เราขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าเราจะสังหารใครสักคน คนๆนั้นก็ต้องให้ประโยชน์กับเราหลังที่ลงมือ ไม่อย่างนั้นจะเสียแรงไปเพื่ออะไร”
“นี่เจ้าจะสื่อว่าเราไร้ประโยชน์อย่างนั้นเหรอ”
“รับเองนะ เราไม่ได้พูด”
“อย่าเพิ่งทะเลาะกันเอง เอาเวลาติดตามไปยังน้ำตกสัตตะสีได้แล้ว ไปด้วยกันสามคนนี่ล่ะ” เธอไม่อยากเสียเวลาและไม่อยากไว้ใจเรื่องที่จะเกิดขึ้นด้วย การที่ไปด้วยกันทั้งสามเลยนั้น หากเกิดเรื่องขึ้นมาจริง อย่างไรเธอก็จะร่วมมือกับคนที่รักเธอข้างเดียวนั่นกำจัดผู้ที่คิดจะลอบกัดเสีย
………..
 วันอาทิตย์ได้เข้ามาแล้ว ถ้าทั้งสามผู้คอยพิทักษ์คิดไว้ไม่ผิดแล้วล่ะก็ วันนี้จะต้องเกิดสุริยคราสอย่างแน่นอน แต่รอมาตั้งแต่ดวงอาทิตย์ปรากฏนานเท่าไหร่ไม่เห็น
“นี่ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว แต่ยังไม่เห็นแววว่าจะเกิดสุริยคราสเลย” จั๊กแหล่นบ่นอุบอิบ
“ใจเย็นหน่อยเถอะจั๊กแหล่น บางทีอาจเกิดเที่ยงวันตรงเป๊ะเลยก็ได้นะ” หิ่งห้อยว่าไปอย่างนั้น แต่ตนก็ไม่แน่ใจเรื่องเวลาที่จะเกิดเหมือนกัน
“นั่นสิ จะช้าเร็วอย่างไรก็อย่าได้ร้อนใจไปเลย” จบคำของอัญญานีไม่นานนักแสงรอบๆตัวได้หรี่แสงเรื่อยๆ เป็นสัญญาณบอกว่าใกล้จะเกิดสุริยคราสบนท้องฟ้าอย่างเต็มที่แล้ว
“อย่าแหงนหน้าไปจ้องมองด้วยตาเปล่านะ!!” สตรีสวมแหวนวิเศษห้ามไม่ให้เสือสาวที่กำลังจะมองไปยันดวงสุริยันตรงๆแบบนั้น
“ทำไมล่ะเพคะ”
“ไม่อยากตาบอดอย่าทำ สุริยคราสไม่ใช่มองแล้วจะปกติเหมือนจันทรคราส”
“จั๊กไม่มองก็ได้เพคะ ……โห มีวงแสงใต้ร่มเหมือนเสี้ยวพระจันทร์เลย” เธอเห็นนั้นก็เปลี่ยนความสนใจเข้าไปดูที่ใต่ร่มเงาไม้นั่นเสีย
“แสดงว่าอีกไม่นานแล้ว”ท้องฟ้าสลัวลงเสียยิ่งกว่าฟ้าครึ้มยามฝนใกล้ตกเสียอีก คราวนี้ละจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วจริงๆ
  ผ่านไปสักพักเหมือนมีอะไรมาดลใจให้อัญญานีรู้สึกอยากลองมองดวงอาทิตย์ คิดว่าพลังจากแหวนเป็นม่านบังตาไว้อีกชั้นได้จึงเสี่ยงลองมองลอดแหวนดู มันช่างดูสบายตาได้เหมือนตอนชมจันทร์อย่างนั้นเลย
ด้านบนท้องฟ้าเห็นวงกลมสีดำค่อยเคลื่อนทับดวงอาทิตย์ปรากฏเกิดเป็นหัวแหวนเพชร จนสุดท้ายก็ซ้อนทับกันอย่างดีเกิดเป็นรัศมีขาวล้อมรอบวงกลมสีดำ เธอมองดูสลับกับสังเกตเห็นดวงจิตแยกออกจากร่างของสุริยะและแสงสุรีย์มาประจำยังรูปทองที่นั่งขัดสมาธิพนมมือกันอยู่ ผ่านไปสักพักก็ปรากฏเกิดเป็นหัวแหวนเพชรเป็นรอบที่สอง นั่นทำให้มีรัศมีสีขาวราวกับดวงดาวแยกไปประจำรูปปั้นเหล่านั้น สุดท้ายแล้วความมืดวงกลมนั้นได้เคลื่อนย้ายออกไป ทั้งหมดก็ได้แยกจากกันเหมือนตอนที่เกิดเหตุการณ์ทรงกลด คงจะเป็นร่างสมบูรณ์ตลอดชีพแน่แล้ว
“แยกร่างกันแล้ว!!” จั๊กแหล่นกับหิ่งห้อยยักษ์ดีใจที่ทั้งหมดออกมาสวดคาถาพร้อมหน้ากันขนาดนี้  นี่หมายความว่าใกล้จะแยกกันแบบถาวรได้จริงแล้วสินะ
“ดีจริงๆ ขอแค่ผ่านวันพรุ่งนี้ไปได้พิธีก็จะจบสมบูรณ์สักที” ถึงจะแยกร่างกันแล้ว แต่พิธียังต้องดำเนินนต่อไปเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ไม่ว่าจะยังไงเธอจะต้องคอยดูแลจนกว่าจะเสร็จพิธี ถึงแม้ในอีกไม่กี่เวลาอาจจะมีใครก้าวล้ำเข้ามาก่อนจะเสร็จพิธีแล้วล่ะก็  เธอกับผู้พิทักษ์ที่เหลือจะคอยสู้ปกป้องพวกเขาไว้อย่างสุดกำลังแน่
…………..
ฝนตกสัญญาณไม่ค่อยดีจึงอัพโหลดช้า ขออภัยด้วยนะคะ  จักรกรดขอแจ้งงดอัพเดตนิยายสำหรับสัปดาห์หน้าด้วยนะคะ เพราะที่มหาลัยมีประกาศให้ไปเรียนออนไซต์จึงต้องเตรียมตัวเพื่อกลับหอค่ะ และจักรกรดจะอัพเดตอีกใครั้งในวันที่5มิถุนายนนะคะ ^^




ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #127 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2022, 09:12:12 PM »
"เมื่อคืนเกิดจันทรคราส วันนี้ยังเกิดสุริยคราสตามมาติดๆ มันต้องมีเรื่องอะไรที่ต้องอาศัยเหตุการณ์สองอย่างนี้แน่" บดิศรที่กำลังเดินทางอยู่อุดรทิศได้ครุ่รคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดชีวิตเขาตั้งแต่จำความได้มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันขนาดนี้มาก่อน มันจะต้องมีเงื่อนงำสักอย่างแน่
"หิว หิวจะแย่อยู่แล้ว ...เจ้า เจ้าอยู่นี่นี่เอง นึกว่าข้าจะหลงกลเข้าเขาวงกตน่ะซี้ ข้าจะจับเจ้ากินไม่ให้เหลือซากเลยสุริยะ" อยู่ๆดันมีเจ้าค้างคาวโผล่หน้ามาชี้หน้ากล่าวหาว่าอีกคนเป็นศัตรู ด้วยความที่ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดา มีบ้างที่คล้ายกัน เจ้าค้างคาวที่สายตาไม่ดีในตอนกลางวันจึงมั่นใจเสียเหลือเกินว่าทักถูกคน
"ค้างคาวผี เสด็จแม่ตรัสว่าเจ้าออกตามล่าพวกพระมเหสีสไบทองหลายวันไม่เห็นกลับ ที่แท้เจ้ามาอยู่ที่นี่เอง"
"เจ้าเป็นลูกนางแท้ๆก็เป็นพวกเดียวกันนี่ ทำไมถึงเรียกแยกพวกอย่างนั้น"
"ไม่เจอกันนาน ตาถั่วอย่าวเจ้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด"
"บังอาจนักนะเจ้าน่ะ!!"
"เจ้าต่างหากที่บังอาจกับข้า ต้องหักแขนขาสักทีจะได้หลาบจำ!!" เขาต่อว่าอีกตนด้วยประโยคที่มักพูดกับเจ้าค้างคาวบ่อยแต่ไม่เคยทำมันจริงสักครั้งพลางเข้าจับข้อมืออีกฝ่ายบิดให้รู้ถึงรสชาติความเจ็บปวด
"อ๊าก!! ป..ปล่อยข้า  ปล่อย!!" เขาขัดขืนการกระทำของอีกฝ่าย แต่จะพยายามอย่างไรก็สู้แรงอีกคนไม่ได้เลย
"เราจะปล่อยก็ต่อเมื่อเจ้ายอมขอขมาเรา"
"พระโอรส ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว ปล่อยข้า ปล่อยข้านะ ข้าเจ็บ!!!"
"พระโอรสองค์ไหน!!"
"พระโอรสบดิศร ตัวข้าจำได้แล้ว จำได้แล้ว"
"ก็แค่นี้ล่ะ"โอรสเจ้าหยุดการกระทำ ถ้าทักเป็นคนอื่นตนจะไม่โมโหหรอก แต่นี่กลับเรียกว่าเป็นศัตรูของตนตั้งแต่เยาว์วัยก็ย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา
"แขนข้าเกือบหักจริงๆซะแล้ว...จริงด้วยสิ ทำไมพระโอรสถึงมาที่นี่ได้ล่ะ”
"เราออกมาปล่อยข่าวที่เรากักขังองค์เหนือหัวพีรเชษฐ์ไว้น่ะสิ นอกจากนี้เราตั้งใจจะมาตามสืบแหล่งกบดานของพวกศัตรู เมื่อครู่เจ้าพูดถึงเขาวงกต เกี่ยวอะไรกับพวกนั้น"
"ตัวข้านั้นถูกพวกนั้นหลอกให้หลงทางมาขึ้นเหนือหาทางกลับไม่ถูก แต่เมื่อคืนนี้ข้าพบกับนางสิงโตที่พาพวกมเหสีหนีมาหนีเข้าไปในเขาวงกตน่ะสิ"
"นางสิงโต..สตรีหน้าตาประหลาดที่อยู่กับพวกรั้นเป็นเสือต่างหากล่ะ แล้วทำไมเจ้าจึงมั่นใจนักว่าสุริยะยังมีชีวิตอยู่ พวกเราเพิ่งมารู้ภายหลังเมื่คราววันจันทร์นี่เอง" ในช่วงที่เจ้าค้างคาวไปตามล่าพวกสไบทองนั่นเป็นคืนวันเสาร์ ยังไม่ทันมีการปรากฏตัวให้ใครทราบแน่ชัดนี่
"นางเป็นเสือหรอกเหรอ... ตอนนั้นตัวหม่อมข้าตามไล่ล่าจนไปเจอดอกบัวยักษ์อยู่ริมบึง ซ้ำยังเห็นพวกนั้นขนพาตัวคนที่ใส่เกราะกับสังวาลย์วันเสาร์เข้าไปในดอกบัวก่อนจะหุบดอกไป จึงมั่นใจว่าพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่แน่ เสียดายข้าโจมตีเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเลย" เขาเล่าตามที่พบ เขาปักใจเชื่ออย่างนั้น แต่น่าเสียดายตนไม่น่าไปรับคำท้าเจ้าสิงโตเลย ควรจะเอาข่าวไปแจ้งให้ใครสักคนทราบให้เร็วแท้ๆ
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง อย่างนั้นก็อย่าได้รอช้าเลย พวกเราไปเขาวงกตกัน"
"เขาวงกต ไม่เอาหรอก ที่แบนั้นมันซับซ้อน แค่พุ่มไม้ก็จะแย่แต่นี่ดันเป็นกระจกอีก"
"ยิ่งเป็นแบบนั้นพวกเราก็ต้องรีบเข้าไปแหล่งกบดานของพวกนั้นให้ได้.. ไปได้แล้วถ้าไม่อยากถูกหักแขน"
"เห้อ..ไปก็ได้"
หลังจากเดินทางมาได้สักพักพวกเขาก็ได้มาถึงหน้าทางเข้าที่มีหุ่นไล่กาตามที่เจ้าค้างคาวเล่าต่อระหว่างทาง มองดูขึ้นไปแล้วมีแต่กระจกเรียงรายซับซ้อน ซึ่งไม่อาจคำนวณได้แน่ชัดว่าปริมาณบานกระจกมีเท่าไหร่
"พวกนั้นเอาหุ่นไล่กามาวางไว้ทำไมกัน" บดิศรแปลกใจ ถึึงขั้นต้องสร้างเขาวงกตแล้วจะมีประโยชน์อันใดในการสร้างหุ่นไล่กากันล่ะ
"คงไล่กาจริงๆล่ะมั้งพระโอรส"
"ไม่ต้องไปยุ่งกับมันก็แล้วกัน.. ขอดูหน่อยเถอะว่ามันเรียงรายกันยังไง" เขาใช้พลังเหาะตัวขึ้นบนฟ้าเพื่อที่จะดูทางไป แต่ว่ากลับพบกระจกบังเป็นเพดานสะท้อนท้องฟ้าอยู่เสียอย่างนั้น เขาจึงปล่อยพลังจากเกราะเหล็กเข้าทำลาย แต่แทนที่กระจกจะได้รับความเสียหายกลายเป็นว่าเอาพลังไปเข้าสะท้อนตีสลับไปมา เพราะท้องฟ้านั่นก็เป็นกระจกมาสะท้อนกันกับส่วนที่เป็นเพดานอีก ทีนี้เลยกลายเป็นสายเชือกพลังที่ตีพลังกลับไปมาพร้อมที่จะถูกโดนตัวเขาที่อยู่ตรงกลางระหว่างกระจกสองแหล่งนี้
"ต้องเดินหาทางอย่างเดียว ขึ้นไปดูหรือทำลายไม่ได้เลย"
"อย่างนั้นก็รอพวกนั้นออกมาไหมพระโอรส"
"ไม่ได้ เจ้าว่าเจ้าเจอกับนางเสือนั่น พวกนั้นก็ต้องระวังตัวไม่ออกมาเพราะคิดว่าเจ้าคาบข่าวมาบอกพวกเราแล้วน่ะสิ" ว่าแล้วบดิศรก็ลากเอาตัวเจ้าค้างคาวเข้าไปในทันที พอเข้าไปได้ในตอนแรกก็เรียงทางให้ไปได้ทางเดียวอยู่หรอก แต่พอต้องแยกนี่สิ
"เจ้าไปซ้าย เราไปขวา"
"ทำไมไม่ไปด้วยกันล่ะพระเจ้าค่ะ"
"ไปด้วยกันก็หลงทางด้วยกัน ไม่สู้หลงทางนึงถูกทางนึงจะได้ถึงตัวพวกนั้นเร็วขึ้น" พอจากกันห่างกันเรื่อยก็ปรากฏเห็นคนที่น่าจะมีคนเดียวร่างเดียวกลับกลายเป็นหลายร่างเพราะมีเงาสะท้อนเต็มไปหมดเมื่อเดินผ่าน บางทีเป็นว่าเป็นช่องทางว่างแต่ก็กลายเป็นกระจกไม่มีทางไป ในนี้มีเพียงแสงสีแดงสลับกันเป็นลวดลายอยู่ที่พื้นเท่านั้น เพราะมองขึ้นเพดานก็เป็นกระจกอยู่ดี คงจะต้องใช้เวลาพักใหญ่เลยกว่าจะถึงที่หมาย
............
"พวกเจ้าบอกว่านางกำนัลกานดาสิ้นชีพอยู่ในคลังเสบียง และผู้ที่ก่อเหตุคือพิธากับพิํทูร แน่ใจจริงแล้วหรือ" วิทวัสนาคราชถามทวนสิ่งที่ได้ยินจากรายงานทหารทั้งสอง
"พระเจ้าค่ะ รอยแตกเปลือกหลากสีนี้ปรากฏอยู่ข้างตัวนางกำนัลกานดา พวกเขาทั้งสองสวมแหวนที่ประดับหัวด้วยเปลือกหอยหลากสีขนาดเล็กอันเป็นของขวัญแทนใจสหายที่พวกหม่อมฉันมอบให้ " พลิศกล่าวตอบ พร้อมเหล่าสิ่งที่พบ
"จากที่เกิดเหตุพบว่านางกานดาถูกบีบคอเข้าอย่างจังซึ่งขณะที่ถูกบีบนั้นมีพลังล้อมรอบคอยกเว้นแต่ตกที่มีแผลบาดอันเป็นรอยหยักของหัวแหวนเปลือกหอยนั้น อีกทั้งด้านหลังศีรษะถูกกระแทกอย่างจัง หม่อมฉันคิดว่านางน่าจะถูกบีบคอพร้อมทั้งกระแทกหัวลงกับพื้นห้องจนสิ้นใจ"พลินกล่าวข้อสันนิษฐานต่อ จากร่องรอยที่ได้พบ
"สาเหตุน่าจะมาจากการที่นางไปพบว่าทั้งสองกำลังแอบโยกย้ายขโมยเสบียงออกไปจึงถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิตพระเจ้าค่ะ"ทั้งสองสรุปอย่างพร้อมเพรียงกัน
"เสบียงก็ถูกพวกเขานำไปด้วยรึ.. เราอุตส่าห์ไว้เนื้อเชื่อใจพวกเขามาตั้งหลายปี ไม่นึกเลยว่าพอถึงสงครามเลือกฝ่ายกัน เขากลับคิดที่จะช่วยอีกฝั่งอย่างไม่ลังเล" ได้ฟังเช่นนั้นตนก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก นี่ยังเหลืออีกตั้งหกวันก่อนจะเริ่มสงคราม ไม่รู้ว่าจะมีใครแปรพักตร์ไปอีก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ฝั่งของตนคงจะเสียเปรียบต่อฝ่ายเทพวิษุวัตเป็นแน่แท้
"เรื่องเป็นเช่นนี้เรามีส่วนต้องรับผิดชอบในชีวิตของนางกำนัลและเสบียงที่หายไป พวกเจ้าทั้งสองไปเชิญเหล่าสหายบัญชารบของเรามายังท้องพระโรง เราต้องแจ้งเรื่องนี้ให้พวกเขาทราบ"
"พระเจ้าค่ะ"
"ตอนนี้เชื่อใจใครเห็นจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว สองคนนั้นหนีไปก็จริงอยู่ แต่บางทีในนี้ยังเหลือบอนบ่อนไส้อยู่ก็ได้ เราต้องหาสืบเองอย่างลับๆไปก่อน"ท้าวนาคาคิดในใจ  เรื่องนี้คงต้องลงมือเองเพราะหากพูดออกมากไปจะกลายเป็นช่องให้ศัตรูตบตาตนก็เป็นได้
............
"น้องพี่ เหตุใดใจเจ้ายังไม่ปล่อยวาง รู้หรือไม่หากเป็นเช่นนี้ต่อไปตัวเจ้าเองที่ต้องรับเคราะห์ ต้องเสียใจในภายหลัง" เทวีกล่าวกับผู้ที่นั่งสมาธิในห้วงความคิด
"พระพี่นางไม่ต้องมากล่าวกับหม่อมฉันเสียให้ยาก อย่างไรเสียตำแหน่งเทวราชาจะต้องเป็นของหม่อมฉัน อินทราณีจะได้เป็นพระอัครชายาเคียงข้างหม่อมฉันแทนที่ตำแหน่งพระองค์" เทพวิษุวัตไม่อยากฟังอะไรจากเชษฐภคินีของตน เนิ่นนานหลายปีไม่เคยมาให้พบแม้แต่ในความฝัน แต่พอจะเกิดสงครามกลับมาพบในขณะที่ตนนั่งสมาธิสั่งสมพลังอยู่นี่
"เจ้าน่ะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับพระบิดาทั้งยังปิดบังเป็นความลับนั่นนับว่าผิดหนหนึ่งแล้ว หนที่สองยังไปทำลายวิมานสวรรค์ สาปแช่งเทพบุตรเทพธิดาให้ประสบวิบากกรรมเมื่อคราวสูญเสียอินทราณี ยังจะทำความผิดหนที่สามอีก พี่ขอเตือนเจ้าเสียหน่อยเถิดเจ้าน่ะกำเนิดจากพระประสงค์ พระเมตตาของพระบิดาและพระมารดาให้เจ้ามีชีวิตเพื่อคอยขจัดโพยภัยทั้งปวง ดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข แต่เจ้ากลับนำเภทภัยมาสู่ผู้อื่นเช่นนี้ เจ้าไม่เห็นทั้งสองพระองค์อยู่ในสายตาแล้วรึ"
"ยามอยู่พระบิดาและพระมารดาเห็นเพชราดีกว่าหม่อมฉัน แล้วเหตุใดหม่อมฉันจะต้องเห็นแด่พระองค์ทั้งสองที่ไม่อยู่อีกต่อไปแล้วด้วย"
"เจ้าไม่เห็นทั้งสองพระองค์อยู่ในสายตาแล้วก็ช่างเจ้า แต่เจ้าคิดดูเถิดว่าผู้อื่นที่บริสุทธิ์ไร้หนทางสู้จะเดือดร้อนเพียงใด แค่วิธีที่จะรับอำนาจเจ้ายังทำผิดคิดกบฏ ต่อไปตอนเจ้าปกครองจะต้องมีเรื่องวุ่นวายไม่เลิกราแน่ สุดท้ายตัวเจ้าก็จะถูกแย่งตำแหน่งไปเหมือนที่เจ้าจะกระทำต่อองค์เทวราชา"
"หม่อมฉันไม่สนใจ"
"ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเช่นนี้ เจ้าก็อย่าหวังจะได้บังคับเราสังหารพระสวามีเลย เราจะปรากฏเมื่อเราต้องการ และเมื่อนั้นมาถึงแล้วเจ้ายังไม่คิดกลับใจ เมื่อนั้นเป็นจะคราวตายของเจ้า!!" จบคำแล้วพระเทวีเบญจเนตรจึงได้หายไปในทันที พระเทวาวิษุวัติจึงได้ลืมตาขึ้นพร้อมกับความไม่สบายใจ
"หลายปีไม่เคยมาพานพบ ทีอย่างนี้คิดจะมาสอนสั่งเรา ไม่ช่วยเราก็ช่าง แต่คิดสังหารเราเราไม่ยอมหรอก" เขาดื้อรั้นไม่ยอมคิดตามคำของพี่สาวตน อยากฆ่าก็ต้องใช้เกราะกายสิทธิ์กับสังวาลย์มณีร่วมด้วย ตนจะต้องชิงเอามาอยู่กับตัวให้ได้ ดูสิว่าจะมีปัญญาอะไรมาฆ่าตน
...................
"ในที่สุดก็เจอสักที ไอ้ง่อย ตายซะเถอะ!!"  บดิศรใช้พลังจากเกราะเหล็กเข้าสังหารพวกเกราะกายสิทธิ์ในขณะทำพิธีแยกร่าง สร้างความโศกเศร้าแก่สหายเป็นอย่างมาก ไม่นานอัคนินก็ใช้สังวาลย์ศิลามาสังหารพวกสังวาลย์มณีไปอีกจนไม่เหลือชีวิตรอด  ด้วยเพราะการตายเช่นนี้แลเห็นวิญญาณที่ฉีกขาดร้องโหยหวนจวนจะบาดจนขาดใจ
"ไม่นะ ไม่ ไม่!!!" สไบทองตกใจร้องลั่นจนคนที่นวดให้อยู่ถึงกับตกใจ
"พระมเหสีเพคะ ทรงเป็นอะไรไปเพคะ"บัวแย้มเห็นอาการอีกคนร้องลั่น สีหน้าก็ไม่สู้ดีเลย จึงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
"มันเหมือนจริงมาก เราฝันมันเหมือนจริงเหลือเกิน"
"พระสุบินถึงสิ่งใดกันเพคะ"
"เราฝันว่าลูกของเราถูกสังหารจากบดิศรได้สำเร็จตอนที่ทำพิธี อีกทั้งสหายของลูกเราก็สิ้นใจตามกัน ผ่านไปหลายวันไม่เคยฝันเช่นนี้ แต่นี่วันที่หกแล้วกลับมาฝัน มันต้องเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดีแน่"
"โบราณบอกว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดี อย่ากังวลพระทัยเลยเพคะ" เธอพยายามพูดไปให้ผู้ฟังสบายใจ แต่ตัวเธอที่ได้ยินคำเล่าก็อดห่วงคนที่นั่นไม่ได้
"ร้องเสียงดังลั่นเชียวเป็นอะไรหรือลูกพ่อ" ท้าวนวดลได้ยินเสียงก็เสด็จมาดูลูกยาพร้อมกับชายาตน
"หม่อมฉันฝันร้าย กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อลูกๆของหม่อมฉันและสหายของพวกเขาเพคะ"
"เช่นนั้นก็ให้ตาหวานกับสุดหล่อไปช่วยสมทบอีกแรงดีไหม เพราะที่นี่เป็นแหล่งคุ้มภัยที่ดีมากสำหรับพวกเราแล้ว " มเหสีอมรินทร์กล่าวเสนอความเห็น
"เพคะ ตาหวาน สุดหล่อเราขอรบกวนพวกเจ้าด้วยเถอะนะ" ทั้งสองที่ตามมาทีหลังหลังจากได้ยินเสียงพอจะฟังทันว่าห่วงใยคนทางนั้นมากจึงไม่คิดจะขัดใจ
"พระเจ้าค่ะ พวกหม่อมฉันจะไปถวายการอารักขาเพิ่มเองพระเจ้าค่ะ"ตาหวานกล่าวอย่างน้อมรับ
"สุดหล่อจะช่วยเต็มที่ แต่แต่แต่ แต่เด็จแม่ต้องสัญญากับสุดหล่อก่อนว่าช่วยแล้วสุดหล่อจะได้ครอบครองของวิเศษทั้งสอง" เจ้าสิงโตมิวายจะต่อรอง
"เรื่องนี้เราให้สัญญาไม่ได้ ทางที่ดีเจ้าไปทวงสัญญากับเจ้าของเอาเองเถอะ" เธอไม่อยากให้มัวแต่รีรอ ไม่สู้ให้ไปหาเจ้าตัวเองให้เร็วๆจะดีกว่า
"โธ่"
"บัวขอติดตามไปด้วยนะเพคะ" เธอก็มีคนที่ห่วงหลายคน จะให้รอฟังข่าวอย่างเดียวคงไม่ดีแน่
"อย่าเลยบัว ที่นั่นอันตราย ภัยอาจถึงตัวได้"อดีตเจ้าเมืองกล่าวด้วยความเป็นห่วง
"บัวไม่กลัวภัยใดๆหรอกเพคะ เพราะบัวมีแก้วบุษบากร บัวหวังว่าจะได้ใช้สิ่งนี้ช่วยปกป้องพระโอรสและพระธิดาได้
"ตามใจบัวเถอะเพคะ... เราขอโทษนะที่ไม่ได้ไปด้วยนะเรากลัวจะเป็นภาระให้ถูกจับเป็นตัวประกันเพราะต่อสู้ไม่เป็น" เธอกล่าวตามจริง แค่บิดาถูกขังทรมานก็แย่พอแล้ว หากตนพลาดท่าลูกยาได้คิดไม่ตกแน่
"พวกหม่อมฉันเข้าใจดีพระเจ้าค่ะ" ผีโครงกระดูกกล่าว
"เดินทางปลอดภัย ระวังตัวด้วยนะ"
"พวกหม่อมฉันขอทูลลาพระเจ้าค่ะ" ไม่รู้ว่าจะไปช่วยได้ทันหรือไม่แต่พวกตนก็จะเดินทางอย่างเร็วที่สุดที่จะช่วยเป็นกำลังในการต่อต้านศัตรู
..............
"น้ำเต้าอมฤต ทำไมถึงมาอยู่กับพระองค์ได้ล่ะเพคะ  สหายของหม่อมฉันเคยหาในอาศรมของพระโยคีอนุชิตแต่ก็ไม่พบแท้ๆ" อัญญานีถามเทพบุตรที่นำสิ่งนี้มาให้อย่างสงสัย
"คนที่ยืมไปเอามามอบให้เรา ตอนนี้ไว้กับป่าหิมพานต์ไม่ได้หรอก เพราะใครเป็นศิษย์ในสายของฤษีษัฑวัตทั้งลูกศิษย์หลานศิษย์ก็ใช้น้ำเต้านี้ได้ทั้งนั้น จึงไม่เหมาะจะถึงไว้ให้พวกศัตรูใช้"ชยทัตกล่าว น้ำเต้านี่ถึงจะเกิดจากสร้างของสามฤษีแต่เพื่อบูชาอาจารย์ตนจึงได้มอบให้ฤษีษัฑวัตใช้ก่อน โยคีท่านจึงประทานพรให้ศิษย์ผู้สืบวิชาตนใช้น้ำเต้านี้ได้ทุกคน ไม่จำเพาะเจาะจงว่าใครเป็นเจ้าของ นอกเสียจากในเวลานั้นใครเป็นคนใช้มันซึ่งต้องเข้าเงื่อนไขข้างต้นด้วย
"อย่างนี้นี่เอง หม่อมฉันจะเก็บไว้อย่างดีรอมอบให้สหายเองเพคะ"
"ดีแล้วล่ะ ตอนนี้บดิศรเข้ามายังเขาวงกตแล้ว ยังไงพวกเจ้าก็ต้องระวังตัวให้ดี เราไปก่อนนะ"
"เพคะ"

"ใครกัน" บดิศรพึมพำกับตนเองเมื่อเห็นเงาผ่านกระจกไปอยู่ไวๆ
"ทุกคนไปไหนกันหมด เราหลงจะแย่อยู่แล้วนะ!!!" เสียงโวยวายของชายคนหนึ่งทำให้คนที่ครุ่นคิดอยู่ต้องเปลี่ยนความสนใจไปหาต้นตอเสียง
"อัคนิน เจ้าเองเหรอ!!"เขาร้องถามเสียงที่คุ้นเคยนั้น
"ใช่ เราอัคนินเจ้าน่ะใคร!?!"
"เราบดิศร"
"ดีเลย เจ้าอยู่ที่นี่พอดี พวกมันน่ะเข้ามิติกระจกนี่ไปทำพิธีแยกร่างถาวรกัน"
"ว่ายังไงนะ ..เราว่าป่านนี้คงทำพิธีเสร็จไปแล้วแน่"
"ไม่หรอก ติณกฤตบอกใช้เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน ถ้าเร็วสุดก็จบพิธีเอาวันอังคารที่ดวงอาทิตย์ปรากฏบนฟ้านู่นน่ะ"
"แล้วมันต้องเข้ายังไง"
"เข้ากระจกที่แสดงภาพวาดน้ำตกสัตตะสี  แต่ที่นี่กระจกเยอะแยะเลย"
"อย่างนั้นก็เร่งหากระจกเถอะ เข้าได้ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว" จบประโยคชาวรัตนบุรีแสงไฟที่พื้นก็ไม่สว่างสม่ำเสมอเหมือนตอนแรกกลับเดี๋ยวไฟดับเดี๋ยวไฟติด กระจกสะท้อนเงาก็สลับกับกระจกใสที่มองทะลุได้ทุกๆครั้งที่ไฟติด แค่หาทางยังยากยังจะมีเรื่องนี้มาอีก
"ฉันทนา!!" โอรสเมืองคีรีมาศเห็นสตรีที่พลีดพรากจึงได้เข้าหาอย่างดีใจแต่ก็ต้องพบว่านั่นเป็นเพียงเงาบนกระจก
"พวกเราทำลายกระจกพวกดีมั้ย!!" ชาวนาคาร้องถามสหายทุกคน
"ระวังตัวด้วยเราเคยลองปล่อยพลังไปมันสะท้อน ยิ่งอยู่ที่นี่ยิ่งมองยากไปใหญ่ ถ้ามันไม่แตกก็ไม่ควรเสี่ยง" ผู้มีประสบการณ์เตือน
"ก็ต้องหากระจกของจริงอย่างเดียวเลยสิ"ฉันทนากล่าวอย่างไม่ถูกใจกับสิ่งที่พบนัก
"ใช่ เอาอย่างนี้แล้วกัน ในเมื่อทำลายไม่ได้ก็ใช้พลังประทับสัญลักษณ์ไว้" บดิศรเสรอความเห็น
"ทำทำไม" อัคนินถามอย่างไม่เข้าใจ
"จะบอกอยู่นี่ เวลาไฟติดกระจกไหนใสก็ทำสัญลักษณ์ไว้เลย เพราะพวกนั้นไม่ใช่ของจริง เจ้าบอกเองว่ามันจะขึ้นภาพวาดน้ำตกถึงจะเข้าได้ ไฟเดี๋ยวดับเดี๋ยวติดมานานแต่กระจกตรงที่เราอยู่ไม่ขึ้นอะไรเลย"
"ถูกของบดิศร กระจกนี่จะเปลี่ยนภาพไปเรื่อยๆไม่มีทางจะใสทะลุเห็นน้ำตกของจริงแน่"ตอณกฤตเสริม
"อย่างนั้นก็ทำกันเลย" การกระทำคราวนี้ก็ถือว่าใช้ได้หากแต่เสียเวลาไปมากสักหน่อย เพราะกระจกมีหลายบานเกินไปจึงต้องตามหาล่วงเข้าสายอีกวันถึงจะได้พบ
"ในที่สุดเราก็เจอแล้ว!!"ผู้สวมสังวาลย์ศิลากล่าวอย่างดีใจ ไม่ต้องคอยมาทำสัญลักษณ์อะไรนี่แล้ว
"รออยู่ที่กระจกบานนั้นนะเดี๋ยวพวกเราตามไป ทำเสียงอะไรก็ได้เรียกไว้ตลอดนะ" ศิษย์หญิงของฤษีทมิฬบอกแล้วจึงหาทางติดตามไป
"มีไม้อยู่ตรงนี้ด้วย เขามองพื้นรอบๆแล้วเจอกิ่งไม้จึงเอามาเคาะข้างๆกระจกอย่างรัวๆ แต่ดูท่าสหายยังไม่ถึงสักที ตนจะค่อยๆตีทีละครั้งเพราะความเมื่อย พอครบห้าครั้งเท่านั้นล่ะ เขาวงกตกระจกก็หายไปในทันตาเลนทีเดียว
"ฉลาดมากเลยนะเจ้าน่ะ ดีเลยจะได้ไม่ต้องลำบากหาทางอีก"ชายนาคาชมสหายตน
"ของมันแน่อยู่แล้ว"
"ภาพวาดขึ้นมาแล้วพวกเราไปกัน"ฉันทนาเห็นดังนั้นจึงเรียกให้เหล่าสหายเข้าไปก่อนจะเปลี่ยนภาพ
"รอค้างคาวด้วย"เจ้าค้างคาวเห็นกลุ่มคนเข้ากระจกตนก็รีบเข้าตามไปในทันที


