Boyclub คลับอบอุ่นของคนรักพี่บอย
ข่าว: ประกาศ!!! ด่วนจากบอร์ดบอย เนื่องจากเราจะทำการ ลบ สมาชิก
ที่ สมัครสมาชิกแล้วที่ไม่เคย โพสกระทู้ใดๆเลย ออกจากบอร์ดทิ้ง ภายในวันที่ 26 ส.ค.-3 ก.ย.2010
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน กันยายน 07, 2010, 06:09:03 PM


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1] 2 3 ... 71   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แก้วนพเก้าตอนที่ 53 ม่านหมอกในความทรงจำ  (อ่าน 52737 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นานะจัง
ช่วงนี้อาการหนัก เห็นแต่หน้าคาซึยะ
Admin
Hero Member
*****

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,539


Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya


อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 10:02:55 PM »

บอยคลับ ภูมิใจเสนอ มหากาพย์นิยายแฟนตาซี   
ก้ก้
 

                           โอม อดิเทพเทวาสุรารักษ์         ที่ปกปักทั่วแคว้น ณ แดนสรวง
            ทั้งสถิตย์ในโลกา ข้าฯ ทั้งปวง                  ให้ลุล่วงดั่งฤดีกวีกานต์
               
                     อสุราครุฑานาคาศัย                ด้วยหทัยน้อมนบเกษมศานต์
            สรรพสิ่งมิ่งฟ้าหิมพานต์                         จรดบาดาลใต้สมุทรสุดคณา
            
                            อภิวาพญายมราช                 ทรงอำนาจเหนือโลกันตร์นิวาสา
            จ้าวแห่งภพภูมิอบายใต้โลกา                  โปรดเมตตาขอให้เป็นเช่นจำนงค์
               
                         นพเก้าแก้วมณีที่เสกสรรค์       ดั่งสุวรรณเทพประดิษจิตตสงค์
            ทูนเทิดไว้ให้เป็นเอกเทพณรงค์                   มอบแด่องค์บวงสรวงปวงเทวัญ
               
                         ด้วยกุศลผลบุญที่ประสาท       กนกวาดรจเรขพิเศกขวัญ
            ก่อประโยชน์แก่ประชาค่าอนันต์                  ให้ดำรงคงมั่นนิรันดร์เทอญ


เมื่อพระอังคาร เทพแห่งสงคราม ทำอัญมณีนพเก้าของบรรดาเทพนพเคราะห์ที่กักขังพลังความชั่วร้ายของยักษ์ทาระกะแตกซ่าน
อัญมณีทั้งหมดตกลงสู่โลกมนุษย์ เขาจึงต้องรับโทษทัณฑ์ จุติลงไปยังโลกมนุษย์ เพื่อตามหาอัญมณีทั้งเก้าที่สูญหายกลับคืนมาก่อนที่อำนาจของยักษ์ทาระกะจะครอบคลุมจตุรภพ
แต่เพราะดวงจิตที่แตกแยก อุปสรรคครั้งนี้จึงเป็นอนุชาฝาแฝดของตนเอง







Author :  กันย์ณภัทร (HpJ) , นานะจัง , กาฬรหัสย์
Special Thanks : bobenz

Link แก้วนพเก้า ในแต่ละตอนค่ะ เพื่อสะดวกในการอ่าน 

http://www.boysapolclub.com/Forums/index.php?topic=579.0


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2010, 05:22:21 PM โดย นานะจัง » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นานะจัง
ช่วงนี้อาการหนัก เห็นแต่หน้าคาซึยะ
Admin
Hero Member
*****

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,539


Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 10:04:00 PM »

รายชื่อตัวละคร
                               
พระอังคาร หรือ กรรติเกยะ
เทพแห่งสงครามหนึ่งในเทพนพเคราะห์ทั้งเก้า ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู พระเกตุ



ธีรวงศ์ แฝดผู้พี่ ผู้มีสัญลักษณ์เป็นรูปพระขรรค์    
เข้มแข็งอดทน มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีความสามารถเชิงศาสตราวุธ ไม่ยอมเสียเปรียบให้ใคร
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นคนอ่อนโยน ร่าเริง นิยมเสียงดนตรี และมีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน
ยอมฝ่าฟันอุปสรรคทุกประการได้เพื่อผู้เป็นที่รัก



คีรีจักร แฝดผู้น้อง  ผู้มีสัญลักษณ์กงจักร
เพราะความเข้าใจผิดทำให้เดินไปในทางที่ผิด เงียบขรึม เก็บความรู้สึกและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร
เมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่มีทางถอยหลังกลับ ต้องการที่จะเอาชนะเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
เพราะความแข็งกระด้างจึงทำให้ต้องเจ็บปวดเพราะความรัก





ผู้ครอบครองอัญมณี ทั้ง 9 หรือผู้ที่มีดวงจิตแห่งแก้วนพเก้า


1.กรวินท์ ครองทับทิม 
องค์ชายน้อยแห่งนครโรมสุรีย์ มีจิตใจที่บริสุทธิ์ด้วยความไร้เดียงสา เป็นที่รักและเอ็นดูของทุกคน



2.ศตายุ ครองนิล
ชายพเนจรที่มีปริศนาในชาติกำเนิดของตนเอง มีอดีตอันเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียหญิงที่รักทำให้ยากจะเปิดใจรับใครเข้ามาในหัวใจ 



3.มโนพัศ ครองเพทาย
โอรสแห่งมัณฑรนคร เป็นมิตรแท้ร่วมเป็นร่วมตายกับธีรวงศ์  จิตใจดี ร่าเริง เป็นผู้ที่คอยสร้างกำลังใจให้แก่ทุกคน


4.ภัทรศัย ครองไพฑูรย์
เทวนาคาแห่งกษิณสมุทร ใจเย็น ไม่วู่วาม มีสติตั้งรับต่อเรื่องร้ายแรงทั้งหลาย สุขุมรอบครอบ แต่ก็มีพลังอำนาจของอมนุษย์กึ่งเทพที่น่าเกรงขาม
 


5.จักรินทร์ ครองโกเมน
กษัตริย์หนุ่มผู้มีสายเลือดขัตติยราชโดยแท้ กล้าหาญ เชี่ยวชาญศาตราวุธ แม้จะไม่ต้องการเป็นกษัตริย์แต่ก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่ของผู้ครองบ้านเมือง
 


6.จอมนารี ครองเพชร
เจ้าหญิงแห่งวังน้ำแข็งผู้มีจิตใจมั่นคงเด็ดเดี่ยว แข็งแกร่งประดุจเพชรแม้ว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงใดๆ เย่อหยิ่ง มีเล่ห์เหลี่ยมพอๆ กับความงดงามที่สยบบุรุษทุกคนที่ได้เห็นให้หลงใหล



7.เกตุมณี ครองมุกดา
หญิงสาวที่มีความลึกลับเหมือนอยู่ในสายหมอกชวนให้ค้นหา เงียบ ขรึม  มีพลังพิเศษสามารถมองเห็นเหตุการณ์บางอย่างในอนาคตได้ 
 


8.บุษยมาส ครองบุษราคัม
เจ้าหญิงผู้พลัดถิ่น งดงามอ่อนโยน ดั่งจันทร์เพ็ญทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้อบอุ่นใจ ความดีงามของนางช่วยเติมเต็มในจิตใจที่ด้านชาของบุรุษผู้หนึ่ง



9.รวิชา ครองมรกต
อัปสรกินรีแห่งหิมพานต์ งดงามเหมือนดอกไม้แรกแย้ม สดใสร่าเริง แก่นแก้ว แสนซน เจ้าเล่ห์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2010, 11:50:58 AM โดย มีน » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นานะจัง
ช่วงนี้อาการหนัก เห็นแต่หน้าคาซึยะ
Admin
Hero Member
*****

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,539


Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 10:06:02 PM »

ตัวละครเพิ่มเติม


เพลิงประลัย

บุตรแห่งพระเพลิงกำเนิดมาพร้อมพลังอำนาจที่รุนแรงกลายเป็นภัยมหันต์ต่อชาวสวรรค์ มองทุกคนในแง่ร้าย
ต้องการความอบอุ่นแต่ไม่เคยได้รับอย่างแท้จริงจึงไม่มีความรักและจริงใจต่อใคร
ยอมเชื่อฟังเพียงแค่นิศาเทวีนางเดียวเท่านั้น ขอเพียงแค่มีนิศาเทวีก็ไม่ต้องการอะไรอีก



นิศาเทวี
เทพธิดาผู้งดงามทั้งกายและใจ ความโอบอ้อมอารีต่อทุกคนรวมทั้งเพลิงประลัย
ไม่เคยละเลยหน้าที่ของตนเองในการปกป้องคุ้มครองพระอังคารที่จุติลงมา
พยายามใช้ความดีเอาชนะทุกสิ่งแม้ว่าจะมองไม่เห็นความสำเร็จก็ตาม



อธิศ
อสุราหนุ่มโอรสแห่งอุตระนครา ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและคำสั่งเสียนับแต่บรรพบุรุษในการนำเหล่าอสุราก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์อื่น
ยอมสยบให้แก่คีรีจักรเมื่อเห็นอำนาจและอิทธิฤทธิ์ของอีกฝ่าย



แก้วเกศินี
ธิดาแห่งหิรัญญะนครา หมั้นหมายกับอธิศมาตั้งแต่วัยเยาว์ ถูกคีรีจักรส่งไปเป็นสายในคณะเดินทางของธีรวงศ์คอยส่งข่าวและหาโอกาศชิงแผนที่มณีนพดารา
แต่เมื่อได้ใกล้ชิดกับทุกคนก็ได้ซึมซับในความดีงาม และนั่นทำให้นางลำบากใจที่จะทำภารกิจต่อไป



อริณตรา
น้องสาวผู้เย่อหยิ่งของอธิศ อยากได้สิ่งใดก็ต้องได้ ทระนงตนในความงามและเสน่ห์มายาของตนเอง
เมื่อได้พบคีรีจักรจึงเกิดความคับแค้นที่ไม่อาจทำให้คีรีจักรหลงใหลตนได้เหมือนบุรุษคนอื่น
เพราะอยากหาทางเอาชนะคีรีจักรให้ได้จึงเกิดหลงรักคีรีจักรไปโดยไม่รู้ตัว



ราชาวดี
หญิงสาวผู้มีความรู้ความสามารถ แข็งแกร่งและอ่อนโยนในคนเดียวกัน ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเอง 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2010, 06:34:37 PM โดย มีน » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

HpJ
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,259


With all my heart..and I’ll be there for you..TVXQ


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 10:32:42 PM »




ตอนที่1 กำเนิดพระอังคาร



ในกาลหนึ่งที่สามโลกยังคงให้กำเนิดสรรพสิ่ง ทั้งเกิดโดยจิตและเกิดโดยการกระทำ เล่าลือเป็นตำนานกล่าวขานกันมาเนิ่นนานนับพันปี

เสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวยังผลให้ปรางค์แก้วเหนือทวารกำแพงแบ่งแยกเขตแดนสวรรค์พังครืนลงมา
 เป็นเหตุให้เทวารักษ์ผู้มีหน้าที่อารักษ์ทวารบาลด้านประจิมทิศแห่งสรวงสวรรค์เหาะหนีความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน 

ลำแสงสีแดงสาดพุ่งไปทั่วทุกทิศทางทำลายทวารแก้วอันแบ่งแยกระหว่างสวรรค์และเหล่าอสุรา
แสงแห่งพลังพิฆาตพุ่งขึ้นมาถึงดาวดึงส์ผ่านสระนันทาโบกขรณี ทำให้โขดหินที่เรืองรองประดุจอัญมณีแตกเป็นสะเก็ดและ
ธาราที่ใสดั่งแก้วอินทนิลกระเซ็นเป็นฟองคลื่นถาโถมทำลายสวนสวรรค์อันงดงาม
…………………………………………
………………
“ขอเดชะ องค์พระศิวะเจ้า...บัดนี้มีอสูรตนหนึ่งนามว่าทาระกะ ได้ออกอาละวาด สร้างความเสียหายไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นต่างๆ
ทำให้เหล่าเทวดานางฟ้าเดือดร้อนจนมิอาจทนทานได้ อีกทั้งอิทธิฤทธิ์ของมันยังมากจนไม่มีผู้ใดต่อกรกับมันได้” พระวิรูปักษ์
เทพทวารบาลประจำด้านทิศประจิมกราบทูลองค์เทวราชแห่งสามโลกด้วยความทุกข์ร้อน

“แล้วเหตุใดอสูรตนนั้นจึงได้อาละวาดอหังการ์ไม่เกรงกลัว จนเทวดานางฟ้าต้องทุกข์ร้อนถึงเพียงนี้ล่ะ”

“ขอเดชะ อสูรทาระกะเป็นแทตย์ในรูปยักษ์ที่ถือกำเนิดมาจากกิเลสของเหล่าเทพบุตรมารและพวกเทวาที่บังเกิดจิตอันไม่บริสุทธิ์ที่ทิ้งลงไปทับถมกันเพื่อลดความมัวหมองในจิตใจ ตกตะกอนจนเกิดรูปอสูรและรวมไปด้วยกิเลสแห่งความชั่วร้าย...และในเมื่อเกิดจากเทวา ก็ไม่แปลกนักที่จะไม่มีเทวาองค์ใดกล้าต่อกร” องค์อัมรินทร์กราบทูลขยายความ

“ก็คู่ควรกันแล้วไม่ใช่หรือ เกิดจากกิเลสตัณหาของพวกเทวดาเอง...ก็ควรจะอยู่ด้วยกันให้ได้” สุรเสียงเสนาะราวสายพิณบรรเลง หากทรงแสดงอำนาจเทียบได้ด้วยองค์ศาทศิวะ

“เอาเถอะ ดูท่าครานี้พวกเทวดาคงเดือดร้อนกันจริง ความดีงามและความชั่วร้ายย่อมเกิดมาคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือมาร...ในเมื่อไม่มีใครปราบยักษ์ทาระกะได้ เราก็จักสร้างผู้ที่มาปราบมันให้”

ตรัสแล้วก็ทรงยื่นพระหัตถ์ขวาออกไปเบื้องหน้า บรรดาเทวสภาที่อยู่พร้อมหน้ากันต่างประหลาดใจ ปรากฏประทีปดวงเล็กๆสว่างร้อนแรงลอยอยู่เหนือฝ่าพระหัตถ์
ก่อนจะทรงปล่อยลงในสายคงคาสวรรค์ที่ไหลลงมาจากไกรลาสคีรี

กระแสสินธุ์บริเวณนั้นหมุนวน รัศมีสีแดงระเรื่อหากมิได้ร้อนแรงดังรัศมีพระสุริยทิตย์สาดประกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำพร้อมกับร่างสง่างามยิ่งกว่าบุรุษใด
 อาภรณ์สีแดงประดับเพทาย ผิวพรรณวรรณะดุจทองแดงเปล่งปลั่งรับกับพักตร์คมเข้มที่งดงามราวอิสตรีหากมีเค้าความดุดันห้าวหาญ
และเมื่อดวงเนตรที่หลับพริ้มลืมขึ้น ก็ดั่งมีมนตร์สะกดดึงดูด ให้น่าหลงใหลขึ้นเป็นทวีคูณวรกายงามสมส่วนนบนอบลงต่อหน้าพระพักตร์พระผู้เป็นใหญ่แห่งสามโลกและองค์เทวีดั่งเคารพบิดาและมารดา


“เราขอให้นามแก่เจ้าว่า...กรรติเกยะ...นับแต่นี้เจ้าคือเทพแห่งสงครามในหมู่เทพนพเคราะห์ทั้งเก้า ขอให้ทุกท่านสรรเสริญแก่เจ้าว่าพระอังคาร...ให้ โตมร 
กระบอง และตรีศูล เป็นอาวุธ พร้องด้วยมหิงสาเป็นพาหนะคู่กาย...”

สิ้นกระแสรับสั่ง อาวุธทั้งสามก็ปรากฏขึ้นในหัตถ์เทพแห่งสงคราม โดยมีหัตถ์ที่สามและสี่ช่วยรองรับ และมหิงสาสีดำพ่วงพีระยอบอยู่เคียงข้าง

“เจ้าถือกำเนิดมาเพื่อปราบปรามยักษ์ทาระกะที่กำลังก่อสงครามกับชาวสวรรค์ในเวลานี้...ขอชัยชนะจงมีแด่เจ้า
กรรติเกยะ...บุตรแห่งเรา”
…………………………………………
………………
สงครามระหว่างพระอังคารกับยักษ์ทาระกะยาวนานถึงเจ็ดทิวาราตรีตามเวลาของโลกมนุษย์

และทุกครั้งที่ตรงเข้ารุกโรมฟาดฟันกันปรากฏการพิบัติภัยต่างๆนับเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนนั้นที่แผ่นดินผืนฟ้าสะท้านสะเทือน

พระอังคารเบี่ยงหลบกระบองที่ยักษ์ทาระกะหวดลงมาได้ทันท่วงที แรงหวดนั้นจึงไปกระทบเข้ากับยอดเขายุคนธร

และใช้กระบองของพระองค์ฟาดหน้าท้องของศัตรู ยักษ์ทาระกะร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด พระอังคารจึงใช้โอกาสนั้นเปลี่ยนโตมร

เป็นเกาทัณฑ์น้าวขึ้นปล่อยศรยิงเข้าไปในปากที่อ้ากว้างด้วยความเจ็บปวด ศรธนูกลับคืนเป็นโตมรก่อนจะทะลุผ่านตัดขั้วหัวใจของอสูรร้าย

ให้แหลกสะบั้น ใบหน้าที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดเคียดแค้นแสนสาหัสของยักษ์ทาระกะบิดเบี้ยว นัยน์ตาเบิกโพลง ก่อนที่ร่างกายจะแตกสลายไปในที่สุด...

