เรื่องย่อ"วรรณคดี"

<< < (15/21) > >>

bobenz:
กามนิตวาสิฎฐี

หนังสือกามนิต-วาสิฏฐี ได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน

กามนิต-วาสิฏฐี เป็นวรรณกรรมประเภทนวนิยายอิงพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงมาก ประพันธ์ในปี ค.ศ. 1906 โดย คาร์ล อดอล์ฟ เจลลิรูป (Karl Adolph Gjelleru) พ.ศ. ๒๔๐๐ ถึง ๒๔๖๒  นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ. 1917

ฉบับภาษาไทยแปลโดยผู้ใช้นามปากกาแฝดว่า  เสฐียรโกเศศกับนาคะประทีป ในปีพ.ศ. 2473 มีรูปประกอบโดยอาจารย์ช่วง มูลพินิจ โดยแปลจากฉบับภาษาอังกฤษ (The Pilgrim Kamanita) ซึ่งแปลมาจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน (Der Pilger Kamanita) อีกทอดหนึ่ง

กามนิต-วาสิฏฐี นี้ ท่านผู้แปลทั้งสอง เป็นนักปราชญ์ที่มีความรู้ทางภาษาไทยและอังกฤษเป็นเลิศ ลีลาการเขียนเรื่อง โดยนำความรู้ทางด้านภาษาหนังสือมาเรียบเรียงอย่างลงตัว ด้วยภาษาที่ไพเราะหมดจด ร้อยเรียงผ่านเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวละคร นอกจากเนื้อหาในด้านความรักแล้ว ยังสอดแทรกแนวคิดของลัทธิต่าง ๆ ไว้ รวมทั้งหลักธรรมในพระพุทธศาสนาได้อย่างแยบคาย ทำให้ลืมไปเลยว่าหนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสอนหลักธรรมด้วย อ่านแล้ว ทำให้ได้รู้หลักธรรมดี ๆ ที่ยังทันสมัย และสามารถนำมาใช้ประโยชน์กับคนทุกเพศทุกวัย จัดได้ว่าเป็นวรรณกรรมชั้นยอดจริง ๆ มีผู้กล่าวไว้ว่าภาษาหนังสือที่ใช้ในฉบับแปลนี้ไพเราะยิ่งกว่าตัวต้นฉบับ

ในเรื่องมีแนวคิดหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ปรากฏเด่นชัดอยู่ ๖ แนวคิด คือ  ๑ ความเป็นอนิจจังของชีวิต   ๒ สังสารวัฏ   ๓ ความเชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว    ๔ ปฏิจจสมุปบาท   ๕ อริยสัจ ๖ นิพพาน   

เรื่องย่อกามนิตวาสิฎฐี

เรื่องราวดำเนินส่วนแรกเป็นภาคพื้นดิน กล่าวถึงกามนิตพ่อค้าหนุ่ม ในสมัยพุทธกาล มีความรู้ดีและชายหนุ่มรูปงาม เดินทางไปค้าขายต่างเมืองทำให้ได้พบกับ วาสิฏฐี นางเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นหญิงที่งามทั้งหน้าตา และ สติปัญญา ทั้งสองรักกันมาก แต่ก็มีอุปสรรคทำให้ต้องพลัดพรากจากกันไป ก่อนที่ทั้งสองจะต้องแยกจากกัน วาสิฏฐี บอกกับ กามนิต ว่า หากเราต้องแยกจากกันในโลกนี้ ก็ขอให้ได้ไปพบกันในสวรรค์สุขาวดี กามนิตก็ต้องหาทางไปยัง สวรรค์สุขาวดี เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกับหญิงคนรักได้ตลอดไป กามนิต หวังจะเข้าพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะขจัดความทุกข์ต่าง ๆ ที่ตนเผชิญมา และเชื่อว่าจะพบกับความสุขอันเป็นนิรันดร์ ระหว่างการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น กามนิตเข้าพักที่บ้านของช่างปั้นหม้อคนหนึ่ง และในวันนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จมาพักอาศัยที่บ้านหลังนั้นด้วยพอดี กามนิตมีโอกาสเล่าเรื่องของตนเองและสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าโดยที่ไม่รู้เลยว่า พระที่สนทนาอยู่ด้วยนั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ส่วนหลังเป็นภาคสวรรค์ กล่าวถึงกามนิต ที่เสียชีวิตระหว่างเดินทางไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไปเกิดเป็นเทวดา ในสุขาวดี พบกับวาสิฏฐี ทั้งสองเล่าเรื่องราวชีวิต ความรักในโลกมนุษย์ ประสบการณ์แห่งการไขว่คว้าหากัน จนได้มาพบเจอพุทธศาสนา ตลอดจนการเห็น การเกิดดับของสรรพสิ่งที่แม้แต่สวรรค์ พรหมก็หลีกหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง มีแต่บรมสุขแห่งพระนิพพาน คือทางออกแห่งการเดินทางอันยาวนานนี้ วาสิฏฐีเข้าถึงความจริงนี้ก่อน และในที่สุดกามนิตก็รู้ว่าพระที่ตนพบในบ้านช่างปั้นหม้อ ผู้ให้สัจธรรมแห่งความจริงไว้พิจารณา คือใคร การไม่ต้องเวียนว่ายอีกต่อไปเป็นเช่นไร