"ในที่สุดพวกเจ้าก็มาให้ข้าจับกินสักทีนะ" ร่างยักษ์หมอบรอหน้ากระจกอยู่สักใหญ่เลยกว่าเหยื่อจะเข้ามา
"ปัทมาสน์!! " อริร้องเรียกพลางชี้หน้าด้วยตกใจ พวกเขาพลาดซะแล้วหรือนี่
"นี่พวกเจ้าแยกร่างกันสมบูรณ์แล้วงั้นเหรอ"ศิษย์ร่วมสำนักถามเพื่อยืนยันสิ่งที่ตนคิด
"สมบูรณ์แล้วยังไง ไม่สมบูรณ์แล้วยังไง เราอยู่ตรงนี้แล้ว เตรียมตัวตายซะ!!" จบประโยคเธอได้ใช้มือไล่จับทั้งห้าอย่างจบเอาเป็นเอาตาย แต่ศัตรูทั้งหมดก็หลบกันเก่ง สุดท้ายก็มีผู้พลาดท่าให้จับจนได้
"ปล่อยเรานะ ปล่อย!!"ฉันทนาถูกจับได้ก็ทั้งดิ้นทั้งร้อง
"ปล่อยนางนะ!!" อัคนินร้องบอกกับนางยักษ์ร้ายในสายตาตน
"ไม่ปล่อยเจ้าจะทำอะไรเรา"
"เรา..นี่เจ้าเป็นใครกันแน่ นางไม่มีทางใช้คำแทนตัวแบบนี้กับข้าเด็ดขาด" ปกติไม่ได้เรียกตัวเองว่าเราเลยด้วยซ้ำเวลาที่อยู่กับศัตรูคู่แค้นอย่างนี้
"จับได้ทันควันเชียวนะ ....ต่อให้เราไม่ใช่นางเราก็นับเป็นศัตรูพวกเจ้าอยู่ดี" อันติมะกลับร่างเป็นบุรุษตามเดิม แต่ก็ไม่วายจะใช้เชือกรัดตัวตัวประกันเอาไว้ต่อรอง
"จะเข้ามาฝ่าด่านเพื่อกำจัดสหายเราแล้วล่ะก็ ข้ามศพนางก่อนเลย" เขาใช้มีดจี้คอของอีกคน
"ทำอะไรนางก็ทำไปสิ"
"ติณกฤต นี่เจ้า!!" คนสวมสังวาลย์ไม่พอใจอย่างแรง
"คิดว่าต่อรองแค่นี้พวกเราจะยอมงั้นเหรอ" นี่ก็อีกคนไม่คิดจะขอชีวิตศิษย์ร่วมอาจารย์เลย
ฉันทนาใช้ช่วงที่คิดว่าอีกคนเผลอจึงใช้ด้ายหมายจะส่งกระแสไฟทำร้ายคนที่จับตน แต่ผิดคาดไปเสียแล้ว
"ฮั่นแน่ จั๊กเห็นนะว่าเจ้าจะทำอะไร"จั๊กแหล่นใช้ความไวตัดเส้นด้ายที่จะไปพันตัวอันติมะได้ทันท่วงที
"ร้ายจริงๆ คิดลอบกัดซะได้"เขาเอาปลายมีดกดไปที่คอจนเลือดออก ดีที่ไม่ใช่จุดสำคัญจึงยังไม่ถึงกับเจ็บทุรนทุราย
"ปล่อยนางนะ"
"พูดเป็นอยู่แค่นี้เองเหรอ พูดสิว่าสัญญา สัญญาว่าจะไม่รบกวนสหายเรา เราถึงจะปล่อยนาง "
"ไม่ต้องสนกันหรอกลุยเลย!!"เจ้าค้างคาววิ่งไปยังหินตรงต้นไม้ใหญ่นั่นแต่ต้องพบกับเจ้าหิ่งห้อยมายิงพลังใส่
"เจ้า!! กล้าดีนักนะ!!"ตัวเองไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว ถึงตาจะมองเห็นไม่มากแต่ว่าตนก็จะสู้ไม่ยั้งมือหรอก
"พวกอยู่บนน้ำตก พวกสองคนขึ้นไปจัดการทางนั้น ทางนี้เราจะจัดการเอง" ติณกฤตเรียกเอาทวนวงเดือนเข้าผ่าลงไหล่ขวาของอันติมะแต่เขากลับหลบทัน หลังจากหลบเขาได้ใช้ความไวนำเชือกมาผูกตนกับฉันทนาติดแนบหลังชนกัน
"แน่จริงก็เข้ามา!!" บุรุษสวมแหวนวิเศษเรียกท้าศัตรู แต่ตัวเขากลับดักหน้าบดิศรกับอัคนินไว้
"ไม่ต้องไปยุ่งเลยนะ!!" ติณกฤตกำลังวิ่งพุ่งจะไปฟันอีกรอบแต่ถูกกอดเอวจากจั๊กแหล่นเหวี่ยงตัวออกไปขณะที่ไม่ทันตั้งตัว
"อย่าชักช้าเสียเวลาลังเล" บดิศรเห็นอัคนินลังเลตนจึงกล่าวแล้วปล่อยพลังใส่อันติมะ แต่เขากลับหันหลังให้แล้วกระโดดหนี เกือบพลาดโดนฉันทนา
"เจ้าทำอะไรของเจ้า "
"จะรอให้มันทำตามใจอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ"
ขณะที่เถียงกันอยู่อันติมะก็ถีบทั้งคู่จากด้านหลัง
ทั้งสามเข้าต่อสู่โรมรันกัน ฉันทนาก็กุมแผลที่คอ เลือดไหลออกไม่หยุดสักที ขืนตนไม่ได้ลงจาหลังของศัตรูตนได้สิ้นใจตายแน่ จึงหยิบปิ่นที่ปักผมตนเหวี่ยงแทงอันติมะขณะที่สู้กันทั้งสองคน
"โอ๊ย!! นี่เจ้ากล้าลอบทำร้ายเราเหรอ" บุรุษตัวติดกับถูกกระทำเช่นนั้นก็จงใจวิ่งถอยหลังชนตัวลงไปยังหินใต้น้ำตกให้อีกคนเจ็บจนยอมป่อยปิ่นที่มาปักตน ได้ทีดังนั้นตัวเองจึงดึงออกมา  แต่ไม่นานตนก็ได้สลบไปเพราะปิ่นนั่นมียาพิษ
"ฉันทนา ฉันทนา!!"เขาเข้ามาจับแยตัดเชือกทั้งสองออกจากกัน แล้วจึงเรียกลกอีกคน แต่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟื้น เพราะนางอ่อนแรงไม่ได้นานสามคืนแล้วทั้งยังถูกทำร้ายจึงสลบสไลเช่นนั้น
ลูกไฟสีขาวพุ่งเข้าใส่ทั้งสองเข้าอย่างจัง ติณกฤตทำอีท่าไหนถึงปล่อยนางเสือนี่เข้ามาทำร้ายทั้งสองได้ อัคนินจึงใช้พลังจากสังวาลย์ปล่อยพลังใส่จั๊กแหล่น ใครจะคิดว่าจั๊กแหล่นจะมีธำรงค์แก้วศุภรสวมดรรชนีอยู่กัน ต้านพลังได้ไม่นานคนที่แพ้ก็เป็นนางเสือเอง แต่จังหวะที่จะล้มตัวก็ใช้แสงสว่างวาบทำให้ทั้งหมดแสบตาเสียก่อน
"พระโอรสพระเจ้าค่ะ จั๊กแหล่นพาพระโอรสไปกันก่อนเถอะ"เจ้าหิ่งห้อยรีบพาหนีหายลับไป
"นึกว่าจะใจกล้าที่ไหนได้ ที่แท้รักตัวกลัวตายทิ้งคนของตัวเอง"
"ติณกฤตหายไปไหนกัน "บดิศรสงสัยขึ้นมา นี่มันแปลกเกินไป ถ้าไม่สู้ถึงที่สุดติณกฤตน่าจะไม่รามือ
"ช่างก่อนเถอะน่า ฆ่าพวกมันให้เสร็จแล้วพาฉันทนาไปรักษาตัว"
"ได้"
ทั้งสองคนได้ขึ้นไปยังน้ำตกแล้วจึงใช้พลังจะลงมือฆ่าคนที่ตนเกลียดฉันเป็นร่างต้นอย่างสุริยะกับแสงสุรีย์ แต่พอลงมือกับต้องพบกับความผิดหวัง นี่มันเพียงผ้าฉากกันขนาดใหญ่เท่านั้น พอพลังทำลายฉากกั้นนั้นก็ถูกทำลาย ปรากฏว่านี้ไม่ใช่ตอนกลางวันของวันจันทร์แต่นี่เป็นเวลาเช้าใกล้จะรุ่งสางของวันอังคารแล้ว
"รู้ว่าพวกเจ้าโง่ แต่ไม่คิดว่าจะโง่ขนาดนี้นะ" อันติมะเดินออกมาชมผลงานอย่างสำราญใจ
"สองคนนั้นกับค้างคาวนั่นไม่ได้เข้ามิติกระจกมาตั้งแต่แรกแล้ว"จั๊กแหล่นเสริม  คนที่แสร้งสลบอยู่ก็กลับร่างเดิมฟื้นขึ้นมาเป็นเจ้าสิงโตกับผีโครงกระดูก
"พวกเจ้าหลอกพวกเรา!!"อัคนินชี้หน้าต่อว่า
"ใช่ หลอก แล้วจะทำไม"
"วิธีสกปรก ภูมิใจกันมากนักเหรอ"บดิศรว่าบ้าง
"จ้าพ่อคุณสะอาด คนสวดมนต์ทำพิธีก็ยังคิดทำร้าย"จั๊กแหล่นฟังก็ย้อนกลับ
"ดวงอาทิตย์ยังไม่ออก จัดการตอนนี้ยังทัน"บดิศรลอบคุยผ่านใจกับอัคนิน
"จัดการเลย"
ทั้งคู่ไม่สนใจพวกที่พูดด้วยปาวๆได้หันไปทางน้ำตกเพื่อโจมตีแต่พบเพียงน้ำตกที่ว่างเปล่า
"อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น อยากปล่อยพลังก็ปล่อย" เพชรราหูกล่าวอยู่เบื้องหลังทั้งสอง ปรากฏว่าหันกลับไปทุกคนได้ทำพิธีสมบูรณ์ไปเสียแล้ว
"เหนื่อยหน่อยนะ" พุทธรัตน์เปิดฉากต่อสู้ต่อด้วยการยิงศรใส่ศัตรูในทันที เห็นทีสองคนนี้จะพบเรื่องน่าลำบากเข้าให้เสียแล้วสิ
_______-------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ปรับเปลี่ยนเวลาเป็นเวลาประมาณ21.00น.ค่ะ





ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #128 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2022, 09:05:39 PM »
"ดีแล้วล่ะ ตอนนี้บดิศรเข้ามายังเขาวงกตแล้ว ยังไงพวกเจ้าก็ต้องระวังตัวให้ดี เราไปก่อนนะ"
"เพคะ" ย้อยความหลังจากที่ฟังคำเตือนของเทพบุตรชยทัต อัญญานีได้แอบออกจากมิติกระจกเพื่อไปสังเกตการณ์ว่ามีใครบ้างที่เดินทางมายังที่แห่งนี้ เนื่องจากเธอเป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างเขาวงกตนี้ขึ้นมาจึงปรับเปลี่ยนเส้นทางให้ไม่ต้องพบหน้ากับศัตรูโดยตรง
“ในนี้ยังมีแค่บดิศรกับค้างคาวผี แต่ไม่แน่ว่าจะไม่มีใครมาเพิ่มอีก” ธิดาแห่งโกสุมพิสัยไม่เพียงแต่ดูจำนวนคนที่อยู่ด้านในเขาวงกตนี่อย่างเดียวเท่านั้น เธอยังเดินไปดูที่ทางเข้าอีกด้วย เพื่อให้แน่ใจในจำนวนที่แท้จริงเพื่อเตรียมรับมือ
“พวกเจ้าสองคนแน่ใจนะว่าเป็นที่นี่น่ะ”อัคนินที่มองกระจกนับร้อยก็ไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่นัก
“ดูจนทั่วก็เห็นแต่ที่นี่นี่แหละ ที่มีกระจกตั้งอยู่ท่ามกลางป่าดงพงไพร”ฉันทนาตอบคำถาม ตัวเองไม่เคยมาเหมือนกันไม่อาจรู้แน่ชัดได้ แต่จะให้ทำยังไงล่ะในเมื่อมันมีอยู่แห่งเดียว
“ยังไงก็ต้องเข้าไปดูก่อนนั่นล่ะ เสียดายที่หาบดิศรเท่าไหร่กไม่พบ ไม่อย่างนั้นคงเป็นกำลังให้พวกเราช่วยตามหาได้อีกแรง” ติณกฤตกล่าวอย่างอดเสียดายไม่ได้ ดูจำนวนกระจกแล้วถ้าได้พลพรรคมาช่วยตามหามิติกระจกของจริงเพิ่มก็คงจะดีอยู่หรอก
“ไม่รู้พวกมันคิดเล่นอะไรถึงได้ทำหุ่นไล่กามาวางไว้ตรงหน้าทางเข้านี่” โอรสเมืองคีรีมาศจับเข้าที่ตัวหุ่นที่ตัวเท่าคนจริงนั่นแล้วจึงผลักลงกับพื้น ใครจะไปคิดเล่าว่ามันจะมีฝูงกามายังที่แห่งนี้มากมายขนาดนี้
“อัคนินเจ้าทำทำไมเนี่ย!!” สหายหญิงโวยตัวต้นเหตุ ต้องมาถูกนกบินรุมจิกนี่เพราะมือใครกันล่ะ
“ใครจะไปรู้ว่าไล่กาจริงๆนี่ กาฝูงใหญ่อีกตะหาก”เขาพลาดไปแล้วกับการกระทำที่ชอบยุ่งชอบทำลายของคนอื่น คราวก่อนไม่เคยได้รับผลเสียที่ตามมา แต่คราวนี้ต้องรับมันบ้างแล้วล่ะ
“เลือดของพวกมันเป็นสีดำหมดเลย” บุรุษภุชงค์ที่ใช้อาวุธไล่ฟันปัดป้องตนจากภัยพบว่าลักษณะสีที่ออกจากสัตว์ชนิดนี้แปลกจากทั่วไปนัก
“ดูท่าทีไล่เหล่ากาแล้ว ลำพังสองคนนั้นยังสู้ต่อหน้าได้บ้างหรอก แต่อัคนินคงต้องซ้อนแผนบ้างเพราะเขาพกอาวุธที่ทัดเทียมกับสหายเรา ต้องจับแยกไปจัดการพร้อมกับบดิศร” อัญญานีที่สังเกตการณ์คิดอยู่ในใจได้ดังนั้นจึงไม่รีรอที่จะขยายอาณาเขตเขาวงกตไปพร้อมกับตอนที่ติณกฤตกำลังตรวจดูเลือดสีผิดแปลกนั่น
ชาวบาดาลทักษิณใช้มือสัมผัสพื้นผิวของเลือดนั่นแล้วนำเลือดที่ติดมือขึ้นมาดูโดยที่ไม่ทันได้สังเกตสิ่งรอบตัว
“อยู่ดีๆมีกระจกมาเพิ่มอาณาเขตเขาวงกตให้มากขึ้นซะได้…อัคนิน ติณกฤตพวกเจ้าได้ยินเสียงเรามั้ย!!!”เธอร้องเรียกสหายร่วมทางหวังว่าจะได้รับการตอบกลับมาบ้าง แต่ก็ไม่มีเลย
“อะไรเนี่ย!!! มันเป็นเขาวงกตแบบไหนทำไมถึงอยากให้คนเข้านัก!!” โอรสแห่งผกากรองโวยสิ่งที่เกิดขึ้น ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ
“ต้องเป็นฝีมือพวกนั้นแน่ที่อยากให้พวกเราเข้าด้านในไวๆจะได้แยกจากกัน”ผู้สำรวจเลือดละความสนใจจากสิ่งที่ทำจึงได้พบกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ในเมื่อเป็นนี้ตนคงต้องรีบตามหามิติกระจกที่เป็นทางเข้าสู่น้ำตกเจ็ดสีแล้วจัดการสังหารศัตรูโดยลำพัง เพราะถ้ามัวแต่ตามหากันแล้วเมื่อไหร่จะเจอสิ่งที่ปรารถนา