ความปิติยินดีจากบรรดาเทวดานางฟ้าสรรเสริญชื่นชมเทพแห่งสงครามผู้กำจัดอสูรที่รุกรานสวรรค์

 เศษซากของยักษ์ทาระกะตกเป็นหยาดหยดน้ำสีคล้ำเหนียวกระเซ็นสาดเรียกให้บรรดาเทพบุตรมารรวมทั้งอิทธิความชั่วร้ายต่างๆกรูกันเข้ามา

หมายจะยื้อแย่งปรารถนาเพื่อเสริมพลังและอิทธิฤทธิ์ของตนเอง และเหมือนมีแรงดึงดูดความเลวทรามทั้งมวล นอกจากเหล่าเทพบุตรมาร

 ยักษ์ แทตย์ อสูรทั้งหลายแล้ว จิตอันเกิดกิเลสของเทวดานางฟ้าเองก็พลอยถูกดึงดูดไปด้วย

สรวงสวรรค์เกิดความโกลาหลเมื่อเหล่าเทพต้องรับมือกับเหล่ามารที่ปรี่กันเข้ามารอรับพลังของยักษ์ทาระกะที่แตกกระจาย

ละอองไอสีทะมึนจากเศษซากความชั่วร้ายลอยคละคลุ้งหมุนวนไปรอบร่างเทพแห่งสงคราม แต่ก็ไม่อาจต้านทานจิตอันแข็งแกร่งนั้นได้

มันจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งตรงเข้าหาร่างของเทวดาองค์หนึ่งที่เพิ่งลงมือสังหารยักษ์ร้ายที่บุกเข้ามาอย่างไม่ปรานี

“อ๊ากกกกกกกกกกกก” รูปกายอันงดงามของเทวดาบิดเบือนไป ละอองทิพย์แตกซ่านก่อนจะกลับคืนเป็นร่างสูงผงาดดุดันของอสุรา พุ่งตรงเข้าหาพระอังคาร หากทรงงัดเขามหิงสาขึ้นขวิดจนร่างยักษ์ร้ายกระเด็นไป

“พลังความชั่วของทาระกะ อันตรายนัก ไม่ว่าพระอังคารจะสังหารมันได้สักกี่ครั้ง ก็ยังก่อกำเนิดใหม่ได้ตราบใดที่ยังมีความชั่วร้ายหลงเหลืออยู่” องค์อัมรินทร์ตรัสด้วยความเป็นกังวล

“ในเมื่อทำลายมันไม่ได้ ก็มีเพียงทางเดียวคือกักขังมันเอาไว้ไม่ให้พลังความชั่วร้ายของมันเล็ดลอดออกมาก่อกวนโลกให้เกิดกิเลสตัณหาอีก” เหล่าเทวดาทั้งหลายต่างประชุมกัน

“เช่นนั้น พวกเราต้องสละพลังส่วนหนึ่งเพื่อช่วยพระอังคาร” พระศุกร์ลงความเห็น พ้องกับเหล่าเทพนพเคราะห์ทั้งหลายที่ยอมสละอัญมณีของตนสร้างปราการกักขังความชั่วร้าย

พลอยเพทายสีชมพูระเรื่อของพระอังคารส่องแสงครอบคลุมมิให้ยักษ์ทาระกะอาละวาดได้อีก
แต่ด้วยพลังอัญมณีเพียงหนึ่งเดียวย่อมไม่พอ ดังนั้นประกายมณีจากเทพนพเคราะห์จึงช่วยสาดส่องต้านทานพลังอำนาจความชั่วร้าย

พลังทับทิมจากพระสุริยเทพ...มุกดาหารจากพระจันทร์...มรกตจากพระพุธ...บุษราคัมจากพระพฤหัส...พัชรจากพระศุกร์...นิลจากพระเสาร์...โกเมนจากพระราหู...และไพฑูรย์จากพระเกตุ ผนวกกำลังรวมกับเพทายของพระอังคารสร้างเป็นปรางค์ปราสาทสูงใหญ่กักขังพลังความชั่วของยักษ์ทาระกะเอาไว้อย่างมั่นคง และตราบนานเท่านาน

เป็นที่เลื่องลือกันว่าปราสาททรกาชิต



***************************************


                                          ----------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2010, 04:11:45 PM โดย HpJ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

  ~*~My Angel~*~
HpJ
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,259


With all my heart..and I’ll be there for you..TVXQ


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 10:36:22 PM »

ตอนที่2 จุติ



เหตุการณ์ผันผ่าน...นานนับพันปีมนุษย์...ตำนานของยักษ์ทาระกะเริ่มถูกลืมเลือน เมื่อเหล่าเทพและมารยังคงดำรงอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
โตมรมณีพุ่งหลาวแฉลบเนินเขาไกรลาสลงไปเป็นทางยาว กวาดหินผาที่ระเกะระกะขวางทางให้มหิงสา สัตว์พาหนะของกรรติเกยะห้อตะบึงจนถึงเชิงเบื้องล่าง เพื่อจะไปให้ถึงยังคงคาสวรรค์ที่ไหลจากเทือกเขาไกรลาสลงไปยังโลกมนุษย์

“ฮ่าๆๆ เราขอล่วงหน้าไปก่อนนะ องค์อัมรินทร์” พระอังคารหันกลับมาตรัสยั่วเยาะ เทวราชผู้มีรัศมีสีเขียวเรืองรองทรงช้างเอราวัณกวดไล่ตามมา
การกำเนิดเป็นเทพแห่งการณรงค์สงครามย่อมรื่นรมย์ต่อการสู้รบหรือแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ร่วมแข่งขันทรงอิทธิฤทธิ์เทียบเท่ากันและการประชันความเร็วด้วยการวนรอบจักรวาลสามรอบ...อีกเพียงรอบเดียวเท่านั้น ก็จะชนะ!

“ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก พระอังคาร” อีกฝ่ายมิได้มีความกังวล ทรงกระชับสายฟ้าวชิราวุธอาวุธของพระองค์ให้พุ่งนำหน้ารวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดแซงหน้าเทพผู้ทรงมหิงสาไปอย่างง่ายดาย

“องค์อัมรินทร์! ท่านเล่นไม่ซื่อกับเรานี่!” กรรติเกยะบริภาษอย่างไม่พอหทัย ทั้งที่มั่นใจว่าตนเป็นฝ่ายได้เปรียบแน่แล้ว

“ดูก่อนพระอังคาร ท่านเริ่มใช้อาวุธก่อนนี่ ทีเราใช้บ้างท่านก็ไม่ควรมากล่าวหานะ”

“แต่ถ้าหากท่านไม่ใช้สายฟ้า เราจะต้องตีเสมอท่านได้อย่างแน่นอน”

“ถ้าท่านมัวแต่เรียกหาว่าอะไรยุติธรรมไม่ยุติธรรม เห็นทีคราวนี้เราคงต้องชนะท่านเป็นแน่แท้...อาวุธของเทพก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเทพที่ถ้าหากแยกจากกัน อิทธิฤทธิ์ก็ลดลง เห็นทีท่านคงต้องเสียตรีศูลให้เรากระมัง” ว่าแล้วองค์อัมรินทร์ก็เขวี้ยงสายวชิราวุธนำพาหายไปด้วยความเร็วดุจแสง
การแพ้ชนะแลกกันด้วยสิ่งของอันเป็นของที่ผู้ชนะเอ่ยขอต่อผู้แพ้ ครานี้หากกรรติเกยะแข่งขันชนะจะขอแว่นทิพย์ของอัมรินทร์มาส่องเล่น แต่ถ้าหากตนเป็นฝ่ายแพ้จะต้องเสียตรีศูลให้แก่องค์อัมรินทร์เป็นการทดแทน
กรรติเกยะกำสายบังเหียนแน่นด้วยแรงทิษฐิ และอับอายหากต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แม้ผู้นั้นจะเป็นถึงองค์อัมรินทร์ก็ตามที
แม้จะเร่งติดตามไปยังไงก็ไม่มีทางไล่ทันสายฟ้าวชิราวุธ...ช่างน่าสมเพชตัวเองนัก...เทพแห่งสงครามต้องมาพ่ายแพ้การแข่งขันเพียงเท่านี้...เสียแรงที่สู้อุตส่าห์ชนะเหล่าอสูรทั้งหลายมานับครั้งไม่ถ้วน

...เราแพ้...จะต้องแพ้...ไม่มีทาง เราจะแพ้ไม่ได้…
…จะทำยังไงนะ จึงจะมีฤทธิ์เทียบเท่าสายวชิราวุธขององค์อินทร์...

บัดนี้การแพ้ชนะระหว่างศักดิ์ศรีสำคัญยิ่งกว่ารางวัลตอบแทนอะไรทั้งหมด มโนจิตเริ่มแปลกแยกระหว่างการยอมรับและทิษฐิ

...ไม่!...แพ้ไม่ได้...
เราเป็นเทพแห่งสงครามที่ไม่มีวันแพ้!!...ไม่มีวัน...

...แต่เจ้าแพ้ให้กับวชิราวุธขององค์อินทร์...อาวุธเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิฤทธิ์เทพ เจ้าแพ้ก็หมายความว่าองค์อินทร์มีฤทธิ์เหนือกว่าเจ้า!

...ไม่!! เราไม่แพ้!!...ใช่! เรายังมีเพทายเป็นอาวุธอีกอย่างหนึ่ง!

...แต่เวลานี้มันมีหน้าที่สำคัญที่ต้องรักษา...แสดงว่ามันไม่ใช่พลังของเจ้าอีกแล้ว...

ไม่ใช่! มันเป็นของเราโดยชอบธรรม!

...เจ้าใช้มันไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ของเจ้า...อิทธิฤทธิ์เจ้ามีเพียงเท่านี้...

ไม่! เรายังมีอิทธิฤทธิ์ ถ้าหากว่ามีเพทาย!!...ใช่! ถ้าเจ้ามีเพทาย เราต้องชนะองค์อัมรินทร์อย่างแน่นอน...

...แต่เพทายมีหน้าที่ของมัน มันต้องกักขัง...

...ยังมีนพเก้าอีกมากมายที่จะช่วยประคับประคองได้ ขาดก็แค่เพทายที่เราดึงออกมาใช้เพียงครู่เดียว...และตราบใดที่แสงสุริยายังคงอยู่ แก้วนพเก้าก็จะไม่แตกซ่าน...
...แค่เพียงครั้งเดียว กับชัยชนะที่กอบกู้ศักดิ์ศรีเทพแห่งสงครามผู้ไม่เคยพ่ายแพ้...

เพียงแค่ตั้งจิตอธิษฐานถึงเพทาย สัญลักษณ์ประจำองค์ มณีสีแสดก็ปรากฏอยู่ในหัตถ์ดังคาดหมาย…พลังฤทธาก็
เพิ่มพูนขึ้นหลายเท่าในทันที!
…………………………………………
………………
องค์อัมรินทร์เหลียวหลังไปทอดพระเนตรมหิงสาสีดำที่ห้อรี่ตามมากระชั้นชิด แสงสีแดงเรื่อพร่างพรายในเส้นทางสายจักรวาล

“พระอังคาร!”

“องค์อัมรินทร์! เวลานี้เรามีอิทธิฤทธิ์เทียบเท่ากับสายวชิราวุธของท่านแล้ว เป็นอันว่าไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ...ท่านกับเราต่างแข่งขันกันด้วยอิทธิฤทธิ์และอาวุธทั้งหมดของเราทั้งสองฝ่าย” พระอังคารกล่าวด้วยท่าทีมั่นใจ

“เช่นนั้นก็ดี...แต่ท่าน!...ดึงเพทายอกมาจากปราสาททรกาชิตงั้นหรือ!” สังวาลที่คล้องบนอังสากำยำซึ่งไร้มณีประดับมาเป็นเวลานับพันปีของพระอังคาร บัดนี้มีอัญมณีสีแดงก่ำประดับงดงาม 

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เพทายนี่เมื่อเสร็จสิ้นการประลอง เราก็จะนำมันกลับไปไว้ที่เดิม และเรามั่นใจว่าการแข่งขันครั้งนี้ต้องจบลงก่อนที่พระจันทราจะเสด็จขึ้นแน่นอน”

“งั้นเราก็จะไม่เสียเวลาแล้วล่ะนะ เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อท่านมีอิทธิฤทธิ์ครบแล้วเช่นนี้ ยังจะเก่งกาจเหมือนเมื่อหลายพันปีก่อนหรือไม่!” ว่าแล้วองค์เทวาทั้งสองก็ตีขนาบกันมุ่งกลับไปยังเขาไกรลาสอันเป็นเส้นชัย
…………………………………………
………………
การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้นและดุเดือด ต่างฝ่ายต่างกีดกันอีกฝ่ายมิให้ไปถึงเชิงไกรลาสก่อนตน โดยมิทันสังเกตว่าเงาของราหูกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ดวงสุริยาที่กำลังเจิดจรัสเข้ามาทุกขณะ...ก่อนจะกลืนกินวงรัศมีแห่งทิวาจนเหลือเพียงเศษเสี้ยวดั่งจันทราคืนกาฬปักษ์

สุริยคราส!!

อีกเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นสุริยาทิตย์ก็จะถูกบดบังจนหมดทั้งดวง ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วเขตแคว้นแดนสวรรค์จบพื้นพิภพ สรรพสัตว์ต่างตื่นตระหนกด้วยเวลาที่เคลื่อนผิดไป

“ช้าก่อนพระอังคาร! หยุดชั่วคราวเถิด!” องค์อัมรินทร์ร้องบอกอีกฝ่ายที่จวนจะล่วงหน้าไปก่อนในขณะที่ตนหยุดชะงักเมื่อสังเกตได้ถึงสิ่งผิดปกติ แสงสุริยาที่ดับลงอย่างกระทันหัน

“อะไรของท่าน!” พระอังคารทรงประหลาดพระทัย ทั้งที่ตอนนี้ก็ถึงฝั่งนทีสีทันดรแล้ว อีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงจุดหมาย...ขนงโก่งขมวดเป็นปม ดวงตาเบิกกว้างอย่างตระหนก

แต่เมื่อหยุดนิ่ง จึงได้สังเกตว่านอกจากรัศมีกายจากองค์เทวาทั้งสองนั้น รอบจักรวาลมืดมนดั่งใกล้จะแตกดับเมื่อไร้ซึ่งแสงแห่งทิวากาล และจันทราก็ยังมิได้ทอรัศมี

“สุริยคราส!!!”

แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันวูบดับเมื่อแสงสุดท้ายแห่งสุริยาทิตย์ลับหายไปจนสิ้นดวง รัตนเพทายที่ประดับอยู่บนสายสังวาลของพระอังคารกระเด็นหลุดออกไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่อาจคว้าไว้ได้ทัน!
และในขณะเดียวกัน รัตนะอีกแปดดวงของเหล่าเทพนพเคราะห์ที่ตรึงผนึกอยู่โดยรอบปราสาททรกาชิตก็แตกซ่าน ตกลงจากสวรรค์กระจายหายไปอย่างไร้ทิศทาง เหล่าเทพยดานางฟ้าต่างพาตระหนกเมื่อไอความทะมึนชั่วร้ายแผ่กำจายออกมาจากปราการซึ่งกักขังพลังความชั่วร้ายของยักษ์ทาระกะมานับพันปี!


…………………………………………


………………
 “กรรติเกยะ! เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีความผิดร้ายแรงเพียงใด!” พระสุรเสียงอันเกรี้ยวกราดจากองค์ศิวราชทำให้แม้ผู้ที่ไม่มีความผิดยังขยาดเกรง
ด้วยเรื่องที่พระอังคาร เทพแห่งสงครามกระทำความผิดมหันต์ที่ถือวิสาสะนำอัญมณีเพทายออกมาจากการปิดผนึกเหนือปราสาททรกาชิตโดยพละการ ทำให้รัตนะอีกแปดดวงรวมถึงแก้วเพทาย อันเป็นเสมือนผนึกกุญแจแก้วนพเก้าที่กักขังพลังความชั่วร้ายของทาระกะไว้ได้แตกซ่านกระเด็นตกหายไปยังโลกมนุษย์ ยากแก่การตามคืนมาได้ สมบัติของสวรรค์เมื่อตกลงไปยังโลกมนุษย์...พวกมนุษย์ก็มีสิทธิ์ที่จะได้ครอบครอง ดังนั้นการจะตามหาแก้วนพเก้าและผู้ที่จะครอบครองได้นั้น ต้องมีชีวิตเป็นอย่างมนุษย์!!