bobenz:
เรื่องย่อ อุณรุท

พระยายักษ์ชื่อท้าวกรุงพาณ ครองรัตนานคร ประพฤติเป็นพาล ก่อความเดือดร้อนแก่เหล่าเทวดาและนางฟ้า
ครั้งหนึ่งทำอุบายลอบเข้าชมนางสุจิตรามเหสีของพระอินทร์ พระอิศวรต้องทูลเชิญพระนารายณ์อวตารลงมาเกิด
ในเมืองณรงกา ทรงพระนามว่าพระบรมจักรกฤษณ์ มีมเหสีชื่อจันทมาลีและพระโอรสชื่อไกรสุท ต่อมาพระไกรสุท
ได้อภิเษกกับนางรัตนา มีโอรสชื่ออุณรุท ซึ่งได้อภิเษกกับนางศรีสุดา นางสุจิตรามีความแค้นเคืองท้าวกรุงพาณ
ปรารถนาจะจุติไปเกิดในโลกมนุษย์เพื่อแก้แค้น พระอินทร์จึงพานางไปเฝ้าขอพรจากพระอิศวร นางได้รับเทวบัญชา
ให้ไปเกิดในดอกบัว ฤๅษีสุธาวาสเก็บไปเลี้ยงก็ตั้งชื่อว่านางอุษา ต่อมาท้าวกรุงพาณก็ขอไปเลี้ยงดูเป็นธิดาบุญธรรม
วันหนึ่งพระอุณรุทได้พานางศรีสุดาประพาสป่าล่าสัตว์ พระอินทร์ให้มาตุลีแปลงเป็นกวางทองมาล่อ นางศรีสุดาใคร่
ได้กวางทองจึงของให้พระอุณรุทไล่จับ กวางทองจึงแสร้งหนีไปทางด้านที่พระอุณรุทสกัดอยู่ พระอุณรุทให้นางศรีสุดา
กลับเข้าเมืองไปก่อน ส่วนพระองค์จะไล่จับกวางต่อไป โดยมีราชบริพาธส่วนหนึ่งตามเสด็จ จนได้พักแรมที่ร่มไทรใหญ่ ก่อนบรรทม
พระอุณรุทบวงสรวงขอพรพระไทรเทพารักษ์ พระไทรทรงเมตตาอุ้มไปสมนางอุษาและสะกดไม่ให้ทั้งสองพูดจากัน พอใกล้รุ่งก็อุ้ม
พระอุณรุทกลับมาที่เดิม พระอุณรุทก็คร่ำครวญถึงนางอุษา จนพระพี่เลี้ยงต้องพากลับเมือง ฝ่ายนางอุษาก็เศร้าโศกถึงพระอุณรุท
นางศุภลักษณ์พระพี่เลี้ยงใคร่ทราบว่าชายใดที่นางอุษาหลงรัก จึงวาดรูปเทวดาและกษัตริย์ให้นางชี้ตัว ครั้นทราบว่าเป็นพระอุณรุทจึง
เหาะมาสะกดไว้ที่พระตำหนัก ทศมุขอนุชาของนางอุษาทราบความจึงไปบอกท้าวกรุงพาณบิดา ท้าวกรุงพาณขอให้ท้าวกำพลนาค
ซึ่งเป็นสหายมาร่วมรบกับพระอุณรุท ท้าวกำพลนาคจับพระอุณรุทมัดตอนหลับแล้วนำไปประจานที่ยอดปราสาท เทวดาทั้งหลายทราบ
ข่าวก็พากันไปกราบทูลพระบรมจักรกฤษณ์ พระองค์ทรงครุฑมาช่วยพร้อมกับมอบธำมรงค์วิเศษไว้ให้ พระอุณรุทปราบท้าวกรุงพาณ
ได้แล้วอภิเษกทศมุขขึ้นครองเมืองแทน พระอุณรุทกับนางอุษากลับไปครองเมืองณรงกา นางศรีสุดาเกิดหึงแต่ก็สามารถประนีประนอม
ในภายหลังได้ พระอุณรุทกลับไปคล้องช้างได้นางกินรีห้านางและปราบวิทยาธรชื่อวิรุฯเมศ ครั้นได้ช้างเผือกแล้วก็กลับมาครองเมืองเป็น
สุขสืบมา