อัญญานีปรับสลับกระจกไปมาเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งหมดจะหลงทางจนกินเวลาถ่วงเวลาให้ได้มากพอที่จะรับมือในขั้นถัดไป
“ยังไงก็ไว้ใจมากไม่ได้ เทวดาทั้งสองนั่นต้องขนพาบริวารตามมาต่อแน่ จำนวนผู้พิทักษ์ดูแลน่าจะไม่พอต้าน ต้องไปรับพรรคพวกมาเพิ่มสักหน่อยแล้วล่ะ” เธอว่าแล้วจึงใช้ฤทธิ์แหวนหายตัวไปยังมิติที่พำนักหลักของฝ่ายตน
“อัญญานี เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาที่นี่ ยังไม่ทันครบวันเลยนะ” สไบทองเห็นเช่นนั้นจึงไม่สบายใจเลย กลัวใจว่าจะเกิดเรื่องแบเดียวกับฝันบอกเหตุนั่น
“ทูลตามตรงเพคะ พวกศัตรูตามมาประชิดถิ่นที่ทำพิธี ในเวลานี้หม่อมฉันได้ยืดยื้อเวลาออกไป แต่หากพวกนั้นแก้ไขอุปสรรคได้ทันเวลาเกรงว่าจำนวนผู้รับมือที่มีฝีมืออาจจะไม่เพียงพอ หม่อมฉันจึงคิดมารับสุดหล่อ พี่ตาหวานและบัวแย้มเพื่อจะไปเสริมกำลังในแผนการขั้นต่อไป”
“อย่างนี้นี่เอง พอดีเราฝันว่าลูกของเราและเหล่าสหายจะได้รับอันตรายจึงได้วานให้พวกเขาเดินทางไปสมทบ พวกเขาเดินทางไปตั้งแต่ตอนบ่ายไม่รู้ว่าถึงไหนแล้วด้วยสิ”
“พระมเหสีอย่าได้กังวลพระทัยเลยเพคะ ฝันร้ายย่อมกลายเป็นดี พวกหม่อมฉันจะปกป้องดูแลให้พิธีสำเร็จได้อย่างแน่นอนเพคะ”
“ยังไงพวกเจ้าต้องระวังตัวเองให้มากนะ” เธอกำชับด้วยความห่วงใย อย่างไรเสียก็ร่วมเส้นทางนี้มาตั้งนานจะให้ห่วงแต่ลูกตนเหมือนครั้งก่อน ตนนั้นทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“เพคะ พวกหม่อมฉันจะระวังตัวให้ดี ครั้งหน้าจะกลับมาอย่างพร้อมหน้า หม่อมฉันทูลลาเพคะ” เธอลาเสร็จแล้วจึงหายตัวไปยังพวกที่ออกเดินทาง หวังว่าแผนการที่คิดไว้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

"ทุกคนไปไหนกันหมด เราหลงจะแย่อยู่แล้วนะ!!!" อัคนินที่เดินตามหานานเสียไม่รู้กลางวันกลางคืนก็จนปัญญา โชคยังดีที่ได้ยินเสียงเรียกถามและได้พูดคุยของบดิศรทำให้เขาอุ่นใจขึ้นมาบ้าง    แต่หารู้ไม่ว่าระหว่างนั้นพวกที่เป็นฝ่ายศัตรูกำลังสวมรอยเป็นพวกเพื่อนที่หลือของตนด้วย
"พวกเราทำลายกระจกพวกนี้ดีมั้ย!!" จั๊กแหล่นแสร้งแกล้งเป็นติณกฤตร้องถามจนผู้ที่ฟังทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เกิดความสงสัยจึงได้ทีแสดงต่อ ทุกเหตุการณ์ที่ดูง่ายและได้ดั่งใจล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในแผนทั้งสิ้น สุดหล่อเล่นเป็นอันติมะ ฉันทนาสวมรอยโดยตาหวาน ส่วนเจ้าค้างคาวแค่ใช้ใบไม้มาเสกแทนตัว  อัญญานีก็ยกแหวนให้บัวแย้มสวมเป็นจั๊กแหล่นแทน ฝ่ายตัวเองขอหยิบยืมกำไลแก้วบุษบากรนำกลีบบัวยักษ์มาทำฉากกั้นสร้างภาพมายา พอฉากกั้นถูกทำลายทุกอย่างก็ได้เปิดเผย
"วิธีสกปรก ภูมิใจกันมากนักเหรอ" ประโยคออกมาจากปากศัตรูแสดงถึงความไม่พอใจต่อแผนตลบหลังนี้แต่อีกฝ่ายหาได้สนใจไม่ เรื่องแบบนี้มันขึ้นกับเล่ห์กลวิธีถึงจะได้เปรียบ ถ้าไม่เอาเปรียบอีกฝ่ายจนเกินไปก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้กันอีกครั้งโดยคนเกิดวันพุธเป็นฝ่ายเริ่ม
“คิดว่าแยกร่างถาวรแล้วจะรุมพวกเรายังไงก็ได้อย่างนั้นเหรอ” บดิศรใช้พลังจากเกาะเหล็กป้องกันตนจากอาวุธของฝั่งตรงข้าม พลางมีวาทีที่ทำให้ผู้ฟังเกิดการเปลี่ยนใจขึ้นมา
“ไม่รุมก็ได้ แต่ว่าต้องสู้หนึ่งต่อหนึ่งนะ”ศุภลักษณ์กล่าวกับอีกฝ่าย เขาเห็นมีกันแค่สองคนน่าเห็นใจ โดนหลอกมาก็ทีนึงเสียเปรียบพอแล้ว
“ได้อยู่แล้วหรอกน่า” อัคนินตอบคำของคนในวงศาเดียวกัน
“ดี พวกเราจะนั่งดู  ส่งตัวแทนไปพอ” ศนิวารกล่าวเช่นนั้นจบผู้ครอบครองสิ่งวิเศษฝั่งเดียวกับตนจึงได้หาที่นั่งชมการต่อสู้ ตัวแทนคงไม่ใช่ใครอื่น ต้องเป็นผู้ที่เปิดฉากต่อสู้อย่างคู่สหายวันพุธ
“เข้ามาได้เลย” คราวนี้เพชรราหูให้โอกาสอีกฝั่งได้โจมตีก่อน อัคนินใช้หมัดพลังเข้าชกที่หน้าของผู้ร่วมบิดาแต่อีกคนก็ตั้งรับโดยการเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย มือหนึ่งปัดหมัด มืออีกข้างก็กระแทกไปที่หัวไหล่ของอีกฝ่าย พอได้จังหวะจึงเดินมวยเข้าเตะเหวี่ยงด้วยเท้าไปยังศีรษะของผู้สวมสังวาลย์ศิลา ทั้งคู่ประลองเชิงมวยกันไปอย่างสูสี
คู่ต่อสู้อีกคู่หนึ่งก็ไม่ได้อ่อนข้อต่อกัน ถึงแม้จะเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะอ่อนข้อให้อีกฝ่ายเลยสักนิด พุทธรัตน์ตั้งรับหมัดของฝ่ายตรงข้ามโดยใช้มือซ้ายกดแขนขวาของบดิศรให้เบนลงต่ำแล้วรีบชกด้วยหมัดขวาตรงไปที่ใบหน้าอย่างรวดเร็ว หาจังหวะได้จึงหมุนตัวออกห่างแล้วจึงยิงศรใส่อีกฝ่าย ทางอีกฝ่ายก็ได้เรียกเอาอาวุธเสริมอย่างดาบหน้าหัวแหลมเข้าสกัดฤทธิ์ธนูไฟของฝ่ายศัตรู แล้วจึงวิ่งเข้าหมายจะฟันเสียให้สะบั้น แต่อีกคนนั้นหลบทันใช้คันศรลอบตีขากลับไปเสียทีหนึ่ง หลังจากนั้นจึงผลัดรับผลัดสู้
“สู้ตัวต่อตัวแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ใช้ฝีมือได้เต็มที่ไม่ต้องผลัดกันสู้”ประกายพฤกษ์มองดูลีลาการต่อสู้ของทั้งสี่คนรู้สึกได้ถึงความตั้งใจและหัวพลิกแพลงในการสู้ตลอดเวลาที่กระทำอยู่ มันช่างน่าชื่นชมอยู่ไม่น้อย
“เราว่าทางที่ดีควรพอกันก่อนดีกว่า อีกไม่กี่วันก็จะมีสงครามแล้ว ควรให้พวกเขาพักผ่อนนะ” อันติมะออกความเห็น นี่ก็สู้มาได้สักพักแล้วไม่อยากให้เสียแรงเลย
“สงครามงั้นเหรอ” แสงสุรีย์ได้ยินคำสหายจึงอดสงสัยไม่ได้
“ใช่ สงครามนี้เป็นสงครามชิงบัลลังก์ปกครองสวรรค์น่ะ เทพวิษุวัตคิดจะครองบัลลังก์สั่งสมบริวาร พอพระอินทร์ท่านกลับมาก็ไม่มีความหมายแล้ว ”
“พระองค์เป็นถึงเทวราชา ทำไมจะทวงคืนสิทธิ์ตนไม่ได้ ตนพวกเรายังเด็กก็เป็นพระองค์ที่ช่วยยุติเรื่องให้ เทพวิษุวัตยังไม่กล้าต่อกรเลย” จันทลักษณ์สงสัยในสิ่งที่สหายกล่าว
“เพราะเป็นเทวราชานี่ล่ะที่ต้องให้ความสำคัญกับการปกครอง ถ้าปกครองไม่ได้ มีพระบุญญาอย่างเดียวก็ไม่ช่วย”
“จริงอย่างที่กล่าว แต่สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือพระองค์ไม่ได้คิดเพียงชิงตำแหน่ง ยังจะคิดเอาชีวิตของสหายเก่าไปอีก” สุริยะกล่าวในสิ่งที่ตนกังวลมาตลอดตั้งแต่อดีตชาติ
“จริงสิ สงครามนี่มีข้อตกลงกฎในการรบอะไรบ้าง แล้วจะจัดขึ้นเมื่อไหร่”อังคาสที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นมา การถามเช่นนี้ก็ดี จะได้ชี้แจงให้ได้ทราบ
“วันเพ็ญที่จะถึงนี้ล่ะ ข้อตกลงเกิดขึ้นที่เขตการรบเป็นกฎสิบข้อให้ปฏิบัติร่วมกัน แต่ว่าทั้งสองฝ่ายสามารถนำตราบัญชารบมาประกาศโมฆียะยกเลิกกฎเหล่านี้ได้ รายละเอียดเราจะเล่าให้ฟังอีกที แต่ว่าตอนนี้กลับกันก่อนดีกว่า” เธอเล่าให้สหายได้ทราบส่วนหนึ่งแล้วจึงเสนอ เพราะไม่อยากให้เสียกำลังมากไปกว่านี้
“ยั้งมือก่อนพวกเจ้าทั้งสี่ อีกไม่กี่วันจะถึงสงครามแล้ว ไม่สู้เก็บแรงไว้ดีกว่า” อันติมะเข้าห้ามทั้งสี่เพราะกลัวว่าจะเสียเวลาไปมากกว่านี้
“ถูกต้อง อยากจะสู้ต้องสู้ให้สมศักดิ์ศรี เอาไว้วันประลองในสนามรบใช้ฝีมือครานั้นให้เต็มที่ดีกว่า” จินดาช่วยพูดเสริมอีกแรง
“ได้น่ะมันก็ได้ แต่เราว่าพวกเจ้าไม่กล้าแยกกันสู้ซะมากกว่า” อัคนินที่หยุดการต่อสู้แต่ปากนี่ไม่หยุดเอาเสียเลย
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ ถ้าเจ้าอยากจะสู้จริงๆเนี่ย ฝึกปรือฝีมือให้มันชำนาญก่อนไม่ดีกว่าเหรอ ไม่กลัวเหรอว่าพอเข้าสนามรบไปถูกผู้อื่นพิชิตได้ก่อนไม่ทันได้สู้ตัวต่อตัวกับพวกเรา” เมธาวีตอบอีกฝั่งไป ไม่วายจะว่าอีกฝ่ายให้โมโห
“นี่เจ้า!!”
“ตกลง พวกเรายกเลิก” บดิศรไม่อยากมากเรื่องมากความอีกต่อไปแล้ว ถ้าขืนดึงดันจะสู้ต่อไปย่อมไม่เกิดผลดีต่อฝั่งตนแน่ ตัวต่อตัวในคราวนี้อาจดูยุติธรรมก็จริง แต่ว่าถ้าชนะสองคนนี้ได้แล้วยังไง ต่อไปก็ต้องสู้คู่อื่นอีก อย่างนี้จะต้องเสียเปรียบเนื่องจากกำลังที่อ่อนลง ชนะครบแล้วอย่างไรก็รู้กันแค่นี้ ไม่สู้ไปสู้ในสนามรบเสียยังได้รับการสรรเสริญแซ่ซ้องจนได้รับความวางใจจากนายตนไม่ดีกว่าหรือ
“ไว้เจอกันที่สนามรบนะ” ภูมินทร์ร่ำลาอีกฝ่าย
“ทั้งสามที่เป็นพวกเจ้า นอนสลบอยู่ที่ด้านนอก วันพรุ่งถึงจะพื้นไม่มีพิษ”อันติมะบอกทั้งสองก่อนจะจากไป ต่อจากนี้พวกเขาต้องเตรียมตัวรับมือกับศึกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หวังว่าคงจะไม่มีเรื่องอะไรมาเป็นอุปสรรคขัดขวางหรอกนะ

----------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ประมาณ21.00น.นะคะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #129 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2022, 08:35:49 PM »
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ ตลอดช่วงทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาจักรกรดจะต้องทำงานที่รับมอบหมายและเตรียมตัวสอบวัเความรู้รายเดือนจึงทำให้ไม่สามารถจัดการเวลามาเขียนเนื้อหานิยายให้มีรายละเอียดได้มากพอ จักรกรดจึงต้องของดอัพเดตนิยายในวันนี้แล้วเลื่อนการอัพเดตไปชดเชยในวันเสาร์ที่25มิถุนายนแทน และต่อตอนต่อไปในวันอาทิตย์ที่26ตามเวลาเดิมค่ะ จักรกรดต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างสูงอีกครั้งค่ะTT

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #130 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2022, 11:57:11 PM »
“องค์เหนือหัวเป็นเช่นไรบ้างเพคะ พวกที่นำพระกระยาหารถวายพระองค์ทูลต่อหม่อมฉันว่าพระองค์เสวยน้อยลงนัก”  พิมาลาได้แอบหาพีรเชษฐ์ในตำหนักที่กุมขังภัสดาด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นพระวรกายซูบผอมจากเดิมตนยิ่งไม่สบายใจ
“ไม่เป็นไรมากหรอก อย่าได้ห่วงเราเลย” เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้อยากให้ติดมากจนเกินไป
“บดิศรเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ใจอ่อนใจแข็งผิดคนไปหมด”
“เขาไปใจอ่อนกับใครกัน”
“ก็พวกศัตรูบางคนในนั้นน่ะเพคะ คนละฝั่งกลับใจอ่อนแต่บิดาตนใจแข็ง  หม่อมฉันพยายามพูดให้ลูกยกเลิกสิ่งที่กระทำต่อพระองค์เสีย แต่เขาก็….”
“อย่าได้คิดต่อว่าลูกเลย เขาคงจะนึกน้อยใจในคำพูดของเรา…..เราผิดต่อเจ้าสองแม่ลูกนัก เป็นเราที่ไม่ดีเอง ถ้าเราดูแลชายาและลูกของเราอย่างใส่ใจเท่ากัน เรื่องพวกนี้คงไม่เกิดขึ้นหรอก” น้ำตาของเขาคลอเบ้าพลางนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ตนได้กระทำ ทั้งลำเอียงรักชายาและลูกอีกฝั่งมากกว่า พอมีคำทำนายผิดๆนั่นก็ใจร้ายทำกับฝั่งนั้นไม่แพ้กัน เท่าที่นึกดูแล้วตนนี่เองที่จิตใจไม่ดีพอ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเรื่องถึงเช่นนี้
“อย่าทรงโทษพระองค์เองเลยเพคะ หม่อมฉันถูกปฏิบัติต่างจากพระมเหสีสไบทองมาตลอดชีวิต สิ่งที่หม่อมฉันกระทำลงไปเพราะอยากเป็นที่หนึ่งที่คนนึกถึงก่อนนางบ้าง แต่เมื่อไม่อาจทำตรงนี้ได้เต็มที่บดิศรจึงต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ ถ้าจะโทษในสิ่งที่ทำให้เรื่องที่เป็นเช่นนี้ ก็ต้องโทษความทะเยอทะยานของหม่อมฉันเองเพคะ” เธอสั่งสอนให้ลูกฝักใฝ่แบบเดียวกับความปรารถนาของเธอ ลูกชายจึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อชนะพี่ของตน จนสุดท้ายต้องมาเอาชนะบิดาด้วยวิธีที่ไม่เหมาะไม่ควรเช่นนี้
“บิดาเจ้าคงเป็นเช่นกัน คิดสอนกันมาเป็นรุ่นต่อรุ่นแล้วจะมีสุขแท้จริงที่รุ่นไหนกัน ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ ยุติความบาดหมางใจต่อกัน”
“ตรัสง่ายเสียเหลือเกินนะเพคะ ชีวิตที่ผ่านมาหม่อมฉันจะได้อะไรคืนมา ชีวิตที่สูญสิ้นของบิดาหม่อมฉัน ชีวิตที่ต้องทนทุกข์ของหม่อมฉันกับบดิศรที่ถูกลำเอียงและเนรเทศ…ตอนนี้ลูกต้องคอยรับใช้พระเทวาวิษุวัตแล้ว จะให้ยกเลิกแล้วอยู่เป็นพี่น้องกับพวกนั้นสนิทสนมกันมันไม่ได้หรอกนะเพคะ ทั้งความแคลงใจทั้งชีวิตที่เสี่ยงจะถูกทำร้ายเพราะเปลี่ยนข้าง ทั้งหมดมันล้วนทำยากทั้งสิ้น พวกเราเลือกทางนี้แล้วกลับไม่ได้แล้วล่ะเพคะ”
“หากไม่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเจ้าสองแม่ลูกแล้วภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร อดีตไม่ควรเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเจ้าอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์เช่นนี้นะ ”
“………….ดูแลพระวรกายให้ดี หม่อมฉันทูลลาเพคะ” เธอฟังคำของอีกคนถึงกับเงียบไปเสียครู่หนึ่ง เพราะไม่รู้จะพูดต่อไปอย่างไร ไม่สู้ตัดจบเสียดีกว่า
“หวังว่าสักวันหนึ่งสไบแก้วกับบดิศรจะเปลี่ยนใจก่อนที่อะไรจะสายไป”
……
“กานดาดูแลหม่อมฉันเป็นอย่างดีทุกครั้งที่มาที่นี่ ถึงจะผ่านมาหลายวันแต่หม่อมฉันก็ยังไม่สบายใจเลยเพคะ” ลีลาวดีที่รักษาตัวนั้นอาการทางกายดีขึ้นแต่ว่าทางใจไม่ดีเลย ในเมื่อผู้ที่ผูกพันต้องจบชีวิตด้วยการถูกสังหารเช่นนี้ก็ยากที่จะทำใจ
“หักห้ามความเสียใจบ้างเถิดนะหลาน สิ่งมีชีวิตใดๆบนโลกนี้เวลาถึงฆาตแล้วก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น” วิทวัสที่คอยเป็นห่วงหลานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งพลอยไม่สบายใจขึ้นไปใหญ่
“เรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างประดังประเดเข้ามา ถ้าไม่รีบจัดการปัญหาพวกนี้หม่อมฉันคงไม่มีวันสบายใจได้เลยเพคะ”
“ลุงถึงได้บอกให้ละความโศกลง พอจิตใจเข้มแข็งจะได้จัดการเรื่องต่างๆได้ เชื่อลุงเถอะ อีกไม่กี่วันจะเข้าสู่สงครามแล้วต้องตั้งจิตตั้งใจฝึกฝนการต่อสู้ให้มาก”
“เพคะ หม่อมฉันจะตั้งใจฝึกปรือฝีมือเพื่อชำระแค้นให้กับเสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะ…..หม่อมฉันของพระทัยพระปิตุลาเพคะที่ช่วยดูแลเสมอมา”เธอกำลังจะลงกราบที่บาทของผู้มีคุณ แต่อีกฝ่ายใช้สองมือประคองตัวขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ต้องถึงขั้นกราบกรานกันหรอก ขอแค่หลานใช้ชีวิตที่เหลือให้ดีก็เพียงพอแล้ว”
“เพคะ”
“พระปิตุลาไม่ได้พกตราบัญชารบไว้กับตัวหรอกเหรอ หรือว่าจะเก็บซ่อนแฝงกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์” เธอที่ใช้โอกาสขณะที่จะกราบขอบพระคุณอยู่นั้นมองหาตราบัญชารบที่มีลักษณะตรงกับที่ตนได้เห็นผ่านการสื่อสารทางจิตกับลุงที่อยู่รอข่าวจากอีกฝั่ง แต่กลับไม่พบวี่แววว่าจะเจอเลยแม้แต่น้อย บางทีอาจจะซ่อนไว้กับ เครื่องใช้ที่แสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ก็เป็นได้
“ไปเดินเล่นสักหน่อยเถอะ หรือไม่ก็ขึ้นไปเที่ยวที่ด้านบนก็ได้จะได้เพลิดเพลินใจ ลุงไม่กวนแล้วนะ”
“ทูลลาเพคะ”
………………
“พวกนั้นแยกร่างถาวรสำเร็จแล้วอย่างนั้นเหรอ!!”  ธานินทร์ทวนสิ่งที่ได้ยินอย่างตกใจ ทำไมเรื่องนี้พวกของตนไม่คิดจะรีบแจ้งให้รู้เลยหรือ
“แทนที่จะบอกพวกเราให้ช่วยขัดขวางกลับปิดบัง พวกเจ้าคิดอะไรกันอยู่”ปัจจากล่าวหลังจากสหายกล่าวจบ ไม่เห็นผู้อาวุโสกว่าอยู่ในสายตาเลยรึยังไง
“ก็เห็นว่าบาดเจ็บอยู่นี่ ไปก็เป็นภาระเปล่าๆ”อัคนินไม่วายปากดีใส่
“ภาระ แล้วทำไมพอไม่มีภาระก็กลับมามือเปล่าอย่างนี้ล่ะ หรือว่าถูกรุมจนเอาตัวไม่รอด” ธานินทร์ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจจึงได้ยอกย้อนไป
“พวกนั้นไม่ได้รุมหรอกแต่ใช้เล่ห์กลมาถ่วงเวลาจนขัดขวางไม่ได้  แต่ยังไงพอถึงวันสงครามก็จะได้ใช้ฝีมือกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว” บดิศรกล่าวบอกผู้ที่มีรู้ไป ยังพอมีเวลาฝึกปรืออยู่อีกหลายวัน
“ในเมื่อทางนั้นใช้เล่ห์กลแล้วทำไมฝั่งเราไม่ใช้มนตราล่ะ” วัศพลนาคราชที่เพิ่งมาสมทบได้ยินที่บดิศรพูดพอดีจึงได้ออกความเห็น
“พระองค์แน่พระทัยนะพระเจ้าค่ะว่ามันจะได้ผลกับพวกนั้น” ชาวรัตนบุรีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ค่อยจะแน่ใจ เพราะพวกนั้นสวมใส่สิ่งวิเศษที่เพิ่งผ่านพิธีมาอาจมีอนุภาคต้านทานสิ่งที่ผู้พูดก่อนหน้าคิดจะทำก็เป็นได้
“ทีตอนเกลียวทองยังลงอักสรสาปได้เลย”
“แต่นั่นมันก่อนพิธีที่น้ำตกสัตตะสีนะ ท่านก็รู้นี่ว่าที่นั่นช่วยเสริมความแข็งแกร่งของศาสตราวุธ แล้วนี่นั่งที่นั่นไม่ไปไหนเลยตั้งเจ็ดวันเจ็ดคืน” ธานินทร์ไม่ค่อยเห็นด้วยจึงแย้งไปด้วยเหตุผล
“พวกเราไม่ได้โจมตีที่กำลัง แต่ที่จิตใจ….เพียงรอเวลาให้เหมาะสม ให้พวกนั้นหายใจสักหน่อย แล้วก็เริ่มลงมือ”
………….
“กฎที่เราจดจำมามีทั้งหมดสิบข้อคือ
๑.   การรบจะเริ่มเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและสิ้นสุดเมื่อพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ในยามวิกาลหรือช่วงเช้าที่แสงอาทิตย์ยังไม่สาดส่องห้ามทำการต่อสู้เด็ดขาด
๒.   ผู้รบต้องใช้อาวุธประเภทเดียวกันในการต่อสู้กับอีกฝ่ายเท่านั้น
๓.   ห้ามใช้ตัวประกันข่มขู่คู่ต่อสู้ขณะที่ทำการสู้รบ หากมีตัวประกันจะต้องทำการเจรจานอกเหนือเวลารบเท่านั้น
๔.   ห้ามทำร้ายคู่ต่อสู้จากด้านหลัง หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องพักการรบไปอย่างน้อยห้าวันและรับการลงโทษจากผู้บัญชาฝ่ายตน
๕.   ห้ามทำร้ายคู่ต่อสู้ที่หมดสติ หากพบเจอจะต้องส่งสัญญาณแจ้งให้แพทย์อาสาเข้ารักษา
๖.   ห้ามทำร้ายเหล่าแพทย์อาสา  ซึ่งแพทย์ไม่มีสิทธิ์ในการสู้รบ นอกจากจะป้องกันตัวจากผู้ทำผิดกฎเท่านั้น
๗.   ห้ามทำพิธีปลุกเรียกผู้ตายในสงครามขึ้นมาทำการสู้รบเป็นครั้งที่สอง
๘.   เพื่อความปลอดภัย ห้ามพาผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามเข้ามาในเขตการรบโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นการมาชมการต่อสู้หรือแม้แต่การเยี่ยมญาติมิตร
๙.   เมื่อมีคำประกาศเริ่มรบแล้วห้ามย้ายเปลี่ยนจากฝั่งที่ตนเข้าร่วม
สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจะต้องดูแลผู้ที่อยู่ในฝั่งของตนเป็นอย่างดี ทั้งอาหารการกินรวมไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ควรพาไปพบกับคนสำคัญก่อนสิ้นใจ

ข้อพิเศษกฎทั้งหมดนี้สามารถยกเลิก จะเป็นโมฆียะได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายนำตราบัญชารบมาแสดงและประกาศให้ทราบทั่วกัน ซึ่งการใช้ตราเพื่อบอกเลิกกฎทำได้หลังจากสู้รบเก้าวันขึ้นไป” อัญญานีเล่ากฎทั้งหมดให้เหล่าสหายได้ฟัง เพื่อเป็นข้อมูลในการเตรียมการรบต่อไป
“ฝั่งนั้นต้องคิดแน่เลยข้อพิเศษน่ะ” ประกายพฤกษ์ฟังความก็ออกความเห็น นี่มันเป็นกฎไม่ควรตั้งขึ้นมาเลย
“ถูกต้อง แต่ฝั่งเราคิดทบทวนดูแล้วจึงตอบรับ”คนที่อยู่ในเหตุการณ์ยืนยันความคิดอีกคน
“แสดงว่าต่างฝ่ายต่างก็มีไส้ศึกอยู่ที่ฝั่งศัตรู จึงได้มีข้อเพื่อเกิดความถูกต้อง”เพชรราหูฟังแล้วเกิดความคิดนี้ขึ้นขึ้นมา
“ถูกต้อง?”พุทธรัตน์ถามอย่างสงสัย
“ถ้าเกิดไส้ศึกกลับฝั่งก็ผิดกฎ ทีนี้ล่ะฝั่งนั้นได้แพ้แน่นอน” ศนิวารกล่าว
“เหลี่ยมกันทั้งสองฝั่งแหละ”เมธาวีออกความเห็น
“พวกเรามาฝึกปรือฝีมือกันเถอะ พอถึงวันจริงก็จะได้ร่วมสู้กันอย่างเต็มที่”สุริยะกล่าวเชิญชวนเหล่าพี่น้องและสหาย
“เต็มที่กับการฝึกฝนฝีมือกันเถอะนะทุกคน”สุรีย์ช่วยเสริมด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“ก่อนหน้าที่จะฝึกฝน พวกเราสองคนอยากจะขอให้พวกท่านทำสัญลักษณ์เตือนเคราะห์สามคราที่ข้อมือสักหน่อย”จินดากล่าวจบ เธอกับภูมินทร์ก็ใช้ข้อมือตนสัมผัสต่อข้อมือของคนที่เหลือแต่ว่าเหลือเพียงสองขีดเท่านั้น
“ไปแอบทำสัญลักษณ์กันตั้งแต่ตอนไหนน๊า” ศุภลักษณ์พูดเป็นเชิงแซวทั้งคู่ สองคนนี้ดูท่าความสัมพันธ์จะไม่ธรรมดาเสียแล้วมั้ง
“กลับมาพักเหนื่อยเสร็จก็คิดนัดทำกันน่ะ ไม่ได้แอบอะไรหรอก” ภูมินร์ตอบด้วยรอยยิ้ม ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยว่าอีกคนจ้องจะล้อตนหวังตีสนิทอยู่
“เหลือสองขีดแล้วอย่างนั้นเหรอ” อังคาสมองดูขีดสัญลักษณ์หายไปไม่เหมือนกับในจดหมายที่พระโยคีเขียนไว้ให้เลย
“คาดว่าน่าจะประสบเคราะห์ไปตอนที่พวกเรากระอักเลือดจากคำสาปพวกอสูรที่เคยปราบในอดีตชาติน่ะ” จันทราภาตอบผู้ที่มองข้อมืออยู่
“สำหรับวันนี้พวกเราพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ไปก็มาเต็มที่กันเถอะนะ”จันทลักษณ์กล่าวก่อนทุกคนจะแยกย้ายออกไป วันต่อๆมาทุกคนก็ซ้อมต่อสู้กันอย่างขันแข็งจนถึงวันจริงก็พร้อมจะสู้สุดกำลังแน่

“ใครต้องการย้ายฝั่งอีกมั้ย เราจะนับถอยหลังบอกเวลาหมดแล้วนะ เดินข้ามฝั่งไปได้เลย” ผู้สังเกตุการณ์ถามครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มประกาศรบอย่างเป็นทางการเผื่อใครจะเปลี่ยนใจครั้งสุดท้าย
“ห้า สี่ สาม สอง …หนึ่ง!!”
“จันทลักษณ์ ปัทมาสน์!!” ตอนที่นับถึงหนึ่งทั้งสองก็ได้ก้าวเท้าย้ายฝั่งไปในทันที สร้างความสับสนให้ทั้งหมดเป็นอย่างมาก พวกนั้นทำอะไรกับสองคนนี้กันแน่ทำไมทั้งคู่ถึงเลือกเส้นทางที่จะเป็นศัตรูต่อพี่น้องและมิตรสหายกันนะ

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #131 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 09:21:55 PM »
หลังจากที่ได้ทราบข้อกำหนดในการรบและจดจำเป็นอย่างดี ตลอดหลายวันมานี้หลายคนที่อยู่บริเวณอาศรมของฤษีอนุชิตได้มุ่งมั่นฝึกฝนการต่อสู้อย่างแข็งขันแต่ก็ไม่ได้หักโหมจนเกินไป ต้องรักษาสมดุลเอาไว้ให้ดีให้ได้พักผ่อนเพียงพอ จนเวลาผ่านไปถึงวันขึ้นสิบสี่ค่ำในยามเย็นทุกคนจึงก่อกองไฟนั่งล้อมรอบเพื่อพูดคุยถึงศึกที่เปิดฉากวันพรุ่ง
“พรุ่งนี้ก็จะได้ต่อสู้ในสนามแล้วเราอยากให้ทุกคนเต็มที่กันให้มากนะ” สุริยเอ่ยก่อนใครเพื่อน ส่วนตัวเขาก็ตื่นเต้นไม่น้อยเพราะไม่ได้ออกทัพจับศึกมานานตั้งแต่ชาติก่อน ที่ผ่านมาเพียงแค่ต่อสู้เป็นรอบๆไป
“เราขอให้ทุกคนปลอดภัย รักษาตัวให้ดีนะ”อัญญานีกล่าว พรุ่งนี้เธอจะร่วมสู้ด้วยหากแต่ในฐานะอันติมะไปก่อน เพื่อกันปัญหายุ่งยาก พอถึงเวลาเหมาะสมเธอจะสู้ในนามกำเนิดของเธออย่างแน่นอน
“ทุกคนสู้ๆนะ…อืม แต่เหมือนใครหลายคนในที่นี้จะมุ่งมั่นฝึกฝนจนลืมอะไรไปน๊า” ศุภลักษณ์พูดต่อ ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างที่จะหลายคนจะลืมไปเสียแล้ว
“ลืมอะไรอย่างนั้นเหรอ” ศนิวารถามด้วยความใคร่รู้
“วันนี้เป็นวันขึ้นสิบสี่ค่ำ สิบสี่ค่ำเดือนอ้ายยังไงล่ะ”
“สิบสี่ค่ำเดือนอ้าย” จันทราภาทวนคำที่ได้ยิน
“ลืมจริงๆด้วย วันนี้เป็นวันเกิดของพวกเรา” เมธาวีพูดทันทีหลังคิดตามประโยคของคนทั้งสองก่อนหน้า
“อายุยี่สิบแล้วนี่นะ”จินดาที่มองดูเหล่าพี่น้องตนก็อดยิ้มไม่ได้ เติบโตด้วยกันมาจนถึงตอนนี้แล้วสินะ
“อย่างนั้นก็ดีเลย พวกเรามาจัดงานฉลองกันสักหน่อยดีกว่านะ”จันทราภาเสนอ ในเมื่อมีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ เห็นทีจะปล่อยผ่านเป็นวันธรรมดาไปไม่ได้
“เราเห็นด้วย พวกเราไปทำอาหารมื้อพิเศษกันเถอะ” พุทธรัตน์รู้สึกยินดีกับวันสำคัญของเหล่าสหายจึงเห็นด้วยกับความเห็นของตนก่อนหน้า
“ไม่เห็นต้องลำบากเลย รบกวนพวกเจ้าเปล่าๆน่ะ” จันทลักษณ์ทัดทาน ไม่เห็นจำเป็นอะไรมันก็เป็นวันที่นับอายุเพิ่มเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องวุ่นวาย
“อย่าขัดไปเลย ในเมื่อสหายจะจัดงานให้ขัดน้ำใจได้อย่างไรกัน ” เพชรราหูไม่อยากหักหาญน้ำใจอีกฝั่งจึงรับด้วยความยินดี
“น้ำใจอะไรกัน นี่เป็นสิ่งที่สหายควรทำให้กันอยู่แล้ว”อังคาสฟังที่พูดจึงกล่าวออกมา ในเมื่อผ่านร้อนหนาวด้วยกันมาไฉนเลยจะนับเป็นเรื่องของน้ำใจกัน
“ขอบใจทุกคนมากนะที่ยินดีต่อวันเกิดของพวกเรา เดิมทีเราจะพูดอวยพรกันตามประสาพี่น้องน่ะ” แสงสุรีย์ยิ้มอย่างเขินๆ ไม่นึกเลยว่าสหายจะใส่ใจขนาดนี้
“ก็ถ้าศุภลักษณ์ไม่พูดล่ะนะ สหายทั้งหลายก็คงไม่ต้องคิดที่จะจัดงานจัดการหรอก”  ปัทมาสน์ออกความเห็น ถ้าไม่รู้คงแยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้วไม่ต้องวิ่งวุ่นตระเตรียมนู่นนี่ให้เสียเวลา
“เอาน่าๆ ไม่เป็นหรอก พวกเราจัดการตรงนี้เสร็จจะได้อิ่มหนำสำราญพร้อมสู้เต็มกำลังแน่นอน”จันทราภาพูดเช่นนั้นก็จูงมือพุทธรัตน์ไปยังห้องครัวทันที คนที่เหลือก็ต่างไปหาผลหมากรากไม้รวมถึงมวลบุปผามาตกแต่งรอบที่นั่งกองไฟเป็นสวนหย่อมๆ
“อ้าวบัว มาจัดเตรียมอาหารก่อนพวกเราเยอะแยะเลยนะ” พุทธรัตน์กล่าวทักทายบัวแย้มที่จัดเตรียมสำรับกับข้าวอยู่ก่อนหน้า ปกติไม่จัดเยอะขนาดนี้สักหน่อย
“เพราะว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระโอรสพระธิดา บัวก็เลยเตรียมพระกระยาหารที่แต่ละพระองค์ชอบไว้น่ะเพคะ” เธอยิ้มรับ นี่เป็นสิ่งที่เธอตั้งใจทำเป็นอย่างดีเพื่อการนี้
“แต่บัวก็ยังไม่ลืมทำอาหารที่พวกเราชอบไว้ด้วย ให้ความสำคัญกับทุกคนจริงๆเลยนะ”จันทราภาลูบที่หลังของบัวอย่างเอ็นดู ก่อนจะช่วยทำอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วยกันต่อให้เสร็จสิ้น
“น้าขอให้หลานๆพบเจอแต่สิ่งที่ดี ได้รับสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาทุกประการ สุขภาพกายใจแข็งแรงกันทุกคนนะ” สไบทองอวยพรให้กับทุกคนพร้อมกับเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวให้มีความสนิทสนมมากขึ้น ต่อจากนี้เธอจะไม่มองว่าคนพวกนี้เป็นสหายของลูกตนอย่างเดียว เธอจะมองทุกคนเหมือนกับเครือญาติในสกุล ผูกพันเหมือนดั่งสายเลือดเดียวกัน
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ ขอบพระทัยเพคะ” ทั้งหมดน้อมรับคำอวยพรเสร็จสิ้นแล้วจึงร่วมกันทานอาหารที่จัดเตรียมมาอย่างดี แต่ละคนย่อมมีอาหารที่ถูกใจต่างกัน  เมื่อฉลองกันเสร็จจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับวันพรุ่ง
“วันนี้อาหารอร่อยมาก ข้ากินจนอิ่มแปล้เลยแหละ” เจ้าสิงโตพูดอย่างสบายใจ รสชาติช่างถูกปากนัก เหมือนคราวที่พักในวังก็ไม่ปานเลย
“ข้าเห็นแล้ว เอ็งน่ะแย่งนางจั๊กแหล่นจนแทบจะกินไม่ทันอยู่แล้ว” ตาหวานกล่าวหลังจากฟังประโยคก่อนหน้าจบ
“ใช่จ้ะ เจ้าเนี่ยตะกละตะกลาม ข้าเห็นแล้วยังยอมแพ้เลย” จั๊กแหล่นแม้จะพอใจกับมื้ออาหาร แต่ก็ไม่พอใจกับการกระทำของสหายตนสักเท่าไหร่นัก
“โธ่ ข้าเนี่ยก็ไม่ได้ตะกละ แต่กลัวว่าเจ้ากินมากจนรูปร่างเปลี่ยน เดี๋ยวก็มาบ่นให้ข้าฟังอีกแหนะ ปกติก็ไม่ได้ผอมอยู่แล้ว”
“ไอ้ตุ๊บเท่ง!!” เธอเข้าทุบตีอีกตนเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากะจะเอาคำว่าอ้วนมาวิจารณ์รูปลักษณ์ของเธอชัดๆ นี่มันถึงตอนไหนแล้วยังเอาคำบรรยายลักษณะมาเสียดสีอยู่นั่น
“พอเถอะทั้งสอง พรุ่งนี้ต้องใช้แรงสู้กันนะมาทะเลาะให้เหนื่อยเปล่าทำไมกัน”หิ่งห้อยห้ามปราม นี่จะมีบ้างไหมที่คุยไปคุยมาไม่ตีกัน หลังจากเดินเล่นด้วยกันสักพักทั้งสี่ก็ขอตัวแยกย้ายไปพักผ่อนเอาแรงกันต่อ


ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #132 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2022, 09:23:55 PM »
“เราไปหาซื้อสร้อยลายผ่าหวายตันมาให้ ท่านพอใจหรือไม่” ภูมินทร์นำสร้อยทองส่งมอบให้กับสหายด้วยมือของตนเอง เขาขอหยิบยืมแหวนของอัญญานีหายตัวไปหาซื้อมา ตั้งใจเลือกที่คิดว่าเส้นไหนเหมาะกับเธอที่สุด
“เราพอใจมาก ขอบใจมากนะที่มอบให้แก่เรา”จินดามองสร้อยทองที่ได้รับมาก็ยิ้มเบิกบานยินดี
“ถ้าเราขอเปลี่ยนเรียก “ท่าน” เป็น “เจ้า” จะได้หรือไม่ คำเรียกนี้ดูจะสนิทสนมกว่า แต่ไม่ใช่เราไม่ให้เกียรตินะ ” เขาพูดขอโดยหลบสายตาเล็กน้อย อยู่ๆก็มาขอเปลี่ยนคำเรียกเช่นนี้ตนนั้นทำตัวไม่ค่อยถูกเสียด้วยสิ
“ตามจริงเรียก “ท่าน” เราก็ไม่รู้สึกห่างเหินอะไร แต่ถ้าต้องการตามนั้นก็ย่อมได้” เธอยิ้มให้เขา มิตรที่ดีเช่นนี้ขออะไรเล็กๆน้อยย่อมไม่ติดขัดอยู่แล้ว
“นี่ก็ได้เวลาพักแล้ว พวกเราแยกย้ายกันเถอะนะ” เธอบอกเช่นนั้นก่อนจะหันหลังกลับไป
“หลับให้สบายนะ… เอ่อ เราหมายถึงหลับให้สบายทั้งกายและใจเลยนะ ฝันดีมีสุข พรุ่งนี้พบกับกันใหม่” เขาบอกอีกคน ประโยคแรกออกจะสั้นชวนเข้าใจผิดไปสักหน่อยจึงได้เพิ่มประโยคตามมา
“เจ้าก็เช่นกันนะ พรุ่งนี้พบกัน” เธอตอบกลับแล้วไปยังห้องของตนที่สร้างเพิ่มขึ้นในเรือนจากเดิมที่มีอยู่ไม่พอจำนวนคน ตอนนี้คงได้นอนอย่างสบายใจและเป็นส่วนตัวมากขึ้นแล้ว
“สองคนนั้นออกไปทำไมกันนะ”ก่อนที่โอรสวันพฤหัสบดีจะกลับที่พักของตนได้เห็นสองพี่น้องวันจันทร์กับวันอังคารออกนอกมิติคนก็เกิดความสงสัยขึ้นมา แต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตนไม่ใช่เหรอ ไปคุยด้วยจะเป็นการจุ้นจ้านเกินไปมั้ยนะ
…………………….
“วันนี้เป็นวันเกิดของพวกสังววาลย์มณีด้วยไม่ใช่หรอกเหรอ” บดิศรกล่าวขณะที่กำลังรอวัศพลนาคราชยังจุดนัดหมาย
“ใช่ของฝั่งนั้นอย่างเดียวที่ไหนกัน ตัวเราก็เกิดวันนี้ แถมเกิดตอนกลางวันซะด้วย”อัคนินกล่าวตอบ วันนี้ก่อนมารวมตัวตนก็ไปหามารดาเพื่อฉลองอายุตัวเองมา หน้าตาก็ระรื่นชื่นมื่นนัก
“จะบอกว่าอายุเจ้ามากกว่าพวกนั้นน่ะสิ”
“ก็ใช่ ว่าแต่เจ้าเถอะรู้ได้ยังไงว่าพวกมันเกิดวันนี้ได้ล่ะ”
“เจ้าลืมง่ายจริงๆ ตอนนั้นเราเคยไปสานสัมพันธ์ระหว่างเมืองที่เมืองของเจ้า เรื่องอะไรที่เป็นข้อมูลก็ต้องจำไว้ ”
“จำไว้ทำไม”
“ซื้อใจคน”
“ทั้งสองคนมารอกันก่อนแล้วอย่างนั้นเหรอ” วัศพลนาคราชได้มาถึงในเวลาที่กำหนดไว้ ช่างเป็นนาคที่ตรงต่อเวลาดีเสียจริง
“พระเจ้าค่ะ”ทั้งคู่ตอบคำที่ถามมา
“ดีเลยพวกเราจะไปที่นั่นกัน ที่เราต้องพาพวกเจ้าทั้งสองก็เผื่อป้องกันความผิดพลาดน่ะ แต่เราเชื่อว่ามันจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน  พวกเราไปกันเถอะ” จบคำพูดทั้งสามก็เดินทางไปยังอาศรมของฤษีอนุชิตในทันที

“ขยันจังเลยนะจันทลักษณ์ อุตส่าห์มาเก็บดอกบัวหลากสีสันเพื่อเป็นของขวัญยามเช้าให้พวกพี่น้อง เอาเรามาเป็นเพื่อนอย่างนี้ตอนให้เราจะประหลาดใจได้เหรอ ไม่ค่อยตื่นเต้นเลยนะ” ปัทมาสน์พูดขณะที่มองอีกคนที่กำลังตั้งใจเลือกเก็บดอกบัวเป็นอย่างดี
“ไม่ได้ขยันหรอก แต่ว่าดอกบัวที่นี่สีสันสดใสงดงามมาก เหง้าของดอกบัวเหล่านนี้มีรสหวานปานน้ำผึ้งจนน้ำในสระมีรสหวานตาม คุ้มค่าที่จะเก็บให้อยู่แล้ว ..อีกอย่างหนึ่งใครใช้ให้เจ้ามามัวนั่งน้ำตาซึมคนเดียว พี่ชายอย่างเราก็ต้องพาเจ้ามาสูดอากาศสักหน่อยน่ะสิ”
“ก็เราคิดถึงเสด็จพ่อนี่นา”
“เราก็เหมือนกัน แต่ยังไงเราก็เชื่อว่าเสด็จพ่อปลอดภัยแน่…  เอ้า ลองดื่มน้ำจากสระกุณาละดูสิ”เขาใช้ใบบัวตักเอาน้ำส่งให้อีกคนได้ลิ้มรสหวานก่อนตน
“อร่อยมากเลย เจ้าก็ดื่มบ้างสิ” เธอป้อนกลับให้ถึงปาก แบ่งปันกันพี่น้องไม่มีใครได้มากกว่าใคร
“อ้าวภูมินทร์ออกมาทำอะไรน่ะ” ชายผู้อยู่ตรงสะพานร้องทักทายสหายที่อยู่ตรงหน้าอาศรม
“เราเห็นพวกเจ้าออกมาเลยตามมาดูความปลอดภัยน่ะ แล้วก็กะจะมากราบพระอาจารย์ก่อนจะกลับไปนอนด้วย” เขาร้องตอบสหาย
“ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเจ้ากลับไปก่อนได้เลย” สตรีวันอังคารร้องบอก กลัวว่าจะรบกวนเวลาสหายเอาเสียเปล่าๆ
“ได้ เดี๋ยวเรากราบพระอาจารย์เสร็จจะล่วงหน้ากลับไปก่อนนะ”

“พวกมันออกมาจากมิติจริงๆด้วย แต่เสียดายออกมาแค่สอง” อัคนินที่มาพร้อมกับคณะพอถึงที่หมายก็พบศัตรูที่เป็นหนามยอกอกตน แต่มันน่าเสียดายที่มีจำนวนเพียงเท่านี้เอง
“ไม่เป็นไรหรอก เท่านี้ก็พอจะตัดกำลังได้บ้าง” เจ้านาคากล่าวขณะที่มองสองพี่น้องที่สะพานอยู่นั่นเอง
“ทำไมต้องเป็นเจ้าด้วย”บดิศรลอบคิดในใจขณะที่มองไปยังสะพาน สหายรักนักหนาดันมาอยู่ที่นี่ซะได้ กลยุทธ์โจมตีจิตอะไรนี่ตนก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไหร่เลยด้วย จะเป็นอันตรายถึงเพียงใดกัน
“กลับกันเถอะ”จันทลักษณ์ชวนปัทมาสน์เดินกลับมาและยังพูดคุยสัพเพเหระมาตลอดทางเลยไม่ทันสังเกตพวกศัตรู
“พวกเจ้า!! ไหนรับปากแล้วว่าจะไปสู้ในสนามรบ ทำไมถึงมาที่นี่ยามวิกาล ต้องการอะไร” เมื่อถึงท่าน้ำเดิมและสะพานชั่วคราวได้หายไปนั้น ปัทมาสน์ได้มองเห็นเหล่าศัตรูคู่อริมายืนตรงหน้าก็เกิดความไม่พอใจ
“พวกเรามาดี ไม่คิดผิดสัญญาจะทำร้ายพวกเจ้าเลย” คนเมืองคีรีมาศผู้พี่กล่าวกับอีกฝ่าย
“มาดี หน้าอย่างเจ้านี่นะ”
“วัศพลนาคราชมายังที่แห่งนี้แท้ๆ ไม่ต้อนรับไม่ว่าแต่ไม่มีสัมมาคาราวะไหว้ทักทายผู้หลักผู้ใหญ่เอาเสียเลย” คนเมืองรัตนบุรีกล่าวหลังจากเห็นสีหน้าไม่พอใจของผู้อาวุโสที่มาด้วยจึงได้พูดให้อีกสองคนรู้ตัว
“พวกเรามัวแต่สนใจพวกเจ้าน่ะสิ…หม่อมฉันถวายบังคมองค์นาคราชพระเจ้าค่ะ” โอรสวันจันทร์ไหว้เคารพก่อนที่จะเงยหน้ามามองกับใบหน้าของผู้ที่ตนไหว้ ถึงจะเป็นศัตรูแต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นพี่ชายของวิชชุนาคราชผู้มีคุณ ไม่เคารพเลยเขาจะเคืองใจเอาเสียเปล่าๆ เขานิ่งไปสักครู่ไม่ยอมพูดจาท่าทีน่าสงสัยนัก
“ไม่รู้จะไปไหว้บูชาเคารพผู้ที่ทำให้เรื่องวุ่นวายทำไม ถ้าคนอยากจะไหว้เขาก็ไหว้ด้วยใจจริงนั่นล่ะ แค่ถืออาวุโสกว่าก็สำคัญตนดีกว่าผู้อื่นเสียเหลือเกิน” ธิดาวันอังคารไม่เพียงแต่ไม่ไหว้อีกทั้งยังพูดจาเช่นนี้สร้างความโมโหโทโสให้ผู้ฟังยิ่งนัก
“สามหาว!!”เขาชี้หน้าด้วยความไม่พอใจในตัวผู้เยาว์นี้เอาเสียเลย
“กี่ร้อยกี่พันหาวท่านจะว่าเราก็ช่างเถอะ วันนี้ไม่อยากมีเรื่องด้วย ถ้าอยากมีเรื่องพรุ่งนี้ค่อยมีก็ได้ จันทลักษณ์กลับ!!” เธอจูงมือคนที่ทำท่าครุ่นคิดด้วยความสับสนเพื่อจะกลับไปยังที่พำนักของตน แต่ก็ถูกขวางทางไว้เสียก่อน
“อย่างว่าล่ะผู้ที่ไม่มีบิดรมารดามาสั่งสอนก็เป็นเช่นนี้ล่ะ ยิ่งเป็นพวกยักษ์พวกมารก็ยิ่งไม่มีหลักการสอนใดๆอยู่แล้ว คนเป็นแม่ก็ผิดที่สิ้นใจไปก่อน ธริษตรีนี่ช่างหละหลวมเลี้ยงลูกมาน่าอดสูใจ พ่อประสาอะไร”
“เรื่องนี้เป็นความบาดหมางระหว่างเรากับท่าน อย่าได้เอ่ยวาจาบิดามารดาเราเช่นนี้!!” เธอหันกลับไปจ้องผู้ที่ใช้วาจาต่อว่าด้วยสายตาที่อาฆาต ลำพังจะต่อล้อว่ากล่าวตนยังพอรับได้ แต่มาว่าบุพการีย่อมรับไม่ได้เด็ดขาด ไม่นานดวงตาที่เธอจ้องมองไปของพญานาคตนนั้นจากดวงตาสีดำธรรมดาตามมังสาแบบมนุษย์เป็ฯสีเช่นเดียวกับศิลาสามสีที่เป็นสมบัติของอังคาสก็ไม่ปาน พลันถูกสะกดจิตใจให้ลืมเหตุการณ์หลายๆอย่างในชีวิตแล้วมีเหตุการณ์ที่แต่งเติมเสริมขึ้นมาซึ่งล้วนแต่เป็นคำโกหกทั้งเพ สิ่งเหล่านี้ได้เข้าสู่จิตใจของสองพี่น้องนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว
“อยู่ที่นี่ไปก่อน พรุ่งไปกับพวกนั้น แล้วค่อยมาหาพ่อนะ”วัศพลทิ้งคำลงท้ายไว้ก่อนที่จะพาบริวารกลับไป เท่านี้สิ่งที่วางไว้ก็ตรงตามเป้าหมายแล้ว
………………..
“ทั้งสองคนอยู่ที่นี่เอง ออกมาเตรียมตัวอยู่ก่อนแล้วสินะ” แสงสุรีย์ดีใจที่ทั้งสองออกมารอท่าที่อาศรม นึกว่าจะมีอันตรายอะไรแล้วเสียอีก
“กินอะไรก่อนเถอะแล้วเดินทางไปกัน”

“แปลกจัง วันนี้เจ้าไม่พูดกับเราเลยล่ะเราหงานะ” ศุภลักษณ์แปลกใจเหลือเกิน ตั้งแต่เช้าจนถึงสนามรบพี่สาวคนสนิทก็ไม่เห็นจะเอ่ยวาจาเลยสักนิด
“จันทลักษณ์คงคุยเล่นด้วยจนเบื่อแหละ ดูสิเบื่อจนเงียบทั้งคู่” เมธาวีแสดงความเห็น สงสัยคงตื่นเต้นเลยมุ่งมั่นที่จะสู้ล่ะนะ

“ศึกรบในครานี้เป็นการยุติข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย หากผู้ใดผ่ายแพ้แล้วล่ะก็ต้องฟังคำของฝั่งที่ชนะ ส่วนฝั่งที่ชนะก็ไม่ควรเอาเปรียนฝ่ายแพ้จนเกินไป ต้องรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน” พระอังคารกล่าวก่อนจะเริ่มการต่อสู้ พระองค์ได้ถูกคัดเลือกเชิญให้เป็นผู้นำเทพสังเกตการณ์ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นพยานตามที่เห็นจริง
“ใครต้องการย้ายฝั่งอีกมั้ย เราจะนับถอยหลังบอกเวลาหมดแล้วนะ เดินข้ามฝั่งไปได้เลย” ผู้สังเกตุการณ์ที่รับช่วงต่อถามครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มประกาศรบอย่างเป็นทางการเผื่อใครจะเปลี่ยนใจครั้งสุดท้าย
“ห้า สี่ สาม สอง …หนึ่ง!!”
“จันทลักษณ์ ปัทมาสน์!!” ตอนที่นับถึงหนึ่งทั้งสองก็ได้ก้าวเท้าย้ายฝั่งไปในทันที สร้างความสับสนให้ทั้งหมดเป็นอย่างมาก
“พวกนั้นเล่นตลกอะไร กะจะเป็นไส้ศึกกันโท่งๆเลยเหรอ” พวกฝั่งเทพวิษุวัตต่างพูดคุยกันอย่างไม่ไว้วางใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“ไม่เห็นต้องเรียกชื่อพวกเราเลย พวกเรามาอยู่ฝั่งเดียวกับเสด็จพ่อก็ถูกแล้วนี่” จันทลักษณ์ที่ไม่พูดอะไรมานานสุดท้ายก็ยอมพูดออกมา แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน
“อะไรกันจันทลักษณ์เมื่อวานนี้เจ้ายังปกติอยู่เลยนะ อีกอย่างเสด็จพ่อเจ้าเป็นตัวประกันจะมาร่วมรบได้อย่างไรกัน”จันทราภาสับสนกับสิ่งที่เขาพูดยิ่งนัก
“ใครว่า เสด็จพ่อของพวกเราเป็นถึงองค์วัศพลนาคราชจะเป็นตัวประกันได้ยังไง” ปัทมาสน์สงสัยในคำพูดของอีกฝั่งนัก บิดาของตนก็ยืนอยาเคียงกันนี่
“เจ้านี่มันยังไงเดี๋ยวก็มีพ่อเป็นคน เดี๋ยวก็มีพ่อเป็นนาค” อังคาสได้ยินก็เกิดความไม่พอใจ หรือว่านี่คิดแปรพักต์มีพ่อสองแล้วอย่างนั้นหรือ
“หยุดปะทะคารมณ์กันเสียที อยากจะต่อสู้ก็ลงมือในการรบ ต่อจากนี้เริ่มการต่อสู้ได้อย่างเป็นทางการ ตะวันลับขอบฟ้าให้หยุดการต่อสู้ในทันที”พอสิ้นเสียงผู้สังเกตการณ์ทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะต่อสู้กันในทันที ศึกครั้งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
---------------------------------------------------------------------------ทุกวันอาทิตย์ประมาณ21.00น. เวลาอาจจจะไม่ตรงพอดีบ้างนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 26, 2022, 09:28:35 PM โดย จักรกรด »

ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #133 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2022, 09:11:24 PM »
เมื่อสิ้นคำประกาศก็เกิดเสียงโห่ร้องอันฮึกเหิมกึกก้องไปทั่วสนามรบ ถึงแม้เหล่าผู้สวมใส่อาวุธวิเศษจะยังไม่ทันได้จัดการปัญหาค้างคาใจ แต่มันได้เวลาสู้แล้วก็ต้องสู้จะมามัวยืนจังงังอยู่เห็นทีจะไม่ได้หรอก
“ติณกฤต เจ้าต้องชดใช้!!” ลีลาวดีพุ่งตรงใช้หมัดเหวี่ยงเข้าสู่ใบหน้าของพี่ชายสุดแสนทรพีด้วยหัวใจที่เจ็บแค้น
“ชดใช้อะไร ถ้าเจ้าหมายถึงเรื่องที่เราทำกับบิดามารดาเจ้า ทั้งสองก็สมควรรับแล้ว” เขาไหวตัวยกแขนซ้ายป้องกันตนรับหมัดไว้ได้ทัน แล้วใช้อีกมือดึงเหวี่ยงมาด้านขวาตนแล้วบิดแขนอีกฝ่ายให้เสียการทรงตัวก่อนจะตอบกลับไป
“สมควรอย่างนั้นเหรอ พูดมาอะไรออกมา” เธอบิดตัวกลับพร้อมสะบัดแขนแล้วจึงเตะตวัดใส่อีกฝ่าย

“วิชชุเอ๋ยวิชชุ ดูตอนนี้สิว่าลูกเจ้าสู้กันยังไง ถึงจะไม่ได้อยู่คนละฝั่งกันก็จริงแต่เรารู้ว่าทั้งสองบาดหมางกันเนืองๆ สุมไฟให้หน่อยเดียวเรื่องที่สู้ตบตาเสด็จพี่ก็เป็นการสู้จริงได้ไม่ยากหรอก” วัศพลนาคราชเห็นการต่อสู้ของสองพี่น้องก็รู้สึกสะใจอยู่เหมือนกันที่ทายาทบัลลังก์รุ่นล่าสุดมาตีกันเอง เสียดายอย่างเดียวที่ผู้เป็นพ่อน่าจะเห็นตอนเป็นๆไม่น่ามาเห็นในคราบวิญญาณเลย
“ทำไมเสด็จพ่อถึงไม่ออกต่อสู้เลยล่ะพระเจ้าค่ะ” จันทลักษณ์ถามด้วยความสงสัย ในเมื่อบิดาไม่สู้ ตนหรือจะมีหน้าไปสู้ก่อนได้
“ยังไม่ถึงเวลา มันเพิ่งวันแรกเองนะ ว่าแต่เจ้าเถอะทำไมถึงไม่ไปก่อน”
“หม่อมฉันรอให้เสด็จพ่อออกรบก่อนน่ะพระเจ้าค่ะ เพื่อให้เป็นเกียรติเป็นขวัญแก่ตัวหม่อมฉัน”
“ไม่ต้องรอพ่อหรอก รีบไปสู้เถอะนะ เจ้าจะให้น้องเจ้าเอาความดีความชอบผู้เดียวรึยังไง” ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง ก็ดีที่รู้จักประจบแต่มันก็ไม่ใช่เวลา ในสนามควรจะมุ่งหน้ารบไปก่อนสิ ไอ้เรื่องหน้าที่ลูกไว้ไปทำรอบนอกก็ได้
“พระเจ้าค่ะ” เขารับคำแล้วจึงไปขึ้นหลังม้าอาชาไนยเพื่อเข้าต่อสู้กองเหล่าพลทหารม้าที่นำโดยเพชราหูในทันที

“เจ้าเล่นแรงไปแล้วนะ” ติณกฤตท้วงผ่านการสื่อสารทางใจกับน้องสาวตน ไหนว่าแค่เล่นละครตบตาเองล่ะ
“แรงตรงไหน ไม่ไหวก็ถอยไปสิ ยอมแพ้เรา” เธอตอบอย่างอารมณ์ไม่ค่อยดีขณะที่กำลังตีศอกกระทุ้งใส่อีกฝั่ง
“เสด็จลุงบอกอะไรเจ้า ถึงดูไม่พอใจนัก”
“ไม่ได้บอกอะไร แค่ชื่นชมเจ้า”
“อิจฉาล่ะสิเจ้าน่ะ” พอหาจังหวะได้เขาได้เอาคืนด้วยการชกเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายแต่ต้องออมแรงไว้บ้าง
“เราไม่ได้อิจฉา.. อย่างเจ้าน่ะพ่อแม่ยังสังหารได้ อนาคตเจ้าก็ต้องเป็นภัย เก็บไว้ไม่ได้ ” เธอตีเข่าใส่อีกคนอย่างเต็มแรงไม่มีออมมืออะไรทั้งนั้น
“ก็เลยจะถือโอกาสฆ่าเราในสนามรบซะเลย เจ้าน่ะพ่อแม่ตายยังไม่สลดเลยทำมาเป็นพูดดี สายเลือดเดียวกันไม่ต่างกันหรอก” ถ้าไม่ติดว่าเป็นสายชิงตราบัญชารบตนก็จะสังหารให้ตามอดีตครอบครัวไปเหมือนกัน
“พูดมาก”
“ใครกันที่พูดมาก ชิงตราสำเร็จหรือยังก็ไม่ เอาใจมาคิดฆ่าพวกเดียวกัน”
“เจ้า!!”เธอไม่พอใจจนเผลอพูดออกมา ดีที่พูดแค่คำนี่ ถ้าเป็นประโยคก่อนๆหน้าสงสัยคงต้องถูกศัตรูจับได้แน่

“จันทลักษณ์ อะไรดลใจให้เจ้าเปลี่ยนไป เรารู้ว่าเจ้าเคารพนอบน้อมผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ แต่ไม่ใช่ถึงขนาดนับใครเป็นพ่อคนที่สองแน่” เพชราหูที่คุมอัศวานึกเผชิญหน้ากับคนในครอบครัวที่แปรพักตร์ไปเมื่อตอนสาย ตนยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก
“ไม่มีอะไรดลใจเราทั้งนั้น อ่อเรามีบิดาเพียงผู้เดียวเท่านั้นนั่นก็คือเสด็จพ่อวัศพล ไม่ได้มีสองอย่างที่เจ้าว่า” เขาพูดตอบกลับไปด้วยความเชื่อที่มีต่อความทรงจำอันแสนหลอกลวงที่อยู่ในห้วงความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น
“เมื่อคืนพวกนั้นต้องเล่นแง่ใช้มนตราอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดเช่นนี้แน่” โอรสพุธกลางคืนครุ่นคิดอยู่ในใจ ที่ตอนเช้าหาไม่เจอมันก็แสดงชัดแล้วว่าทั้งสองไม่ได้กลับเข้ามิติเลยตลอดทั้งคืน
“จะสู้ก็สู้มัวแต่มาคิดนู่นคิดนี่อยู่ได้” โอรสวันจันทร์เห็นท่าทีอีกฝ่ายก็เกิดความไม่พอใจ สงวนท่าทีคิดอะไรอยู่แบบนั้นแล้วจะได้ประลองฝีมือกันเหรอ
“ได้ ถ้าเจ้าอยากสู้เราก็จะสู้ แต่วันนี้เพิ่งจะเป็นวันแรก เราขอท้าให้เจ้าเรียกใช้อาวุธรองของเจ้าสู้ก่อน”
“อาวุธรอง เจ้าหมายถึงหอกปฐวีกานต์ของเราน่ะเหรอ”
“ถูกต้อง”
“กลัวฤทธิ์สังวาลย์เราล่ะสิไม่ว่า ถึงไม่ยอมสู้กับมันตรงๆ”
“ใครเขากลัวกันเราก็มีของเราอยู่เหมือนกันน่ะ แต่เจ้าคิดตามนะว่าวันนี้ลงทุนใช้อาวุธหลักไป วันหลังจะเปลี่ยนมาใช้อาวุธรองมันจะไม่ดูเป็นการลดฝีมือในภายหลังหรอกเหรอ”
“จริงอย่างที่เจ้าพูด   แต่การใช้หอกเพื่อประลองตัวต่อตัวกันบนหลังม้าไม่เหมาะเท่าไหร่ ใช้ทวนสู้ก่อนก็แล้วกัน” ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีปัญญาใช้เพื่อพิชิตศัตรู แต่ต้องใช้อาวุธให้ถูกลักษณะเพื่อประลองกับฝั่งตรงข้ามเสียก่อน และตนก็อยากจะลองฝีมือฝั่งตรงข้ามดูสักหน่อยเหมือนกัน ถ้าหากพลาดท่าเสียทีเขาก็พร้อมจะใช้หอกซัดกลับไปหาศัตรูอย่างแน่นอน
“ได้สิ” เขานำหอกจากพลทหารม้ามาถือไว้ในมือ มองอีกคนเป็นสัญญาณบอกใบ้ว่าให้อีกฝั่งเริ่มโจมตีก่อนตน อีกฝ่ายเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงคว้าเอาทวนจากพลทหารฝั่งตนเข้าโจมตีอีกฝ่ายในทันที กองทัพม้าทั้งสองฝั่งเข้าโรมรันประลองฝีมือกันอย่างสุดกำลัง สองพี่น้องก็มีฝีไม้ลายมือทัดเทียมกัน พัดกันตีจ้วงแทงแต่ต่างฝ่ายต่างก็ตั้งรับอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ถึงอีกฝ่ายจะแทงมาถูกตัวได้ทั้งสองนั้นก็ไม่ได้นึกขวัญเสียแต่อย่างใดเพราะถือว่ามีสิ่งวิเศษสวมใส่คุ้มกันตนเองอยู่