“ขอเดชะ อัญมณีนพเก้านั้นล้วนเป็นดั่งส่วนหนึ่งของบรรดาเทพนพเคราะห์ หากตกลงไปยังโลกมนุษย์ก็ย่อมต้องหาชีวิตเป็นที่อาศัย ยากแก่การตามหายิ่งพระเจ้าค่ะ” พระเสาร์กราบทูล

“หม่อมฉันขอยอมรับผิดและชดใช้ทุกประการพระเจ้าค่ะ”


“เอาเถิด เห็นแก่ที่เราเป็นคนสร้างเจ้าขึ้นมาเพื่อมาปราบยักษ์ทาระกะ เราจักให้เจ้ารับผิดชอบโดยการจุติลงไปยังโลกมนุษย์ เพื่อตามหาอัญมณีแก้วนพเก้าทั้งหมด
และนำมันกลับมาปิดผนึกปราสาททรกาชิตดังเดิม ก่อนที่มนตราที่เจ้ากำกับไว้จะหมดลง และยักษ์ทาระกะหลุดออกมาเป็นอิสระอีกครั้ง”

พระอังคารพนมหัตถ์ก้มพักตร์นิ่ง...จุติ...ละจากที่แห่งนี้ลงไป ในคราบความเป็นมนุษย์...ทรงคิดไม่ตกเลยว่าจะจัดการกับยักษ์ทาระกะได้อย่างไร

“ขอเดชะ องค์พระศิวะเจ้า...ถ้าหากพระอังคารจุติลงไปเกิดใหม่ ก็เท่ากับว่าจะต้องตามหาอัญมณีทั้งเก้านั้นด้วยแรงกำลังของมนุษย์ธรรมดานะพระเจ้าค่ะ”
องค์อัมรินทร์อยากจะทูลคัดค้าน ในเมื่อตนเองก็ถือว่ามีส่วนผิดในการนี้ด้วยเช่นกัน

“ถ้าหากเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงอุบัติเหตุ มันก็จะไม่มีบทลงทัณฑ์เช่นนี้...เจ้ากำลังกังวลอยู่หรือ กรรติเกยะ...”

“พระเจ้าค่ะ” ทรงยอมรับโดยดุษฎี “แม้แต่พลังของเทพยังไม่อาจต้านทานความชั่วร้ายของยักษ์ทาระกะได้ แล้วมนุษย์...”

“มนุษย์ทำสิ่งที่เกินความคาดหมายของเหล่าเทพได้หลายอย่าง พลังที่แท้จริงที่สามารถทำลายทาระกะได้ไม่ใช่พลังของเทพหรือของมนุษย์
 หากแต่เป็นพลังความมั่นคงและดีงามต่างหาก...จงตั้งจิตให้สงบ หาไม่แล้วการจุติของเจ้าจักนำภัยร้ายแรงมาสู่ตัวเจ้าเอง” องค์พระศิวราชทรงเอ่ยเตือนด้วยความกรุณา

   กรรติเกยะหลับเนตรลงตั้งมั่นในขณะที่องค์พระศิวะร่ายพระพร หากแต่แล้วจิตที่รุ่มร้อนก็พลันเกิดความคิดวาบขึ้นมา
...เราผิด...สมควรแล้วที่จะต้องชดใช้กรรมที่ก่อ...การเป็นผู้ทำลายทาระกะย่อมได้รับผลกระทบที่เคยกระทำ

....ไม่ เราทำผิดเพราะความไม่รู้ต่างหากว่าจะเกิดสุริยคราสขึ้น...

...จะเกิดหรือไม่เกิดสุริยคราสก็ไม่สมควรนำเพทายออกมาตั้งแต่แรกแล้ว...เรามันสะเพร่าเอง…ทำการศึกดีแต่ใช้กำลังไม่ใช้ปัญญาไฉนเลยจะชนะ...

...แต่การลงโทษให้จุติลงไปเกิดเป็นมนุษย์นั้นมันแรงเกินไป...เราเป็นผู้พิชิตยักษ์ทาระกะแต่แรกแล้ว ครั้งนี้ไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องเกิดเป็นมนุษย์ให้มันยากยิ่งกว่าลงไปตามหาแก้วนพเก้าด้วยรูปเทวะ...

...มันก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือกับความผิด…ในเมื่อครั้งหนึ่งเคยปราบยักษ์ทาระกะได้...เมื่อเป็นมนุษย์ก็ต้องทำได้...

...เราไม่ผิด...

...เรา...ผิด...

...ไม่!! เราไม่ผิด...

“พอที...แล้วเราจักไปเกิดได้อย่างไรในเมื่อความคิดมันแยกแบ่งเป็นสองเช่นนี้”

...ข้ากรรติเกยะขอตั้งจิตอธิฐาน
เพื่อจุติลงไปยังวงศ์วาร
จากวิมานฟากฟ้าสู่แดนดิน...



                                           --------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2010, 08:38:23 PM โดย นานะจัง » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

  ~*~My Angel~*~
กาฬรหัสย์
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,761


หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 10:43:40 PM »

ตอนที่ 3 นิมิต


พระพักตร์ของพระกรรติเกยะเคร่งเครียด จิตที่ขัดแย้งกันทำให้สมาธิที่พระองค์พยายามรวบรวมแตกซ่าน  วรกายสง่างามเริ่มเลือนรางกลายเป็นดวงประทีปสีชมพูเรื่อเรืองด้วยอำนาจจิตแห่งธรรมะ

หากแต่อำนาจจิตแห่งอธรรมกลับขัดขวางปรากฏภาพวรกายเลือนรางของเทพพระอังคารแบ่งแยกเป็นสองร่าง พระพักตร์เคร่งเครียดทรมานเมื่อต้องต่อต้านกับจิตมารของตนเอง จนในสุดร่างนั้นก็กลับกลายเป็นดวงประทีปสว่างได้ในที่สุด...ดวงจิตที่จะจุติลงไปถือกำเนิดในวงศ์วารที่ครองพื้นปฐพี เพื่อตามหาชีวิตแห่งมณีนพเก้ากลับคืนมา

หากแต่แล้วดวงจิตแห่งกายทิพย์ก็บังเกิดความแปรปรวน ประทีปสีชมพูแบ่งแยกออกจากกันกลายเป็นสอง!...พลังจิตมารยังมิสิ้นฤทธิ์

จิตแห่งกรรติเกยะทั้งสองดวงส่องประกายลอยเคียงกัน ผ่านวิมานอากาศ เมฆหมอก จากแดนฟ้าลงสู่แดนดิน
 
องค์ศาทศิวะทอดพระเนตรมองดวงจิตของกรรติเกยะที่แตกแยก แล้วทอดถอนหทัย

“กรรติเกยะบุตรแห่งข้า...การกำเนิดของเจ้า เห็นทีจักมีอุปสรรคสำคัญเสียแล้ว”

----------------------------------------------------------


คีรีรัตน์นคร เมืองที่รายล้อมด้วยกำแพงภูผา ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสูง กษัตริยาธิราชผู้ครองนครสืบเชื้อสายมาจากเทพแห่งขุนเขาตามตำนานแต่โบราณหลายร้อยปี แต่ละพระองค์ล้วนทรงปกครองนครด้วยทศพิธราชธรรม...ราชาศักรินทร์กษัตริย์องค์ปัจจุบัน

สิ้นแสงทิวาเข้าสู่ราตรีกาล ทุกสรรพสิ่งต่างเข้าสู่ห้วงแห่งนิทรา ทั้งนครปกคลุมไปด้วยความมืดมิดเงียบสงัด
   
ในนิมิตแห่งองค์ราชาศักรินทร์...พระองค์เงยพระพักตร์ทอดพระเนตรขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดมนอนธกาล แสงสุกสกาวราวกับดวงดาวทอแสงวิบวับอยู่เบื้องบน ดาราสกาวที่เห็นอยู่ไกลๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาเมื่อพระองค์ทรงยื่นหัตถ์ไปหาด้วยความปรารถนา จึงได้รู้ว่าดาราที่เข้าใจนั้นแท้จริงแล้วคือดวงแก้วมณีมีค่ารัศมีสีชมพูเรื่อเรืองดังผลทับทิมสุก
   
หากแต่แล้วดวงแก้วนั้นกลับแปรเปลี่ยนกลายเป็นศาสตราวุธสองสิ่งผกผันเข้าปะทะฟาดฟันกัน หนึ่งกลายเป็นกงจักรผันหมุนคว้างตรงมาหาพระองค์ประหนึ่งจักฟาดฟัน อีกหนึ่งกลายเป็นพระขรรค์อันเรืองฤทธิ์คอยขัดขวางปกป้องภยันตรายให้แก่พระองค์
   
ศาสตราวุธทั้งสองสิ่งปะทะกันเกิดแสงวาบวามราวอสุนีบาต จักรหมุนคว้างเหวี่ยงพระขรรค์ออกไปให้พ้นทางก่อนจะผันกลับมายังองค์ราชาศักดิ์กรินทร์ คมจักรตัดร่างองค์ราชาขาดสะบั้น!
   
ยัง...นิมิตร้ายนั้นยังไม่จบสิ้น

พระองค์ทรงเห็นพระขรรค์แผ่รัศมีเป็นเก้าแฉกคล้ายจักรผันพร้อมกันนั้น รัตนะเลอค่ามากมายจากทั่วสารทิศก็ตรงเข้าหาพระขรรค์ผนึกกำลังจนปรากฏแสงรัศมีร่วงรุ้งเจิดจ้า พระขรรค์แห่งธรรมะหมุนวนเข้าปะทะกับกงจักรผัน บังเกิดเสียงกัมปนาทกึกก้องไปทั่วพิภพ จักรแห่งอธรรมแตกสลาย

“ไม่!!!” องค์ราชาสะดุ้งตื่นจากพระสุบิน พระเสโทพราวพระพักตร์ ในนิมิตประหลาดจะว่าดีหรือร้ายก็ใช่ที

“เจ้าพี่…” อากัปกริยาตกพระทัยของพระสวามีทำให้มเหสีทรงตื่นบรรทมขึ้นมาด้วย

“ไม่มีอะไรหรอก มณีกานต์...น้องนอนต่อเถอะ อีกไม่นานก็เช้าแล้ว”

“เจ้าพี่ไม่ได้ทรงเป็นอะไรใช่มั้ยเพคะ?” พระมเหสียังคงห่วงหา

“แค่ความฝันเท่านั้น” องค์ราชาทรงกล่อมให้พระมเหสีทรงคลายกังวล พระนางจึงยอมบรรทมต่อจวบจนอรุโณทัย หากพระสวามีกลับมิอาจข่มเนตรให้หลับลงได้เลย

------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 17, 2009, 09:12:09 AM โดย นานะจัง » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

กาฬรหัสย์
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,761


หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 10:50:20 PM »

ตอนที่ 4 คำพยากรณ์
   

ภายในท้องพระโรงบนปราสาทราชวังคีรีรัตน์นคร เหล่าเสนาอำมาตย์พรั่งพร้อมต่อเบื้องพระพักตร์องค์ราชาและพระมเหสี รวมทั้งโหราธิบดีที่กำลังขีดเขียนเลขยันต์ตามหลักโหราศาสตร์ เพื่อทำนายพระสุบินขององค์ศักรินทร์ราชาเมื่อราตรีกาลที่ผ่านมา


   อันดวงแก้ววาววับลับจากฟ้า
   คือบุญญาตามชะตาโอรสา
   ทั้งจักรขรรค์ประดุจสองกุมารา
   ทรงฤทธาเกียงไกรไม่แพ้กัน

   
“ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า” โหราธิบดีเงยหน้าจากกระดานชนวน
   
“ว่ายังไงบ้าง ท่านโหรา”
   
โหราธิบดีเริ่มกราบทูลคำพยากรณ์ตามศาสตร์ที่ร่ำเรียน
   
“ดวงแก้วสีชมพูที่ลอยมาสู่พระหัตถ์ขององค์เหนือหัวนั้นคือเทพผู้กล้าหาญจุติลงถือกำเนิดเป็นโอรสของพระองค์...และพระขรรค์กับกงจักรหมายถึงองค์เหนือหัวจะได้พระโอรสสององค์พระเจ้าค่ะ”
   
คำพยากรณ์จากโหราธิบดีสร้างความโสมนัสให้แก่ทั้งสองพระองค์ยิ่งนัก
   
“เจ้าพี่ เราจะมีลูกชายสองคนเพคะ”
   
“พี่ดีใจเหลือเกิน มณีกานต์” ด้วยองค์ราชาศักรินทร์มิได้ทรงมีนางสนมกำนัลอื่นใดดังเช่นกษัตริย์เมืองอื่นๆ ทรงมีเพียงพระมเหสีมณีกานต์เป็นที่รักยิ่งเพียงองค์เดียว และมเหสีที่รักยิ่งมีโอรสเช่นนี้ พระองค์ยิ่งทรงเพิ่มความสนิทเสน่หามากยิ่งขึ้น
   
“แต่...ที่เราเห็นพระขรรค์กับจักรต่อสู้กันมันหมายความว่าอย่างไร...จะมีเหตุเภทภัยใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่” องค์ราชายังคลางแคลงพระทัย

   องค์หนึ่งถือกำเนิดเพื่อรักษา
   ทั่วเขตแคว้นแดนพาราด้วยพระขรรค์
   แต่กงจักรชักนำภัยให้โรมรัน
   ผลาญชีวันองค์ราชันย์ให้บรรลัย

   
โหราธิบดีกระอักกระอ่วนยากที่จะเอ่ยถ้อยกราบทูลต่อองค์เหนือหัวได้ต่อไป เหล่าเสนาอำมาตย์ลอบสบตากันด้วยความประหลาดใจ
   
“กราบทูลองค์เหนือหัวและพระมเหสีตามคำทำนายไปสิ ท่านโหราว่าท่านทำได้อย่างไร” อำมาตย์ศักดา เร่งรัดเมื่อเห็นอีกฝ่ายท่าทางลำบากใจนัก
   
“มันร้ายแรงมากเลยหรือ ท่านโหรา” องค์เหนือหัวทรงตรัสถาม
   
“นั่นสิ เราเองก็อยากรู้” พระมเหสีมณีกานต์ทรงเห็นด้วย
   
“พระขรรค์หมายถึงพระโอรสผู้ทรงคุณธรรม จะทรงเป็นผู้ปกปักรักษาคีรีรัตน์นคร และทรงขจัดผองภัยให้แก่โลก...ส่วนจักร หมายถึงพระโอรสอีกองค์....”
   
“พระโอรสอีกองค์ทำไม” องค์ราชาศักรินทร์ทรงเร่งถาม จนโหราธิบดียอมเฉลยคำพยากรณ์ที่เหลือ
   
“จะนำภัยพิบัติมาสู่บ้านเมือง...และจะสังหารพระบิดาพระมารดาพระเจ้าค่ะ!”

---------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2008, 11:21:12 PM โดย กาฬรหัสย์ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bobenz
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,509



« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2008, 11:02:02 PM »



ตอนที่ 5 กำเนิดเพลิงประลัย


ในขณะที่มโนจิตอันแกร่งกล้าของกรรติเกยะกำลังจะก่อกำเนิดใหม่ ก็ยังมีอีกหนึ่งดวงจิตที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นมาบนชั้นฟ้าสุราลัย
นางฟ้าทิพย์อาภาผวาตื่นจากการพักผ่อนหลังจากกลับจากถวายการปรนนิบัติรับใช้พระอุมาเทวี พระแม่แห่งสามโลก
 นางรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในอุทร...กำลังก่อกำเนิดและมีชีวิต!

“เรา...กำลังจะมีครรภ์หรือนี่” นางมิได้ยินดีดังเช่นผู้ที่กำลังจะได้เป็นมารดาควรจะเป็น หากมีแต่ความหวาดหวั่นในฤทัย

“ทิพย์อาภาเจ้าเป็นอะไรไป” นางฟ้าทิพย์มณีเดินเข้ามาหา และเห็นกริยาที่ผิดปกติของนางฟ้าทิพย์อาภา

“ทิพย์มณี...เรา...เรากำลังมีครรภ์” ทิพย์อาภาสารภาพปานจะขาดใจ ผู้รับฟังเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

“แล้วพระเพลิงทรงทราบเรื่องนี้รึยัง” ทิพย์มณีหวั่นวิตกไม่แพ้เพื่อนรัก นางฟ้าทิพย์อาภาอัน
เป็นเพื่อนรักได้กระทำความผิดอันใหญ่หลวงคือลักลอบมีจิตปฏิพัทธิ์กับพระเพลิง เทพแห่งไฟ

จริงอยู่เทพเทวานางฟ้าแม้จะอยู่ในภพภูมิที่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งปวง แต่ก็ยังมิได้ละจากกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง แต่การกระทำของนางฟ้าทิพย์อาภาทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติพระอุมาเทวี นาฟ้าทิพย์มณีก็รู้ในข้อนี้ดี แต่ก็ยังเป็นใจให้เพื่อนรัก มิได้ห้ามปรามตักเตือนด้วยเห็นแก่ความรักของเพื่อน

“พระเพลิงยังไม่ทรงทราบเรื่องนี้...ทิพย์มณี เราจะทำยังไงดี เราไม่คิดว่าทุกอย่างจะบานปลายถึงขั้นนี้ เราเพียงแต่รักพระเพลิงเท่านั้น”

“เอาละๆ เราเข้าใจเจ้าทิพย์อาภา เจ้ารีบหาทางบอกเรื่องนี้กับพระเพลิงให้เร็วที่สุดและหาทางแก้ไขดีกว่า ส่วนเรื่องถวายการปรนนิบัติพระอุมาเทวี เราจัดการเอง ขืนให้เจ้าไปเข้าเฝ้าในสภาพนี้ไม่ได้แน่”

“เราขอบใจเจ้ามากนะ ทิพย์มณีที่ช่วยเหลือเราตลอดมา” นางฟ้าทิพย์มณีกุมหัตถ์อันเย็นชืดของเพื่อนรักอย่างปลอบโยน

“ก็เราเป็นเพื่อนรักกันนี่” นางฟ้าทิพย์อาภาเริ่มบรรเทาความกังวลลง แล้วคิดหาทางแจ้งข่าวนี้ไปยังพระเพลิงผู้เป็นพระสวามีเพื่อจะหาทางแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น

+++++++++++++

เมื่อนางฟ้าทิพย์มณีมาเข้าเฝ้าพระอุมาเทวีเพียงลำพังก็ไม่พ้นที่พระอุมาเทวีจะตรัสถามถึงนางฟ้าทิพย์อาภา
“ทิพย์มณี ทำไมวันนี้เจ้ามาคนเดียว แล้วทิพย์อาภาเล่า”

นางฟ้าทิพย์มณีก้มกราบทูลโดยไม่กล้าสบสายพระเนตรอันคมกริบ

“เมื่อวานทิพย์อาภาไปเก็บดอกไม้ในสวนสวรรค์เป็นเวลานานจึงถูกรัศมีจากพระสุริยาที่ชักราชรถผ่านสาดต้องเพคะ นางจึงมีอาการอ่อนเพลีย หม่อมฉันจึงให้พักผ่อน”

“นางเป็นอะไร มีอาการมากหรือไม่ เราจะไปดูเสียหน่อยเผื่อจะได้ช่วยอะไรได้” ตรัสแล้วพระอุมาก็ทรงลุกขึ้นจากที่ประทับด้วยพระทัยที่อารีต่อนางข้ารับใช้ จนทิพย์มณีต้องรีบรั้งไว้ ด้วยเกรงว่าหากพระอุมาเทวีเสด็จไปแล้วไม่พบทิพย์อาภาหรือนางอาจจะไม่ได้อยู่ที่วิมานเพียงลำพัง เรื่องราวอาจลุกลามใหญ่โตไปถึงต้นเหตุได้

“เอ่อ...นางไม่ได้เป็นอันใดมากหรอกเพคะ วันพรุ่งก็คงมาถวายงานได้ตามปกติ”

“งั้นหรือ...แต่ถ้าหากทิพย์อาภาเป็นอะไรมากเจ้าก็ต้องรีบมาบอกเรานะ อย่ามัวแต่อมพะนำไว้ เรายินดีช่วยเหลือทุกอย่าง”

“ขอบพระทัยเพคะพระแม่เจ้า” นางฟ้าทิพย์มณีก้มกราบด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
พระอุมาเทวีทรงเอ็นดูพวกนางเหลือเกิน แต่ดูสิ่งที่กระทำต่อพระองค์สิ...ช่างทรยศให้เสื่อมเสียพระเกียรติยิ่งนัก

+++++++++++++
เทพธิดาทิพย์อาภาประทับบนแท่นบรรจถรณ์ภายในวิมานอย่างร้อนรน
เมื่อนางส่งกระแสจิตระลึกไปถึงพระเพลิงขอร้องให้เสด็จมาหานางเพื่อแจ้งข่าวอันยิ่งใหญ่ให้ทราบ นางสัมผัสอุทรด้วยความกลัดกลุ้ม
พลันกองอัคคีเพลิงก็ลุกโชนขึ้นตรงหน้าก่อนจะปรากฏวรกายสง่างามของพระเพลิง
 รัศมีสีเพลิงทอประกายเจิดจ้า นางฟ้าทิพย์อาภาถลาเข้าไปหาผู้เป็นสวามีด้วยความร้อนรน

“พระองค์!” พระเพลิงกอดรับขวัญชายา ตรัสอ่อนโยนด้วยยังมิรู้ถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น “วันนี้ทิพย์อาภาเรียกพี่มาหา น่าดีใจเหลือเกิน ยอดรักของพี่”

“หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลเพคะ” ความยินดีที่ได้มาพบชายาทำให้มิได้สังเกตเลยว่านางฟ้าทิพย์อาภากำลังร้อนรุ่มกลุ้มใจเจียนคลั่ง ทรงแกล้งตัดพ้อว่า

“น่าน้อยใจนัก เรียกพี่มาพบเพราะมีเรื่อง เจ้าคงไม่ได้คิดถึงพี่เหมือนที่พี่คิดถึงเจ้าอยู่ทุกวารวันสินะ”

นับตั้งแต่พระเพลิงได้พบนางฟ้าทิพย์อาภานางข้ารับใช้พระอุมาเทวีเมื่อคราวที่ไปเข้าเฝ้าพระศิวะเมื่อกาลก่อน ประดุจศรรักปักทรวงเทพและเทวีทั้งสอง แต่เพราะนางฟ้าทิพย์อาภาอยู่ในการดูแลของพระอุมาเทวี การจะรักใคร่ชอบพอกับผู้ใดย่อมเป็นไปได้ยาก แต่อำนาจรักนั้นมีมากเหลือเกิน
นางฟ้าทิพย์มณีเห็นใจเพื่อน ด้วยหวังอยากให้เพื่อนไม่ต้องทนทรมานด้วยพิษรัก นางจึงรู้เห็นเป็นใจให้นางฟ้าทิพย์อาภาและพระเพลิงได้พบปะกัน แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งมิควรก็ตาม

“โธ่ พระองค์ทรงฟังหม่อมฉันก่อนสิเพคะ หม่อมฉันไม่ใช่ไม่คิดถึงพระองค์ แต่หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลจริงๆ...หม่อมฉัน...” ครั้นเมื่อจะพูดออกมา นางฟ้าทิพย์อาภาก็บังเกิดความหวาดกลัวต่ออนาคตเบื้องหน้า

“มีอะไรเหรอ ทิพย์อาภา” พระเพลิงประคองดวงหน้างดงามด้วยหัตถ์ทั้งสอง ดวงตาวาววามสั่นไหวยากที่จะคาดเดาได้ว่าเรื่องอะไร
นางฟ้าทิพย์อาภาซบลงกับพระอุระพระสวามี เอ่ยออกมาด้วยเสียงเจือสะอื้น

“หม่อมฉัน...กำลังจะมี...ลูกเพคะ” เสียงแผ่วเบานั้นดังก้องโสตประสาทเทพแห่งอัคคีราวกับสายฟ้าฟาดลงมา

“ลูก...จริงเหรอ ทิพย์อาภา พี่ดีใจจนบอกไม่ถูกเลยทีเดียว”

“แต่ถ้าหากพระแม่เจ้าทรงทราบล่ะเพคะ” พระเพลิงทรงลืมคิดถึงข้อนี้ไปเสียสนิท เป็นเพราะตนและนางฟ้าทิพย์อาภาลักลอบพบกัน และยิ่งนางเป็นข้ารับใช้ของพระอุมาเทวีหากความนี้ล่วงรู้ออกไป

พระเพลิงยกหัตถ์ขึ้นร่ายมนตราเป็นเปลวอัคนีหลอมรวมกลายเป็นรัตนะสีส้มแสด ภายในมีเงาวาววับราวกับเพลิงสะบัดเปลว ส่งมอบให้ผู้เป็นชายา
“รัตนะดวงนี้คือพลังของพี่ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเจ้า...เจ้าสามารถใช้มันบันดาลอำนาจแห่งไฟได้ตามที่เจ้าต้องการ แล้วพี่จะพยายามหาทางกราบทูลพระอุมา...พี่จะไม่ทอดทิ้งเจ้าแน่นอน ทิพย์อาภา”

นางฟ้าทิพย์อาภาได้แต่หวังว่าเรื่องราวทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ขอเพียงพระสวามีอยู่เคียงข้าง และลูกน้อยของนางจะมิเป็นตราบาปให้ต้องจารจารึกในความผิดพลาดนี้
+++++++++++++

“วันนี้ทิพย์อาภาไม่มาอีกแล้วหรือ...ถูกรัศมีพระสุริยาอีกหรือไร” พระอุมาเทวีตรัสถามนางฟ้าทิพย์มณีที่มาเข้าเฝ้าเพียงลำพังอีกตามเคย แต่บัดนี้พระอุมาเทวีทรงคลางแคลงพระทัย ว่าต้องเกิดเหตุผิดปกติอันใดขึ้นแน่

“เพ...เพคะ” นางฟ้าทิพย์มณีก้มหน้าหลุบต่ำ ไม่อาจสู้สายพระเนตรที่เขม็งมองได้ ท่าทางความลับนี้จะปิดอีกได้ไม่นานเสียแล้ว

“เจ้ามีอะไรปิดบังเราอยู่รึเปล่า ทิพย์มณี...ทิพย์อาภาเป็นอะไรกันแน่”

“หม่อมฉัน...ไม่มีเพคะ” นางฟ้าทิพย์มณีตะกุกตะกักอย่างมีพิรุธ แต่ก่อนที่พระอุมาเทวีจะทรงซักไซ้ไล่เรียง นางฟ้าองค์หนึ่งก็เข้ามากราบทูล

“พระเพลิงมาขอเข้าเฝ้าพระแม่เจ้าเพคะ”

นางฟ้าทิพย์มณียิ่งใจหายวาบอย่างคนมีชนักปักหลัง พระเพลิงมีเหตุอันใดจึงมาขอเข้าเฝ้าพระอุมาเทวีเช่นนี้ ทิพย์มณีหวั่นเหลือเกินว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทิพย์อาภา

+++++++++++++

ที่วิมานของนางฟ้าทิพย์อาภา วันนี้นางรู้สึกถึงความปั่นป่วนในกายอย่างไม่อาจบอกได้
ถึงแม้จะมีครรภ์แต่เพราะความเป็นเทพอันดำรงด้วยทิพย์ จึงมิทำให้ครรภ์ของนางขยายขึ้น
แม้แต่การมีประสูติกาลของเทพก็มิต้องทรมานเช่นมนุษย์
แต่เวลานี้ครรภ์ที่เพิ่งปฏิสนธิได้ไม่นานกลับเจ็บปวดทรมานราวกับจะทำให้ร่างกายแตกสลาย จนทำให้นางไม่สามารถไปรับใช้พระอุมาเทวีได้

“พระเพลิง...” นางรำพันพระนามพระสวามีอันเป็นบุคคลแรกที่นึกถึง ทุรนทุรายอยู่บนแท่นบรรจถรณ์เพียงลำพัง กำรัตนะสีเพลิงไว้แนบอุระ
นางรู้ตัวว่ากำลังจะมีประสูติกาลอยู่ในขณะนี้แล้ว ทั้งที่อายุครรภ์ของนางยังไม่ครบกำหนดด้วยซ้ำ ช่างทรมานอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้กายทิพย์ของเทพมิเคยหิวโหย เจ็บป่วยด้วยอาการทางธรรมชาติใดๆ สายอสุนีบาตจำเพาะต้องฟาดเปรี้ยงปร้างอยู่รอบวิมานราวกับฆ้องชัยประโคมต้อนรับการมีประสูติกาลอย่างน่าหวาดหวั่น

นางฟ้าทิพย์อาภาบิดครวญอยู่เป็นเวลานานท่ามกลางอสุนีบาตและเมฆหมอกที่มืดมัวรอบวิมาน เหงื่อกาฬที่ไม่เคยมีแตกพลั่กโชกชุ่ม
และเมื่อถึงกาลอันสมควรสายอสุนีบาตก็ฟาดเปรี้ยงลงมากลางวิมานพร้อมกับดวงจิตสีเพลิงลอยออกมาจากนาภีของนางฟ้าทิพย์อาภา ดวงจิตที่เป็นดั่งดวงไฟร้อนแรงแทบจะเผาผลาญผู้เป็นมารดาให้เป็นจุณ และเปล่งรัศมีตอบโต้สายอสุนีบาตที่ฟาดลงมาเป็นพลังรุนแรงสร้างความสั่นสะเทือนไปโดยรอบวิมาน
ดวงจิตสีเพลิงที่ลอยคว้างค่อยๆ กลายเป็นทารกน้อยเพศชายแผดเสียงร้องจ้าแข่งกับเสียงครืนครางของความแปรปรวน

+++++++++++++

พระอุมาเทวีเสด็จออกมาหาพระเพลิงที่รอคอยอยู่ด้านนอก โดยมีนางฟ้าทิพย์มณีตามเสด็จมาด้วย

“มีอะไรหรือพระเพลิง” พระอุมาเทวีรับสั่งถาม ฝ่ายนางฟ้าทิพย์มณีสบสายตากับพระเพลิงก็ยิ่งร้อนใจ

“หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลขอพระราชทานจากพระแม่เจ้าพระเจ้าค่ะ” พระเพลิงรวบรวมความกล้า

“ท่านจะขออะไรจากเรา”

“หม่อมฉัน...หม่อมฉันจะทูลขอพระราชทานนางฟ้าทิพย์อาภาพระเจ้าค่ะ” ทิพย์มณีอยากให้ตนเองฟังผิดเพี้ยน ไม่คิดว่าพระเพลิงจะกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้

“บังอาจ!!” พระอุมาตวาดก้องด้วยความพิโรธ “ทิพย์อาภาเป็นนางฟ้าในความดูแลของเราจะมาทูลขอกันง่ายๆ ได้ยังไง”

“พระอาญามิพ้นเกล้า หม่อมฉันรู้ว่าอาจเอื้อมไม่เจียมตัว แต่ได้โปรดทรงประทานนางให้หม่อมฉันเถอะพระเจ้าค่ะ” พระเพลิงยังไม่ย่อท้อง่ายๆ

“ทำไมท่านถึงต้องการนางนัก” พระอุมาเทวีทรงเคลือบแคลง พลางเหลียวไปสังเกตนางฟ้าทิพย์มณีที่หมอบคู้ลุกลี้ลุกลนอยู่เบื้องหลัง

 “พวกเจ้ามีอะไรปิดปังเรา จงบอกมาให้หมด...ทิพย์มณี เสียแรงนักที่เราไว้เนื้อเชื่อใจเจ้า”

“หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยโทษเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว” นางฟ้าทิพย์มณีสั่นงันงก นี่คือสิ่งที่นางกลัวมาตลอดว่าสักวันหนึ่งจะต้องถูกจับได้และวันนี้ก็มาถึง
ทันใดนั้นเสียงสายอสุนีบาตกัมปนาทก็กระหึ่มก้องมาจากวิมานของนางฟ้าทิพย์อาภา แสงวิชชุดาสว่างวาบเป็นระยะราวสรวงสวรรค์จะถล่มทลาย

“ทิพย์อาภา” ทั้งพระเพลิงและทิพย์มณีต่างตระหนกตกใจด้วยความเป็นห่วง ร่างสง่างามของพระเพลิงกลายเป็นดวงไฟพุ่งตรงไปยังวิมานที่อยู่ท่ามกลางสายฟ้าโดยที่ยังไม่ได้กราบทูลลาพระอุมาเทวี

“ทิพย์มณี...เจ้าพาเราไปพบทิพย์อาภาเดี๋ยวนี้” นางฟ้าทิพย์มณีรีบทำตามพระกระแสรับสั่ง
+++++++++++++

วิมานของนางฟ้าทิพย์อาภากำลังจะถล่มทลายด้วยพลังอานุภาพอันมหาศาลของทารกน้อยที่สำแดงอิทธิฤทธิ์นับตั้งแต่ถือกำเนิดแม้จะยังไร้เดียงสา
 แต่ก็ทำให้เหล่าเทพทั้งหลายหวาดหวั่น ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลางบอกเหตุว่าผู้ที่มีพลังอำนาจได้ถือกำเนิดขึ้น ไม่อาจเดาได้ว่าภายภาคหน้าจะเกิดเรื่องร้ายหรือเรื่องดี
 
“ทิพย์อาภา!” พระเพลิงพร่ำเรียกพระชายาแต่ก็ไม่สามารถฝ่าฟันสายฟ้านั้นเข้าไปได้

นางกำลังอ่อนแอสิ้นเรี่ยวแรง มือหนึ่งกอดประคองบุตรให้รอดพ้นจากพลังธรรมชาติที่กำลังบ้าคลั่ง อีกมือหนึ่งกำรัตนะสีเพลิงไว้แน่น ความทรมานจากการให้กำเนิดทารกน้อยอันเป็นบุตรของพระเพลิงเทพผู้ควบคุมธาตุไฟอันเป็นธาตุหนึ่งที่สำคัญของโลกถึงแม้นางจะเป็นนางฟ้า แต่ก็ไม่อาจทนต่ออำนาจนั้นได้
เมื่อเห็นพระอุมาเทวีเสด็จมา นางฟ้าทิพย์อาภาก็ตระหนักแล้วว่าคงหนีไม่พ้นทัณฑ์อาญาเป็นแน่ ภาพทารกน้อยอ้อมแขนนางรับใช้ของพระองค์และคำพูดของพระเพลิงก่อนหน้านี้ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยได้ในทันที

“พระแม่เจ้า!”

“ช่างน่าละอายนัก ทิพย์อาภาเจ้าทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ได้ เสียแรงที่เราเมตตาเจ้า...ท่านก็เช่นกัน พระเพลิงทำราวกับไม่เห็นเราอยู่ในสายตา” พระอุมาเทวีทรงทอดพระเนตรทารกน้อยนั้นก็ทรงคาดคะเน

“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรที่เกิดจากเทพสามัญธรรมดา อิทธิฤทธิ์จึงมากมายนัก แม้แต่เวลาเกิดยังทำให้สวรรค์โกลาหลได้ถึงเพียงนี้ ถ้าหากไม่หยุดยั้งหรือทำลายเสียตั้งแต่บัดนี้ ภายหน้าคงเกิดกลียุคแน่”

“พระแม่เจ้า...ได้โปรดอย่าทำลายลูกของหม่อมฉันเลย เด็กเพิ่งเกิดมาลืมตาดูโลกไม่มีความผิดใดๆ หม่อมฉันยินดีรับโทษทุกอย่างพระเจ้าค่ะ”

“ท่านไม่มีสิทธิ์ขออะไรเราทั้งนั้นพระเพลิง!”

“พระแม่เจ้า ได้โปรดเถอะเพคะ อย่าทำลายบุตรชายของหม่อมฉันเลยเพคะ หม่อมฉันเป็นผู้ผิดหม่อมฉันขอชดใช้ความผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวและจะหยุดยั้งอำนาจที่เกิดขึ้นแลกกับชีวิตของลูกที่ไม่ได้รู้เห็นถึงความผิดที่หม่อมฉันได้กระทำ โปรดเมตตาลูกของหม่อมฉันด้วย”

นางฟ้าทิพย์อาภาชูรัตนะสีเพลิงขึ้น หันไปกอดบุตรชายที่ยิ่งร้องไห้ดังเท่าใด สายอสุนีบาตก็ฟาดลงมารุนแรงเท่านั้น

“ขอให้การชดใช้ความผิดของแม่ช่วยให้ลูกได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ขอให้ลูกของแม่จงอยู่รอดปลอดภัย...ทิพย์มณี เราฝากลูกของเราด้วยนะ”

คำกล่าวของทิพย์อาภาสร้างความแปลกใจให้แก่พระอุมาเทวีและทิพย์มณี แต่พระเพลิงนั้นเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะรู้พลังอานุภาพของรัตนะดวงนั้นย่อมรุนแรงพอที่จะผลาญทุกสิ่งได้

“อย่านะ ทิพย์อาภา!!!” หากช้าไปเสียแล้ว รัตนะในมือของนางฟ้าทิพย์อาภาเปล่งแสงรัศมีเรืองโรจน์ควบคุมความปั่นป่วนทุกอย่างให้หยุดชะงัก ทารกน้อยค่อยๆ เงียบเสียงลง ร่างของนางฟ้าทิพย์อาภาก็ค่อยๆ จางลงก่อนจะสลายกลายเป็นละอองระยิบระยับโปรยปรายลงบนร่างทารกน้อย

“โธ่ ทิพย์อาภา” นางฟ้าทิพย์มณีเศร้าเสียใจกับชะตากรรมของเพื่อนรัก แม้แต่พระแม่อุมาเทวีเองก็ทรงคาดไม่ถึงว่านางฟ้าทิพย์อาภาจะทำเช่นนี้ ความปั่นป่วนครั่นครืนของท้องฟ้าสงบลง พระองค์ทรงทอดพระเนตรทารกน้อยด้วยความสังเวช

“พระแม่เจ้าเพคะ ไหนๆ ทิพย์อาภาก็ดับสลายแล้ว พระแม่เจ้าอย่าทรงทำลายบุตรของนางเลยนะเพคะ” นางฟ้าทิพย์มณีทูลอ้อนวอน

“คิดว่าเราใจร้ายขนาดนั้นหรือ” อย่างน้อยพระองค์ก็ทรงเป็นมารดาของสามโลก ความเป็นมารดาย่อมอดไม่ได้ที่จะเวทนาทุกสรรพสิ่ง

“แต่ไม่ว่ายังไง เรื่องนี้ก็ต้องกราบทูลองค์พระศิวะให้ทรงเป็นผู้ตัดสิน...ท่านเองก็เช่นกัน พระเพลิง”
+++++++++++++

“พระองค์เพคะ” พระอุมาเทวีกำลังจะมากราบทูลเรื่องนางฟ้าทิพย์อาภา แต่พระองค์เป็นใหญ่ในสามโลกมีหรือจะไม่รู้เรื่องเพียงเท่านี้ เรื่องที่เกิดขึ้นบนสวรรค์
“เรารู้แล้วล่ะ อุมาเทวี”

“แล้วจะทรงทำอย่างไรเพคะ”

องค์พระศิวะทรงจัดให้มีการประชุมเทวาเพื่อลงมติว่าควรจะทำเช่นไรกับทารกน้อยที่มีอิทธิฤทธิ์นี้ เทพเทวาทุกองค์ต่างก็เห็นใจและสงสารกุมารน้อยที่เพิ่งจะถือกำเนิด แต่เพราะพลังของทารกน้อยรุนแรงนักจึงมีความเห็นว่าควรจำกัดบริเวณเด็กน้อยให้เติบโตขึ้นมาในความควบคุมของเหล่าเทพอย่างเคร่งครัด ส่วนพระเพลิงและนางฟ้าทิพย์มณีนั้นพระศิวะและพระอุมาเทวีทรงเป็นผู้ตัดสินโทษเอง
“ทิพย์มณี ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องมารับใช้เราอีกแล้ว” พระอุมาเทวีตรัสกับนางฟ้าทิพย์มณี “จงไปดูแลบุตรชายของทิพย์อาภา เราจะเนรมิตวิมานให้อยู่ที่สวรรค์ชั้นสุดท้าย แต่เราไม่ได้ให้เจ้าไปดูแลเพียงคนเดียวหรอกนะ เราจะจัดเทวดาและนางฟ้าอีกจำนวนหนึ่งไปคอยดูแลด้วย”

“พระแม่เจ้า...” นางฟ้าทิพย์มณีแม้จะเสียใจกับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจทอดทิ้งบุตรชายของเพื่อนได้ อีกทั้งส่วนหนึ่งยังเป็นความผิดของนางด้วยที่รู้เห็นเป็นใจให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น

“ส่วนท่าน...พระเพลิง” องค์พระศิวะทรงตรัสกับเทพแห่งไฟ “เห็นแก่ท่านที่เคยทำคุณประโยชน์มามากมาย เราขอลงโทษโดยการห้ามไม่ให้ท่านยุ่งเกี่ยวทารกน้อยคนนั้นอีก ท่านเองก็ไม่ใช่เทพสามัญธรรมดา บุตรของท่านจึงมีพลังที่แอบแฝงเร้นลับ ในฐานะที่ท่านเป็นบิดา นานไปพลังของท่านจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สายเลือด การลงโทษของเราในครั้งนี้ก็ทำให้ท่านเจ็บปวดมากพออยู่แล้ว”
พระเพลิงยินยอมรับคำพิพากษานั้นแต่โดยดี เพื่อรักษาชีวิตบุตราไว้ จะทรงยอมแม้ต้องเจ็บปวดพระทัยก็ตามที

“หม่อมฉันขอให้คำมั่นว่าจะไม่มาเกี่ยวข้องกับลูกของหม่อมฉันตลอดไปพระเจ้าค่ะ แต่หม่อมฉันขอพระราชทานอนุญาตตั้งชื่อลูกของหม่อมฉันได้มั้ยพระเจ้าค่ะ”

“ได้สิ” พระอุมาเทวีทรงรับสั่งอนุญาตแทนด้วยความเห็นใจ พระเพลิงทรงโอบอุ้มทารกน้อยที่บัดนี้หลับสนิทไร้เดียงสาเช่นทารกน้อยทั่วไป

“ลูกพ่อ เพียงวันแรกที่เจ้าเกิดมาก็อาภัพนัก พ่อไม่อาจขีดชะตากรรมของเจ้าได้เพราะพลังอำนาจของเจ้ากลายเป็นโทษมหันต์...
พ่อขอตั้งชื่อของเจ้าว่า...เพลิงประลัย”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2010, 04:15:24 PM โดย HpJ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
HpJ
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,259


With all my heart..and I’ll be there for you..TVXQ


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 09:43:42 PM »

555+ตอนแรกกันย์ก้อว่าน่าจะเอาไว้ตอนกระทู้แรกของพี่นานะอ่ะ แต่ตอนนั้นยังไม่เจอใคร เรยเอาแปะไว้ที่ตอนต้นเรื่องก่อนแบบยังคิดไม่ตกว่าควรเอาไว้มุมไหนดีง่ะ

งั้นเด๋วกันย์ลบออกละกันนะ พอดีมีอีกรูปนึง ยังหาที่ใส่ไม่ได้เรย55+ Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

  ~*~My Angel~*~
นานะจัง
ช่วงนี้อาการหนัก เห็นแต่หน้าคาซึยะ
Admin
Hero Member
*****

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,539


Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya


อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 10:52:13 PM »

ตอนที่ 6  ความกังวลของเหนือหัวศักรินทร์   



   บทที่ ๖  ความกังวล   

   พระอาการประชวรของมเหสีแห่งคีรีรัตน์นครล่วงรู้ถึงพระกรรณองค์ราชาศักรินทร์ก็เมื่อนางกำนัลของตำหนักในถึงกับเข้ามากราบทูลถึงพระอาการที่ประชวรมาพลายเพลาแล้ว
   “มณีกานต์...” แตะพระหัตถ์ลงบนนวลปรางซีดเซียวของพระมเหสีอย่างห่วงใย หลังจากที่หมอหลวงเข้ามาถวายการรักษา
   “นางเป็นอะไร”
   “พระมเหสีทรงประชวรพระวาโยด้วยเพราะทรงพระครรภ์เพคะ” หมอหลวงกราบทูลตามพระอาการ ยืนยันด้วยรอยยิ้มยินดีแด่องค์เหนือหัว
   “จริงหรือ! มณีกานต์มีครรภ์” แม้จะทรงพอทราบจากคำทำนายอยู่บ้างว่ากำลังจะทรงได้พระโอรสในเร็ววัน หากแต่เมื่อถึงเวลารับรู้จริงๆ ก็อดที่จะปรีดาไม่ได้
“พระมเหสีทรงประชวรพระวาโยมาหลายวันแล้วเพคะ แต่ทรงกำชับกับพวกหม่อมฉันไม่ให้กราบทูลองค์เหนือหัว” คุณท้าวเพการีบกราบทูล
“แล้วพวกเจ้าก็เชื่อฟังไม่มาบอกเรา จนนางเป็นลมไม่ได้สติเช่นนี้น่ะเหรอ”
บรรดาคุณท้าวนางกำนัลพากันก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสู้สายพระเนตรตำหนิติเตียน จนเมื่อพระมเหสีเริ่มมีท่าทีรู้สึกองค์ พระสวามีจึงหันไปให้ความสนพระทัย
“เจ้าพี่...”
“มณีกานต์ น้องไม่สบายทำไมไม่บอกพี่” ตรัสถามคล้ายตำหนิหากพระสุรเสียงอ่อนโยนห่วงใย
“หม่อมฉันแค่เวียนหัวเท่านั้นเองเพคะ”
“แต่คุณท้าวบอกว่ากินอะไรก็ไม่ได้!” ดักไว้อย่างรู้ทัน จนพระมเหสีหลีกเลี่ยงปิดบังไม่ได้อีก
“หม่อมฉันเห็นว่าทรงกังวลกับพระราชกรณียกิจ ก็เลยไม่อยากให้มีคอยพะวงกับหม่อมฉันอีก แล้วหม่อมฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากด้วยนะเพคะ พวกคุณท้าวน่ะ ตื่นตระหนกกันไปเอง”
“รู้ได้ยังไงว่าไม่เป็นไรอะไร...น้องกำลังจะมีโอรสให้พี่...” ว่าพลางเลื่อนพระหัตถ์วางบนอุทรที่ยังคงเรียบมิเห็นรอยแห่งการตั้งครรภ์ พาให้พระนางฤทัยวาบด้วยความปิติจนแทบจะกลั้นอัสสุชลไว้ไม่ได้
“เจ้าพี่!!” ทรงซบพระพักตร์แนบอุระพระสวามี
องค์ราชาศักรินทร์กอดประคองพระมเหสีด้วยพระทัยรัก ทั้งที่เริ่มจะทรงกังวลถึงคำพยากรณ์ของท่านโหราธิบดี

…พระโอรสอีกองค์จะนำภัยพิบัติมาสู่บ้านเมือง...และจะสังหารพระบิดาพระมารดา...
…………………………………………
………………
นับตั้งแต่ทรงพระครรภ์ พระมเหสีมณีกานต์ก็รับสั่งแต่จะเสวยข้าวมธุปายาสที่กวนด้วยน้ำผึ้งใหม่สดเรื่อยมาแทบทุกวารวัน
“แปลกนะเพคะ หม่อมฉันเคยเห็นแต่คนท้องชอบกินแต่ของเปรี้ยวๆ แม่หม่อมฉันน่ะกินแต่มะม่วง มะดัน แต่พระมเหสีเสวยแต่ของหวานทุกวันเลย” นางกำนัลยี่สุ่นเปรย ขณะเลื่อนสำรับพระกายาหารที่เสวยเสร็จแล้วออกไป
“พูดจาอาจเอื้อมนะแม่ยี่สุ่น!” คุณท้าวเพกาต่อว่า นางกำนัลยี่สุ่นทำท่าจะเถียงแต่เพราะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เลยไม่กล้า
“พระกุมารในพระครรภ์ของพระมเหสีน่ะทรงเป็นเทวดามีบุญญาธิการมาเกิด พระมเหสีก็ต้องอยากเสวยแต่ของดีของหวาน ไม่เหมือนหล่อน...ตัวอะไรมาเกิดก็ไม่รู้”
“แหม แล้วคุณท้าวล่ะอะไรมาเกิด”
   มเหสีมณีกานต์ต้องเป็นฝ่ายตัดบท ก่อนที่จะต่อปากต่อคำกันมากไปกว่านี้
“พอเถอะ! ใครจะมาเกิดก็ช่าง...แต่ลูกของเรา เราจะรักและดูแลเขาให้ดีที่สุด ให้เขาไม่ต้องเป็นไปตามคำทำนายของท่านโหรา”
แม้พระสวามีจะมิเอ่ยถึงคำทำนายแต่ประการใด แต่พระมเหสีเองก็ทรงรู้ดีถึงความวิตกกังวลนั้น และพระนางเองก็กำลังรู้สึกเช่นนั้นไม่ต่างกัน
…………………………………………
………………
และยิ่งเมื่อใกล้กำหนดทศมาศ องค์เหนือหัวศักรินทร์ก็ยิ่งกระวนกระวายพระทัย จนข้าราชบริพารเสนาอำมาตย์พลอยวิตกกังวลไปด้วย
“องค์เหนือหัวพระเจ้าค่ะ” อำมาตย์ศักดาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่า ราชาแห่งคีรีรัตน์นครกำลังพระทัยลอยมิได้ใส่พระทัยกับฎีกาตรงหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
“มีอะไรท่านอำมาตย์ศักดา”
“หม่อมฉันเห็นว่า...พระองค์ทรงมีความกังวลในพระทัยเช่นนี้มาหลายวันแล้วนะพระเจ้าค่ะ” เพราะที่นี่เป็นที่รโหฐานมิใช่ท้องพระโรงว่าราชการ จึงกล้าที่จะกราบทูลถามเช่นนี้ได้
“มณีกานต์ใกล้จะคลอดเต็มทีแล้ว” รับสั่งคล้ายระบายความวิตกกังวล
“พระองค์กำลังทรงเป็นกังวลเรื่องคำทำนายที่ท่านโหราทำนายใช่มั้ยพระเจ้าค่ะ”
“ถ้าหากเป็นคนอื่น เราไม่กลัวเกรงหรอกนะ...แต่นี่ มันหมายถึงลูกของเรา”
องค์ราชาศักรินทร์ทรงเป็นกษัตริย์ที่กล้าหาญไม่เกรงกลัวต่ออริราชศัตรูทั้งปวง...แต่ในห้วงความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ เจ็บปวดยิ่งนักที่รู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้า บุตรของตนจะเป็นผู้สังหารพ่อและแม่
“แต่พระมเหสีก็ยังไม่มีพระประสูติกาล สิ่งที่ยังไม่เกิดจะทรงกังวลไปไยเล่าพระเจ้าค่ะ...บางทีท่านโหราอาจจะทำนายผิดพลาดก็ได้นะพระเจ้าค่ะ”
“แล้วถ้าหากลูกของเราเป็นอย่างคำทำนายของท่านโหรา เราควรจะทำยังไงดี”
“ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไขพระเจ้าค่ะ” อำมาตย์ศักดายังกราบทูลอย่างผลัดไปที แต่ก็เพราะไม่อยากให้องค์เหนือหัวทรงเป็นกังวลมากนัก ในเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้น...ยังไม่รู้แน่ว่าจะเป็นพระกุมารหรือพระกุมารี
องค์เหนือหัวศักรินทร์ทรงถอนปัสสาสะเหนื่อยหน่าย...หากเป็นเรื่องทุกข์สุขของประชาราษฎร์ พระองค์จะไม่ทรงลังเลพระทัยเลย...แต่ครั้งนี้...เป็นบุตรของพระองค์เอง
ในเมื่อพระองค์และพระมเหสีทรงรักและปรารถนาในบุตรที่กำลังจะถือกำเนิดมาถึงเพียงนี้...แล้วไยสวรรค์ต้องโหดร้ายกลั่นแกล้งให้ต้องเจ็บช้ำด้วยการส่งผู้ที่เกิดมาเพื่อประหัตประหารผู้ให้กำเนิดด้วย


***************************************



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2010, 04:15:50 PM โดย HpJ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นานะจัง
ช่วงนี้อาการหนัก เห็นแต่หน้าคาซึยะ
Admin
Hero Member
*****

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,539


Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya


อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 10:56:56 PM »

ตอนที่ 7  กำเนิดองค์ชายฝาแฝด



       มัชฌิมยาม ณ ราตรีหนึ่ง ที่มวลดาราพรายระยับรอต้อนรับการประสูติของผู้มีบุญญาธิการ แสงเลื่อมรุ้งดุจกระแสธาราจากสรวงสวรรค์ทอพาดผ่านขอบฟ้ามาบรรจบ ณ ยอดผาอันประดิษฐานเทวาลัยสักการบูชาเทวีน้ำค้างแห่งคีรีรัตน์นคร
   ความโกลาหลแตกตื่นเกิดขึ้นภายในตำหนักพระมเหสี เมื่อนางทรงเจ็บพระครรภ์ด้วยได้เวลาจวนมีพระประสูติกาล
เสียงร้องคร่ำครวญทรมานดังอยู่เนิ่นนานกว่าจะมีกำเนิด ผสานกับเสียงกัมปนาทจากสายอสุนีบาตที่ฟาดผ่านลงมากลางขุนเขากระทบกับรุ้งเลื่อมเรืองรองจนเกิดประกายสว่างเจิดจ้าราวกับจะเปลี่ยนราตรีเป็นทิวากาล ก่อนที่เสียงพระกุมารจะแผดจ้า ให้ทุกผู้ทุกคนยินดีปรีดากับเชื้อสายกษัตริย์ที่ถือกำเนิดขึ้นมา
“เป็นพระโอรสฝาแฝดเพคะ” หมอหลวงประคองภูษาที่ห่อหุ้มกายของทารกน้อยทั้งสองไว้อย่างทะนุถนอม
มเสีมณีกานต์ทอดพระเนตรกุมาราทั้งสองด้วยความรักและปลื้มปีติอย่างท่วมท้นกับความรู้สึกของมารดา ในที่สุดบุตรที่รอคอยมายาวนานก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

องค์เหนือหัวศักรินทร์ทรงรับรู้ด้วยความปิติโสมนัสสารีบเสด็จมาหาพระมเหสีทันที หากแต่ความโสมนัสนั้นย่อมไม่อาจลบความวิตกกังวลที่มีมาตลอดออกไปได้ โดยเฉพาะสิ่งที่หมอหลวงมากราบทูล
“เป็นพระโอรสฝาแฝดที่เหมือนกันมากราวกับเป็นคนเดียวกันเลยเพคะ มีก็เพียงแต่...ปานที่พระอุระของพระโอรสทั้งสองเท่านั้นที่แตกต่างกัน”
“ปานงั้นหรือ แตกต่างกันยังไง” ตรัสถามเมื่อทอดพระเนตรโอรสทั้งสองที่หลับนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา
“องค์หนึ่งเป็นรูปพระขรรค์ องค์หนึ่งเป็นรูปกงจักรเพคะ”
องค์ราชาทรงได้สดับแล้วก็ใคร่อยากจะทอดพระเนตรรอยตำหนิของพระโอรสฝาแฝด จึงเสด็จเข้าไปใกล้ ภายในภูษาที่ห่อหุ้มพระกุมารทั้งสองคือทารกน้อยที่เหมือนกันไม่แผกเพี้ยนด้วยรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์พร้อมและอิ่มเอิบสมกับที่เป็นผู้มีบุญญาธิการดังคำพยากรณ์
ใบหน้าเล็กๆ ที่หลับสนิทจิ้มลิ้มนั้นทำให้ผู้เป็นบิดาตื้นตันถึงสายโลหิตของพระองค์ แต่เพราะรอยตำหนิที่เกิดขึ้นบนอุระซ้ายของสองโอรสในตำแหน่งแห่งเดียวกัน องค์หนึ่งมีรอยประดุจพระขรรค์สีทอง หากอีกองค์ประดุจกงจักรสีดำไม่ผิดคำพยากรณ์!
…………………………………………
………………
“ลูกที่เกิดมาเป็นไปตามคำทำนายของท่านโหราจริงๆ คนนึงมีปานรูปพระขรรค์ อีกคนมีปานรูปกงจักร” องค์ราชากลับมาตรัสกับอำมาตย์ศักดาที่พระตำหนักด้วยความกังวลในพระทัย
“แล้วองค์เหนือหัวจะทรงทำอย่างไรต่อไปพระเจ้าค่ะ”
“เราคิดไม่ออกเลยท่านอำมาตย์ ถ้าเราทำเฉยไม่สนใจต่อคำทำนายมันจะเป็นการเสี่ยงต่อต่อบ้านเมืองในภายภาคหน้ารึเปล่า”
อำมาตย์ศักดานิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะตัดสินใจกราบทูล
“หม่อมฉันพอทางออกพระเจ้าค่ะ แต่ว่า...มันอาจจะเป็นทางที่ไม่สมควรนัก”
“ว่ามาสิ” เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำใดๆ พระองค์ก็ต้องทรงรับฟัง
“พระอาญามิพ้นเกล้า ขอให้พระองค์ทรงประหารพระโอรสที่มีสัญลักษณ์แห่งกงจักรนั้นก่อนที่พระโอรสองค์นั้นจะย้อนกลับมาสังหารพระองค์ในภายภาคหน้าพระเจ้าค่ะ”
“ท่านพูดอะไรของท่าน ท่านอำมาตย์!” องค์ราชาทรงคาดไม่ถึงกับคำกราบทูลแนะนำของข้าราชบริพารใกล้ชิด
“หม่อมฉันขอพระราชทานอภัย แต่เพื่อพระองค์และคีรีรัตน์นคร ขอทรงโปรดพิจารณาด้วยเถอะพระเจ้าค่ะ” อำมาตย์ศักดาก้มหน้ายอมรับความผิดที่บังอาจกราบทูลแต่โดยดี
“เราเข้าใจในความหวังดีของท่าน แต่ขอเวลาคิดดูก่อนว่าจะจัดการเรื่องนี้ตามที่ท่านแนะนำอย่างไรดี” ทรงถอนพระทัยเหน็ดเหนื่อย เมื่อระลึกว่าผู้ที่พระองค์จะต้องลงมือประหัตประหารนั้นคือบุตรของพระองค์เอง
“ขอหม่อมฉันกราบทูลเพิ่มเติมอีกนิดได้มั้ยพระเจ้าค่ะ” องค์ราชาทรงพระราชทานอนุญาต “ถ้าหากพระองค์ทรงปล่อยเวลาให้เนิ่นนานต่อไป ก็จะยิ่งเกิดความรักและผูกพันกันมากขึ้นพระองค์ก็จะไม่สามารถตัดพระทัยประหารพระโอรสได้ เมื่อถึงเวลานั้นหากคำทำนายของท่านโหราเป็นความจริงก็จะเป็นผลร้ายต่อคีรีรัตน์นครนะพระเจ้าค่ะ”
…………………………………………
………………
มเหสีมณีกานต์ตื่นบรรทมขึ้นมาพบเพียงพระโอรสองค์น้อยวางอยู่เคียงข้างองค์เดียวก็ทรงแปลกพระทัย เลื่อนภูษาที่ห่อหุ้มร่างเล็กออกเห็นรอยรูปพระขรรค์ จึงหันไปตรัสถามคุณท้าวเพกาที่ถวายงานอยู่ข้างพระที่
“คุณท้าว แล้วลูกของเราอีกคนล่ะ”
“องค์เหนือหัวทรงมีรับสั่งให้อำมาตย์ศักดามารับออกไปเพคะ” คำตอบของคุณท้าวเพกาสร้างความแปลกพระทัยยิ่งนัก...เจ้าพี่จะทรงให้คนมานำลูกออกไปทำไม
“คงจะทรงคิดถึงพระโอรสกระมังเพคะ ไหนๆ ก็มีถึงสองพระองค์ก็ให้อยู่กับพระมารดาองค์หนึ่ง อยู่กับพระบิดาองค์นึง” คำพูดของนางกำนัลยี่สุ่นไม่ได้ทำให้พระมเหสีคลายความกังวล
โอรสที่มีตราพระขรรค์อยู่ที่นาง หากแต่โอรสอีกองค์ที่มีตรากงจักรหายไป สัญชาตญาณความเป็นมารดาทำให้สังหรณ์ว่าจะเกิดอันตรายต่อลูกของตนเอง มเหสีมณีกานต์รีบผุดลุกขึ้นทั้งที่พระวรกายยังคงอ่อนเพลียเสด็จออกไปจากตำหนักท่ามกลางความงงงวยของเหล่านางกำนัลที่ต้องรีบตามเสด็จในทันที
…………………………………………
………………
องค์ราชาศักรินทร์ทรงเบือนพักตร์หนีด้วยความปวดร้าว มิอาจทนมองภาพเลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์ที่กำลังจะถูกประหารอยู่ตรงหน้า
เพชฌฆาตเตรียมจะลงดาบต่อทารกน้อยที่แผดเสียงร้องจ้าราวกับขอชีวิต หากแต่ยังไม่ทันจะเงื้อดาบขึ้น ร่างของพระมเหสีก็ถลาเข้ามาขัดขวาง ปกป้องโอรสน้อยของนางด้วยชีวิต
“อย่านะ!! อย่าฆ่าลูกเรา!!”
“มณีกานต์!!” องค์ราชาทรงตกพระทัยเมื่อเห็นพระมเหสีคว้าโอรสน้อยมากอดไว้อย่างหวงแหน
“เจ้าพี่พระทัยร้ายจะทรงฆ่าลูกของเราได้ลงคอเชียวหรือเพคะ คำทำนายนั่นอาจจะไม่จริงทั้งหมดก็ได้ ทรงสงสารลูกเถอะเพคะ”
“พี่ไม่อาจเอาคีรีรัตน์นครมาเสี่ยงได้หรอกนะ ถ้าหากคำทำนายเป็นความจริงทั้งหมด ลูกของเราจะเป็นปิตุฆาต แล้วคีรีรัตน์นครก็จะเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า”
“ถ้าพระองค์จะฆ่าลูก ก็ทรงฆ่าหม่อมฉันไปด้วยเลยสิเพคะ ตราบใดที่หม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่หม่อมฉันจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายลูกของหม่อมฉันเด็ดขาด” มเหสีมณีกานต์กรรแสงราวกับอัสสุชลจะหลั่งเป็นสายเลือด
“คุณท้าว พาพระมเหสีออกไป!” องค์ราชาทรงตัดพระทัย แม้เหล่านางกำนัลจะไม่อยากทำเช่นนั้นแต่ก็เกรงพระราชอาญา
“ปล่อยเราเดี๋ยวนี้นะ! ปล่อย!!...เอาลูกของเราคืนมา…เอาลูกเราคืนมา...เจ้าพี่พระทัยร้าย! หม่อมฉันเกลียดเจ้าพี่!” มณีกานต์ดิ้นสะบัดแต่เพราะยังอ่อนแอจากการมีประสูติกาลทำให้ไม่อาจต้านทานกำลังของเหล่านางกำนัลได้
“ทหาร! เอาดาบมาให้เรา!!” องค์ศักรินทร์รับดาบที่ทหารนำมาถวาย พระหัตถ์ที่สั่นสะท้านเพราะต้องข่มพระทัยของตนเองให้เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว เงื้อดาบขึ้นเหนือร่างโอรสองค์น้อยที่กรรแสงไห้อย่างไร้เดียงสา ปานรูปกงจักรสีดำบนอุระที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าภูษาเด่นชัด น้ำตาของโอรสน้อยที่ไหลรินราวกับจะรู้ชะตากรรมของตนเอง
ยามตัดพระทัยเงื้อดาบหมายจะกระหน่ำลงบนร่างทารกน้อย เสียงกรีดร้องของพระมเหสีสลับกับเสียงร่ำไห้ของโอรสน้อยดังก้องตอกย้ำอยู่ในโสต พระหัตถ์ที่กำด้ามดาบสั่นอย่างไม่มั่นคงราวกับถือท่อนเหล็กที่หนักอึ้ง ภาพโอรสน้อยที่แผดเสียงร่ำไห้ร้าวลึกลงไปในพระทัย
สายเลือดของพระองค์...จะอย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข
ดาบที่หมายจะใช้สังหารโอรสองค์เล็กร่วงหล่น พระหัตถ์ที่เพิ่งทิ้งอาวุธเลื่อนไปหาหมายจะสัมผัสผิวเนื้อน้อยที่บอบบาง ดวงหน้าน้อยๆ ที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา…แต่สุดท้ายแล้วก็ชะงักอย่างหักห้ามพระทัย ก่อนจะเสด็จออกจากตำหนักไปโดยพลัน ทิ้งพระมเหสีที่ได้รับการปลดปล่อยให้ถลาเข้าไปปลอบประโลมโอรสน้อย
“เราทำไม่ได้หรอก ท่านอำมาตย์ ยังไงเขาก็คือลูกของเรา...ต่อให้รู้ว่าลูกจะฆ่าพ่อแต่คนเป็นพ่อก็ไม่อาจฆ่าลูกได้” องค์ศักรินทร์ทรงตรัสกับอำมาตย์คนสนิท เพียงแค่เห็นท่าทางที่ปานจะขาดใจของพระมเหสี โอรสน้อยที่ดิ้นร้องร่ำไห้อย่างไร้เดียงสาต่อหน้าพระองค์ พระทัยที่แข็งแกร่งก็พลันอ่อนยวบ จนไม่คิดจะกลัวเหตุการณ์ในภายภาคหน้าอีกแล้ว
“หม่อมฉันขอประทานอภัยที่บังอาจกราบทูลแนะนำองค์เหนือหัวไปเช่นนั้นพระเจ้าค่ะ ถ้าหากพระองค์ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ก็ยังเหลืออีกวิธีพระเจ้าค่ะ”
“คราวนี้ท่านจะให้เราทำอะไรอีกล่ะ”
“ห้ามพระโอรสองค์นี้แตะต้องอาวุธและฝึกศิลปะการต่อสู้ใดๆ  พระเจ้าค่ะ!”
***************************************

                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2010, 04:16:04 PM โดย HpJ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

HpJ
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,259


With all my heart..and I’ll be there for you..TVXQ


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2008, 02:47:56 PM »

ชอบรูปที่อยู่ในหนังสือจังเรยยอ่า เจ๋งมากมายอ่ะพี่นานะ

เหมือนเรื่องนี้มีหนังสืออยู่จริง55+ Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

  ~*~My Angel~*~
bobenz
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,509



« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2008, 08:23:42 AM »

ตอนที่8   ปมอาฆาต



ณ วิมานที่ลอยอยู่ต่ำสุดในช่วงชั้นสวรรค์เป็นที่พักพิงของเด็กน้อยผู้มีเชื้อสายเทพองค์หนึ่ง รายล้อมด้วยเทวดานางฟ้าดูแน่นหนา หากแต่ดูราวกับเป็นการคุมขังมากกว่าจะเป็นบริวารที่แห่แหนรายล้อม
เพลิงประลัยเติบโตมาท่ามกลางเหล่าเทวดานางฟ้ามากมายที่คอยดูแล หากแต่เด็กน้อยกลับมิได้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยซักนิด

เทวดานางฟ้าทั้งหลายไม่มีใครจะกล้าเข้าใกล้เพลิงประลัยนัก เพราะเด็กน้อยมีไอความร้อนราวกับเพลิงกาฬแผ่ออกมาเป็นรัศมี เพราะความเป็นเด็กทำให้เพลิงประลัยไม่ใส่ใจหรือรับรู้เรื่องใดเท่าไรนัก หากแต่เมื่อนานวันเด็กน้อยเติบโตขึ้น วิมานที่รายล้อมด้วยเทวดานางฟ้าที่คอยดูแลเขาเป็นเหมือนกรงทรงกักขังจากอิสรภาพเสียมากกว่า

“เพลิงประลัย นั่นเจ้าจะไปไหน”

เด็กน้อยเพลิงประลัยเหลียวกลับมาตามเสียงเรียกของนางฟ้าทิพย์มณี นางเป็นผู้ที่ดูแลเค้าอย่างใกล้ชิดที่สุด