นานะจัง:
นิทานเรื่องจำปาสี่ต้นจ.สระเเก้ว     
16 พ.ย. 2006 12:51น. 
นิทานเรื่อง  จำปาสี่ต้น   หนังสือผูกเรื่อง จำปาสี่ต้น  พบที่ ต.คลองน้ำใส  อ.อรัญประเทศ  จารึกบนใบลานด้วยอักษรไทยน้อย  เป็นนิทานเลียนแบบชาดก  เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า
สมัยหนึ่งนานมาแล้ว  มีพระราชาพระองค์หนึ่งซึ่งตามภาษาลาวเรียกกันว่า เจ้ามหาชีวิต  พระองค์ปกครองไพร่ฟ้าด้วยความร่มเย็นเป็นสุข  พระองค์มีมเหสี 2 องค์ คือ มเหสีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย  วันหนึ่งมีพรานได้เข้ามากราบทูลว่ามีโขลงช้างป่าเข้ามาในพระราชอาณาเขต  ซึ่งตามปกติแล้วก็มักจะต้องเสด็จออกไปคล้องช้างด้วยพระองค์เอง  แต่ในระยะนั้นมเหสีฝ่ายขวากำลังจะประสูติ  พระองค์ทรงเป็นห่วง  แต่ในที่สุดก็ทรงตัดสินใจออกจากพระนครไปคล้องช้างป่าโขลงนั้น
เมื่อพระองค์เสด็จไปได้เพียงสามวัน  มเหสีฝ่ายขวาก็ประสูติโอรสออกมาถึงสี่องค์  มเหสีฝ่ายซ้ายทราบเรื่องก็อิจฉา  คิดอุบายโดยสั่งให้คนสนิทไปหาลูกสุนัขที่ออกใหม่มาสี่ตัว  แล้วลอบเข้าไปสับเปลี่ยน  ส่วนโอรสทั้งสี่นั้นนางให้เอาไปใส่แพลอยน้ำไป
เมื่อเจ้ามหาชีวิตเสด็จกลับพระนครได้ทราบเรื่องไม่ได้ทรงสอบสวนเรื่องราว  ทรงขับไล่มเหสีฝ่ายขวาออกจากพระนคร  เพราะถือว่าเป็นกาลีบ้านกาลีเมือง  จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย  ฝ่ายโอรสทั้งสี่ได้ถูกหญิงชราชื่อ แม่คำพา พบเข้าและนำกลับไปเลี้ยงด้วยความยินดีเนื่องจากนางไม่มีบุตร  นางได้เลี้ยงดูโอรสทั้งสี่อย่างดีเหมือนกับบุตรของนางเอง
วันหนึ่งมเหสีฝ่ายซ้ายรู้ว่าโอรสทั้งสี่นั้นยังไม่ตาย  จึงให้คนสนิทเอายาพิษไปให้โอรสทั้งสี่กินจนเสียชีวิต  นางคำพาเสียใจมาก  นางได้ฝังร่างของโอรสทั้งสี่ไว้ในสวน  และในไม่ช้าก็มีต้นจำปาสี่ต้นเจริญเติบโตขึ้นเหนือหลุมฝังศพทั้งสี่
เมื่อมเหสีฝ่ายซ้ายทราบเรื่องต้นจำปาทั้งสี่  นางได้สั่งให้ทหารไปโค่นต้นจำปานั้นลงและสั่งให้เอาไปโยนทิ้งน้ำ  ขณะที่ต้นจำปาทั้งสี่ลอยไปตามน้ำ  พระภิกษุรูปหนึ่งผ่านมาพบและเห็นว่าต้นจำปายังสดอยู่จึงเก็บเอาขึ้นมาจากน้ำ  แต่เมื่อเด็ดดอกจำปาออกจากกิ่งแทนที่จะมีน้ำหรือยางไหลออกมา  กลับกลายเป็นเลือดสด ๆ ไหลรินออกมาจากก้าน  พระภิกษุองค์นั้นจึงไปหาฤาษีเล่าเรื่องให้ฟัง  ฤาษีนั่งทางในก็รู้เรื่องราวโดยตลอด  จึงทำน้ำมนตร์รดต้นจำปาทั้งสี่  ต้นจำปานั้นกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม  ฤาษีก็สั่งสอนศิลปะวิทยาการต่าง ๆให้
เมื่อทั้งสี่เล่าเรียนวิชาสำเร็จแล้วก็กราบลาพระฤาษีออกเดินทางไปหาพระบิดา  เมื่อมาถึงพระนครก็ให้คนเข้าไปกราบทูลพระราชาว่าโอรสทั้งสี่ของพระองค์กลับมาแล้ว  พระราชากริ้วมาก  เพราะยังทรงเข้าพระทัยผิดว่ามเหสีฝ่ายขวาประสูติออกมาเป็นสุนัข  จึงมีรับสั่งให้ทหารออกไปจับตัว  แต่ไม่มีทหารคนไหนสู้กับโอรสทั้งสี่ได้  ทหารจึงเข้าไปกราบทูลพระราชาทำให้พระองค์ทวีความโกรธมากขึ้น  จะเสด็จออกรบด้วยตัวเอง  แต่เมื่อเจ้ามหาชีวิตยิงธนู  ลูกธนูที่ยิงไปนั้นกลับกลายเป็นขนมไปสิ้น  ครั้นชายทั้งสี่ยิงธนู  ลูกธนูกลับกลายเป็นดอกไม้  พระราชาเห็นดังนั้นทรงแน่พระทัยว่าชายหนุ่มทั้งสี่นั้นเป็นโอรสของพระองค์เป็นแน่ เทพยดาจึงได้ดลบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้  เมื่อสอบถามเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็ให้คนไปรับมเหสีฝ่ายขวากลับเข้าวัง  ส่วนมเหสีฝ่ายซ้ายถูกขับไล่ออกไปอยู่นอกพระนคร  ตั้งแต่นั้นทั้งหมดได้อยู่ร่วมกันด้วยความสุข (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2545:122-123)
 