ออฟไลน์ จักรกรด

  • *
  • 138
  • 0
  • เพศ: หญิง
  • จิตฺเตน นียติ โลโก. โลกอันจิตย่อมนำไป .
    • อีเมล์
Re: !!!!เกราะกายสิทธิ์แรงฤทธี สังวาลย์มณีเรืองฤทธา!!!!
« ตอบกลับ #134 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2022, 09:13:15 PM »
“บดิศร เจ้าคงไม่ได้กักขังเสด็จพ่อไว้ในพระตำหนักอย่างที่ธานินทร์พูดหรอกใช่มั้ย”สุริยะที่ใช้ดาบคู่สู้กับพวกคนอื่นมา ได้มาประมือกับน้องต่างมารดาเสียที แต่ก่อนที่จะได้เข้าต่อสู้กันก็อยากจะถามเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะเป็นเพียงข่าวลือ
"ถ้าใช่แล้วจะทำไม" อีกฝ่ายตอบสิ่งที่คาใจของศัตรู ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปิดบังอยู่แล้ว
"เจ้าทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะ เสด็จพ่อเป็นพระบิดาของเจ้า ตัวเจ้าเองก็รักและเทิดทูนพระองค์มาตลอด เหตุใดถึงทำเช่นนั้นโดยไม่ใยดีเลยล่ะ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ลำพังถ้าเป็นคนอื่นทำอย่างนี้ก็จะถือซะว่าเป็นคนอื่น แต่นี่เป็นลูกแท้ๆกลับลบลืมความผูกพันกักขังผู้บังเกิดเกล้า นี่มันจะมากเกินจากปกติวิสัยของอีกฝ่ายแล้วนะ ถึงเขาจะร้ายกับตนยังไงก็ไม่เคยร้ายต่อพ่อ แต่บัดเดี๋ยวนี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน
"ก็ทำไปแล้ว เรื่องอะไรจะต้องใยดีกับคนที่ไม่เคยเห็นเราอยู่ในสายตาด้วย" เขาใช้ดาบเข้าฟันอีกคนอย่างไม่ยั้งมือ อีกฝ่ายก็ต้องคอยแก้คอยกันอันตรายที่เกิดจากตัวเขา
"แต่พระองค์เป็นพ่อเจ้านะ!!"
"พ่อ พ่องั้นเหรอ พ่อที่เนรเทศแม่ของเราไปอย่างไม่ใยดี พ่อที่ตัดขาดลูกเพียงเพราะเราขอติดตามแม่เราไปน่ะเหรอ พ่อที่ไม่เคยเห็นเราเป็นลูก คนแบบนั้นเราไม่เรียกว่าพ่อหรอกนะ" เขาได้จังหวะก็ชกเข้าที่ใบหน้าโอรสสุดที่รักของคนที่ตัวเองคิดน้อยเนื้อต่ำใจอยู่
"เราก็เคยถูกเนรเทศเหมือนกันกับเจ้ายังกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันกับเสด็จพ่อได้ เจ้าก็ต้องทำได้สิ" เขานำสองดาบมาไว้ที่มือข้างหนึ่งแล้วจึงใช้หมัดเหลี่ยมขวาตอบโต้กลับไป
"เจ้ากับเรามันไม่เหมือนกัน อย่ามาพูดหน่อยเลย" โอรสพิมาลาถีบอีกฝ่ายถลาออกห่างตัวไป ตนไม่สนใจคำพูดของศัตรูที่ตนเกลียดชังหรอก สิ่งที่ตนตัดสินใจจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคนที่ได้ชื่อว่าพ่อใจแข็งใส่ก่อน เขาแค่ใจแข็งตอบก็ไม่เห็นจะผิดอะไร
"จริงอยู่ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเสด็จพ่ออาจจะผูกพันกับพวกเรามากกว่า แต่เจ้ารู้มั้ยว่าเสด็จพ่อน่ะยังรักและคิดถึงเจ้าตลอดเวลาเลยนะช่วงสิบปีที่ไม่ได้เจอกัน"
"อย่ามาพูดจาให้เราใจอ่อนหน่อยเลย รักและคิดถึงแล้วทำไมถึงไม่คิดจะตามหาเรา "
"ตามกลับได้ก็แต่เจ้าคนเดียวเท่านั้น เจ้าจะยอมกลับรึยังไง"
เขาฟังคำอีกคนก็เงียบไป ถึงมาหาแล้วยังไง ในเมื่อสุดท้ายถ้าจะให้ทิ้งครอบครัวอีกฝั่งตนก็ทำไม่ได้
"แน่นอนว่าไม่ แล้วสิ่งที่ตาของเจ้ากลับมาทำในรอบสิบปีล่ะ ดูสิขนาดไม่ตามเขายังมาราวีถึงบ้านเมืองเราจนวุ่นวายไปหมด"
"อย่างนั้นคนของเจ้าก็เลยสังหารท่านตาของเราอย่างไม่ลังเลเลยล่ะสิ" ฟังถึงคำของคนฝ่ายตรงข้ามตนก็รู้สึกโกรธยิ่งนัก ถึงเวลาจะผ่านมาเป็นเดือนๆแล้วแต่มันก็ทำใจลำบากที่คนในครอบครัวต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ วันนี้ยังต้องมาฟังคำต่อว่าของศัตรูพวกเดียวกับคนที่ฆ่าอีกเหรอ
"เดิมทีศนิวารไม่ได้อยากทำถึงขั้นนั้น แต่ท่านตาของเจ้าคิดจะเสื่อมเกียรติมารดาเราด้วยการให้แต่งงานกับเขา เจ้าเคยรู้เรื่องนี้บ้างมั้ย อีกอย่างยังดื้อดึงจะต่อสู้ จะให้คนของเราทนเป็นเบี้ยล่างให้อย่างเดียวรึยังไงกัน"
"เจ้าว่ายังไงนะ"เขาหยุดการประลองฝีมือ แล้วถามทวนสิ่งที่ได้ยินอีกครั้ง
"ตาของเจ้าที่เป็นท้าวนรราชบังคับแต่งงานกับมารดาของเรา"
"ไม่จริง เจ้าเอาอะไรมาพูด" ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ว่าเขาก็เชื่อไปบ้างบางส่วนแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ยอมรับ
"เรากล่าวตามจริง พยานรู้เห็นในวังเต็มไปหมด" จะไม่ให้รู้ได้อย่างไร คนที่ซักถามเรื่องราวจากมารดาก็เป็นตนนี่เอง
"ใช่ ไม่เชื่อก็ไปถามพวกทหารรักษาการ นางกำนัลใดก็ได้ เขารู้กันทั่วทั้งนั้น แต่จะกล้าพูดรึเปล่านะมันอีกเรื่อง
ศนิวารตามมาสมทบตอนที่ได้ยินประโยคเน้นย้ำของสุริยะถึงพฤติกรรมตาเฒ่าหัวงูอย่างอดีตปุโรหิตสิระ
"แต่นอกจากพวกในนั้น เจ้ารู้รึเปล่าว่ายังมีผู้ที่จะช่วยตาของเจ้าได้อีกมากแต่ไม่คิดช่วยเพราะตัณหาของตาเจ้าเอง"
"เลิกว่าท่านตาของเราสักที"
"เลิกว่าก็ได้ แต่เราจะบอกอะไรให้นะว่าที่นั่นมีปัจจากับธานินทร์ดูสิ่งที่เราทำตลอด แต่เขาไม่ช่วยตาของเจ้าเลย"
"พอเถอะศนิวาร อย่าพูดถึงอีกเลย เท่านี้พวกเราก็ผิดมากเกินแล้วนะ"สุริยะคิดได้ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเสียไปกันใหญ่ อย่างนี้คงมองหน้ากันไม่ติดแน่ ลำพังสังหารก็ร้ายเหลือแสนแล้ว  นี่ยังมากล่าวาจาให้อีกฝั่งแตกสามัคคีกัน ตนไม่เห็นด้วย
 "ไม่จริง พวกเจ้าโกหก พวกเจ้ามันโกหก!!" บริศรฟังคำก็ไม่อาจยอมรับได้ มันเหมือนตนโดนหัก ไม่จริงหรอกมันต้องเป็นอุบาย อุบายของพวกนี้แน่ๆ เขาใช้พลังจากเกราะเหล็กเข้าโจมตีทั้งสองพี่น้องฝั่งตรงข้ามด้วยใจที่ไม่มั่นคง ทั้งสองร่วมกันรับพลังและต่อต้านได้ไม่ยากด้วยสภาพที่อ่อนแอของอีกฝั่งเช่นนี้
"กลับไปพักเถอะ เราไม่อยากสู้กับคนที่อ่อนแอหรอกนะ"โอรสวันเสาร์กล่าวกับคู่อริ
"ศนิวารอย่าเพิ่งไป ช่วยทำตามคำขอเราสักครั้งเถอะนะ"โอรสวันอาทิตย์ฉุดรั้งน้องชายตนให้กลับมาก่อน
"ก็ได้ ...บดิศร เรื่องในวันนั้นเราขอโทษจริงๆ เพราะเราบันดาลโทสะมากไป เรื่องนี้เรายอมรับผิด วันหลังค่อยมาสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรีเถอะ" ถึงเรื่องสังหารนี้เขาจะมีส่วนผิดและรับผิดแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรมเช่นกัน อย่างไรเสียก็ต้องสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรีต่อไป อย่าให้เรื่องนี้เรื่องเดียวมาทำให้เขาตกเป็นรองคนอื่นเลย
"ออกไปกันให้พ้น ออกไป" เขาหมดเรี่ยวแรงจะสู้ต่อแล้ว ความผิดหวังนี้มันอะไรกัน จิตใจเขาอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
"รักษาตัวด้วย เราขอโทษที่พูดเรื่องปุโรหิตสิระขึ้นมาอีก"สุริยะไม่คิดสู้ต่อด้วยรู้สึกผิด เขาไม่น่าพูดเรื่องนั้นเลยจริงๆ
"อาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว หมดเวลาทำการรบวันที่หนึ่ง โปรดจงวางมือกลับไปพักผ่อน ห้ามก่อศึกจนกว่าจะถึงอีกวัน" เสียงเป่าสังข์ส่งสัญญาณหมดเวลาพร้อมกับคำประกาศผู้สังเกตการณ์ ทั้งหมดจึงแยกย้ายไปยังที่พักที่จัดเตรียมไว้
"เจ้า เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ กลับก่อนเถอะ"ปัทมาสน์เข้าไปประคองคนใจเสียที่นั่งกองกับพื้นให้ลุกขึ้นมาก่อนจะพาไปพักผ่อนในกระโจมที่เตรียมไว้ให้ อย่างน้อยในวันที่หมดหวังก็ยังพอมีสหายอยู่บ้างสินะ
"ยังดีที่วันนี้ไม่มีใครล้มตายไปเสียก่อน"แสงสุรีย์พูดอย่างวางใจ ก็ยังดีที่ศึกวันแรกยังไม่ได้คร่าชีวิตของใครไปแม้แต่คนเดียว
"ถึงไม่มีใครล้มตายแต่มีคนล้มลง เราเพิ่งเห็นบดิศรอ่อนแอแบบนี้เลยนะ" อันติมะกล่าว ตอนอยู่ศาศวัตบุรีเขาก็แอบสังเกตตัวคนที่กล่าวถึงอยู่มาตั้งเป็นสิบๆปี  ทั้งยังเห็นเวลาที่ต่อสู้มาแล้วอย่างแน่วแน่ ไม่น่าจะจิตใจบอบบางขนาดนั้นได้นะ
"เขาคงจะผิดหวังเสียใจ"สุริยะตอบเสียงเศร้าด้วยความรู้สึกผิด จิตใจก็อ่อนแอไม่แพ้กัน
"ไม่เห็นจะต้องไปใส่ใจคนฝั่งนั้นเลย เจ้าจะเสียใจไปทำไมกัน " อังคาสกล่าวหลังจากเห็นท่าทีของคนก่อนก่อนหน้า
"นั่นสิ ทีฝั่งเรามีปัญหา ฝั่งนั้นก็พร้อมจะหัวเราะทุกเมื่ออยู่แล้ว"ประกายพฤกษ์ก็เห็นด้วยกับคำของโอรสวันอังคาร
"ยังไงเขาก็เป็นสายเลือดเดียวกับพวกเรา จะไม่ให้ให้ห่วงเลยก็คงจะไม่ได้"
"เอาเถอะ เจ้าจะเสียใจก็ไม่ว่า แต่อย่าให้มันมากเกินล่ะ" อันติมะลูบหลังปลอบใจสุริยะ เธอไม่รู้ว่าทำไมคนที่ถูกเกลียดอย่างเขาถึงต้องผูกพันกับอีกฝ่ายขนาดนี้ อาจจะมีเรื่องฝังใจอยู่แต่ยังเล่าไม่ได้ คงต้องรอเวลาเขาทำใจก่อน จากนั้นค่อยถามย้อนหลังเอาก็แล้วกัน
"จินดา กินอะไรสักหน่อยเถอะนะ" ภูมินทร์ห่วงคนของตนก็ห่วงแต่ก็มีคนรุมล้อมบ้าง แต่อีกคนที่ตนห่วงไม่แพ้กันก็คือสหาย ถึงเธอจะไม่ร้องไห้ แต่เธอก็ทุกข์ใจจนกินไม่ได้เลยนี่สิ
"ไม่ดีกว่า เราไม่หิว" เธอไม่สนใจอาหารที่เตรียมมาให้ของสหายเลยสักนิดแต่กลับครุ่นคิดถึงเรื่องพี่ๆทีาแปรเปลี่ยนไปจากเดิม
"อย่าทำทรมาณตัวเองเลย เรารู้ว่าเจ้าทุกข์ใจ แต่อย่าได้พากายทุกข์ไปด้วยเลยนะ" เขาไม่ยอมแพ้ซ้ำยังตักข้าวมารอป้อนตรงหน้า คะยั้นคะยอจะให้กินให้ได้ เพื่อไม่ให้เขาไม่สบายใจไปมากกว่านี้ธิดาวันพฤหัสบดีจึงยอมกินข้าวที่เขาป้อนให้
"ดูท่าแล้วทั้งสองคงโดนมนต์สะกด อย่าได้ร้อนรนใจไปเลยนะ เราเชื่อว่ายังไงก็ต้องมีทางแก้" เพชรราหูมาดูน้องสาวด้วยใจเป็นห่วง ถึงปกติจินดาจะมีสติที่สุดในบรรดาพี่น้องก็ตาม แต่พอถึงเวลาเสียใจจิตใจของเธอก็ไม่อาจข่มให้นิ่งได้หรอก
"ขอเพียงเจ้ารักษาสุขภาพกายใจให้ดี พวกเราจะร่วมมือกันพาพวกเขากลับมาให้ได้" จันทราภาเข้ามาช่วยดูใจ ถ้าสองคนนี้ไม่ไหวก็แย่น่ะสิ ทั้งหมดก็อดห่วงคนจิตใจอ่อนแอไม่ได้เลย พากันว้าวุ่นไปหมด ขอเพียงสักราตรีนี้ให้เสียใจส่วนวันต่อไปจะเช่นเช่นไรก็พร้อมจะน้อมรับ เมื่อปลอบใจคนทั้งสองเสร็จทั้งหมดจึงแยกย้ายไปพัก อย่างไรเสียวันพรุ่งทั้งสองคนจะต้องกลับมาเป็นปกติดังเดิมได้แน่
“เป็นอะไรไปดูท่าไม่ดีเลยนะเจ้าน่ะ”อัคนินเข้ามาดูอาการของสหายร่วมเป็นตาย แต่คราวนี้ดูท่าสหายจะดูอิดโรยคล้ายจะตายไปก่อนตนอย่างนั้น
“ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของเรา”
“ตามใจ นี่เห็นว่าอารมณ์ไม่ดีเราถึงยอมอ่อนให้ไม่ต่อล้อต่อเถียง แต่ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปเราจะมาหัวเราะเยาะเจ้าไม่เว้นวันแน่..ไปหาฉันทนาดีกว่า”
“เจ้าน่ะ กินอะไรสักหน่อยสิ” สหายยักษิณีนำอาหารมาให้เพราะเห็นว่าไม่ยอมกินตั้งแต่กลับมา แต่ทำไมท่าทีมันดูห่างเหินจังนะ
“ไม่ล่ะ”
“อะไรของเจ้า… เจ้า บดิศรใช่มั้ย เราไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าไปฟังคำอะไรพวกนั้นถึงสะเทือนใจมา แต่ว่าเราอยากให้เจ้าคิดถึงตัวเองให้มากหน่อย ดูสิเนี่ยปล่อยเนื้อตัวเป็นแผลที่คออยู่ได้” เธอไม่พูดเปล่ายังใช้มือมาจับยังแผลเป็นสายฟ้าที่ข้างคออีกคน
“แผลเป็นหรอกเหรอ..  นี่เจ้าดูแลตัวเองหน่อยสิ จะรอให้ใครมาดูแลกัน ข้าวปลาหัดกินซะบ้าง” พอรู้ว่าเป็นแผลเป็นเธอก็เปลี่ยนเรื่อง เอาอาหารมาส่งให้กับมือ
“กินเถอะน่าไม่ใส่ยาพิษหรอก รักษาตัวให้ดี ถ้าไม่ไหวพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องสู้เข้าใจมั้ย” เธอวางอาหารข้างๆคนบนแท่นบรรทม ตัวเองไม่ใช่ผู้จะมาง้องอนใครอยู่แล้ว ไม่คิดตอบอะไรตัวเองก็ไปดีกว่า ไม่มีเหตุผลต้องอยู่นี่

“เสด็จพ่ออยากให้หม่อมฉันกับน้องชิงเอาดวงตาของหญิงที่ชื่อสไบทองเหรอพระเจ้าค่ะ” จันทลักษณ์ทวนสิ่งที่ได้ยินอีกครั้ง
“ถูกต้อง พ่อจะใช้ดวงตานางมาทำเนตรสะกดใจให้เจ้าสองพี่น้อง และทำให้พวกนั้นบาดหมางกันด้วย” เพิ่งจะผ่านศึกไปวันเดียวนาคผู้นี้ก็คิดจะก่อความวุ่นวายเสียแล้ว หรือว่านี่จะเป็นเรื่องที่ฤษีมฤคินทร์เตือนเอาไว้กันนะ

------------------------------------------------------------------------------------------อัพเดตทุกวันอาทิตย์ช่วงเวลาประมาณ21.00น.โดยประมาณนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 03, 2022, 09:14:26 PM โดย จักรกรด »