“ข้าแค่อยากจะออกไปวิ่งเล่นรอบวิมานเท่านั้นเอง” เพลิงประลัยรีบบอก บ่อยครั้งที่เค้าอยากจะออกไปข้างนอก
 แต่ทิพย์มณีก็ไม่เคยยอมให้เค้าได้ออกไปไหนไกลเกินกว่าอุทยานรอบวิมาน กลายเป็นปมที่เด็กน้อยไม่เข้าใจ

“ไม่ได้นะ เพลิงประลัย วันนี้องค์พระศิวะกับพระแม่เจ้าจะเสด็จ เจ้าควรจะอยู่ในวิมาน อย่าออกมาเป็นอันขาดจนกว่าทั้งสองพระองค์จะเสด็จกลับ”
เพลิงประลับวิ่งเข้ามาหานางฟ้าทิพย์มณี มือสองข้างเกาะแขนนางเขย่าด้วยความตื่นเต้น

“ทิพย์มณี ข้าอยากเห็นพระศิวะกับพระแม่เจ้า อย่าเพิ่งให้ข้าเข้าไปอยู่ในวิมานเลยนะ...นะ”
หากแต่นางฟ้าทิพย์มณีกลับรีบสะบัดมือเพลิงประลัยออกราวกับรังเกียจ เด็กน้อยชะงักไป
 นี่มิใช่ครั้งแรกที่นางฟ้าทิพย์มณีมีท่าทางรังเกียจเมื่อเด็กน้อยเข้ามาแตะต้องกาย แม้จะนึกน้อยใจแต่ก็ชาชินเสียแล้ว

“ข้ากลับวิมานก็ได้” เพลิงประลัยหมดความตื่นเต้นที่จะได้เห็นพระศิวะและพระอุมาเทวี เดินผ่านนางฟ้าทิพย์มณีกลับเข้าไปในวิมาน ทิพย์มณีได้แต่มองตามเด็กน้อยไปอย่างเห็นใจ ไม่ใช่ว่านางจะรังเกียจแต่เพราะเพลิงประลัยมีพลังรุนแรงที่แอบแฝง ยิ่งยามใดที่แสดงความรู้สึกออกมาความร้อนราวกับเปลวเพลิงก็เหมือนอาบไปทั้งร่างกายของเพลิงประลัย

“ข้าไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย เพลิงประลัย” นางฟ้าทิพย์มณีรำพันไล่หลังไป
รู้สึกสงสารบุตรของเพื่อนที่ลาลับไปเพราะนางฟ้าทิพย์อาภาสละชีวิตเพื่อหยุดยั้งอาเพศในวันที่ให้กำเนิดบุตรชาย
“ทิพย์มณี เจ้าให้เพลิงประลัยกลับเข้าไปแล้วใช่มั้ย ถ้าหากพระแม่เจ้ามาพบเข้าพวกเราจะถูกลงโทษกันหมดที่ไม่ดูแลเด็กนั่นให้ดีๆ”

นางฟ้าสร้อยดาราเดินเข้ามาหา นางเป็นหนึ่งในเทพทั้งหลายที่คอยดูแลกักกันเพลิงประลัย

“ไม่ต้องห่วงหรอก เราสั่งให้เพลิงประลัยเข้าไปอยู่ในวิมานเรียบร้อยแล้ว...น่าสงสารเด็กคนนี้จริงๆ เกิดมาก็มีตราบาปติดตัว แค่วันแรกที่ลืมตาดูโลกก็ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องตาย”
เพลิงประลัยตั้งใจจะกลับมาอ้อนวอนขอร้องนางฟ้าทิพย์มณีอีกครั้ง อย่างน้อยนางก็คงจะยอมให้ตนได้แอบมองยามพระศิวะและพระอุมาเสด็จผ่านได้
แต่เพราะบทสนทนาของนางฟ้าทั้งสองคนให้ต้องหยุดนิ่ง

...เกิดมาก็มีตราบาปติดตัว แค่วันแรกที่ลืมตาดูโลกก็ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องตาย...

...ไม่จริง...ไม่...แม่ข้าตายเพราะข้า...

...ไม่จริง...ข้าไม่ได้เป็นคนทำให้แม่ตาย...

...ต้องมีใครสักคนทำร้ายแม่ข้าสิ...ไม่ใช่ข้า...


เพลิงประลัยลอบฟังบทสนทนาอย่างสับสน เป็นเพราะอยู่ไกลทำให้ได้ยินข้อความต่างๆ ไม่กระจ่างนัก แต่แน่นอนว่านางฟ้าทั้งสองกำลังเอ่ยถึงตนอย่างแน่นอน เด็กน้อยรู้เพียงว่าตนเป็นบุตรของเทพ แต่เพราะมารดาต้องจุติลงไปกำเนิดใหม่ จึงต้องอยู่ในความดูแลของนางฟ้าทิพย์มณี

“แต่ถึงยังไงเราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี อย่าให้เพลิงประลัยออกไปไหนได้เด็ดขาดตามพระกระแสรับสั่งขององค์พระศิวะและพระแม่เจ้า” นางฟ้าสร้อยดาราย้ำ

...พระศิวะและพระอุมาเทวีงั้นเหรอ...ทำไมต้องให้เราอยู่แต่ในวิมาน...ทำไมต้องกักขังเรา...เราทำความผิดอะไร...

แต่แรกที่ไม่คิดอะไรมากว่าทำไมเทวดานางฟ้าต้องคอยควบคุมเขาอยู่ตลอดเวลา บัดนี้เริ่มเข้าใจทุกสิ่งมากขึ้น ความตื่นเต้นที่อยากจะเข้าเฝ้าผู้เป็นใหญ่ในสามโลกมลายไป ผู้ที่ตนเคารพนับถือตามคำเล่าขานนี่หรือคือผู้ที่สั่งกักขังเราไว้

“แล้วพ่อของเด็กคนนี้เคยมาที่นี่บ้างมั้ย” บรรดาเทวดานางฟ้าที่เฝ้ารายล้อมทั้งหลายเป็นเพียงเวรยามที่ผลัดเปลี่ยนกันมาเท่านั้น ไม่มีใครอยู่ที่นี่ตลอดเวลาเหมือนนางฟ้าทิพย์มณี...ถ้าที่นี่เป็นที่กักขังเพลิงประลัย มันก็คือที่ที่กักขังนางฟ้าทิพย์มณีเช่นเดียวกัน

เพลิงประลัยพยายามตั้งใจฟัง...พ่อของข้าหรือ...พ่อของข้าเป็นใคร...

“พระเพลิงน่ะเหรอ ท่านไม่มีทางมาที่นี่หรอก” คำพูดของนางฟ้าทิพย์มณีเสียดแทงเข้าไปในใจของเพลิงประลัย
พระเพลิง!...บิดาของเขาคือพระเพลิง!...มิน่าพลังความร้อนแรงต่างๆ จึงแอบแฝงอยู่ในตัวเขา ธาตุอัคคีราวกับอยู่ใต้อาณัติอย่างที่ใจต้องการ
เพลิงประลัยผละจากตรงนั้น ไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว สิ่งที่เค้าไม่เคยรู้มาก่อน...ไม่จริง...แม่ไม่ได้ตายเพราะข้า...แล้วทำไมพ่อถึงไม่มีทางมาหาข้า...

ข้าต้องไปหาพ่อ...ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ด้วยความคิดความมุ่งมั่นทำให้พลังงานรุนแรงภายในตัวเพลิงประลัยสำแดงออกมา ร่างน้อยกลายเป็นเพลิงไฟโชติช่วงทั่วร่าง นำพาให้เด็กน้อยมุ่งไปที่ใดก็ได้ตามที่ใจปรารถนา

“ทำไมล่ะ ถึงยังไงท่านก็น่าจะมาดูลูกบ้าง” นางฟ้าสร้อยดาราถามอย่างสงสัย

“เจ้าลืมไปแล้วเหรอ พระเพลิงทรงให้คำมั่นแล้วว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเพลิงประลัยอีก...ท่านไม่มีวันผิดคำสัตย์หรอก”
ลูกไฟที่พวยพุ่งออกมาจากวิมานทะยานออกไปบนฟ้ากว้างรวดเร็ว ทำให้นางฟ้าทิพย์มณีนางฟ้าสร้อยดาราและเทวดาองค์อื่นๆ แตกตื่น

“นั่นมันเพลิงประลัยนี่ทิพย์มณี!”

“แย่ละ หากพระศิวะกับพระแม่เจ้าทรงทราบ...”

เหล่าเทวดาทั้งหลายรีบเหาะตามไปทันที โดยยังไม่รู้ว่าเพลิงประลัยจะมุ่งหน้าไปที่ใด ส่วนนางฟ้าทั้งสองต้องรอรับเสด็จพระศิวะและพระอุมาเทวี


+++++++++++++++++++++

แม้จะไม่รู้ว่าวิมานของพระเพลิงอยู่ที่ไหน แต่เพลิงประลัยก็ใช้สัญชาตญาณของตนเองตามหา ไฟย่อมดึงดูดซึ่งกันและกัน ไม่ยากที่เพลิงประลัยจะตามหาผู้เป็นบิดาพบ
   เสียงอึกทึกโวยวายภายนอกวิมานของพระเพลิง บรรดาเหล่าเทพบริวารของพระเพลิงต่างพยายามขัดขวางไม่ให้เพลิงประลัยเข้าไปข้างในได้

   “หลีกทาง ข้าจะมาพบพระบิดาของข้า” แม้จะยังเยาว์วัยแต่อำนาจที่แผ่กล้าออกมาก็ทำให้เทพบริวารต้านทานเชื้อสายของพระเพลิงไม่ได้ ต่างแตกพ่ายถอนร่นไปไม่เป็นท่า แม้แต่เทวดาที่ตามมาก็ยังยับยั้งเพลิงประลัยไว้ไม่ได้ เพราะรัศมีอันร้อนแรงเป็นเกราะกำบัง

   เพลิงประลัยวิ่งเข้ามาในวิมานของพระเพลิง ร่างสง่างามยืนหันหลังให้อยู่ตรงหน้า เด็กน้อยรวบรวมกำลังใจเรียกออกไป

   “พ่อ...พระบิดา...” แต่สิ่งที่ตอบรับกลับมา ทำให้เพลิงประลัยแทบหัวใจสลาย

   “เราไม่ใช่พ่อของเจ้า”

   “ไม่จริง พระเพลิง...ท่านเป็นพ่อของข้า”

   “เราไม่รู้จักเจ้า...กลับไปซะเถอะ” คำพูดที่ตัดขาดไร้เยื่อใยทำให้เพลิงประลัยไม่อาจทนต่อไปได้อีก ความผิดหวังเสียใจก่อให้เกิดแรงแค้นลุกไหม้

   “ได้พระเพลิง ในเมื่อท่านไม่เห็นว่าข้าเป็นลูก ข้าก็จะไม่เห็นว่าท่านเป็นพ่อเหมือนกัน…ต่อจากนี้เราตัดขาดกัน”

   เด็กน้อยกลับออกไปจากวิมานของพระเพลิงด้วยความแค้นใจ โดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีกเลยจึงไม่ได้เห็นว่าพระเพลิงเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ที่ต้องตัดขาดเยื่อใยกับบุตรของตนเองเช่นนี้


+++++++++++++++++++++

ฝ่ายนางฟ้าทิพย์มณีและนางฟ้าสร้อยดาราก็คอยชะเง้อชะแง้ว่าเมื่อไรเทวดาทั้งหลายจะพาเพลิงประลัยกลับมาเสียที
เสียงขบวนแตรสังข์และแสงสว่างเรืองรองแผ่รัศมีเมื่อพระศิวะและพระอุมาเสด็จผ่านมาพร้อมด้วยเหล่าบริวารเทวดานางฟ้าทั้งหลาย
ทิพย์มณีและสร้อยดาราไม่รู้จะทำอย่างไรได้นอกจากถวายคำนับทั้งสองพระองค์

“ทำไมที่นี่ถึงได้ดูวุ่นวายนัก เกิดอะไรขึ้น” พระอุมาเทวีตรัสถาม

“คือ...เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ...ที่...ที่ดูแลเพลิงประลัยไม่ดี ปล่อยให้เด็กคนนั้นหนีออกไปได้ ตอนนี้พวกเทวดากำลังไปตามตัวกลับมาเพคะ”

“แค่เด็กคนเดียวยังดูแลกันไม่ได้ เราน่าจะให้ลงไปเกิดเป็นมนุษย์เสียให้หมด” เวลาที่พระอุมาทรงกริ้ว พวกนางรู้ดีว่าน่ากลัวแค่ไหน

“เอาเถอะ อุมาเทวี” พระศิวะทรงปราม “ถึงยังไง พวกเทวดานางฟ้าเหล่านี้ก็ควบคุมเพลิงประลัยไปได้ไม่ตลอดหรอก เราจะเรียกเด็กคนนั้นกลับมาเอง” ตรัสแล้ว องค์พระศิวะก็หลับพระเนตรพึมพำมนตราบางอย่างกังวาลไกลออกไปทั่วสวรรค์

+++++++++++++++++++++

   เมื่อเพลิงประลัยออกมาจากวิมานของพระเพลิงแล้ว เหล่าเทวดาที่รอท่าอยู่ภายนอกก็เข้าล้อมเพื่อควบคุมตัวเด็กน้อย
แต่แรงโทสะเพราะอารมณ์ความรู้สึกที่ปนเปทำให้ไม่มีใครจัดการกับเพลิงประลัยได้ซักคน

   “กลับวิมานของเจ้าไปดีๆ ซะเถอะ เพลิงประลัย”

   “ไม่! ข้าไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว ข้าจะไปให้พ้นจากสวรรค์ ที่นี่มีแต่พวกเทวดาหลอกลวง ไม่มีใครรักข้าเลยซักคน ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว”

   เพลิงประลัยฝ่าวงล้อมของพวกเทวดาออกไปด้วยรัศมีเพลิงที่พวยพุ่งจนไม่มีใครต่อกรได้
แต่แล้วก็เหมือนมีกระแสพลังบางอย่างดึงดูดร่างที่พุ่งทะยานออกไปราวกับลมหอบ พลังที่เพลิงประลัยไม่สามารถต้านทานได้

   ร่างเด็กน้อยถูกลมหอบพัดกลับมายังวิมานที่คุมขัง นางฟ้าทิพย์มณีจะเข้าไปช่วยประคอง แต่กลับถูกสะบัดออก ดวงตาวาวโรจน์เรืองมองมาที่ทิพย์มณีอย่างเกลียดชัง

   “ไม่ต้องมาถูกตัวข้า ข้าไม่เชื่อเจ้าอีกแล้ว...เสียแรงที่ข้ารักเจ้าเหมือนแม่ แต่เจ้าไม่เคยรักข้าเลย ที่เจ้าทนอยู่กับข้ามาตลอดก็เพราะเจ้าคอยควบคุมไม่ให้ข้าออกไปไหน” เพลิงประลัยระเบิดอารมณ์ออกมา

   “เพลิงประลัย!!” ทิพย์มณีอุทานอย่างตกใจกับคำพูดของเพลิงประลัย

   “บังอาจนัก เพลิงประลัย เจ้าพูดกับคนที่เลี้ยงเจ้ามาแต่เล็กแต่น้อยอย่างนี้ได้ยังไง”

   เพลิงประลัยแหงนมองเจ้าของเสียงทรงอำนาจนั้น...นี่หรือพระศิวะและพระอุมาที่เขาเคยเคารพนับถือ ที่แท้ก็เป็นคนที่สั่งให้กักขังตนไว้เยี่ยงสัตว์นี่เอง

   “ทำไมข้าจะพูดไม่ได้ ที่นี่ไม่มีใครรักข้าอย่างแท้จริง แม้แต่พ่อ...พวกท่านก็เป็นคนสั่งให้ขังเราไว้ในวิมานไม่ให้ได้ออกไปไหน...ข้าเกลียดพวกนั้น เกลียดสวรรค์ ข้าเกลียดทุกคน!!!”

   “เห็นทีว่าเพียงแค่เทวดานางฟ้าจะควบคุมความโอหังของเจ้าไม่ได้เสียแล้วกระมัง มนตราคงจะควบคุมเจ้าได้มากกว่า”

   เพลิงประลัยไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ตั้งท่าจะโจนขึ้นไปหาพระศิวะด้วยอารมณ์โกรธและความคิดสั้นๆ ราวกับแมงเม่าบินเข้ากองไฟ

   องค์พระศิวะเพียงแค่ปรายพระเนตร ร่างทั้งร่างของเพลิงประลัยก็ต้องทรุดหมอบลงราวกับมีมือมากดไว้จนไม่สามารถ
ขยับเขยื้อนได้ในขณะที่เหล่าเทวดาช่วยกันรวมกำลังร่ายพระเวทย์เป็นปราการครอบคลุมวิมาน

   “ทำเช่นนี้จะดีหรือเพคะ” พระอุมาทรงถามองค์พระศิวะอย่างเป็นกังวล ภายใต้พระเวทย์ที่ครอบคลุมวิมานนั้น
เพลิงประลัยพยายามจะที่พุ่งฝ่าออกมาให้ได้ แต่ก็กระดอนกลับไปทุกที

   “พลังของเด็กคนนี้นับวันจะยิ่งแข็งกล้าขึ้น พระเวทย์ของเหล่าเทวดาป้องกันไว้ได้ไม่ตลอดไปหรอก ต่อไปในภายหน้าจะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่”
พระศิวะและพระอุมาเสด็จดำเนินกลับ นางฟ้านางหนึ่งซึ่งยังคงเหลียวมองเพลิงประลัยด้วยจิตสงสาร เด็กน้อยกำลังต่อสู้กับพระเวทย์ของเหล่าเทวดาอย่างโกรธแค้น

“นิศาเทวี!” พระอุมาทรงหันมาเรียกนางฟ้าคนสนิทองค์ใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนนางฟ้าทิพย์มณีและนางฟ้าทิพย์อาภา

“เพคะ”

“กลับได้แล้ว” นิศาเทวีจึงจำต้องตามเสด็จพระอุมากลับไป โดยที่ใจยังพะวงสงสารเด็กน้อยเพลิงประลัยที่ถูกกักขัง


+++++++++++++++++++++

หลังจากที่ดื้อด้านพยายามจะฝ่าพระเวทย์ออกไปให้ได้ เพลิงประลัยก็หมดเรี่ยวแรง
 เขายังเด็กและอ่อนแอเกินกว่าจะทำลายพลังของพวกเทพทั้งหมดได้ แต่เด็กน้อยเชื่อว่าอีกไม่นาน ตนจะต้องทำได้!
สายตาสงสารของทิพย์มณีและเหล่าเทวดานางฟ้าที่มองมานั้น ยิ่งทำให้เด็กน้อยรู้สึกรังเกียจ
เกลียดสวรรค์...เกลียดเทวดาจอมหลอกลวงพวกนี้...เกลียดพระศิวะและพระอุมา...และเกลียดผู้เป็นบิดา

ข้าจะเกลียด...เกลียดทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

...............



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 30, 2009, 09:36:56 AM โดย นานะจัง » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bobenz
Global Moderator
Hero Member
*****

การ์ม่า: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,509



« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2008, 08:27:01 AM »



ตอนที่ 9   รักในรอยแค้น

   หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เหล่าเทวดานางฟ้าทั้งหลายที่เคยที่เคยต้องมาเฝ้าคอยดูแลเพลิงประลัยก็เริ่มน้อยลง ด้วยมีมนตรากักขังหนาแน่น จะมีก็แต่เพียงนางฟ้าทิพย์มณีที่ยังคงต้องวนเวียนอยู่รอบๆ วิมาน

   บนวิมานที่ประทับของพระอุมาเทวี นางฟ้าผู้งดงามทรงอาภรณ์สีชมพูยืนมองต่ำลงมายังวิมานชั้นล่างสุดที่คลุมเครือไปด้วยมนตราหนาแน่น ภาพเด็กน้อยเพลิงประลัยนั่งนิ่งอยู่ภายในวิมานอย่างสงบ

   สงบนิ่งจนน่ากลัว!

   “นิศาเทวี” สุรเสียงพระอุมาเทวีดังขึ้นเบื้องหลัง เมื่อนางหันไปเห็นจึงยอบลงถวายความเคารพ

   “กำลังดูอะไรอยู่หรือ” พระอุมาตรัสถามพลางมองตามลงไปเบื้องล่าง

   “หม่อมฉันสงสารเด็กคนนั้นเหลือเกินเพคะ” นิศาเทวีพูดออกมาจากใจจริง

   “ไม่ว่าเทพหรือมนุษย์ก็ต้องล้วนเป็นไปตามกรรมลิขิต”

   “แต่ถ้าหากเราพยายามทำให้ทุกอย่างดีขึ้น กรรมลิขิตก็อาจจะไม่ร้ายแรงอย่างที่คิดก็ได้นะเพคะ”

   “เจ้าจะทำอะไรล่ะ นิศาเทวี” พระอุมาเทวีทรงเคลือบแคลงกับคำกล่าวเป็นนัยนั้น

   “หม่อมฉันอยากจะขอพระราชทานอนุญาต ลงไปช่วยนางฟ้าทิพย์มณีดูแลเพลิงประลัยเพคะ”
นางเองเมื่อได้เป็นถึงนางฟ้าของพระอุมาเทวี ย่อมไม่อาจจะนิ่งดูดายทนเห็นสัตว์โลกเผชิญเคราะห์กรรมโดยไม่มีทางเลือกได้

   "นี่เจ้าไม่อยากจะติดตามปรนนิบัติข้าอยู่บนนี้เหรอ นิศาเทวี"

   “หามิได้เพคะ พระแม่เจ้า หม่อมฉันเพียงแต่ไม่อยากให้เด็กคนนั้นเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างผิด”

   “เจ้าไม่คิดว่าการกระทำของเจ้าอาจจะเปรียบเหมือนชาวนากับงูเห่าบ้างหรือ” พระอุมาเทวีทรงคาดคะเน
เด็กคนนั้นกลายเป็นไม้แก่ไปเสียแล้วแม้จะด้วยวัยเพียงแค่นี้ก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากอำนาจในกาย
ความแข็งแกร่งของเชื้อสายเทพ หากพลั้งผิดไปก็กลายเป็นความร้ายกาจอันมหันต์ได้เช่นกัน

   “หม่อมฉันเชื่อว่าความดีของเราจะสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้เพคะ” นิศาเทวีตอบอย่างมุ่งมั่น จนพระอุมาเทวีทรงพระทัยอ่อนกับความมุ่งมั่นนั้น
   “ตกลง เราอนุญาตให้เจ้าลงไปดูแลเพลิงประลัยได้ แต่ไม่ได้หมายความตลอดไปหรอกนะ หน้าที่นี้ยังคงเป็นของนางฟ้าทิพย์มณีตามเดิม เจ้าเพียงแค่ช่วยเหลือเป็นครั้งคราวเท่านั้น”

   “ขอบพระทัยเพคะ พระแม่เจ้า” นิศาเทวีก้มกราบทูลลาพระอุมาเทวี ก่อนที่ร่างกายทิพย์จะเกิดประกายระยิบระยับนำพานางลงไปยังวิมานเบื้องล่าง


   ++++++++++++++++++++

   นางฟ้าทิพย์มณีเดินเข้ามาหาเพลิงประลัยที่นั่งนิ่งเฉยมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว มนตรานี้กักขังเพียงเพลิงประลัยคนเดียวเท่านั้น ส่วนเหล่าเทวดานางฟ้าอื่นๆ ยังเข้าออกได้ตามปกติ

   “เพลิงประลัย เจ้าไม่ออกไปเดินทางในอุทยานบ้างเหรอ” ทิพย์มณีเอ่ยถาม เห็นว่าเด็กน้อยนั่งสงบนิ่งจมอยู่กับตัวเองโดยไม่ลุกไปไหน แต่เพลิงประลัยกลับเงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาที่น่ากลัว

   “ไม่ต้องมาเยาะเย้ยข้า!” ไม่ตวาดเปล่า เด็กน้อยลุกขึ้นตรงเข้าผลักร่างนางฟ้าด้วยความเข้าใจว่าทิพย์มณีแกล้งพูดเยาะเย้ยที่เขาไม่สามารถออกจากที่นี่ไปได้

   “โอ๊ย!!” ทิพย์มณีล้มลงไปเพราะแรงผลักดันและพลังร้อนราวกับไฟโหมเพราะอารมณ์ของอีกฝ่าย เทวดาองค์หนึ่งเข้ามาประคองร่างทิพย์มณีพร้อมกับหันมาต่อว่าเพลิงประลัย

   “เจ้ามันก้าวร้าวมากเกินไปแล้วนะ แม้แต่กับนางฟ้าทิพย์มณีที่เลี้ยงดูเจ้ามาแท้ๆ เจ้ายังทำกับนางได้ถึงขนาดนี้”

   “พวกเจ้าไม่ได้เลี้ยงข้ามาด้วยความรัก เจ้าเลี้ยงดูข้าเพราะพระศิวะกับพระอุมาสั่งให้กักขังข้าต่างหากล่ะ...อย่ามายุ่งกับข้าออกไปให้พ้น ไป!!”

   หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เพลิงประลัยก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองอย่างแปลกใจ เมื่อครู่เขาทำร้ายนางฟ้าทิพย์มณีไปด้วยอารมณ์อย่างไม่ได้ตั้งใจ และเขาเห็นกระแสพลังบางอย่างที่ดันออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้าง จึงรีบยั้งมือไว้

   ใจหนึ่งก็พะวงว่านางฟ้าทิพย์มณีจะเป็นอะไรหรือไม่ จึงเดินไปที่ทวาร คราแรกคิดจะลองเปิดประตูออกไปดูหากแต่ได้ยินเสียงสนทนาดังเล็ดลอดเข้ามาเสียก่อน เพลิงประลัยจึงระงับไว้


   ++++++++++++++++++++

   เทวดาองค์นั้นพยุงนางฟ้าทิพย์มณีออกมา ต่างสนทนากันโดยไม่ทันรู้ว่าเพลิงประลัยจะได้ยิน

   “นับวันเพลิงประลัยยิ่งน่ากลัวขึ้นทุกวัน วันนี้เรากลัวเหลือเกิน เด็กคนนั้นไม่เหมือนที่เราเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว” นางฟ้าทิพย์มณีว่า

   “แต่ก่อนนั้นก็เผาผลาญนางฟ้าทิพย์อาภาจนสูญสลาย ต่อไปเพลิงประลัยต้องเผาท่านด้วนแน่ๆ” เทวดาตอบกลับมาด้วยอารมณ์ที่ยังคงไม่พอใจ
   เพลิงประลัยกัดฟันแน่นด้วยความไม่พอใจ...บังอาจว่าข้า!

   “ยิ่งเด็กคนนี้โตขึ้นมากเท่าไร เราก็ยิ่งนึกถึงเมื่อพันปีก่อน ตอนนั้นที่ยักษ์ทาระกะอาละวาดจนสวรรค์ปั่นป่วนไปหมด โชคดีที่พระอังคารโอรสขององค์พระศิวะทรงปราบมันได้ แต่ตอนนี้พระองค์ทรงจุติลงไปเกิดเสียแล้ว ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกจะยังเช่นไร”

   พระอังคารงั้นเหรอ...ถ้าหากพระอังคารยังอยู่ก็จะให้มาปราบตนด้วยงั้นเหรอ...

   ขณะนั้นนิศาเทวีก็มาถึงพอดี ประกายระยิบระยับจางลงกลายเป็นร่างนางฟ้าผู้งดงามเกินกว่าจะหาใครเปรียบได้ เทวดาทั้งหลายต่างพากันตะลึงมอง

   "เทพธิดารูปโฉมงดงามท่านนี้ มาที่นี่ทำไมกัน  เกิดมาไม่เคยเห็นนางสวรรค์นางใดงามเท่านี้มาก่อนเลย" เหล่าเทพบุตรทั้งหลายต่างชื่นชมในความงดงามของนิศาเทวี

             “ท่าน...?” ทิพย์มณีมองนิศาเทวีด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นสภาพของนางฟ้าทิพย์มณีก็เอ่ยถาม

   “นางฟ้าทิพย์มณี...นั่นท่านเป็นอะไรไป”

   “ก็เด็กเพลิงประลัยน่ะสิ ทำร้ายนางฟ้าทิพย์มณี” เทวดาองค์นั้นตอบแทน นิศาเทวีมีท่าทีตกใจ

   “จริงเหรอ แล้วท่านเป็นอะไรมากรึเปล่า”

   “เราไม่เป็นอะไรหรอก ว่าแต่ท่านเถอะนิศาเทวี ท่านเป็นนางรับใช้ของพระแม่เจ้าไม่ใช่หรือ มาถึงนี่พระแม่เจ้ามีพระราชดำรัสอะไรงั้นเหรอ”
“พระแม่เจ้าไม่ได้มีพระราชดำรัสอะไรหรอก เราจะมาช่วยท่านดูแลเพลิงประลัย” คำตอบของนิศาเทวีทำให้เหล่าเทวดานางฟ้าทั้งหลายตกตะลึง
ด้านเพลิงประลัยได้ยินว่ามีผู้มาใหม่จากวิมานของพระอุมาเทวีก็แอบมองผ่านช่องแกลมาดู


     เมื่อนั้น                                           นิศาเทวีนางสวรรค์
งามเลิศกัลยาวิลาวัลย์                       ผุดผาดผิวพรรณดั่งดวงเดือน
เทพธิดาทั่วแคว้นดินแดนฟ้า                 หนึ่งในพื้นพสุธาหาใครเหมือน
เพลิงประลัยจำติดตาไม่ลางเลือน            จิตย้ำเตือนให้นึกถึงเพียงอนงค์


 เพียงแค่เห็นคราแรกเพลิงประลัยก็รู้สึกถึงกระแสความอ่อนโยนที่เขาถวิลหา

   “เราขอเข้าไปพบเพลิงประลัยหน่อยได้มั้ย” เทวดานางฟ้าต่างมองหน้ากันด้วยความไม่แน่ใจ

   “จะดีเหรอนิศาเทวี ตอนนี้เพลิงประลัยกำลังโมโหน่ากลัวมากนะ”

   “ไม่เป็นไรหรอก” นิศาเทวียิ้มรับอย่างไม่หวั่นเกรง พร้อมกับเดินตรงเข้าไปในวิมาน

   เพลิงรีบผละจากช่องแกลที่แอบมองกลับไปนั่งที่เดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นและตนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
นิศาเทวีเดินเข้ามาก็เห็นเด็กน้อยนั่งนิ่งอยู่บนแท่นก็เดินเข้ามาหาด้วยความเอ็นดู

“เพลิงประลัย” น้ำเสียงหวานปานระฆังแก้วเอ่ยเรียกนามเขาด้วยความอ่อนโยน เพลิงประลัยอดที่จะเคยหน้ามองด้วยความแปลกใจไม่ได้ ไม่เคยมีใครจะเรียกเขาด้วยความอ่อนหวานขนาดนี้เลย แต่เพราะอคติต่อเหล่าเทวดานางฟ้า จึงตอบกลับไปอย่างไม่เป็นมิตร

“ไม่ต้องมาแกล้งทำดีกับข้า จะมาหลอกอะไรอีกล่ะ พวกเทวดานางฟ้ามันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ”

“เราไม่ได้คิดอย่างนั้นนะ เพลิงประลัย...และก็ไม่มีใครคิดอย่างนั้นด้วย”

“ไม่จริงหรอก...ทุกคนเกลียดข้า เห็นข้าเป็นตัวทำลาย ไม่มีใครรักข้าจริง แม้กระทั่ง...พ่อแท้ๆ”
นิศาเทวีมองเพลิงประลัยอย่างสงสาร เด็กคนนี้ก็เป็นเพียงแค่เด็กเก็บกดและมีปมด้อยเท่านั้น

"ไม่จริงหรอก เพียงแค่เจ้าลองเปิดใจให้กว้าง และมองไปรอบๆ ก็จะรู้ว่ามีคนที่ห่วงใยเจ้าอยู่ ถ้าเจ้าไม่เห็นใคร ก็ยังมีเราอีกคนที่หวังดีกับเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ"
เพลิงประลัยก็มีท่าทีที่อ่อนลงในทันใด และถามคำถามบางอย่างกับนิศาเทวี

"ท่านจะดีกับข้าแบบนี้ตลอดไปหรือไม่" นิศาเทวียิ้มรับ...ด้วยท่าทีที่อ่อนโยน

"เราพร้อมที่จะให้คำสัญญา หรือสาบานก็ได้ถ้าเจ้าต้องการ เราขอสัญญาว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดไป เจ้าจะเชื่อใจพี่สาวคนนี้ได้มั้ย"
ความรู้สึกราวกับกระแสน้ำเย็นฉ่ำไหลผ่านชโลมเข้ามาในห้วงอกเด็กน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...พี่สาว...ไม่เคยมีใครยื่นไมตรีอันผูกพันแบบนี้ให้เขาเลย

“ท่านสัญญาแล้วนะ”

“สัญญาสิ” นิศาเทวียื่นปลายกนิษฐาให้เป็นการผูกสัมพันธ์ เพลิงประลัยมองอย่างชั่งใจก่อนจะยอมเกี่ยวปลายกนิษฐากับนิศาเทวี...เพลิงประลัยมั่นใจ...คำสัญญานี้ จะผูกพันเราสองคนตลอดไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2010, 04:17:20 PM โดย HpJ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
maycute_11
Jr. Member
**

การ์ม่า: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 94



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2008, 10:24:44 AM »

สุดยอดเลยค่ะพี่bobenz แถมภาพก็สวยด้วยค่ะ Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

จึ่งเห็นจารึกอักษร     นามกรพระโอรสา
ชื่อหยังหยังหนึ่งหรัดอินดรา  อุดากันสาหรีปาตี
อิเหนาเองหยังตาหรา  เมาะตาริยะกัดดังสุรสีห์
ดาหยังอริราชไพรี     เองกะหนะกะหรีกุเรปันฯ
หน้า: [1] 2 3 ... 71   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF

Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.582 วินาที กับ 21 คำสั่ง