http://www.mapculture.org/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=772&Itemid=59

aooy:
กำลังทยอยอ่านอยู่ค่ะ มีอีกก็เอามาให้อ่านอีกนะค่ะสนุกดี ได้รู้ประวัติของบางจังหวัดด้วยว่าเค้ามีตำนานอะไร :icon_rolleyes:

hitori_neko:
มาอ่านแล้วมีความสุข

หวัดดีทุกๆคนนะคะ

หญิงหายไปนานเลยเพราะขึ้นปี 3 แล้วเรียนหนักมาก

เตรียมทำสัมมนากะ...วิจัย(น่าจะเรียกอย่างนี้) เอกไทยไฮโซทำมัน 2 อย่างจะจบรึป่าวเนี่ย

เพิ่งสอบกลางภาคเสร็จ ช่วงนี้ไม่ได้เข้าบอร์ดเลย

ได้เข้าทีเลยขอบ่นเหอๆๆๆๆๆๆๆ

หญิงว่าจะทำสัมมนาเกี่ยวกับนางเอกในวรรณคดีด้วยแหละ อิอิ

ไม่ใช่อะไรหรอกไม่อยากทำพวกหลักภาษา มันยากกกกกก

คิดถึงพี่ๆทุกคนนะคะ พี่บอยด้วย อิอิ

ตอนนี้ไปอ่านหนังสือก่อนละกัน เดี๋ยวมีสอบปลายภาคต่อ 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว